อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

รูปภาพของ swk386929

 

อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา

 

 

 

 

 

 

 

                                          

  กรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893  สมเด็จพระเจ้าอู่ทอง เป็นผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้น เสด็จขึ้นครองราชย์ปกครองกรุงศรีอยุธยาทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1   โดยรวบรวมเอากลุ่มเมืองที่มีความสัมพันธ์กัน ทางด้านเครือญาติเข้าด้วยกัน  เมืองเหล่านี้อาทิเช่น  เมืองลพบุรี  เมืองสวรรค์บุรี เป็นต้น  กรุงศรีอยุธยาก็ได้พัฒนาเจริญรุ่งเรืองขี้นเป็นราชธานีที่มีความเจริญ มั่นคง และมั่งคั่ง เนื่องจากมีปัจจัยในการเกื้อหนุนทั้งด้านทำเลที่ตั้ง  ซึ่งมีแม่น้ำ  3  สาย ล้อมรอบ  ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา  แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก  มีสภาพภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์มีทรัพยากรหลากหลาย  อยุธยาจึงเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ยาวนานถึง  417 ปี  มีพระมหากษัตริย์ปกครองติดต่อกันถึง 33 พระองค์  

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                                                ศูนย์กลางของเมืองอยุธยาคือ ส่วนที่เป็นเกาะมีแม่น้ำล้อมรอบ  3  สาย และตัวเกาะมีกำแพงเมืองล้อมรอบ  อีกชั้นหนึ่ง  เมื่อพระเจ้าอู่ทองแรกสร้งเมืองนั้น  กำแพงเมืองทำด้วยหิน  มาเปลี่ยนเป็นอิฐในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  กำแพงเมืองทั้งหมดมีความยาวประมาณ  12.5  กิโลเมตร  หนา  5  เมตร  สูง 6 เมตร  มีป้อมปืนประจำอยู่โดยรอบ  จำนวน 16 ป้อม มีประตูเมือง 18 ประตู  ประตูช่องกุด (ประตูเล็ก) 61 ประตู  ประตูน้ำ  21 ประตู  รวมทั้งสิ้น 99 ประตู  กรุงศรีอยุธยาได้ถูกออกแบบให้เป็นเมืองน้ำ  ผังเมืองที่สมบูรณ์สวยงาม เกิดจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากธรรมชาติอย่างลึกซื้ง เพราะแม่น้ำหลัก 3 สาย นำความอุดมสมบูรณ์มาสู่กรุงศรีอยุธยาก็จริง  แต่ในฤดูฝนปริมาณน้ำจะมีมาก  และไหลหบลากลงมามาก  เกินความจำเป็น  ดังนั้นการสร้างเมืองของชาวอยุธยาสจึงได้รักษาแม่น้ำลำคลองของเดิมเอาไว้ และขุดคูคลองเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแนวเหนือ-ใต้ ให้เป็นแนวตรง เชื่อต่อกับแม่น้ำ ลำคลอง ของเดิมทำให้กระน้ำไม่ไหลเข้าปะทะทำลายเมืองโดยตรง  แต่กลับระบายออกไปจากตัวเมืองได้โดยเร็ว จึงพบว่าเมืองอยุธยา มีแม่น้ำลบำคลองมากมายเป็นเครือข่ายโยงใยกัน ทั้งนอกเมืองและในเมือง ในเมืองนั้นคูคลองสายหลักมากกว่า 10 สายถูกขุดขึ้นใหม่ทั้งในแนวเหนือ-ใต้และตะวันออก-ตะวันตกแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กจำนวนมาก  แต่ละแปลงใช้เป็นเขตวัด เขตวัง และที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระเบียบ  ขนานไปกับแนวคูคลองก็คือ ถนน สร้างเป็นถนนดินและถนนอิฐ โดยมีสะพานจำนวนมากสร้างข้ามคลองเหล่านี้ มีทั้งสะพานไม้ สะพานก่ออิฐ สะพานก่อด้วยศิลาแลง  และสะพานโซ่ซึ่งเป็นสะพานยกได้อีกแบบหนึ่ง รวมทั้งสิ้นกว่า 30 สะพาน นอกตัวเมืองเป็นที่ต่ำกว่า ใช้เป็นพื้นที่สำหรับเกษตรกรรมมีแม่น้ำลำคลองนำน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงอย่างทั่วถึงสองฝั่งน้ำเหล่านี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวอยุธยา ซึ่งจะปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่เป็นกลุ่มๆ สลับไปกับวัดวาอาราม เบื้องหลังของหมู่บ้านคือทุ่งกว้างสำหรับเกษตรกรรม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                                            การปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครองแผ่นดิน ทรงปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม พระองค์ทรงมอบหมายให้พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางปกครองดูแลเมืองลูกหลวง หลานหลวง ต่างพระเนตรพระกรรณ ส่วนเมืองประเทศราชก็ให้เจ้านายในราชวงศ์เก่าปกครอง ขึ้นตรงต่อกรุงศรีอยุธยา

กษัตริย์ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยา

                                            มีทั้งหมด 35 พระองค์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 1893 ถึงปี พ.ศ.2310   มีดังนี้

                                            1.  สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1  (พระเจ้าอู่ทอง  พ.ศ. 1893  1912)    หลังจากพระเจ้าอู่ทองทรงก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 1893  ก็ได้ทรงรับ ลัทธิเทวราช (ถือว่ากษัตริย์ทรงเป็นสมมุติเทพ)  และ ระบบจตุสดมภ์ มาใช้ในการปกครองบ้านเมือง  ระหว่างครองราชย์โปรดเกล้าฯ ให้พระราเมศวร พระราชโอรสไปครองเมืองลพบุรีซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางเหนือ  ให้ขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งเป็นพี่ของพระมเหสี ไปครองเมืองสุพรรณบุรีซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านทางตะวันตก  และขยายอำนาจเข้าไปในเขมร ได้เขมรเป็นประเทศราช

                                            2. สมเด็จพระราเมศวร  (พ.ศ. 1912  1913)  พระราชโอรสของพระเจ้าอู่ทอง  ขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา ครองราชย์อยู่ไม่ถึงปีก็ถูกขุนหลวงพระงั่ว ซึ่งเป็นลุง (พี่ชายของพระราชชนนี) ยกทัพมาจากเมืองสุพรรณบุรี บังคับเอาราชสมบัติ แล้วให้ไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม

