ทวารวดี

รูปภาพของ snk03054

ศิลปสมัยทวารวดี( พุทธศตวรรษที่ 11 - 16)

สมัยทวารวดีมีศูนย์กลางอยู่ที่ราชบุรี นครปฐมและแถบสองฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาและ แม่น้ำแม่กลองเครื่องปั้นดินเผาสมัยนี้มักจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาชนิดไม่เคลือบ   อุณหภูมิใน การเผาประมาณ  800 -  900 องศาเซลเซียสเนื้อผลิตภัณฑ์หลังจากเผาแล้วมีสีแดงเนื้อหยาบใช้กร๊อกและแกลบเป็นส่วนผสมในการปั้นป้องกันการแตกในขณะที่เผา

ปฏิมากรรมสัมฤทธิ์ ศิลปทวารวดี พระพุทธรูปปางประทานพรได้รับอิทธิพลศิลปคุปตะและหลังคุปตะของอินเดีย

 ลูกปัดแก้ว สมัยทวารวดีรู้จักใช้ลูกปัดมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินแล้ว ประมาณ สามหมื่นถึงหมื่นสองพันปีก่อนคริสตกาลโดยใช้เมล็ดพืช เปลือกหอยทะเล ฟอสซิลเล็ก ๆ เขี้ยวสัตว์ เขาสัตว์ กระดองสัตว์ตลอดจนหิน นำมาเจาะรูร้อยเป็นพวง ลูกปัดหิน อำพันและกระดูกสัตว์ที่นำ  มาทำเป็นลูกปัดพบโดยตลอดทวีปยุโรป ถึงเอเชียและตอนเหนือของไซบีเรียสำหรับประเทศไทยได้รู้  จักเครื่องประดับมาตั้งแต่ยุคหินใหม่ โดยใช้เปลือกหอยและกระดูกสัตว์หรืองาช้างนำมาเจาะรูร้อย  เชือกเป็นเครื่องประดับเช่นเดียวกันกับคนในที่อื่น ๆ จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่ามีการใช้ลูกปัด

เรื่อยมาจนถึงปลายยุคโลหะมีทั้ง ลูกปัดหิน ดินเผา กระดูกสัตว์ เปลือกหอย ลูกปัดแก้ว จะพบทั้งสี เดียวและหลายสีโดยเฉพาะในบริเวณเมืองโบราณในประเทศไทยของอาณาจักรทวารวดีโดยเฉพาะอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี

 และที่คูบัว อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี

หลักฐานที่ขุดค้นพบ

ที่ตั้ง: บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง

มีการขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว นักประวัติศาสตร์ และนักโบราณคดีจึงได้เรียกศิลปะกลุ่มนี้ว่า

 "ทวารวดี" โดยการถ่ายทอดจากสำเนียงแบบจีนจากคำว่า "โถ-โล-โป-ตี" (T'o-lo-po-ti) ซึ่งปรากฏอยู่ในจดหมายเหตุของนักพรตจีน แต่เนื่องจากไม่ได้มีการระบุอย่างแน่ชัดถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรนี้ในสมัยโบราณ นักวิชาการ และนักโบราณคดีจึงได้พยายามที่จะทำการศึกษาจากตำแหน่งที่ตั้งของเมือง ลักษณะทางภูมิศาสตร์ ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานดังนี้

1. อาณาจักรทวารวดี เป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ มีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12 - 16 และน่าจะมีราชธานีอยู่บริเวณจังหวัดนครปฐมปัจจุบัน เนื่องจากมีการขุดพบซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ และศิลปะวัตถุในบริเวณดังกล่าว อีกทั้งพบหลักฐานสำคัญที่นำมาใช้สนับสนุนข้อสันนิษฐานนี้คือ เหรียญเงินที่มีการจารึกอักษรปัลลวะ ซึ่งอ่านได้ว่า " ศรีทวารวตี ศวรปุณย" แปลเป็นไทยได้ว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งทวารวดี

2. เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อาจเคยเป็นราชธานีของอาณาจักรนี้มาก่อนเมืองนครปฐม เนื่องจากมีการขุดพบศิลปะวัตถุแบบนี้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะแผ่นจารึกทองแดงที่กล่าวถึงพระเจ้าหรรษวรมัน จึงได้สันนิษฐานกันว่าน่าจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินของอาณาจักรนี้

