อาณาจักรสุโขทัย

อาณาจักรสุโขทัย

พ.ศ. 1792– 1981

       เมื่ออาณาจักรขอมเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในพุทธศตวรรษ

ที่  17  นั้น   อิทธิพลของขอมแผ่ขยายครอบคลุมดินแดนสุวรรณภูมิ  อารยธรรมหรือวัฒนธรรมของขอมจึงแทรกซึมไปในหมู่ประชากรของบริเวณนี้อย่างทั่วถึงและผสมตลุกเคล้าเป็นวัฒนธรรมสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน        ครั้นอาณาจักรขอมเสื่อมลงในตอนปลายพุทธศตวรรษที่  18  กลุ่มคนไทยหรืออาณาจักรต่างๆของคนไทยที่เคยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของขอมจึงต่างพยายามตั้งตนเป็นอิสระ

การสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย        

                         ก่อนการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย  เมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัย  มีเจ้าเมืองปกครองมีพระนามว่า  พ่อขุนศรีนาวนำถม     เมื่อสิ้นรัชกาลได้มีบุคคลปรากฏตามศิลาจารึกว่า  ขอมสบาดโขลญลำพง    เข้ามามีอำนาจปกครองเมืองทั้งสอง   พ่อขุนบางกลางหาว   เจ้าเมืองบางยาง  กับพระสหายคือ  พ่อขุนผาเมือง  เจ้าเมืองราด   ซึ่งเป็นโอรสพ่อขุนศรีนาวนำถม  ได้ชักชวนคนไทยผู้รักชาติบ้านเมืองทั้งหลายให้รวมตัวผนึกกำลังชิงเมืองสุโขทัยและเมืองศรีสัชนาลัยจากขอมสบาดโขลญลำพง   ประกาศสถาปนากรุงสุโขทัยเป็นราชอาณาจักรอิสระ  ประกอบพระราชพิธีอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวเป็นกษัตริย์ปกครองสุโขทัย  ทรงพระนามว่า “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์”  ใน  พ.ศ. 1792

                         พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ได้ทรงปกครองอาณาจักรสุโขทัย  เป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์พระร่วงโดยมีการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพ่อขุนผาเมือง  เจ้าเมืองราด  ด้วยความเป็นพระสหายของพ่อขุนทั้งสองและเครือญาติสนิทางการสมรส  คือ  พระมเหสีของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นั้นมีเชื้อพระวงศ์เป็นพระขนิษฐาของพ่อขุนผาเมือง  มีพระนามว่า  นางเสือง   ซึ่งต่อมาได้มีโอรสเสวยราชสมบัติปกครองอาณาจักรสุโขทัยให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาถึง  2  พระองค์  คือ   พ่อขุนบานเมืองและพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

 

ปัจจัยที่เอื้อต่อการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย

 ปัจจัยที่เอื้อต่อการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย  มี  2  ด้าน  คือ

1.  ปัจจัยภายใน    ได้แก่

 มีผู้นำที่เข้มแข็ง       ในสมัยนั้นผู้นำคนไทยที่กล้าหาญมีสติปัญญาเฉียบแหลมและรอบคอบ  2  คน  ซึ่งเป็นสหายกัน  ได้แก่  พ่อขุนผาเมือง  เจ้าเมืองราด  และพ่อขุ

บางกลางหาว  เจ้าเมืองบางยาง  ได้ร่วมกันรวบรวมคนไทย  และกำลังเข้าต่อสู้กับขอมจนสามารถขับไล่ขอมไปได้

 มีขวัญและกำลังใจดี    การที่คนไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งมีความสามารถ  ทำให้มีขวัญและกำลังใจดี  มีความเชื่อมั่นว่าจะต่อสู้เอาชนะขอมได้  ต่างก็มีความปรารถนาที่

จะขับไล่ขอมออกไป  เพื่อจะได้มีความเป็นอิสระและมีเอกราชสมบูรณ์  จึงได้ผนึกกำลังกันต่อสู้และเอาชนะขอมได้สำเร็จ

 รับความเป็นอิสระ    คนไทยมีนิสัยรักอิสระไม่ชอบให้ผู้ใดกดาขี่ข่มเหงบังคับ  ดังนั้นเมื่อพ่อขุนบางกลางหาว  และพ่อขุนผาเมืองได้ร่วมมือกันขับไล่ขอมเพื่อให้

คนไทยได้รับอิสรภาพ  จึงได้รับความร่วมมือร่วมใจจากชาวไทยทุกคนด้วยดี  จนสามารถาขับไล่ขอมและปลดปล่อยกรุงสุโขทัยเป็นอิสระได้ในที่สุด

  บ้านเมืองมีความอุดมสมบูรณ์   เมืองสุโขทัยเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตรมีการเพาะปลุก  การเลี้ยงสัตว์  และการจับสัตว์น้ำ  ทำให้ผู้คนเข้ามาอาศัย       

ตั้งบ้านเรือนกันเป็นชุมชนที่ค่อนข้างหนาแน่น  เมืองสุโขทัยจึงพร้อมด้วยเสบียงอาหาร  และกำลังคน

2.  ปัจจัยภายนอก

 ขอมมักจะรุกรานและแผ่อำนาจเข้าไปในอาณาจักรอื่นๆ  ต้องทำสงครามรบพุ่งเป็นระยะเวลายาวนาน  โดยเฉพาะกับอาณาจักรจามปา   กษัตริย์ขอมต้องทำสงคราม

ยึดเยื้อหลายรัชกาล  ต้องเสียกำลังคน  เสบียงอาหาร  ทรัพยากรและขาดการทำนุบำรุงบ้านเมือง  ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจประชาชนท้อแท้เบื่อหน่าย

 การที่ขอมขยายอาณาเขตออกไปไกล  ทำให้ไม่สามารถออกไปไกล  ทำให้ไม่สามารถรักษาอำนาจไว้ได้อย่างถาวร  แม้จะแก้ปัญหา  โดยตั้งเมืองใหญ่ให้เป็นศูนย์