                                            3. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว  พ.ศ. 1913  1931)  ขุนหลวงพะงั่วเป็นบุตรเจ้าเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นเมืองใหญ่มาแต่เดิม  มีฐานกำลงมั่นคง ช่วยส่งเสริมให้พระเจ้าอู่ทอง ซึ่งเป็นบุตรเขยของเจ้าเมืองสุพรรณบุรีให้ก่อตั้งอาณาจักรอยุธยาได้สำเร็จ  เมื่อพระเจ้าอู่ทองเสด็จสวรรคต ขุนหลวงพะงั่วครองเมืองสุพรรณบุรีอยู่เห็นเป็นโอกาสจึงรวบรวมกำลังกองทัพเข้ากรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระราเมศวร ซึ่งเป็นหลานจำต้องยอมยกราชสมบัติให้ ขุนหลวงพะงั่วขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1  แล้วลดตำแหน่งพระราเมศวรลง ให้ไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม ขุนหลวงพะงั่วได้ยกทัพไปรุกรานสุโขทัยหลายหน หนสุดท้ายใน พ.ศ.1921 พระมหาธรรมราชาที่ 2  แห่งกรุงสุโขทัยเห็นว่าน่าจะสู้รบต่อไปไม่ไหวจึงออกมาถวายบังคม โปรดให้ครองสุโขทัยต่อไปในฐานะประเทศราชของอยุธยา

                                            4. สมเด็จพระเจ้าทองจันทร์ (หรือทองลัน   พ.ศ. 1931)   พระราชโอรสของขุนหลวงพะงั่ว  ขึ้นครองราชย์

ต่อจากพระราชบิดา เมื่อพระชนมายุ 15 พรรษา  ครองราชย์ได้เพียง 7 วัน   สมเด็จพระราเมศวรก็ยกทัพจากเมืองลพบุรีมาเอาราชสมบัติคืน

 จับพระเจ้าทองจันทร์สำเร็จโทษ แล้วขึ้นครองราชย์เป็นครั้งที่สอง

                                            5. สมเด็จพระราเมศวร (ครองราชย์ครั้งที่ 2  พ.ศ. 1931  1938)  ได้ยกกองทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ กวาดตอน

ผู้คนลงมา และเมื่อเขมรยกทัพมากวาดต้อนผู้คนในเมืองชลบุรี และจันทบุรี จึงยกทัพไปตีเขมร  ยึดได้นครธมซึ่งเป็นเมืองหลวง ทำให้เขมร

เป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่สมัยนี้เป็นต้นมา จนถึงรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ฝรั่งเศสได้ประกาศยึดเมืองไป

                                             6. สมเด็จพระรามราชาธิราช (พ.ศ. 1938  1952)  พระราชโอรสของสมเด็จพระราเมศวร  หลังครองราชย์อยู่นาน 14 ปี ทรงมีเหตุพิโรธเจ้าพระยามหาเสนาบดี เจ้าพระยามหาเสนาบดีจึงหนีไปทูลเชิญเจ้านครอินทร์ (หลานของขุนหลวงพะงั่ว) ซึ่งขณะนั้นครองเมืองสุพรรณบุรี ให้ยกทัพมาปล้นเอากรุงศรีอยุธยาคืนจากราชวงศ์อุ่ทอง  สมเด็จพระรามราชาธิราชจึงถูกถอดออกจากราชสมบัติ เจ้านครอินทร์ขึ้นครองราชย์แทน ทรงพระนามว่า สมเด็จพระนครินทราธิราช

                                             7. สมเด็จพระนครินทราธิราช (เจ้านครอินทร์  พ.ศ. 1952  1967)  ทรงเป็นพระราชนัดดา (หลาน) ของขุนหลวงพะงั่ว   ขณะที่ทรงครองราชย์อยู่นั้น พระมหาธรรมราชาที่ 3 แห่งกรุงสุโขทัยเสด็จสวรรคตโดยมิได้ตั้งองค์รัชทายาท ทำให้พระราชโอรสคือพระยาบาลเมืองกับพระยารามคำแหงชิงราชสมบัติกัน  สมเด็จพระนครินทราธิราชจึงเสด็จไกล่เกลี่ย โปรดให้พระยาบาลเมือง ครองกรุงสุโขทัย เป็นพระมหาธรรมราชาที่ 4  (บรมปาล)  ให้พระยารามคำแหง (รามราช)  ไปครองเมืองกำแพงเพชร  และขอพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3 อภิเษกสมรสกับ เจ้าสามพระยา พระราชโอรสองค์ที่สามของพระองค์  ทำให้อาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรอยุธยาใกล้ชิดกันฉันท์เครือยญาติ

                                            8. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา  พ.ศ. 1967  1991)  เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราช เสด็จสวรรคต พระราชโอรสองค์ที่ 1 และ 2 คือ เจ้าอ้ายพระยา กับ เจ้ายี่พระยา  ชิงราชสมบัติถึงกับชนช้างต่อสู้กัน  และทรงฟันพร้อมกันจนขาดคอช้างด้วยกันทั้งสองพระองค์  พระราชวงศ์และขุนนางจึงทูลเชิญ เจ้าสามพระยา พระราชโอรสองค์ที่ 3 ขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2  ระหว่างครองราชย์ได้เสด็จไปตีเมืองเชียงใหม่ และยกทัพไปปราบเขมร ซึ่งมักจะถือโอกาสแข็งเมืองบ่อยๆ เมือตีได้นครธรมเมืองหลวงใน พ.ศ. 1974 จึงกวาดต้อนผู้คนมาเป็นอันมาก จนทำให้นครธมเป็นเมืองร้างมาจนถึงทุกวันนี้

                                            9. สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991  2031)   พระราชโอรสของพระเจ้าสามพระยา  เมื่อพระชนมายุ 15 พรรษา ได้รับสถาปนาเป็น พระราเมศวร  พระมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก  ครองเมืองพิษณุโลกอยู่ 2 ปี พระราชบิดาก็สวรรคต  จึงเสด็จกลับมาสืบราชสมบัติทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ประทับอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา  15  ปี  จึงเสด็จกลับไปประทับที่พิษณุโลกอีกจนตลอดรัชกาล    ตลอดเวลาเหล่านั้นทำให้พิษณุโลกมีฐานะเป็นราชธานี  ที่ทรงกระทำเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะพระองค์ต้องการประสานน้ำใจชาวสุโขทัยให้เห็นว่าพิษณุดลกมีสภาพเป็นเมืองหลวงของทั้งสุโขทัยและอยุธยาพร้อมๆ กัน  ทำให้ทั้งสองอาณาจักรมีความรู้สึกทีดีต่อกันและผสมผสานกลมกลืนเป็นอาณาจักรเดียวกันได้อย่างแนบเนียน

                                            พระราชกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถคือ การปฏิรูปการปกครอง รวมอำนาจจากหัวเมืองต่างๆ มาไว้ที่ราชธานี  ทำให้ราชธานีเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักร  และทรงแยกราชการฝ่ายทหารและพลเรือนออกจากกัน ที่สำคัญคือทรงประกาศใช้ระบบศักดินาขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งนับเป็นหัวใจการปกครองบ้านเมืองต่อมาอีกหลายร้อยปี ตราบถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

                                            10. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 (พระอินทราชา  พ.ศ. 2031  2034)  พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  ขณะที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถประทับอยู่ที่พิษณุโลกนั้น ทรงเป็นครองเมืองอยุธยาในฐานะเป็นเมืองลูกหลวง  ครั้งสมเด็จพระบรมไตโลกนาถเสด็จสวรรคตจึงขึ้นครองราชย์ และเมื่อเสด็จสวรรคตก็ทรงยกราชสมบัติให้แก่พระเชษฐาธิราช พระอนุชาต่างมารดา