3. เชื้อชาติของชาวทวารวดี จากการศึกษาพบว่าภาษาและอักษรจารึกต่างๆ บ่งบอกว่าเป็นภาษามอญโบราณ ที่จารึกด้วยอักษรอินเดียใต้ จึงเชื่อกันว่าอาณาจักรทวารดีน่าจะมีเชื้อชาติมอญ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องความเป็นมาของชุมชนทวารดี ทั้งที่ตั้งของอาณาจักร ศูนย์กลาง กลุ่มชนเจ้าของวัฒนธรรม ยังคงมีข้อถกเถียงกันอย่างไม่มีข้อยุติ

ศิลปกรรมของชุมชนทวารวดี

อายุ: ราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 16

บริเวณ: น่าจะมีจุดเริ่มต้น ณ บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วจึงแพร่ไปยังภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย

ในบางครั้งได้มีการนำเอาศิลปะแบบทวารวดีเข้าไปผสมผสานกับศิลปะจากอาณาจักรใกล้เคียง เช่น ขอม และจาม

 

 

 

 

ศิลปกรรมของชุมชนทวารวดี

ศิลปะแบบทวารวดีสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

1. แสดงศิลปะแบบทวารวดีแท้ ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท

2. แสดงศิลปะแบบศรีวิชัย จากภาคใต้ของประเทศไทย ศาสนาพุทธนิการเถรวาท

3. แสดงศิลปะแบบทวารวดี ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท หลังจากเกิดการเสื่อมของนิกายมหายาน

ประติมากรรม

ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชา โดยพบทั้งหิน สัมฤทธิ์ ปูนปั้น ดินเผา สามารถแบ่งพระพุทธรูปแบบทวารวดีได้เป็น 3 ระยะดังนี้

·        

ระยะแรก อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11 - 13 มีเค้าอิทธิพลอินเดียมาผสมผสาน สังเกตได้จาก ไม่มีรัศมีบนพระเกตุมาลา ไม่มีชายจีวรเหนือพระอังสาซ้าย นั่งขัดสมาธิราบหลวมๆ แบบอินเดียอมรวดี

·        

ระยะที่สอง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 - 16 ลักษณะเป็นศิลปะแบบพื้นเมือง มีลักษณะพระพักตร์แบน พระนลาฏแคบ มีพระอุณาโลมระหว่างคิ้ว พระพุทธรูปแบบประทับยืนมีลักษณะตรง พระหัตถ์ทั้งสองแสดงปาง วิตรรกะ หรือแสดงธรรม โดยระยะพุทธศาสนานิการมหายานเจริญรุ่งเรืองสูงสุด จึงทำให้มักพบรูปพระโพธิสัตว์

อวโลกิเตศวร เป็นจำนวนมากในยุคนี้

·        

ระยะสุดท้าย อายุราวพุทธศตวรรษที่ 15 - 18 ผสมผสานอิทธิพลขอมแบบบาปวน มักมีพระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีไรพระศก ชายจีวรยาวลงมาจรดพระนาภี นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปทวารวดีประทับบนหลังพนัสบดี อันเป็นสัตว์ที่มีลักษณะผสมกันระหว่างครุฑ โค และหงษ์ ซึ่งเป็นพาหนะของพระเป็นเจ้าที่สำคัญของศาสนาพราหมณ์

 

 

 

รูปภาพของ ssspoonsak

เนื่องจากมีข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมดได้ทำการคัดลอกมาแล้วไม่อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล

กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจนด้วย ดูรูปแบบการทำเอกสารอ้างอิงได้ที่

http://www.thaigoodview.com/node/99177

มิฉะนั้นทางเว็บ thaigoodview.com จำเป็นต้องลบข้อมูลทั้งหมดออก

ขอขอบคุณ

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล

ผู้ดูแลเว็บไซต์ไทยกู๊ดวิว

 


ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่าคัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ ไม่ถูกปิดเสียก่อน
ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 61 คน กำลังออนไลน์