circulatory system

     ระบบหมุนเวียนของโลหิต (circulatory system)

แบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ

    1. ระบบเปิด เป็นระบบที่เืลือดไม่ได้ไหลไปตามเส้นเลือดตลอดเวลาแต่จะมีเลือดไหลไปตามช่องว่างในลำตัวที่เรียกว่า เฮโมซีล ( Haemocoel ) พบในสัตว์ในไฟลัม มอลลัสกา ได้แก่ หอย ปลาหมึก และสัตว์ในไฟลัมอาร์โทรโพดา ได้แก่ ปู กุ้ง ตะขาบ และแมลง

     2. ระบบปิด  เป็นระบบที่เลือดไหลไปตามเส้นเลือดผ่านหัวใจครบวงจร ระบบนี้มีเส้นเลือดฝอยเชื่อมโยงระหว่างเส้นเลือดที่พาเลือดออกจากหัวใจ กับเส้นเลือดที่พาเลือดเข้าสู่หัวใจ พบในสัตว์ไฟลัม แอนิลิดา เช่น ไสเดือนดิน และสัตว์ในไฟลัมคอร์ดาตา หรือพวกมีกระดูกสันหลัง เช่น ปลา สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

**เซอร์วิลเลียม ฮาร์วี ( Sir William Harvey ) ชาวอังกฤษเป็นคนแรกที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการหมุนเวียนของเลือด และพบว่าเลือดของคนเราไหลไปทางเดียว ไม่มีการไหลสวนทางกัน

 *มาร์เซลโล มัลพิกิ ( Marcello Malpghi ) เป็นผู้พบเส้นเลือดฝอยเป็นคนแรก

ระบบหมุนเวียนของเลือดในคน

     ในร่างกายมนุษย์มีหัวใจทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตให้ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือด การสูบฉีดโลหิตของหัวใจ ทำให้เกิดแรงดันให้เลือดไหลไปตามเส้นเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และไหลกลับคืนสู่หัวใจ โดยหัวใจของคนเราตั้อยู่ในทรวงอกระหว่างปอดทั้งสองข้างค่อนมาทาด้านซ้ายชิดผนังทรวงอก แบ่งออกเป็น 4 ห้อง ห้องบนสองห้อง มีผนังบาง เรียกว่า เอเทรียม ( atrium ) ส่วนสองห้องล่างมีขนาดใหญ่กว่าและผนังหนา เรียกว่า เวนทริเคิล ( ventricle ) ระหว่างห้องบนกับห้องล่างทั้งสองซีกจะมีลิ้นหัวใจ ( value ) คอยเปิด- ปิด เพื่อกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ

 

** หัวใจของคนเราประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อที่มิได้อยู่ภายใต้อำนาจบังคับของสมอง **

** หัวใจของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มี 4 ห้อง ของสัตว์ครึ่งบกครึ่น้ำมี3 ห้อง ( ยกเว้นจระเข้ มี 4 ห้อง ) หัวใจปลามี 2 ห้อง หัวใจของสัตว์ปีก มี 4 ห้อง **

ระบบหมุนเวียนของเลือดในคน

     ในร่างกายของมนุษย์ ระบบการหมุนเวียนของเลือดประกอบด้วยหัวใจเป็นอวัยวะสำคัญ ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย โดยมีเส้นเลือดเป็นท่อลำเลียงเลือด ดังนั้นระบบหมุนเวียนเลือดของคนเราจึงประกอบด้วยส่วนสำคัญ  3 ส่วน คือ เลือด  เส้นเลือด  และ หัวใจ

1.  เลือด ( blood )  ในร่างกายของคนเรามีเลือดอยู่ประมาณ 6,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร เลือดประกอบไปด้วยส่วนที่เป็นของเหลว คือ น้ำเลือด ( plasma ) กับส่วนที่เป็นของแข็ง คือ เซลล์เม็ดเลือดแดง  เซลล์เม็ดเลือดขาว และ เกล็ดเลือด