อำนาจ  เช่น  ลพบุรี  สุโขทัย  แต่การปกครองก็มิได้มีประสิทธิภาพในที่สุดก็ไม่สามารถรักษาอำนาจของคนในดินแดนชาติอื่นที่ตนยึดครองไว้ได้

 การสร้างปราสาทหรือเทวสถานไว้ประดิษฐานศิวลึงค์   เพื่อการบูชาและการสร้างสาธารณูปโภคของกษัตริย์แต่ละพระองค์  ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ขอมเสื่อม

อำนาจ  เพราะต้องใช้แรงงาน  ใช้ทรัพยากรและเสบียงอาหารจำนวนมากมาย  ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจทำให้ต้องเก็บภาษีจากประชาชนมากขึ้น  ประชาชนจึงไม่ร่วมมือกับทางราชการ ด้วยเหตุดังกล่าวนี้  อาณาจักรขอมจึงเสื่อมลง  เปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมกันกำจัดอำนาจอิทธิพลของขอมได้สำเร็จ

พระมหากษัตริย์แห่งอาณาจักรสุโขทัย

                         ราชวงศ์พระร่วงปกครองอาณาจักรสุโขทัย  โดยมีพ่อขุนศรีอินทราทิตย์เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรก  และมีพระมหากษัตริย์สืบต่อมารวม  9  พระองค์  ตลอดเวลาเกือบ  200  ปีดังนี้

 

รัชกาลที่ 1   พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ 

ตำนานพระพุทธสิหิงค์  กล่าวว่า  เป็นชาวเมืองนครชุม  (กำแพงเพชร)   ก่อนที่จะขึ้นครองราชย์นั้น  ศิลาจารึกระบุว่ามาจากเมืองบางยาง  และเป็นพระสหายกับ

พ่อขุนผาเมือง    พระราชกรณียกิจที่สำคัญ  ได้แก่

                   การขยายอาณาเขต     ในระยะเริ่มต้นอาณาจักรในสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์นั้น  มีอาณาเขตไม่กว้างขวางนัก  มีเมืองสุโขทัยกับเมืองศรีสัชนาลัย(เมืองสวรรคโลกเก่า)  เป็นราชธานีทั้งสองเมือง นอกจากนี้ก็มีหัวเมืองขึ้นทางริมลำน้ำปิง  ยม  น่าน  เพียงไม่กี่เมือง

                             เมื่ออาณาจักรสุโขทัยได้รับการสถาปนาขึ้นมาเป็นอิสระจากขอมได้นั้น  เจ้าเมืองต่างๆ  ในดินแดนใกล้เคียงกับสุโขทัยยอมรับในความสามารถของผู้นำสุโขทัย  จึงอ่อนน้อมโดยสันติรวมอยู่กับอาณาจักรสุโขทัย  แต่เจ้าเมืองบางเมืองคิดว่าตนมีอนาจเข้มแข็งพอ  จึ่งมิได้อ่อนน้อมต่อกรุงสุโขทัย  และก่อสงครามขึ้นเพื่อแข่งขันการมีอำนาจ  ในบรรดาเจ้าเมืองประเภทหลังนี้  ปรากฏว่าขุนสามชน  เจ้าเมืองฉอด (เมืองฉอดปัจจุบันเป็นเมืองร้าง  อยู่ที่ด่านแม่สอดทางทิศตะวันตกของจังหวัดตาก)  ได้ยกทัพมาตีเมืองตากอันเป็นเมืองในอาณาเขตของสุโขทัย  พ่อาขุนศรีอินทราทิตย์จึงยกทัพไปปราบ  เกิดสงครามครั้งสำคัญขึ้น  ในการรบครั้งนี้พระราชโอรสองค์เล็ก  ซึ่งมีชันษา  19  ปี  ได้เข้าชนช้างกับขุนสามชนจนได้รับชัยชนะ  ทำให้กองทัพเมืองฉอดแตกพ่ายไป  พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงประทานนามพระราชโอรสว่า  พระรามคำแหง  เพื่อเป็นการบำเหน็จ  ศึกครั้งนี้ทำให้เกียรติยศชื่อเสียงของพระโอรสแผ่ไปทั่ว

                           นับแต่นั้นมาพระรามคำแหงได้เป็นกำลังสำคัญของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ในการทำศึกสงคราม  สร้างกำลังรบให้สุโขทัยเข้มแข็งพอที่จะป้องกันตนและปราบศัตรูได้ราบคาบ  เป็นผลดีแก่อาณาจักร  คือ มีความมั่นคง  และมีอำนาจทางการเมืองเหนืออาณาจักรอื่นๆ  และเป็นรากฐานให้ชาติบ้านมีความเจริญก้าวหน้าสืบต่อมา

                          การปกครอง    พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จัดระเบียบการปกครองยึดนโยบายการป้องกันประเทศเป็นสำคัญ  แต่คำนึงถึงสิทธิหน้าที่ของประชาชนพลเมือง  โดยปกครองประชาชนในฐานะบิดากับบุตร  ทั้งบิดาและบุตรมีหน้าที่เป็นทหารป้องกันประเทศในยามสงคราม  แต่ยามสงบพระมหากษัตริย์เป็นผู้นำในการบริหารราชการแผ่นดิน  ด้วยการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร  ราษฎรมีหน้าที่รับใช้ชาติบ้านเมืองของตน  โดยการประกอบอาชีพให้มีรายได้และเสียภาษีอากรให้แก่รัฐ

 

รัชกาลที่ 2  พ่อขุนบานเมือง

                        พระราชโอรสองค์ใหญ่สของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์   ขึ้นครองราชย์ปีใดไม่ปรากฏ  ระหว่างครองราชย์ได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆไว้ในอำนาจ  โดยมีพระอนุชาคือ  พระรามคำแหง  เป็นกำลังสำคัญ

 

รัชกาลที่ 3  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช

                      