                                            11. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2  (พ.ศ. 2034  2072)  พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ  พระอนุชาต่างมารดาของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3  ก่อนขึ้นครองราชย์เป็นอุปราช  ครองเมืองพิษณุโลก ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และทรงมีพระปรีชาสามารถในกิจการทหาร ในด้านศาสนา ทรงสร้างวัดหลายแห่ง และทรงหล่อพระพุทธรูป พระศรีสรรเพชญ์  หุ้มด้วยทองคำ ในด้านการทหารทรงปรับปรุงโดยจัดทำตำราพิชัยสงคราม  จัดให้มีการทำสารบาญชี (บัญชีสำรวจไพร่พล)  มี สุรัสวดี  เป็นผู้ควบคุมทำนองเดียวกับการขึ้นทะเบียนทหาร  และทรงจัดให้มี การทำพิธีทุกหัวเมือง  ซึ่งพิธีเช่นว่านี้อาจสันนิษฐานได้ว่ามีลักษณะคล้ายๆ กับพิธีกระทำสัตย์ปฏิญาณตนของทหารในปัจจุบัน 

                                            12. สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4 (หน่อพุทธางกูร  พ.ศ. 2072  2076)  พระราชโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2  เดิมทรงพระนามว่า พระอาทิตยวงศ์  ภายหลังพระราชบิดาทรงสถาปนาให้เป็น พระบรมราชาหน่อพุทธางกูร ครองเมืองพิษณุโลก เมื่อได้ราชสมบัติจากพระราชบิดาแล้วจึงให้พระไชยราชาซึ่งเป็นพระอนุชาต่างมารดาไปครองเมืองพิษณุโลกแทน  ครองราชย์ 5 ปี ก็ประชวรสวรรคตด้วยโรคไข้ทรพิษโดยมิได้ตั้งรัชทายาท

                                            13. พระรัษฎาธิราช ( พ.ศ. 2076  2077)  พระราชโอรสของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 4  เหตุที่มิได้มีค่าว่า สมเด็จ นำหน้าเนื่องจากทรงได้ราชสมบัติเมื่อพระชนมายุเพียง 5 พรรษา  พระไชยราชา (ซึ่งเป็นพระเจ้าอา) ที่ครองเมืองพิษณุโลกในฐานะเป็นอุปราช จึงยกทัพมาจับสำเร็จโทษเสีย หลังจากครองราชย์อยู่เพียง 5 เดือนเศษ

                                            14. สมเด็จพระไชยราชาธิราช (พ.ศ. 2077  2089)    พระราชโอรสของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2  (รัชกาลที่ 11)  พระอนุชา

ของสมเด็จพระบรมราชาธิบดีที่ 4 (รัชกาลที่ 12) เมื่อสำเร็จโทษพระรัษฎาธิราช (ซึ่งเป็นหลาน)  แล้วก็ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพะระไชยราชาธิราช

 ขณะนั้นพระเจ้าตะเบงชะเวตี้แห่งพม่า แผ่อำนาจเข้ามาในหัวเมืองมอญ พวกมอญหนีเข้ามาอยู่ในเมืองเชียงกรานซึ่งเป็นของไทย พระเจ้าตะเบงชะเวตี้จึงถือ

โอกาสยกทัพมาตีเมืองเชียงกรานได้ไปใน พ.ศ. 2081  สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จไปตีคืนมา  ด้วยความร่วมมือช่วยเหลือของชาวโปรตุเกสที่เข้ามาอยู่ใน

กรุงศรีอยุธยาและมีความชำนาญในเรื่องปืนไฟซึ่งเป็นเทคโนโลยี่ใหม่ที่ชาวโปตุเกสนำเข้ามาในสมัยนั้น

                                            15. พระยอดฟ้า (พระแก้วฟ้า  พ.ศ. 2089  2091)   เมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชประชวรเสด็จสวรรคต บรรดาอำมาตย์ราชมนตรี จึงกราบทูลเชิญพระยอดฟ้า (แก้วฟ้า)  ราชโอรสซึ่งประสูติจากท้าวศรีสุดาจันทร์ (พระสนมเอกฝ่ายซ้าย)  พระชนมายุ  11 พรรษา  ขึ้นครองราชย์โดยมีพระราชชนนีว่าราชการเป็น เจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์  ผู้สำเร็จราชแผ่นดิน  ต่อมาเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ได้ตั้งครรภ์กับ พันบุตรศรีเทพ  พนักงานรักษาหอพระ จึงตั้งพันบุตรศรีเทพเป็น ขุนวรวงศาธิราช  ช่วยว่าราชการแผ่นดิน เมื่อขุนวรวงศาธิราช มีอำนาจขึ้นก็จัดการำสเร็จโทษพระยอดฟ้าเสีย แล้วขึ้นเป็นกษัตริย์แทน

                                            16. ขุนวรวงศาธิราช (พันบุตรศรีเทพ  พ.ศ. 2091)  ขุนวรวงศาธิราช ได้อำนาจกษัตริย์ท่ามกลางความไม่พอใจของพระราชวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่  ซึ่งมีขุนริเรนทรเทพเป็นหัวหน้า  จึงคบคิดกันจับขุนวรวงศาธิราช และเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ประหารชีวิตเสีย

                                            17. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระเจ้าช้างเผือก  พ.ศ. 2091  2111)  พระอนุชาของสมเด็จพระไชยราชาธิราช (รัชกาลที่ 14)  พระนามเดิมคือ พระเทียรราชา ซึ่งเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุระหว่างที่เจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์มีอำนาจ  เพราะเกรงจะมีภัย  หลังจากขุนพิเรนทรเทพและบรรดาขุนนางกำจัดแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์กับขุนวรวงศาธิราชแล้ว  จึงกราบทูลอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์  ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ และเพื่อเป็นการตอบแทน จึงสถาปนาให้ขุนพิเรนทรเทพเป็น พระมาหธรรมราชา ครองเมืองพิษณุโลก มีฐานะเป็นอุปราช และยังมอบพระราชธิดาให้เป็นพระอัครชายาอีกด้วย

                                            เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลนี้ คือ สงครามพระสุริโยทัยขาดคอช้าง กับ สงครามช้างเผือก สงครามพระสุริยทัยขาดคอช้าง

 เกิดขึ้นเมื่อพระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้ ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เพิ่มมีอาจเข้มแข็งขึ้น ได้ทราบข่าวความไม่ดีงามในราชสำนัก และการเปลี่ยนแผ่นดิน จึง

ถือโอกาสยกทัพเข้ามารุกราน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิชนช้างกับพระเจ้าแปร ทัพหน้าของพม่า ช้างพระที่นั่งเสียที พระสุริโยทัยพระมเหสีจึงไส

ช้างเข้าขวางถูกพระแสงง้าวขาดคอช้าง      ส่วนสงครามช้างเผือกนั้นเกิดภายหลังจากพระเจ้าตะเบงชะเวตี้สิ้นพระชนม์  พระเจ้าบุเรงนองได้ราชสมบัติ