    1.1  ส่วนที่เป็นของหลว  คือ น้ำเลือดหรือพลาสมา ประกอบด้วยน้ำและสารต่างๆ ซึ่งได้แก่ สารอาหารที่ถูกย่อยแล้ว รวมทั้งวิตามิน  เกลือแร่ ฮอร์โมนและสารอื่นๆที่ละลายน้ำได้ สารเหล่านี้จึงอยู่ในรูปสารละลาย มีประมาณ 50 % ของเลือดทั้งหมด น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ถูกดูดซึมจากลำไส้เล็กไปสู่ส่วนต่างๆของเซลล์ทั่วร่างกายและลำเลียงของเสียที่เป็นของเหลวจากเซลล์ เช่น ยูเรีย มาสู่ไต ซึ่งไตจะสกัดเอาสารยูเรียออกจากเลือดแล้วขับถ่ายออกมาในรูปของปัสสาวะ

    1.2  ส่วนที่เป็นของแข็ง  มีอยู่ประมาณ 50% ของเลือดทั้งหมด ประกอบด้วย

       -  เซลล์เม็ดเลือดแดง   ในขณะที่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จะอยู่ในไขกระดูกและมีนิวเคลียส แต่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดแล้วนิวเคลียสจะหายไป เม็ดเลือดแดงทำหน้าที่ขนส่งแก๊สออกซิเจน จากปอดไปสู่เซลล์ทั่ร่างกายและขนส่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นของเสียที่เกิดจากการสลายอาหารจากเซลล์มาสู่ถุงลมในปอดเพื่อขับถ่ายออกนอกร่างกายทางลมหายใจออก โดยเฉลี่ยเม็ดเลือดแดงจะมีชีวิตอยู่ในกระแสเลือดประมาณ 90- 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกส่งไปทำลายที่ตับและม้าม 

       -  เซลล์เม็ดเลือดขาว  มีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง ภายในมีนิวเคลียส ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

       -  เกล็ดเลือด  เป็นชิ้นส่วนของเซลล์ที่มีรูปร่างเป็นแผ่นเล็กๆปนอยู่ในน้ำเลือด ไม่มีนิวเคลียส มีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว เวลาเกิดบาดแผลเล็กๆเกล็ดเลือดจะทำให้เส้นใย ( fibrin ) ปกคลุมบาดแผลทำให้เลือดหยุดไหล เป็นการป้องกันไม่ให้ร่างกายเสียเลือดมากเกินไป เกล็ดเลือดจะมีอายุอยู่ได้ประมาณ 4 วัน

 

  2. เส้นเลือด ( blood vessels )  เส้นเลือดในร่างกายคนแบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ 

  -  เส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ เรียกว่า อาร์เทอรี ( Artery ) 

  -  เส้นเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ  เรียกว่า เส้นเวน ( Vein ) 

  - เส้นเลือดฝอย ( Capillaries ) 

 

    เส้นเลือดอาร์เทอรี  เป็นเส้นเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ มีขนาดต่างๆกัน ขนาดใหญ่คือ เอออร์ตา มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว และขนาดเล็กมีเส้นผ่านศูนย์กลาประมาณ 0.2 มิลลิเมตร ไม่มีลิ้น เส้นเลือดอาร์เทอรี ประกอบด้วยกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อที่ยืดหยุ่นได้ มีผนังหนา สามารถรับแรงดันเลือด ซึงเป็นแรงดันค่อนข้างสูง อันเป็นผลเนื่องมาจากการบีบตัวของหัวใจห้องล่าซ้าย ความดันของเลือดจะสูงมากในเส้นเลือดอาร์เทอรีใกล้หัวใจ คือ เส้นเลือดแดงใหญ่ที่สุดที่เรียกว่า เอออร์ตา และค่อยๆลดลงตามลำดับเมื่ออยู่ห่างจากหัวใจไปเรื่อยๆจนถึงอวัยะต่างๆดังนั้นการวัดความดันเลือด เส้นเลือดที่เหมาะสำหรับวัดความดันเลือดคือเส้นอาร์เทอรีที่ต้นแขน  ผู้ใหญ่อายุ 20 - 30 ปี มีความดันเลือดปกติประมาณ 120/80 มิลลิเมตรปรอท ตัวเลขข้างหน้า ( 120 )หมายถึง ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว เรียกว่าความดันซิสโทลิก ( Systolie pressure ) ตัวเลขข้างหลัง( 80 ) หมายถึงความดันดลหิตของหัวใจคลายตัว เรียกว่า ความดันไดแอสโทลิก ( Diastolie pressure )