          พระราชโอรสของพ่อขุนศรีอินทราทิตย์   พระอนุชาของพ่อขุนบานเมือง  ขึ้นครองราชย์ประมาณพ.ศ. 1822   ในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง   กรุงสุโขทัยมีการเปลี่ยนแปลงและเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าไปจากเดิมมาก  เป็นต้นว่ามีการปกครองเข้มแข็ง  ใกล้ชิดราษฎรไพร่ฟ้าประชาชนมีความอยู่ดีกินดี  มีการนำชลประทานมาใช้ทางการเกษตร  ทำให้ได้ผลดีขึ้น  การอุตสาหกรรมมีความก้าวหน้า  มีการติดต่อค้าขายกับต่างปรเทศ  การเศรษฐกิจ  และการเมืองมั่งคง  ทำให้มีอำนาจทางการเมืองแผ่ไปกว้างใหญ่ไพศาล  จนได้รับการเทิดพระเกียรติด้วยพระนามว่า  พ่อขุนรามคำแหงมหาราช   ในภายหลังพระราชกรณียกิจของพระองค์ที่ควรนำมากล่าวมีดังนี้

1. ทรงเป็นนักรบ      พระองค์ทรงชนช้างชนะขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์  ทรงเข้มแข็งในการศึกสงคราม  ทรงเป็นแม่ทัพไปปราบเมืองต่างๆ  ในรัชกาล

พ่อขุนศรีอินทราทิตย์และพ่อขุนบานเมือง  จนเป็นที่เกรงขามของอาณาจักรอื่นๆ  เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์มีหลายเมืองที่ยอมอ่อนน้อมโดยพ่อขุนรามคำแหงมิได้ส่งกองทัพไปรบ  ได้แก่  เมืองหงสาวดี  เมืองสุพรรณภูมิ  (สุพรรณบุรี)    เมืองราชบุรี   เมืองเพชรบุรี   เมืองหลวงพระบาง   เมืองเวียงจันทร์  และเมืองนครศรีธรรมราช  เป็นต้น  ทำให้มีอาณาเขตแผ่ออกไปกว้างขวางมาก  คือ

                  ทิศเหนือ    มีอาณาเขตครอบคลุมาเมืองแพร่  น่าน  ปัว  ถึงเมืองหลวงพระบาง

                  ทิศใต้         มีอาณาเขตครอบคลุมเมืองคณฑี (กำแพงเพชร)    พระบาง (นครสวรรค์)    แพรก(ชัยนาท)   สุพรรณภูมิ   ราชบุรี   เพชรบุรี  จดฝั่งทะเลสุดเขตแหลมมลายู

                  ทิศตะวันออก      มีอาณาเขตครอบคลุมเมืองสระหลวง  สองแคว (พิษณุโลก)     ลุมบาจาย (หล่มเก่า)    สคา  และข้ามฝั่งแม่น้ำโขงไปถึงเมืองเวียงจันทร์และเวียงคำ

                  ทิศตะวันตก     มีอาณาเขตถึงเมืองฉอด   ทวาย   ตะนาวศรี   หงสาวดี   และชายฝั่งทะเล

2.  ทรงอุปการะเกื้อกูลเมืองที่ขอพึ่งบารมี       เมืองใดที่มาขอพี่งพระบรมโบธิสมภารหรือยอมอ่อนน้อมโดยดี  ทรงช่วยเหลืออุปการะ  พระราชทานข้าวของเงินทองและไพร่

พล   ช้าง  ม้า  เมืองใดที่ยอมเป็นประเทศราช   ทรงใช้หลักธรรมในการปกครอง   เพื่อให้ประชาชนพลเมืองอยุ่เย็นเป็นสุข   บางเมืองที่เป็นของคนไทยและมิได้เป็นภัย  ก้มิได้รุกราน  เช่น    เมืองแพร่    เมืองน่าน   แม้แต่เมืองละโว้ก็ยังคงเป็นอิสระอยู่ได้

3. ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อพ.ศ. 1826      ทำให้ไทยมีตัวหนังสือประจำชาติ  มีความเจริญรุ่งเรืองทางวรรณกรรม   ก่อให้เกิดวรรณคดีล้ำค่าสืบมา

4. ทรงเป็นองค์พุทธศาสนูปถัมภก      ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาสืบต่อจากรัชกาลก่อน   โดยนิมนตร์พระภิกษุที่เคร่งครัดในทางพระวินัยและพระปรมัตถ์จากเมือง

นครศรีธรรมราชมาเป็นผู้สั่งสอน  เพื่อให้พระพุทธศาสนาเป็นแบบเดียวกัน  คือ  แบบเถรวาท   หรือ  หินยาน    พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทหรือหินยานได้เป็นมรดกตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

5. ทรงเป็นนักปกครองที่เข้าถึงประชาชน        ทรงเป็นผู้นำสร้างชาติให้มั่นคงเป็นแบบอย่างต่อมาคือ  การใกล้ชิดประชาชน  ผู้ใดเดือดร้อนต้องการร้องทุกข์ขอควา

ช่วยเหลือให้เข้าไปสั่นกระดิ่งที่แขวนไว้ที่หน้าประตูวัง  จะเสด็จออกมารับเรื่องร้องทุกข์ด้วยพระองค์เอง  จึงทำให้บ้านเมืองสงบร่มเย็นเป็นสุข

6. ทรงมีนโยบายอุปถัมภ์หัวเมืองต่างๆ       ทรงให้ความอุปถัมภ์สนับสนุนหัวเมืองตามโอกาสเป็นต้นว่า  ยกพระราชธิดาให้เป็นมเหสีของ  มะกะโท  (พระเจ้าฟ้ารั่ว)  ผู้นำ

อาณาจักรมอญซี่งเข้ามาสวามิภักดิ์   นอกจากนี้ยังช่วยเหลือหัวเมืองในการสร้างบ้านสร้างเมือง  ด้วยความยุติธรรมเสนอภาคกัน  ทำให้ผู้ครองเมืองต่างๆ  สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ  ไม้กล้าล่วงละเมิดอำนาจพากันเป็นมิตรไมตรี  ไม่รุกรานอาณาจักรสุโขทัย โดยเฉพาะทรงเป็นมิตรสนิทกับพ่อขุนมังรายแห่งอาณาจักรล้านนา  ทำให้ปราศจากศึกศัตรูทางทิศเหนือ

 