สืบต่อและต้องการแผ่อำนาจออกไปให้กว้างขวาง ครั้นได้ยินกิตติศัพท์ว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรดิได้ช้างเผือกถึง 7 เชิอก จนคนทั่วไปเรียกว่า

 พระเจ้าช้างเผือก  จึงแสร้งทำเป็นขอช้างเผือกเพื่อหาสาเหตุรุกราน  และยกทัพมาล้อมกรุง จนสมเด็จพระมหาจักรพรรดิต้องยอมเสียช้างเผือก  และ

ยอมส่งพระราชโอรสองค์โต (พระราเมศวร) ไปเป็นตัวประกัน หลังจากนั้นได้ทรงเสียพระทัยที่เห็นว่าพระมหาธรรมราชา (ซึ่งเป็นพระราชบุตรเขย)

เอาใจฝักใฝ่ต่อพม่าไม่เกรงใจพระองค์ จึงสละราชสมบัติให้แก่พระมหินทราธิราช พระราชโอรสองค์ที่สองแล้วเสด็จออกผนวช (พระราเมศวรสิ้นพระชนม์ระหว่างเดินทางไปเป็นตัวประกันที่หงสาวดี)

                                            18. สมเด็จพระมหินทราธิราช (พ.ศ. 2111  2112)  พระราชโอรสองค์ที่ 2  ของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  เสด็จขึ้นครองราชย์ระหว่างที่มีวิกฤตการณ์กับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง คือ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองพยายาม่งเสริมให้พระมหาธรรมราชา (พระราชบุตรเขจของสมเด็จพระมหาจักพรรดิ)  กระด้างกระเดื่องต่อกรุงศรีอยุธยา  สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียพระทัยจึงทรงสละราชสมบัติให้แก่พระมหินทร์ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระมหินทราธิราช  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองต้องการกรุงศรีอยุธยาเป็นประเทศราชอย่างแท้จริง จึงยกทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาไว้ และเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าในปี พ.ศ. 2112

                                            19. สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช (พ.ศ. 2112  2133)   พระนามเดิมคือ ขุนพิเรนทรเทพ  ไม่ปรากฏชัดว่า สืบเชื้อสายมาจากที่ใด พระราชพงศาวดารกล่าวเพียงว่า  พระบิดาของพระองค์มีเชื่อสายราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย และพระมารดาเป็นญาติทางฝ่ายพระราชชนนีของสมเด็จพระไชยราชาธิราช (รัชกาลที่ 14) ได้เข้ารับราชการในสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชจนได้เป็นขุนพิเรนทรเทพ เจ้ากรมพระตำรวจรักษาพระองค์

                                            เมื่อสมเด็จพระไชยราชาเสด็จสวรรคต และขุนวรวงศาธิราชแย่งราชสมบัติจากพระราชโอรส (พระรัษฎาธิราช) และสำเร็จโทษเสียนั้น คงจะทำให้ขุนพิเรนทรเทพไม่พอใจ  จึงคบคิดกับขุนนางข้าราชการจับขุนวรวงศาธิราชและเจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ประหารชีวิต  แล้วทูลอัญเชิญพระเทียรราชา (พระอนุชาของสมเด็จพระไชยราชา) ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อขึ้นครองราชย์สมบัติแล้วสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงปูนบำเหน็จโดยสถาปนาให้เป็นเจ้า (เนื่องจากมีเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง)  มีพระนามว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า และพระราชทาน พระวิสุทธิกษัตรี พระราชบิดาให้เป็นพระมเหสีครองเมืองพิษณุโลก  (มีศักดิ์เท่ากับอุปราช เนื่องจากในสมัยนั้นพิษณุโลก มีความสำคัญเป็นที่สองรองจากกรุงศรีอยุธยา)

                                            ขณะที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาครองเมืองพิษณุโลกนั้น กรุงศรีอยุธยาเกิดสงครามกับพม่า สงครามครั้งสำคัญ คือ สงครามช้างเผือก ซี่งมีผลให้ไทยต้องเสียช้างเผือก ต้องส่งตัวพระราชโอรสของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิไปเป็นตัวประกันที่หงสาวดี ต้องส่งส่วยประจำปีให้แก่พม่า และยังต้องยอมให้พม่าส่งขุนนางกำกับดุแลทั้งที่กรุงศรีอยุธยาและที่พิษณุโลก เท่ากับกรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าโดยปริยาย

                                            สมเด็จพระมหาธรรมราชา คงจะไม่ทรงยินดีในฐานะของไทยนัก และคงจะทรงมีแผนการในการแสวงหาอิสรภาพและกอบกู้ศักดิ์ศรีของกรุงศรีอยุธยาให้กลับคืนมา ดังนั้นเมื่อพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองอภิเษกให้เป็น พระศรีสรรเพชญ์ ครองเมืองพิษณุโลกในฐานะประเทศราชของพม่าโดยตรง  ไม่ขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา จึงทรงรับสนองด้วยดี และทรงโอนอ่อนผ่อนตามกระแสพระราชประสงค์ของพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองเรื่อยมา จนในที่สุดเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2112 และพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองอภิเษกให้เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาในฐานะประเทศราช  จึงเป็นโอกาสให้พระองค์ดำเนินการฟื้นฟูบ้านเมือง  รวบรวมกำลังคนให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง เพราะถูกพม่ากวาดต้อนผู้คนไปมากมาย โดยอ้างกับพม่าว่าต้องเตรียมกำลังผู้คนไว้ต่อสู้กับเขมรเนื่องจากเขมรถือโอกาสเข้ารุกรานปล้นสะดมหัวเมืองชายแดนอยู่บ่อยๆ

                                            สมเด็จพระมหาธรรมราชา ทรงมีพระราชโอรสธิดา ที่ปรากฏคือ พระองค์แรกเป็นพระราชธิดามีพระนามว่า พระสุพรรณเทวี

 อีกสองพระองค์เป็นพระราชโอรส ได้แก่ พระองค์ดำ (พระนเรศวร) กับพระองค์ขาว (พระเอกาทศรถ)  พระองค์ดำนั้นพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองขอเอา

ไปเป็นตัวจำนำอยู่ที่หงสาวดีตั้งแต่พระชนมายุ 7 ขวบ  จนถึง 15 ขวบ  จึงให้กลับมาช่วยพระราชบิดา หลังจากที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้พระราชทาน

พระสุพรรณเทวี ราชธิดาไปแทน

                                            สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงสนับสนุนให้พระนเรศวรดำเนินการกอบกู้เอกราชจนสำเร็จใน พ.ศ. 2127 ด้วยการ หลั่งน้ำจาก

พระสุคนโท ประกาศเอกราช เป็นอิสรภาพไม่ขึ้นกับพม่าอีกต่อไป

                                            20. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. 2133  2148)  สมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองราชย์เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคต ขณะ

มีพระชนมายุ 35 พรรษา และทรงสถาปนาพระเอกาทศรถ พระอนุชาเป็นพระมหาอุปราช  ช่วงเวลาตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงใช้ไปในการทำสงครามเป็น