ที่เรียกว่า การจับชีพจร ซึ่งชีพจร ( pluse ) หมายถึงอัตราการเต้นของหัวใจ จงหวะการหยืดหยุ่นของเส้นเลือดอาร์เทอรีเป็นไปตามจังหวะการเต้นของหัวใจ สำหรับการเต้นของหัวใจปกติประมาณ 72 ครั้งต่อนาที แต่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามลักษณะต่างๆ เช่น เพศ วัย อิริยาบท โรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น

 

 3. หัวใจ ( heart ) หัวใจจะทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย โดยจะรับเลือดที่มีออกซิเจนสูงจากปอดเข้าทางหัวใจห้องบนซ้ายผ่านต่อมายังหัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อส่งออกไปยังอวัยวะต่างๆขอองร่างกายและจะรับเลือดที่มีออกซิเจนน้อยจากส่วนต่างๆของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจทางหัวใจห้องบนขวา และผ่านไปยังหัวใจห้องล่างขวาเพื่อส่งไปยังปอด เลือดที่มีออกซิเจนต่ำจะไปยังปอดเพื่อรับออกซิเจนและกลับเข้าสู่หัวใจอีกครั้งหมุนเวียนตลอดเวลาอย่างเป็นระบบ

    หรือกล่าวได้ว่าเลือดดำ ( เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนต่ำ )จากส่วนต่างๆ ของร่างกายไหลเข้าหัวใจทางหัวใจห้องบนขวาโดยเลือดจากส่วนบนของร่างกายจะเข้าสู่หัวใจทางเส้นเลือดซุปิเรียเวนาคาวาและเลือดจากส่วนล่างของร่างกายจะเข้าสู่หัวใจห้องบนขวาทางเส้นเลือดอินพีเรียเวนาคาวา จากนั้นหัวใจห้องบนขวาจะหดตัวให้เลือดผ่านลิ้นหัวใจลงสู่หัวใจห้องล่างขวาแล้วหัวใจห้องล่างขวาจะบีบตัวให้เลือดไปเข้าไปในเส้นเลือดพัลโมนารีอาร์เทอรีจากหัวใจไปยังปอด เลือดดำจะผ่านเข้าไปในเส้นเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอด แล้วจ่ายคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับถุงลมปอดแล้วรับแก๊สออกซิเจนเข้ามาแทนเป็นผลให้เลือดดำกลายเป็นเลือดแดง ( เลือดที่มีแก๊สออกซิเจนสูง ) แล้วไหลออกจากปอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้ายทางเส้นเลือดพัลโมนารีเวนจากนั้นหัวใจห้องบนซ้ายจะบีบเลือดลงไปที่หัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อให้หัวใจห้องล่างซ้ายบีบเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายต่อไป

 

โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือ โรคระบบไหลเวียนเลือด

 

โรคหัวใจและหลอดเลือด หรือ โรคระบบไหลเวียนเลือดหมายถึง กลุ่มโรคที่มีพยาธิสภาพใดๆก็ตามต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดทั่วร่างกาย ทั้งหลอดเลือดดำและหลอดเลือดแดง รวมทั้งหลอดน้ำเหลืองต่าง ๆ เพื่อง่ายต่อการดำเนินการทางสถิติ และดูแนวโน้มของโรคกลุ่มโรคหัวใจหลอดเลือดที่เป็นปัญหาสาธารณสุขจึงได้แบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ตามลำดับความสำคัญ เป็น 3 กลุ่ม สำคัญเรียงตามลำดับสำหรับในประเทศไทย ดังนี้

 