รัชกาลที่ 4    พระยาเลอไทย

                        พระราชโอรสของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ครองราชย์ประมาณ  40  ปี   พระยาเลยไทยทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา  ทรงศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน  มุ่งปฎิบัติจนแตกฉาน  มุ่งปฏิบัติธรรม  บำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง  การศึกษาพระธรรมและภาษาบาลีได้เริ่มขึ้นและเจริญก้าวหน้าในรัชกาลนี้

 

รัชกาลที่ 5  พระยางั่วนำถม

                       พระอนุชาของพระยาเลอไทย  เมื่อราชาภิเษกแล้วได้ทรงแต่งพระยาลิไทย(พระราชโอรสของพระยาเลอไทย)   ไปปกครองเมืองศรีสัชนาลัย  อันเป็นเมืองที่ถือว่ารัชทายาทแห่งราชบัลลังกืจะพึงครองก่อนเป็นพระมหากษัตริย์  ในรัชกาลนี้ได้มีการปราบปรามเมืองต่างๆ  ที่แข็งเมืองมาตั้งแต่รัชกาลพระยาเลอไทยแต่ไม่สำเร็จ  ทั้งยังไม่สามารถแก้ไขความเสื่อมโทรม  และความแตกแยกภายในได้  ตอนปลายรัชกาลจึงเกิดจลาจลขึ้น  พระยาลิไทยองค์รัชทายาทจึงยกกำลังจากเมืองศรีสัชนาลัย  เข้าเมืองสุโขทัยเพื่อปราบจลาจล

 

รัชกาลที่ 6   พระมหาธรรมราชาที่ 1   (ลิไทย)

                       พระราชโอรสของพระยาเลอไทย  (รัชกาลที่ 4)   หลังจากปราบการจลาจลในกรุงสุโขทัยได้สำเร็จ  และขึ้นครองราชยืแล้วทรงพิจารณาเห็นว่า  เกิดความแตกแยกและขาดความไว้วางใจกันในอาณาจักร  จึงทรงริเริ่มรวบรวมกำลังอำนาจ   สร้างความสามัคคีเพื่อพัฒนาบ้านเมืองใหม่  ทำให้สุโขทัยเข้มแข็งขึ้น  พระราชกรณียกิจที่สำคัญ  ได้แก่ 

1.    การปกครอง  พระมหาธรรมราชาที่ 1  (ลิไทย)    ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่

ปกครองประชาชนในฐานะธรรมราชาหรือพระราชาผู้ทรงธรรม   ทรงยึดมั่นใน

หลักธรรมของพระพุทธศาสนาในการปกครองบ้านเมืองคือ   ทรงปกครองด้วยหบักทศพิธราชธรรม   ซึ่งมิได้มุ่งเน้นที่พระมหากษัตริย์เท่านั้น  แต่หมายรวมถึงข้ารราชบริพาร  ที่ทำหน้าที่แทนพระองค์ในกิจการทั้งหลายอันเกี่ยวกับการปกครอง  มีการชักชวนสงเสริมให้ประชาชนเลื่อมใสศัทธาในหลักธรรมและนำไปปฏิบัติเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

2.   การป้องกันอาณาจักร     ใน  พ.ศ.  1893    เมืองสุพรรณภูมิและเมืองละโว้ (ลพบุรี)    ได้รวมกันตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้น   มีพระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์ประกาศเป็น

อาณาจักรอิสระไม่ขึ้นต่อสุโขทัย  และเมืองลาว  ก็ได้ขยายอาณาเขตเข้ามาจดแดนของอาณาจักรสุโขทัย   ทรงตระหนักในภัยที่อาจเกิดขั้นได้    จึงได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆ  ผนึกกำลังรักษาบ้านเมืองไว้ได้อย่างปลอดภัย  นอกจากนี้พระองค์พยายามฟื้นฟูอาณาจักรสุโขทัยให้เป็นที่ยอมรับของอาณาจักรใกล้เคียง  ด้วยการสร้างกำลังกองทัพทำศึกสงครามมยกทัพไปตีเมืองแพร่    และปราบหัวเมืองต่างๆ  อาณาเขตของสุโขทัยในสมัยของพระองค์ลดลงจากสมัยพ่อขุนรามคำแหงมากกว่าครี่ง  มีอาณาเขตดังนี้

                                                  ทิศเหนือ      ถึงเมืองแพร่

                                                  ทิศใต้        ถึงเมืองพระบาง   โดยมีเมืองชากังลาว   เมืองปากยม   เมืองนครพระชุทม    เมืองสุพรรรณภาว    และเมืองพานร่วมาอยู่ด้วย

                                                  ทิศตะวันออก     ถึงแดนอาณาจักรล้านช้างโดยมีเมืองสระหลวง   เมืองสองแคว   เมืองราด   เมืองลุมบาจาย   และเมืองสคารวมอยู่ด้วย

                                                  ทิศตะวันตก    ถึงเมืองฉอด

3. เศรษฐกิจ        ด้วยเหตุที่อาณาจักรอยุธยาและเมืองลาว   มีกำลังอำนาจเข้มแข็ง   อาจขยายอำนาจและอาณาเขตเข้ามาในอาณาจักรสุโขทัย  จำเป็นต้องสะสมเสบียง

อาหาร  จึงทำนุบำรุงการประกอบอาชีพโดยเฉพาะทางการเกษตรกรรม   ได้มีการขยายพื้นที่การทำกินของราษฎรเพิ่มขึ้น   มีการตัดถนนจากเมืองสองแควไปถึงเมืองสุโขทัย   เพื่อใช้ในการคมนาคม   และใช้พื้นที่สองฟากถนนทำสวนผักผลไม้  ทำไร่  ทำนา  เป็นการเพิ่มผลผลิต เมื่อไม่เกิดสงครามจึงเป็นผลดีในทางเศรษฐกิจของอาณาจักร

4. ศาสนา      ทรงศรัทธาพระพุทธศาสนามาก   พระองค์ทรงผนวชอยู่หนึ่งพรรษา   โดยทรงอาราธนาพระมหาสามัสังฆราชชาวลังกา  ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่เมืองนครพัน 