ส่วนใหญ่ ทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ทรงอานุภาพสูงสุดในเวลานั้น ได้ทรงขยายพระราชอาณาจักรออกไปกว้างขวางกว่าสมัยใดๆ

                                            สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประชวรระหว่างยกทัพไปตีเมืองหลวงสาวดีและเมืองตองอูของพม่า และเสด็จสวรรคตที่เมืองหาง ในปีพ.ศ. 2148

                                            21. สมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. 2148  2153)  พระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  ทรงเป็นพระอุปราชทำสงครามร่วมกับสมเด็จพระนเรศวรตลอดมา เมื่อครองราชย์แล้วก็ได้ทำนุบำรุงบ้านเมือง มีการติดต่อค้าขายกับฝรั่งตะวันตก และส่งทูตไปยังกรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองหลวงของฮอลันดา  ทรงมีพระราชโอรสประสูติแต่พระมเหสี 2 พระองค์ ได้แก่ เจ้าฟ้าสุทัศน์ กับ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์  และพระราชโอรสประสูติแต่สนมอีก 3 พระองค์ ได้แก่ พระอินทราชา  พระศรีศิลป์ (หรือ พระศรีสิน)  และ พระองค์ทอง  ตอนปลายรัชกาลเจ้าฟ้าสุทัศน์ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระมหาอุปราช (องค์รัชทายาท) ภายหลังสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเชื่อคำยุยงว่า เจ้าฟ้าสุทัศน์จะเป็นกบฎ ทำให้เจ้าฟ้าสุทัศน์เสียพระทัย เสวยยาพิษถึงแก่ทิวงคต ซึ่งสร้างความเศร้าโศกแก่สมเด็จพระเอกาทศรถมาก จึงมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งอุปราชอีกเลย จนกระทั่งเสด็จสวรรคต

                                            22. พระศรีเสาวภาคย์  (พ.ศ. 2153)   พระราชโอรสองค์ที่สองของสมเด็จพระเอกาทศรถ  (ซึ่งประสูติแต่พระมเหสี)  เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคตแล้ว บรรดาพระราชวงศ์และขุนนางจึงอัญเชิญขึ้นเป็นกษัตริย์ ที่มิได้มีคำว่า สมเด็จ นำหน้าพระนาม คงจะด้วยเหตุ่ที่พระองค์เสด็จสวรรคตก่อนที่จะมีพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เพราะเสวยราชย์ได้เพียงเดือนเศษ พระศรีศิลป์ (ศรีสิน) พระราชโอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถที่ประสูติแต่พระสนมซึ่งขณะนั้นผนวชเป็นภิกษุมีสมณศักดิ์เป็น พระพิมลธรรม ก็คบคิดกับขุนนางจับพระศรีเสาวภาคย์สำเร็จโทษเสีย

                                            23. สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. 2153  2171)  เมื่อพระศรีเสาวภาคย์ถูกสำเร็จโทษแล้ว ขุนนางพร้อมใจกันทูลอัญเชิญพระอินทราชา โอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถ (พระเชษฐาของพระพิมลธรรม)  ขึ้นครองราชย์สมบัติ ทรงพระนามว่า  สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม  แล้วสถาปนาให้พระศรีศิลป์ (พระพิมลธรรม)  เป็นอุปราช  พระราชพงศาวดารบันทึกว่า สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมได้พบรอยพระพุทธบาทที่สระบุรี จึงโปรดเกล้าให้สร้างมณฑปขึ้น และจัดมหรสพสมโภช ครองราชย์อยู่ 18 ปีก็สวรรคต สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมมีพระราชโอรสคือ พระเชษฐาธิราชกุมาร กับ พระอาทิตยวงศ์

                                            24. สมเด็จพระเชษฐาธิราช (พ.ศ. 2171)  เมื่อสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จสวรรคตแล้ว บรรดาขุนนางมีออกญาเสนาศรวรวงศ์

เป็นหัวหน้า ได้กราบทูลอัญเชิญพระเชษฐาธิราชพระราชโอรสองค์โตของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมขึ้นครองราชย์ ทำให้พระศรีศิลป์ (ศรีสิน) พิโรธ เพราะตนเป็น

อุปราชแต่กลับไม่ได้ราชสมบัติ  หนีไปซ่องสุมผู้คนอยู่ที่เพชรบุรี จึงถูกจับสำเร็จโทษ ส่วนสมเด็จพระเชษฐาธิราชนั้นพระชนมายุเพียง 15 พรรษา ได้รับคำกราบ

ทูลจากขุนนางบางคนว่า ออกญาเสนาศรีวรวงศ์ ซึ่งได้เลื่อนเป็นออกญากลาโหม (บางเล่มบอกว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์) จะเป็นกบฎ จึงทรงระแวง ออกญา

กลาโหมรู้ว่าสมเด็จพระเชษฐาระแวงสงสัยตนก็โกรธ และถือโอกาสก่อการกบฏเสียจริงๆ คือจับพระเชษฐาธิราชสำเร็จโทษ หลังจากครองราชย์ย์ได้เพียง 8 เดือน

                                            25. สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ (พ.ศ. 2172)  เมื่อเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์สำเร็จโทษสมเด็จพระเชษฐาธิราชแล้ว ก็กราบทูลอัญเชิญ

พระอาทิตยวงศ์ พระอนุชาของสมเด็จพระเชษฐาธิราชขึ้นครองราชสมบัติ  ขณะที่มีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา ครองราชย์ได้เพียง 28 วัน ก็ถูกเจ้าพระยากลาโหม

สุริยวงศ์อ้างว่าไม่ประสีประสา เอาแต่เล่นจับแพะจับแกะ แล้วก็ปลงประชนม์เสียอีกพระองค์หนึ่ง

                                            26. สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2172  2199)  เมื่อกำจัดสมเด็จพระอาทิตย์วงศ์แล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ปรากฏว่าชาวญี่ปุ่นที่เข้ามามีบทบาทอยู่ในกรุงศรีอยุธยามี ออกญาเสนาภิมุข (ยามาดา นางามาซา) เป็นหัวหน้า  พากันไมม่ยอมรับพระองค์ ด้วยเห็นว่าได้ปลงพระชนม์พระราชโอรสพระเจ้าทรงธรรมถึง 2 พระองค์ พวกญี่ปุ่นจึงถูกขับออกจากกรุงศรีอยุธยา  ในรัชกาลนี้มีการติดต่อค้าขายกับฝรั่งชาวยุโรป  และได้เขมรเป็นประเทศราช สมเด็จพระเจ้าปราสาททองมีพระราชโอรส 2 พระองค์ พระองค์แรกคือ เจ้าฟ้าไชย (ซึ่งประสูติตั้งแต่พระองค์ยังไม่ได้เป็นกษัตริย์) กับ พระนารายณ์ราชกุมาร (ซึ่งประสูติแต่พระมเหสี หลังจากขึ้นครองราชย์  เจ้าฟ้าไชยกับพระนารายณ์จึงเป็นพระราชโอรสต่างมารดากัน)  เมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองสวรรคต ได้มอบราชสมบัติให้ เจ้าฟ้าไชย