กลุ่มที่ 1 โรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดในสมองหรือที่เรียกในภาษาชาวบ้านว่า "อัมพาต"

กลุ่มที่ 2 โรคหัวใจขาดเลือดจากหลอดเลือดโคโรนารี่ที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน

กลุ่มที่ 3 โรคหัวใจรูห์มาติค

 

   โรคหลอดเลือดในสมอง

หมายถึง กลุ่มโรคที่มีพยาธิสภาพเกิดขึ้นกับหลอดเลือดแดงและดำที่เลี้ยงเนื้อสมองทำให้เนื้อสมองบางส่วนหรือทั้งหมดสูญเสียสมรรถภาพในการทำงาน พยาธิสภาพที่ เกิดขึ้นมีหลายแบบ เช่น ภาวะหลอดเลือดแดงแข็งจนเกิดตีบตัน หลอดเลือดอักเสบ มีการสะสมของสารอมิลอยด์ (Amyloid) หลอดเลือดสมองโป่งพองและแตก ก้อนเลือด จากที่อื่นหลุดมาอุดเส้นเลือด เป็นต้น โดยมีผลให้เกิดอาการมากกว่า 24 ชั่วโมง และอาจตายได้ และสามารถเกิดอาการได้หลายรูปแบบแตกต่างกันไปตั้งแต่ ชัก สับสน แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก เป็นต้น ส่วนใหญ่มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากภาวะความดันเลือดสูง

 

   อัมพาตเฉียบพลัน

หมายถึง การบาดเจ็บอย่างเฉียบพลันของระบบสมองและประสาทที่ประชาชนทั่วไป หรือบุคลากรทางการแพทย์นิยมใช้เรียก โรคหลอดเลือดในสมอง

   โรคหัวใจขาดเลือด

หมายถึง ภาวะของการขาดออกซิเจนเพื่อที่จะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จากพยาธิสภาพในหลอดเลือดแดง โคโรนารี่ ที่ไปเลี้ยงหัวใจ เกิดอุดหรือตีบตัน หลอดเลือดแดงหดเกร็ง เป็นต้น ทำให้เซลหัวใจขาดออกซิเจน ขาดความสมดุลในการทำหน้าที่ อาจจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ ภาวะที่ทำให้ เกิดโรคหัวใจขาดเลือดที่พบบ่อยคือ ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง โรคนี้อาจจะมาด้วยอาการเจ็บแน่นหน้าอก อาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือตายโดยทันทีจากโรคหัวใจ

   โรคความดันโลหิตสูง

หมายถึง กลุ่มโรคที่มีพยาธิสภาพและอาการอันเป็นผลเนื่องจากระดับความดันเลือด ที่สูงเกินปกติ จนไปทำลายผนังหลอดเลือดและอวัยวะปลายทางในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เส้นเลือดในสมองแตก หัวใจล้มเหลว หลอดเลือดโป่งพอง เป็นต้น

   โรคหัวใจรูห์มาติค

หมายถึง โรคหัวใจที่เป็นผลจากภาวะเรื้อรังต่อเนื่องของไข้รูห์มาติคที่มีความผิดปกติของลิ้นหัวใจ ที่เกิดการอักเสบของการติดเชื้อ กรุ๊ปเอ สเตร็ปโตคอคไคในลำคอ

สถานการณ์และธรรมชาติของโรค

โรคหัวใจและหลอดเลือดนับเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลกในศตวรรษปัจจุบัน ซึ่งถือว่าอยู่ในระยะการระบาดใหญ่ เป็นสาเหตุของการตายของโลกอย่างน้อย 17 ล้านคน ต่อปี หรือประมาณ หนึ่งในสามของการตายทั้งหมดทั่วโลก ทั้งนี้เริ่มพบการระบาดของโรคกลุ่มนี้ในประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประชากรด้อยโอกาสมากขึ้น เมื่อประมาณยี่สิบปี มานี้เอง ในไทยโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหนึ่งในสามอันดับแรกของสาเหตุการตายมานานกว่ายี่สิบปี โดยมีโรคหลอดเลือดในสมองหรืออัมพาต เป็นสาเหตุการตายและ ภาระโรคเป็นสาเหตุหลัก รองลงมาได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง ช่วงอายุที่เป็นสูงสุดอยู่ในช่วง 55-64 ปี รองลงมาคือ ช่วง 65-74 และ 45-54 ปี