(ปัจจุบันคือ  เมทืองเมาะตะมะ  หรือมะตะบัน)   มาเป็นพระอุปัชฌาย์ในการผนวชของพระองค์  พระองค์ทรงบำรุงพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง  มีการสร้างพระพุทธบาทโดยจำลองรอยพระพุทธบาทมาจากประเทศลังกา   สร้างสถูปเพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองนครชุม   และสร้างศาสนสถานอื่นๆ เป็นการชักชวนให้ประชาชนจากเมืองต่างๆ   มานมัสการสถานศักดิ์สิทธิ์ที่พระองค์สร้างขึ้น  ช่วยให้ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา  และง่ายแก่การเผยแผ่ปฏิบัติธรรมะ  ส่งผลให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ

5. วรรณคดี      ทรงนิพนธ์หนังสือ   เตภูมิกถา (เตภูมิกถา  หรือ  ไตรภูมิพระร่วง)   หนังสือเล่มนี้  จัดเป็นวรรณคดีล้ำค่าที่ตกทอดมาถึงปัจจุบัน  พระองค์ทารงนิพนธ์

เพื่อนนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาเผยแผ่เพื่อประพฤติปฏิบัติ  เป็นการปลูกฝังธรรมะให้ประชาชนรู้จักประพฤติในทางที่ชอบและดีงาม  มีการนำสวรรค์และนรกมาแสดงเป็นรูปธรรมเพื่อให้ประชาชนเห้นผลของการประพฤติดี  ประพฤติชั่ว  ปรากฏว่ามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนมาก

 

รัชกาลที่ 7   พระมหาธรรมราชาที่ 2

                       พระราชโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ 1  (ลิไทย)    เหตุการณ์สำคัญในรัชกาลนี้ คือ  กรุงสุโขทัยได้ตกเป็นเมืองประเทศราชของอาณาจักรอยุธยาใน พ.ศ. 1921    ขณะที่พระมหาธรรมราชาที่ 2   ขึ้นครองราชย์นั้น  พระบรมราชาธิราชที่ 1   (ขุนหลวงพะงั่ว)  แห่งอาณาจักรอยุธยา  มีพระราชประสงค์จะรวมชนชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นเป็นปึกแผ่นเป็นอาณาจักรเดียวกัน  จึงยกทัพรุกรานอาราจักรสุโขทัยหลายครั้ง ครั้งสำคัญ  คือ  ใน  พ.ศ.  1921  ได้ยกไปตีเมืองชากังราวพระมหาธรรมราชาที่ 2  ทรงเห็นว่า  จะสู้รบต่อไปไม่ได้จึงยอมอ่อนน้อมต่ออยุธยา  พระบรมราชาธิราชที่ 1  (ขุนหลวงพะงั่ว)   จึงโปรดให้ครองสุโขทัยต่อไปในฐานะเมืองประเทศราช  จนกระทั่งถึง พ.ศ. 1931   สุโขทัยจึงประกาศตนเป็นอิสระจากอยุธยา

 

 

รัชกาลที่ 8  พระมหาธรรมราชาที่ 3  (ไสยลือไทย)

                      พระราชโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ 2   ในรัชสมัยนี้พระองค์ได้ทำสัญญากับเจ้าเมืองน่าน  ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกั้นเมื่อถูกอาณาจักรอื่นรุกราน  สุโขทัยาจึงมีความสงบในระยะเวลาหนึ่ง

                      พระองค์ทรงมีพระราชโอรส 2   พระองค์  คือ  พระยาบาลเมือง  กับ  พระยาราม  แต่มิได้ทรงแต่งตั้งให้พระองค์ใดเป็นรัชทายาท  ดังนั้นเมื่อเสด็จสวรรคต  พระยาบาลเมือง  กับพระยาราม  จึงชิงราชสมบัติกันเป็นโอกาสให้สมเด็จพระอินทราชา  แห่งอาณาจักรอยุธยา  เสด็จมาระงับการจลาจล  และไกล่เกลี่ยการแย่งชิงราชสมบัติครั้งนี้  ทารงอภิเษกให้พระยาบาลเมืองสงบเรียบร้อย  พระอินทรราชาทรางขอพระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3  อภิเษกสมรสกับเจ้าสามพระยาพระราชโอรสของพระองค์  นับเป็นครั้งแรกที่ราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยกับราชวงศ์สุพรรณภูมิแห่งกรุงศรีอยุธยามีความเกี่ยงดองเป็นเครือญาติกัน

 

รัชกาลที่ 9  พระมหาธรรมราชาที่ 4  (บรมปาล)

                        พระยาบาลเมืองได้รับการอภิเษกให้ครองกรุงสุโขทัย  (ในฐานะปรแทศราชของอยุธยา)   ทารงพระนามว่า  พระเจ้าสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมราชา   นับว่าพระองค์ได้ทรงเป็นพระมหาธรรมราชาที่ 4  ต่อจากพระราชบิดา (พระมหาธรรมราชาที่ 3)

                       เมื่อพระองค์สวรรคตใน  พ.ศ. 1981   สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่  2   (เจ้าสามพระยา)   แห่งกรุงศรีอยุธยา  ได้ทรงส่งพระราเมศวร  (พระราชโอรสซึ่งประสูติจากพระอัครชายาที่เป็นพระธิดาของพระมหาธรรมราชาที่ 3)    ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก  ซี่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรสุโขทัย   ทำให้อาณาจักรสุโขทัยรวมกับอาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจักรเดียวกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา  และนับเป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรสุโขทัย

 

การเมืองการปกครองสมัยสุโขทัย

                 การปกครองสมัยสุโขทัยเป็นการปกครองระบอบราชาธิปไตย  ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเด็ดขาด  ในตอนต้นของการตั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นการปกครองแบบบิดาปกครองบุตร  แต่ตอนปลายสมัยเป็นการปกครองแบบธรรมราชา  และมีการสร้างความสัมพันธ์กับอาณาจักรอื่น  เพื่อพัฒนาอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่นเจริญรุ่งเรือง