                                            27. สมเด็จเจ้าฟ้าไชย (พ.ศ. 2199)   พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ประสูติก่อนที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจะขึ้นครองราชย์  ต่างมารดากับพระนารายณ์ซึ่งประสูติแต่พระมเหสีของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขณะครองราชย์สมบัติ)  เมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองมอบราชสมบัติให้เจ้าฟ้าไชย พระนารายณ์ในฐานะที่ทรงมีสิทธิในราชบังลังก์มากกว่า จึงทรงคบคิดกับพระศรีสุธรรม ซึ่งเป็นอนุชาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (คือเป็นพระเจ้าอาของพระนารายณ์) ร่วมกันจับสมเด็จเจ้าฟ้าไชยสำเร็จโทษเสีย หลังจากครองราชย์สมบัติได้ 9 เดือน แล้วพระนารายณ์ก็ถวายราชสมบัติให้แก่พระศรีสุธรรม

                                            28. สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา (พ.ศ. 2199)   พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง เมื่อขึ้นครองราชย์สมบัติ ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา  ครองราชย์แล้วก็สถาปนาพระนารายณ์ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช  กรมพระราชวังบวรสถานมงคล  แต่หลังครองราชย์เพียง 2 เดือนก็เป็นอริกัน เนื่องจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชามีพระทัยเสน่หาใคร่จะได้ พระราชกัลยาณี (ผู้เป็นขริษฐาของสมเด็จพระนารายณ์) มาเป็นพระชายาอันมิชอบด้วยประเพณี สมเด็จพระนารายณ์จึงพร้อมด้วยขุนนางยกกำลังเข้าโจมตีวังหลวง เกิดการต่อสู้ฆ่าฟันเสียเลือดเนื้อและชีวิตเป็นอันมาก ในที่สุดก็สามารถจับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาไปสำเร็จโทษได้

                                            29. สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199  2231)  พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง  เมื่อสำเร็จโทษพระศรีสุธรรมราชา พระเจ้าอาแล้ว สมเด็จพระนารายณ์ก็ปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์สมบัติ  ขณะมีชนมายุเพียง 25 พรรษา  ทรงเป็นกษัตริย์ที่ปรีชาสามารถ กรุงศรีอยุธยาในสมัยของพระองค์จึงเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจการค้า การต่างประเทศ การศึกษาและศิลปะวัฒนธรรม  มีวรรณคดีสำคัญๆ เกิดขึ้น (เรื่องราวของศรีปราชญ์ เกิดขึ้นในรัชกาลนี้)  แม้การทหารก็มิได้หย่อน เช่น ได้เสด็จยกทัพไปตีเชียงใหม่รักษาไว้เป็นประเทศราช เป็นต้น

                                            พระราชกรณียกิจที่ทรงได้รับการยกย่องมาก คือ การมีความสัมพันธ์กับชาวตะวันตก ได้เปิดการค้าขายกับชาติต่างๆ

 เจริญสัมพันธไมตรี และยอมให้เข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์จนเป็นที่ยอมรับนับถือของชาติตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศสถึงกับส่งราชทูตไทย

ไปยังราชสำนักของพระเจ้าหลุย์ที่ 14 ทำให้ไทยได้รับความรู้ใหม่ๆ เช่น การแพทย์ การสถาปัตยกรรม และการทหาร เป็นต้น  ทั้งนี้โดยมีฝรั่ง

ชาติกรีกคนหนึ่งเป็นกำลังสำคัญ คือ คอนสแนติน  ฟอลคอน  ซึ่งรับราชการได้เป็นตำแหน่ง เจ้าพระยาวิไชเยนทร์  สมุหนายก  ดูแลราชการทั่ว                                เครื่องปั้นสมัยอยุธยา

ไปโดยเฉพาะการค้าและการต่างประเทศ  ความเจริญที่ได้รับจากตะวันตก ทำให้พระองค์ทรงสร้างพระราชวังแบบตะวันตกขึ้นที่ลพบุรี  สำหรับ

ประทับในฤดูร้อนและฤดูหนาว ซึ่งภายหลังก็ประทับที่ลพบุรีเป็นประจำจนสิ้นรัชกาล

                                            ความที่เจ้าพระยาวิไชเยนทร์เข้ามามีบทบาททางการเมืองและเป็นที่โปรดปราน ทำให้ไม่เป็นที่ไว้วางใจของข้าราชการ

ไทยบางกลุ่ม เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชประชวร และได้มอบหมายให้พระเพทราชา ว่าราชการแผ่นดินแทน หลวงสรศักดิ์ จึงคบคิดกับพระ

เพทราชา นำทหารเข้ายึดอำนาจ แม้ขณะนั้นษมาเด็จพระนารายณ์จะทรงมีพระชนมชีพอยู่ แต่ก็ทรงมีอากรประชวรหนัก จึงได้แต่ตรัสบริภาษสอง

พ่อลูก (พระเพทราชากับหลวงศรศักดิ์) ไม่ทรงมีพละกำลังทำอะไรได้นั้นเอง สิริรวมพระชนมายุได้ 57 พรรษา    สมเด็จพระนารายณ์ทรงมีพระราชโอรส คือ เจ้าฟ้าอภัยทศ  แต่เจ้าฟ้าอภัยทศก็ถูกพระเพทราชา และหลวงสรศักดิ์ออกอุบายให้เดินทางจากกรุงศรีอยุธยาเพื่อไปเยี่ยมอาการสมเด็จพระนารายณ์ ที่ประชวรหนักอยู่ที่ลพบุรี แล้วจับสำเร็จโทษเสียระหว่างทาง

                                            30. สมเด็จพระเพทราชา (พ.ศ. 2231  2246) พระเพทราชา  เป็นขุนนางผู้ใหญ่ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เดิมเป็นชาวบ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี มีฝีมือในการขับขึ่ช้าง เข้ามารับราชการเป็นจางวางกรมช้าง และได้ตามเสด็จในราชการสงครามแสดงฝีมือให้ปรากฏจนเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยใกล้ชิด  เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จยกทัพไปตีเชียงใหม่ก็โดยเสด็จไปด้วย  ครั้นได้เมืองเชียงใหม่แล้วพระองค์ได้นำราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ลงมาด้วย  จนทรงครรภ์ขึ้นระหว่างทาง สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงละอายพระทัย จึงพระราชทานนางนั้นให้แก่พระเพทราชา พระเพราชาก็นำนางไปเลี้ยงดู จนนางคลอดบุตรเป็นชายชื่อว่า เจ้าเดื่อ  เมื่อเจริญวัยก็ถวายเป็นมหาดเล็กในวังหลวง สมเด็จพระนารายณ์ทรงพอพระทัย จึงแสดงเป็นนัยให้เจ้าเดื่อรู้ว่าเป็นราชโอรส  ทำให้เจ้าเดื่อไม่เกรงกลัวใคร จนได้รับแต่งตั้งให้เป็น หลวงสรศักดิ์ ช่วยราชการกรมช้างอยู่กับพระเพทราชา