สำหรับอัมพาต โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจขาดเลือด มีปัจจัยโซ่สาเหตุที่เป็นปัจจัยร่วมหลักของการระบาดครั้งนี้ จากผลของการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทั้งเชิงสังคมและกายภาพ จากผลของการพัฒนาที่ไม่รู้เท่าทันทำให้วิถีชีวิตในชุมชนเสี่ยงต่อการเป็นโรคเพิ่มขึ้น ตั้งแต่การบริโภคยาสูบที่เพิ่มขึ้น การเคลื่อนไหวออกกำลังกาย ที่ลดลงทั้งในการทำงาน / การเดินทางและการพักผ่อน การตามใจตนเองมากเกินไปจากสถานะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง กระตุ้นให้มีการบริโภคเกิน และบริโภคอาหารที่ ไม่เหมาะสม ทั้งรสอาหารที่มีองค์ประกอบของเกลือและน้ำตาลสูงขึ้น ส่วนประกอบไขมันจากสัตว์เพิ่มขึ้นขณะที่บริโภคพืชผักผลไม้และธัญพืชลดลง การบริโภคแอลกอฮอล์ ปริมาณสูงมากและบ่อย การขาดความสามารถในการจัดการความเครียดที่ดี ขณะที่สภาพแวดล้อมของ โครงสร้างทางสังคมและการจัดการมีการกระตุ้นเร้าให้เกิด ความเครียดได้ง่ายและบ่อยขึ้น การเผชิญต่อวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงโดยไม่รู้เท่าทันเหล่านี้ ในช่วงระยะความถี่ที่บ่อยหรือค่อนข้างบ่อยเป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของประชากรทั่วไป และสามารถสำรวจพบความชุกของการเปลี่ยนแปลงนี้ในชุมชนได้ ทั้ง ภาวะน้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง ภาวะน้ำตาลและไขมันผิดปกติ ภาวะเบาหวาน ที่เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตเมืองและเขตชนบทที่รับเอาวิถีชีวิตเมืองที่ไม่มีสุขภาพมาปฏิบัติ ส่วนกลุ่ม โรคหัวใจรูห์มาติค ในประเทศไทยปัญหาด้านนี้ได้ลดความรุนแรงลงมากแล้ว แต่ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในประเทศด้อยพัฒนา หรือกำลังเริ่มพัฒนาในหลายประเทศ เช่น พม่า กัมพูชา เป็นต้น

 

เงื่อนไขจากธรรมชาติของโรคสำคัญต่อความเข้าใจเพื่อการจัดบริการป้องกันควบคุมโรค ได้แก่

สาเหตุการเกิดโรคมาจากหลายสาเหตุและมีลักษณะเป็นโซ่สาเหตุที่มีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ในแต่ละห่วงโซ่ แต่ห่วงโซ่ที่สำคัญที่สุดคือ กลุ่มปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้โดยเฉพาะปัจจัยในระดับพฤติกรรม

พฤติกรรมเสี่ยงและพฤติกรรมการป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องถูกพัฒนาสร้างขึ้นตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของชีวิต

ส่วนใหญ่ของรายโรคที่เกิดขึ้นใหม่ในชุมชนจะมาจากกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่มีค่าความเสี่ยงไม่สูงมาก อยู่ในระยะก้ำกึ่งหรือความเสี่ยงต่ำ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยของค่าความเสี่ยงเฉลี่ยของปัจจัยเสี่ยงสำคัญในประชากรทั่วไปทั้งหมดในชุมชนจะมีผลในการ ลดโรคที่มากกว่าการควบคุมเฉพาะ