                อาณาจักรสุโขทัยเมื่อแรกตั้งยังมีอาณาเขตไม่กว้างขวาง  จำนวนพลเมืองยังไม่มาก  และอยู่ในระหว่างก่อร่างสร้างตัว  การปกครองในระยะเริ่มแรกจึงมีลักษณะเป็นระบบครอบครัว  ผู้นำของอาณาจักรมีฐานะเป็นพ่อขุน  มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชน  ผู้ปกครองเปรียบเสมือนบิดาของประชาชนทั้งปวง  ต่อมาภายหลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไป  จึงเริ่มใช้วิธีการปกครองที่เป็นแบบแผนมากขึ้น  ความสัมพันธ์ของผู้นำอาณาจักรกับประชาชนแตกกต่างไปจากเดิม  มีความพยายามเพิ่มพูนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ให้สูงขึ้น  ทรงมีฐานะเป็น ธรรมราชา  และทรงให้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ประชาชนเลื่อมใสศรัทธา  มาเป็นหลฃักในการปกครอง

 

ลักษณะการปกครอง

                ลักษณะการาปกครองสมัยสุโขทัยแบ่งได้  2  ระยะ  คือ  การปกครองสมัยสุโขทัยตอนต้น  เริ่มจากรัชสมัยพ่อขุนศรึอินทราทิตย์ไปถึงสิ้นรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  กับการปกครองสมัยสุโขทัยตอนปลาย  นับจากรัชสมัยพระยาเลอไท  ไปจนกระทั่งอาณาจักรสุโขทัยหมดอำนาจลง

 

ระบบเงินตราสมัยสุโขทัย

                                        การนำระบบเงินตรามาใช้มีส่วนช่วยระบบเสรษฐกิจให้ดีขึ้น   เป็นการจูงใจให้ประชาชนประกอบอาชีพเพื่อจะได้มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง   ด้วยเหตุที่สุโขทัยมีแร่ธาตุหลายชนิด  เช่น  เงิน  ทอง  ดีบุก  เหล็ก  จึงมีการนำแร่เงินมาใช้ในการทำเงินตราที่เรียกว่า  เงิพดด้วง เป็นการพัฒนาระบบเศรษฐกิจเพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนให้คล่องขึ้น            เงินพดด้วง  แบ่งออกเป็น  สลึง  บาท   และตำลึง  (เงินตราที่มีค่าน้อยที่สุด คือเบี้ย  ทำจากหอยเรียกว่า  เบี้ยหอย)

                                       การมีเงินตราใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนทำให้สะดวกต่อการชำระหนี้ในการซื้อขาย  และการชำระหนี้จึงมีการกระจายสินค้าอย่างกว้างขวาง  ตลาดการค้าขยายตัว  พ่อค้าได้รับความสะดวก  สามารถใช้เงินพดด้วงซื้อสินค้าราคาแพงได้สะดวกขึ้น

 

 

สังคมและวัฒนธรรมสมัยสุโขทัย

                                สุโขทัยเป็นอาณาจักรที่ก่อตั้งขึ้นภายหลังการกำจัดอิทธิพลของขอม  การที่สุโขทัยสามารถกำจัดอิทธิพลของขอมไปได้  ย่อมแสดงว่าสังคมสุโขทัยเป็นสังคมที่มีความสมัครสมานสามัคคีเป็นอย่างดี  การได้ผู้นำที่เก่งกล้าสามารถย่อมก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจแก่ประชาชนพลเมือง  จึงทำให้มีการพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง  ประกอบกับสังคมสุโขทัยยึดมั่นในพระพุทธศาสนา  ประชาชนได้รับการขัดเกลาจิตใจให้มีความละเอียดอ่อนทั้งในแง่ของอารยธรรมและในแง่ของศิลปกรรม  ทำให้สามารถสร้างสรรค์ศิลปวิทยา  ซึ่งได้สั่งสมเป็นมารดตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

 ลักษณะชนชั้นทางสังคม

 สังคมสุโขทัยประกอบด้วยชนชั้นต่างๆดังนี้

1. พระมหากษัตริย์         เป็นประมุขของอาณาจักร  เป็นผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร  เป็นผู้ปกครองประเทศ  และเป็นผู้นำทัพในยามเกิดสงคราม

2. เจ้านายหรือขุนนาง     ได้แก่  กลุ่มพระราชวงศ์และข้าราชการซี่งต่างมีหน้าที่ในการช่วยเหลือพระมหากษัตริย์ในการปกครองบ้านเมือง  คำว่า  เจ้า  ขุน  และ  ลูกเจ้า 

ลูกขุน  แสดงให้เห็นว่ากลุ่มพระราชวงศ์เข้ามารับหน้าที่เป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง

3.  พระสงฆ์     พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักในสังคมสุโขทัย  วัดและพระสงฆ์เป็นศูนสย์กลางของคนไม่จำกัดฐานะหรือเพศ  พระมหากษัคริย์เป็นผู้อุปถัมภ์

พระพุทธศาสนา  จึงปกป้องคุ้มครองและอุปถัมภ์พระสงฆ์ด้วย  กษัตริย์  เจ้านายหรือขุนนาง  และพระสงฆ์  จัดเป็นชนชั้นปกครอง

4. ประชาชน     คำที่นำมาใช้เรียกชนชั้นนี้  ได้แก่  ท่วย  ลูกบ้าน  ลูกเมือง  ไพร่  ไพร่ฟ้าข้าไท   ประชาชนจัดเป็นชนชั้นถูกปกครอง  ในยามสงบยเป็นพลเรือน  มีหน้าที่

ประกอบอาชีพเลี้ยงดูครอบครัว  และจะต้องสละแรงงานของตนทำงานให้แก่อาณาจักรที่เป็นสาธารณะและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม  ในยามสงครามชายฉกรรจ์จะต้องเป็นทหารเข้าร่วมต่อสู้ป้องกันอาณาจักร  ประชาชนหรือไพร่เป็นชนกลุ่มใหญ่ของสังคม

 

ความเสื่อมอำนาจของสุโขทัย

                ความเสื่อมของอาณาจักรสุโขทัยเกิดขั้นเพราะความอ่อนแอของระบบการเมืองการปกครอง  แคว้นต่างๆ  ที่เคยอยู่ในอำนาจตั้งตนเป็นอิสระ  ส่งผลให้อาณาจักรหมดอำนาจลงไปในที่สุด