                                            เมื่อสมเด็จพระนารายณ์ประชวร และแต่งตั้งให้พระเพทชาราเป็นผู้สำเร็จราชการแทน ทำให้หลวงสรศักดิ์เห็นเป็นโอกาส

 จึงคบคิดกับพระเพทราชาเพื่อชิงราชสมบัติ บรรดาขุนนางข้าราชการต่างเกรงอำนาจจึงยอมเข้าด้วย  ครั้นสมเด็จพระนารายณ์ประชวรหนักจนเสด็จ

สวรรคตแล้ว ก็ทำอุบายกำจัดเจ้าฟ้าอภัยทศพระราชดอรสของสมเด็จพระนารายณ์เสีย แล้วพระเพทราชาก็ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า

 สมเด็จพระเพทราชา และสถาปนาให้หลวงศรศักดิ์เป็น สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระมหาอุปราช

                                            การชิงราชสมบัติของสมเด็จพระเพทราชาทำให้เกิดกบฏขึ้นในเมืองต่างๆ หลายแห่ง เช่น กบฎธรรมเถียร (ชาวมอญปลอมตัว

เป็นเจ้าฟ้าอภัยทศ ป่าวประกาศแก่คนทั้งหลายว่า เจ้าฟ้าอภัยทศยังไม่ตายจะกอบกู้เอาราชบัลลังก์คืน จึงมีคนเข้าร่วมด้วยเป็นอันมาก)  กบฎพระยายมราช

 เจ้าเมืองนครราชสีมา และ กบฎพระยานคร เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งต่างจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนารายณ์ ไม่ยอมรับพระเพทราชาเป็นกษัตริย์ แม้

กบฏต่างๆ เหล่านี้จะถูกปราบลงได้แต่ก็ทำให้การค้าขายกับต่างประเทศสะดุดหยุดลง

                                            31. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ  พ.ศ. 2246  2251)  พระราชโอรสของสมเด็จพระเพทราชา ได้ชื่อว่าเป็นพระราชโอรสที่แท้จริงของสมเด็จพระนารายณ์ ประสูติแต่ราชธิดาของพระเจ้าเมืองเชียงใหม่ ซึ่งตั้งครรภ์ขึ้นขณะเดินทางจากเชียงใหม่มายังกรุงศรีอยุธยา แล้วสมเด็จพระนารายณ์พระราชทานให้พระเพทราชาไปเลี้ยงดูเป็นภรรยา จนคลอดบุตรเป็นชายชื่อ เจ้าเดื่อ ซึ่งภายหลังได้เป็นหลวงสรศักดิ์ เมื่อสมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตจึงได้รับราชสมบัติเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8  ทรงมีความสามารถในการคล้องช้าง เช่นเดียวกับพระเพทราชา ทรงพอพระทัยในการทรงเบ็ด และโปรดการชกมวย ชอบปลอมพระองค์ไปชกมวยตามงานที่ชาวบ้านจัดขึ้นและเอาชนะนักมวยชาวบ้านได้เสมอ  และคงจะทรงมีพระอุปนิสัยดุดัน จริงจังในเรื่องอื่นๆ อีก จึงได้พระนามว่า พระเจ้าเสือ  แต่การที่ทรงใกล้ชิดกับชาวบ้านก็ทำให้พระองค์เข้าใจความเป็นอยู่ของชาวบ้านได้ดี  และทรงมีพระทัยเป็นนักกีฬา จะเห็นได้จากการทีพระราชทานอภัยโทษแก่พันท้ายนรสิงห์ นายท้ายเรือพระที่นั่งเอกชัย ซึ่งนำเรือพระที่นั่งชนต้นไม้จนโขลนเรือหัก เมื่อคราวเสด็จประพาสทรงเบ็ดในคลองมหาชัย

                                            พระเจ้าเสือทรงมีพระราชโอรสคือ เจ้าฟ้าเพชร กับ เจ้าฟ้าพร  เมื่อเสด็จสวรรคตราชสมบัติตกแก่เจ้าฟ้าเพชร

                                            32. สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (พระเจ้าท้ายสระ  พ.ศ. 2251  2275)   พระราชโอรสของพระเจ้าเสือ  พระนามเดิมคือ เจ้าฟ้าเพชร  ได้ราชสมบัติแล้วจึงสถาปนาพระนุชา (เจ้าฟ้าพร) ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช  กรมพระราชวังบวรฯ  เมื่อขึ้นครองราชย์เสด็จไปประทับ  ณ   พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ข้างท้ายสระเป็นประจำ  จึงได้พระนามว่า พระเจ้าท้ายสระ  ทรงชอบตกปลา ล่าสัตว์ เช่นเดียวกับพระราชบิดา  แต่ก็ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างวัดป่าโมกที่เมืองอ่างทอง นอกจากนี้ยังทรงทำนุบำรุงบ้านเมือง มีการขุดคลองเพื่อใช้ในการคมนาคมและการเกษตรหลายแห่ง เช่น ทรงขุดคลองมหาไชย เชื่อมแม่น้ำแม่กลองกับแม่น้ำท่าจีน  และขุดคลองเกร็ดน้อยลัดคุ้มแม่น้ำเจ้าพระยาที่บางบัวทอง  ในรัชกาลนี้การค้าขายทางสำเภากับต่างประเทศเจริญขึ้น โดยเฉพาะการค้ากับจีน มีเหตุการณ์ทางเมืองเขมร จนต้องส่งกองทัพไปปราบปรามและปะทะกับกองทัพญวน ภายหลังเขมรยอมอ่อนน้อมเป็นประเทศราช

                                            พระเจ้าท้ายสระมีพระราชโอรส คือ เจ้าฟ้าอภัย กับ เจ้าฟ้าปรเมศร์ เมื่อพระองค์ประชวรหนักทรงมอบราชสมบัติแก่เจ้าฟ้าอภัย ไม่ทรงมอบให้พระมหาอุปราช (ซึ่งเป็นอนุชา) ทำให้พระมหาอุปราช (เจ้าฟ้าพร) ไม่พอพระทัย เกิดสงครามแย่งชิงราชสมบัติขึ้น

                                            สงครามชิงราชสมบัติคราวนี้มีลักษณะเป็นสงครามกลางเมืองครั้งยิ่งใหญ่ มีการรบพุ่งต่อสู้กันเหมือนกับสงครามระหว่างประเทศ เกิดการสูญเสียมากมายทั้งสองฝ่าย ในที่สุดพระมหาอุปราชเป็นฝ่ายชนะ จับเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าปรเมศร์ประหารชีวิตพร้อมกับแม่ทัพนายกองฝีมือดีไปเป็นจำนวนมาก ศึกชิงบังลังก์ครั้งนี้เป็นเหตุให้กำลังทหารของกรุงศรีอยุธยาอ่อนแอลงอย่างยิ่ง