                เมื่อสิ้นรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช  ประมาณพ.ศ. 1841   อาณาจักรสุโขทัยก็เริ่มอ่อนแอลง   ความอ่อนแอหรือความเสื่อมของสุโขทัยนี้  น่าจะเกิดจากสาเหตุ  4  ประการ  คือ

1.   ความเหินห่างระหว่างพระมหากษัตริย์กับราษฎร

2.  ความย่อหย่อนในด้านการทหาร

3.  การถูกตัดเส้นทางเศรษฐกิจ

4. การแตกแยกภายใน

 

ลักษณะเศรษฐกิจสุโขทัย

จากปัจจัยดังกล่าว  ทำให้ลักษณะเศรษฐกิจของสุโขทัยขึ้นอยู่กับอาชีพหลักของประชาชน  คือ  เกษตรกรรม  หัตถกรรม  และการค้าขาย

                             เกษตรกรรม         อาชีพหลักของชาวสุโขทัยทัย  คือ  เกษตรกรรม  จากข้อมูลที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกทำให้ทราบว่า  มีทั้งการทำนา  ทำไร่  ทำสวน  บริเวณที่ใช้เป็นพื้นที่เพาะปลูก  คือ  ที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง  แม่น้ำยม  และแม่น้ำน่าน  บริเวณเมืองสุโขทัย  สองแคว  ชากังราว  ศรีสัชนาลัย  และตาก    พืชที่ปลูกกันมากในสมัยสุโขทัย  คือ  ข้าว  รองลงมาเป็นไม้ผล เช่น  มะพร้าว  มะม่วง  และหมาก  นอกจากนี้ยังมีพืชไร่อื่นๆ อีก   นอกจากจะมีการเพาะปลูกแล้ว  ยังมีการส่งเสริมการเลี้ยวงสัตว์ไว้ใช้งาน  เป็นอาหาร  และนำมาแลกเปลี่ยนค้าขายกันโดยเสรีอีกด้วย

                             หัตถกรรม       ในสมัยสุโขทัยมีสิ่งประดิษฐ์ที่สนองความต้องการพื้นฐาน  ได้แก่  การทำเครื่องมือเครื่องใช้เพื่อการดำรงชีวิตได้แก่  งานเหล็ก  เช่น  มีด  ขวาน  จอบ  เสียม  เครื่องมือทำการเพาะปลูก  งานปั้น  เช่น  โอ่ง  ไห  หม้อ  และงานจักสาน เช่น  กระบุง  ตะกร้า  และของใช้เบ็ดเตล็ด  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีหัตถกรรมเกี่ยวกับการก่อสร้าง ได้แก่  การผลิตวัสดุก่อสร้าง  เช่น  พวกศิลาแลง   อิฐปูนสอ   แลพวกตกต่าง  เช่น กระเบี้องต่างๆ    หัตถกรรมที่ผลิตเพื่อการส่งออก  ได้แก่  เครื่องปั้นดินเผา  มีการผลิต  ถ้วยชาม  ไหสี่หู  โถสี่หู๔  มีฝาปิด  และกระปุกต่างๆ  ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบลวดลายให้สวยงาม  และนำเทคนิคหรือกรรมวิธีด้านการผลิตมาใช้จนมีชื่อเสียง เรียกว่า  เครื่องสังคโลก    ได้รับความนิยมมาก  แหล่งที่ผลิตเครื่องสังคโลก  ที่สำคัญมีอยู่  2  แห่ง  คือ  กรุงสุโขทัย   และเมืองศรีสัชนาลัย  ทั้งสองเมืองนี้ได้มีการขุดค้นพบเตาเผาเครื่องสังคโลก  ซี่งเรียกว่า  “เตาทัเรียง”   เป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมืองศรีสัชนาลัย   มีการขุดพบเตาทุเรียงมากถึง 20  เตา  จึงอาจถือได้ว่า  เมืองศรีสัชนาลัยเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องสังคโลก    

                           การผลิตเครื่องสังคโลกในสมัยสุโขทัย  นอกจากจะผลิตไว้ใช้เองในราชอาณาจักรแล้วยังได้ส่งไปขายยังต่างประเทศ  เป็นสินค้าออกที่ทำรายได้ให้ประเทศอย่างหนี่ง  ประเทศที่รับเชื้อเครื่องสังคโลกจากสุโขทัยมีหลายประแทศ  เช่น มลายู  ชวา  และฟิลิปปินส์ เป็นต้น

                          การค้าขาย       การค้าขายสมัยสุโขทัยเป็ฯการค้าแบบเสรี   ได้รับการส่งเสิรมาจากทางราชการมาก  มีการยกเว้นภาษีผ่านด่าน  ใครจะค้าขายสิ่งใดก็สามารถนำมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันได้  ทำให้ประชาชนมีความสุขสบายทั่วหน้ากัน  ดังปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า

                                            .........  เมื่อชั่วพ่อาขุนรารมคำแหง.....เจ้าเมืองบ่เอาจกอบในไพร่ลูท่าง   เพื่อนจูงวัวไปค้า   ขี่ม้าไปขาย  ใครจักใคร่ค้าช้างค้า   ใครจักใคร่ค้าม้า  ค้า  ใครจักใคร่ค้าเงือนค้าทอง ค้า  ไพร่ฟ้าหน้าใส...........

  การค้าขายภายในประเทศ   เนื่องด้วยชุมชนต่างๆ  ของอาณาจักรสุโขทัยตั้งอยู่ตามลำน้ำ  จึงมีการติดต่อกันโดยอาศัยเส้นทางคมนาคมทั้งทางบกและทางน้ำ

                    ทางบก      มีทางเดินหรือถนนขนาดเล็ก  เชื่อมต่อระหว่างเมือง  มีทั้งในกลุ่มเมืองใกล้เคียงเมืองสุโขทัยเก่าและทางเหนือขึ้นไป  และในแถบริมฝั่งทะเลจากจังหวัดชุมพรลงไป

               ทางน้ำ    ใกล้เมืองสุโขทัยมีทางน้ำที่สำคัญ  คือ  แม่น้ำยม  แม่น้ำน่าน  แม่น้ำปิง   และสาขาของแม่น้ำเหล่านี้   ปรากฏหลักฐานตามเมืองต่างๆ  ที่ตั้งอยู่ริมฝั้งใกล้แม่น้ำและสาขาของแม่น้ำเหล่านี้โบราณสถาน  โบราณวัตถุสมัยสุโขทัยปรกาฏอยู่  เช่น  เมืองนครชุม   เมืองกำแพงเพชร  เมืองตาก  เมืองพระบางในลุ่มแม่น้ำปิง  เมืองบางพานในลุ่มแม่น้ำยม  เมืองทุ่งยั้ง   และเมืองฝางในลุ่มแม่น้ำน่าน

                อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าการติดต่อค้าขายระหว่างเมืองต่างๆจะทำได้ทั้งทางบกและทางน้ำ  แต่ส่วนมากมักใช้เส้นทางทางบก  เพราะสามารถเดินทางได้สะดวกโดยใช้ถนน  ถนนสำคัญ  คือ  ถนนพระร่วง  ซึ่งมี  2 สาย คือ   สายเหนือ   จากสุโขทัยถึงเมืองศรีสัชนาลัย   และสายใต้จากสุโขทัยถึงเมืองกำแพงเพชร  ถนนนี้มีขนาดกว้างเพียงพอที่กองคาราวานที่จะนำสินค้าผ่านและแวะแลกเปลี่ยนสินค้ากันได้สะดวก   นอกจากนี้บนเส้นทางสายนี้ยังมีการขุดตระพังขนาดใหญ่  มีการสร้างบ่อน้ำกรุด้วยอิฐขนาดพอเหมาะอยุ่ทั่วไป  เพื่อเก็บน้ำไว้กินไว้ใช้เป็ฯการอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาค้าขายทั้งหลาย  ซี่งอาจต้องมีผู้หญิง  เด็กลูกหาบ   และสัตว์พาหนะติดตามมาด้วย  พร้อมกันนี้ก็เป็นการชักชวนให้ผู้คนมาตั้งถิ่นฐานทำมาหากิน  ตามหลักฐานปรากฏว่ามีชุมชนกระจายกันอยู่ตามสายนี้   การจัดทำเลค้าขายนี้น่าจะทำรายได้ในการเก็บภาษีที่ย่านตลาด  ซี่งเป็นแหล่งซิ้อขายส่งต่อสินค้าด้วย

 ๏การค้าขจายกับต่างประเทศ     สมัยสุโขทัยมีการค้าขายกับต่างประแทศหลายประเทศด้วยกัน  เช่น  จีน  ญี่ปุ่น  มลายู  ชวา  บอร์เนียว   ฟิลิปปินส์  อินเดีย   ลังกา   อิหร่าน   และอาหรับชาติอื่นๆ  โดยใช้เส้นทางในการติดต่อค้าขาย  ดังนี้

ทางบก   มีเส้นทางที่สำคัญ  3  เส้นทาง  ได้แก่

1.   เส้นทางสุโขทัยเมาะตะมะ       จากสุโขทัยไปตามถนนพระร่วงถึงเมืองกำแพงเพชร  จากนั้นมีเส้นทางผ่านเมืองตาก  ตัดออกช่องเขาที่แม่สอด  ผ่าน

เมืองเมียวดีไปยังเมืองเมาะตะมะ

2. เส้นทางสุโขทัยตะนาวศรี     จากสุโขทัยผ่านเองเพชรบุรี  เมืองกุยบุรี  เมืองมะริด  จนถึงเมืองตะนาวศรี

3. เส้นทางสุโขทัยเชียงใหม่      จากสุโขทัยผ่นเมืองตาก  เมืองลำพูน  จนถึงเมืองเชียงใหม่

ทางน้ำ    มีเส้นทางน้ำ  คือ  แม่น้ำป่าสัก  แม่น้ำเจ้าพระยา  แม่น้ำท่าจีน  และแม่น้ำแม่กลอง  ซึ่งไหลลงสู่อ่าวไทยสามแห่ง  ทำให้การลำเลียงสินค้าไป

ต่างประเทศมีหลายทาง     การคมนาคมทางน้ำใต้ประจวบคีรีขันธ์ลงไป  เป็นการคมนาคมริมฝั่งทะเลและแม่น้ำลำคลอง  ทั้งสายสั้นสายยาวที่ขนานกับฝั่งไปถึงสงขลา  ปัตตานี

                อาณาจักรสุโขทัยทำหน้าทีเป็นตลอดกลางขนถ่ายสินค้าจากดินแดนของเมืองที่ตั้งอยู่นอกเส้นทาง  โดยรับและส่งต่อไปยังเมืองชายทะเลที่ต้องการสินค้า  สินค้าที่มีการแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าออก  ได้แก่  เครื่องสังคโลก  ผลิตผลจากการเกษตร  และของป่า   หนังสัตว์   ไม้ฝาง   ไม้กฤษณา  งาช้าง   นอแรด   และของป่าอื่นๆ   ส่วนสินค้าเข้า  ได้แก่  ผ้าแพร   ผ้าไหม   ผ้าต่วน เครื่องเหล็ก  และอาวุธต่างๆ 

 

ข้อสอบ

1.พระมหาธรรมราชาที่ 1   (ลิไทย)  ทรงนิพนธ์หนังสือเรื่องใด

1) อุปกิจ

2) เตภูมิกถา

3) สุภาษิตอิศปปกรณำ

4) สุภาษิตโสฬสไตรยางค์

 

2.เส้นทางสุโขทัย – ตะนาวศรี     จากสุโขทัยผ่านเพชรบุรี ผ่านเมืองใดบ้าง

1) กุยบุรี  เมืองมะริด

2) เมืองลำพูน

3) สุโขทัยไปตามถนนพระร่วงถึงเมืองกำแพงเพชร

4) เมืองเมียวดี

 

3.อาณาจักรสุโขทัยประกอบด้วยกี่ชนชั้น

1) 1 ชนชั้น

2) 2 ชนชั้น

3) 3 ชนชั้น

4) 4 ชนชั้น

 

      สรุป อาณาจักรสุโขทัยมีความรุ่งเรืองในทุกๆ ด้าน
มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศมากขึ้น
มีการทำนุบำรุงศาสนาและการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างดี
  

 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 267 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • ssspoonsak