                                            33. สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  พ.ศ. 2275  2301)  พระอนุชาของพระเจ้าท้ายสระ พระนามเดิมคือ เจ้าฟ้าพร   เมื่อสำเร็จโทษเจ้าฟ้าอภัย กับ เจ้าฟ้าปรเมศร์แล้วก็ขึ้นครองราชย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระนามว่า พระเจ้าอยูหัวบรมโกศ เป็นนามที่ราษฎรเรียกขานในภายหลัง)   พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศทรงมีพระราชโอรสหลายพระองค์  ที่ประสูติแต่พระมเหสี เช่น เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (กรมขุนเสนาพิทักษ์)  เจ้าฟ้าเอกทัศ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี)  เจ้าฟ้าอุทุมพร (กรมขุนพรพินิตร)  ที่ประสูติแต่พระสนมก็เช่น พระองค์เจ้าแขก (กรมหมื่นเทพพิพิธ) เป็นต้น

                                            ในรัชกาลนี้บ้านเมืองสงบขึ้น มีความเจริญด้านต่าง ๆ มีกวีสำคัญๆ เกิดขึ้น เช่น เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง)  เจ้าฟ้าหญิงกุณฑล

 และเจ้าฟ้าหญิงมงกุฎ ทำให้เกิดวรรณคดีที่มีชื่อเสียง เช่น บทเห่เรือประพาสธารทองแดง และอิเหนาใหญ่ เป็นต้น  ด้านพระพุทธศาสนาก็ทรงทำนุบำรุงอย่าง

แข็งขัน พอดีเวลานั้นพระพุทธศาสนาในลังกาเสื่อมลง จึงขอมาทางกรุงศรีอยุธยา พระองค์ก็ได้ส่งสมณทูตไปช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกาทวีปจนสำเร็จ

ลุล่วงด้วยดี

                                            ตลอดปลายรัชกาล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงสถาปนาให้กรมขุนพรพินิต (เจ้าฟ้าอุทุมพร หรือ เจ้าดอกเดื่อ) เป็น กรมพระ

ราชวังบวรสถานมงคล พระมหาอุปราช เท่ากับเป็นรัชทายาท ที่ไม่ทรงตั้งพระเชษฐา คือ เจ้าฟ้าเอกทัศ ก็เพราะทรงเห็นว่าเจ้าฟ้าเอกทัศไม่มีความสามารถ เกรง

ว่าจะรักษาราชสมบัติไว้ไม่ได้ ซึ่งทำให้เจ้าฟ้าเอกทัศ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) ไม่พอใจ

                                            34. สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด  พ.ศ. 2301)   พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (เจ้าดอกเดื่อ)  เป็นพระอนุชาของกรมขุนอนุรักษ์มนตรี (เจ้าฟ้าเอกทัศ)  เมื่อขึ้นครองราชย์ทำให้เจ้าฟ้าเอกทัศไม่พอใจ เพราะเห็นว่าตนเป็นพี่ควรได้ราชสมบัติมากกว่า  จึงทรงดื้อแพ่ง แสดงพระองค์เป็นกษัตริย์โดยเสด็จไปประทับยังพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (ซึ่งเป็นที่ว่าราชการ) ครองราชย์อยู่ได้ 2 เดือน  สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรจึงจำต้องยอมมอบราชสมบัติให้แก่พระเชษฐา แล้วเสด็จออกผนวชเป็นพระภิกษุ (ภายหลังเมื่อพระเจ้าอลองพญากษัตริย์พม่ายกทัพมาล้อมพระนคร พระเจ้าเอกทัศขอให้ลาสิขาบทออกไปช่วยป้องกัน เมื่อพม่าเลิกทัพกลับไป พระเจ้าอุทุมพรก็เสด็จไปผนวชอีก ราษฎรจึงเรียกพระองค์ว่า ขุนหลวงหาวัด)

                                            35. สมเด็จพระเจ้าเอกทัศ ( พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์   พ.ศ. 2301  2310)  พระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  (พระเชษฐาของพระเจ้าอุทุมพร)  ทรงได้ราชสมบัติจากพระอนุชาด้วยวิธีดื้อแพ่ง  จนพระอนุชาอิดหนาระอาใจยอมยกราชสมบัติให้  บังอิญในช่วงเวลาที่ขึ้นครองราชย์นั้นประจวบพอดีกับพ่อค้าวานิชชาวต่างประเทศเข้ามาติดต่อค้าขายเป็นจำนวนมาก  ทำให้บ้านเมืองมั่งคั่งสมบูรณ์อยู่ดีกินดีกันทั่วไป  จนอาจเป็นเหตุให้ตกอยู่ในความประมาท เมื่อกองทัพพม่ายกมาล้อมพระนคร ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2303  สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรก็มาช่วยป้องกันไว้ได้  ครั้นถึง พ.ศ. 2309 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศหนีลงเรือน้อยไปกับมหาดเล็กสองคน ไปเร้นช่อนอยู่ในสุมทุมไม้ใกล้บ้านจิกช้างวัดสังฆาวาส ในที่สุดมหาดเล็กหนีไป ปล่อยให้พระองค์อดอาหารอยู่แต่พระองค์เดียว พม่าหาจับได้ไม่ จันได้แต่พระราชวงศานุวงศ์

 

                                            กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่สอง เมื่อปี พ.ศ. 2310  เป็นการสูญเสียกรุงอย่างย่อยยับที่สุด

 ในประวัติศาตร์ไทย เพราะพม่าได้เผาผลาญทำลายทุกสิ่งทุกอย่างโดยสิ้นเชิง บ้านเมือง วัดวาอารามปราสาทราชวัง ถูกทำ

ลายลงสิ้น ผู้คนทีอพยพหนีพม่าเข้ามาอยู่ในเมืองประมาณหนึ่งแสนคนเศษ ถูกพม่าฆ่าตายมากกว่าครึ่ง ที่เหลือก็ถูกกวาด

ต้อนนำไปเมืองพม่าอย่างทารุณได้รับความยากแค้นแสนสาหัส ทรัพย์สินของมีค่าต่างๆ ถูกนำกลับไปพม่านับประมาณมิได้

                                            กรุงศรีอยุธยาอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด หมดสภาพที่จะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่ได้ ชีวิต

ความเป็นอยู่ของชาวกรุงศรีอยุธยา ที่ว่างศึกสงครามมานานนับศตวรรษ ผู้คนมีความเป็นอยู่อย่างสนุกรื่นเริง   ดังปรากฏอยู่

ในเพลงยาวรบพม่า พระราชนิพนธ์ของ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท   ที่ว่า

                                              ทั้งพิธีปีเดือนคืนวัน                  สารพันจะมีอยู่อัตรา

                                               ฤดูใดได้เล่นเกษมสุข                แสนสนุกทั่วเมืองหรรษา

 

                                                 ก็ถึงแก่กาลแตกดับอย่างไม่คาดผัน กลายเป็น

 

                                              ไม่เห็นเช่นว่าจะเป็นถึงเพียงนี้              มายับเยินอัปรีย์ศรีศักดิ์คลาย

                                                                                                 ................มาวินาสสิ้นสุดสูญหาย

                                                 สารพัดย่อยยับกลับกลาย                       อันตรายไปทั่วพื้นปฐพี

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 44 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • theresasaulsvemzqpqn