พบแนวโน้มการระบาดของโรคยังขึ้นกับปัจจัยหลายปัจจัย ได้แก่ การเคลื่อนของสัดส่วนประชากรในวัยทำงานและสูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น โอกาสการเข้าถึงข่าวสารการบริการที่จำเป็นในการป้องกันควบคุมความเสี่ยงและโรค รายได้ การศึกษา ระดับและขนาดของการบริโภคยาสูบ / การบริโภคอาหารไขมันและคอเลสเตอรอลสูง / วิถีชีวิตนั่งๆนอนๆและผลปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงต่างๆและพันธุกรรมพื้นฐาน

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดในชุมชนไทยที่เป็นเป้าหมายและมีวิธีการป้องกันควบคุมได้ ได้แก่

ภาวะความดันโลหิตที่สูงขึ้น

การบริโภคยาสูบ

การมีวิถีชีวิตนั่ง ๆ นอน ๆ (Sedentary life style)

การรับประทานอาหารเกินไม่ได้สัดส่วนเหมาะสม (Dietary Imbalance)

 

สหปัจจัยของหลอดเลือดเสื่อมอื่น ๆ ได้แก่ ภาวะเบาหวาน ภาวะน้ำหนักเกินและอ้วน ไขมันผิดปกติในเลือด

ความชุกของปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้เริ่มพบมากขึ้นในเยาวชนและผู้ใหญ่ตอนต้น

     ขณะที่มีหลักฐานชัดเจนถึงความสำคัญของการออกกำลังกายในการป้องกันโรค ที่ช่วยป้องกันทั้งโรคหัวใจ , อ้วน , ภาวะความดันโลหิตสูง

   วัยเด็กจึงจึงมีความสำคัญอย่างมากที่จะจัดให้มีหนทางในการพัฒนานิสัย การออกกำลังกายไปตลอดช่วงชีวิต ในหลายชุมชนของประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทย เด็ก ๆ มีวิถีชีวิตนั่ง ๆ นอน ๆ มากขึ้น จากโทรทัศน์ วีดีโอเกมส์ คอมพิวเตอร์ และการขาดการเรียนการสอนการออกกำลังกายในโรงเรียนโดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา รวมทั้งการขาดการปลูกฝังการบริโภคอาหารที่เหมาะสมตั้งแต่ในครอบครัว

    ปัจจัยสาเหตุเหล่านี้ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงร่วมของโรคไม่ติดต่ออื่น ๆ ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งบางชนิด โรคหลอดลมอุดกลันเรื้อรัง โรคกระดูกพรุน ตับแข็ง เป็นต้น

     การเกิดโรคในระดับบุคคลเป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยงหลายปัจจัย มากกว่าปัจจัยเสี่ยงปัจจัยหนึ่งปัจจัยใดโดด ๆ ดังนั้นการป้องกันควบคุมโรคในระดับบุคคล ในปัจจุบันจึงมุ่งไปที่การควบคุมสหปัจจัยหลายปัจจัยร่วมกัน โดยในประเทศกำลังพัฒนา ที่มีเศรษฐกิจปานกลางจะมุ่งดำเนินการควบคุมสหปัจจัยของการเกิด โรคหัวใจและหลอดเลือดนี้ ในกลุ่มที่พบว่ามีภาวะความดันโลหิตสูงหรือเบาหวานอยู่แล้ว

 

โรคกลุ่มนี้อยู่โดยไม่มีอาการป่วยหรือปัญหาสุขภาพได้หลายปี

    การดำเนินของพยาธิสภาพของโรคยากที่จะย้อนหายกลับเป็นปกติสมบูรณ์ หรือควบคุมได้เพียงบางส่วนได้หลังเมื่อมีอาการปรากฎขึ้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงและคุณภาพชีวิตเลวลง

     อย่างไรก็ตามการหยุดบุหรี่ เป็นสิ่งสำคัญหลักในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ในกลุ่มผู้ที่เคยมีอาการของหัวใจขาดเลือด และจะลดความเสี่ยงต่อการ เป็นซ้ำในอนาคตถึงครึ่งหนึ่งเมื่อหยุดบุหรี

รูปภาพของ ssspoonsak

เนื่องจากมีข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมดได้ทำการคัดลอกมาแล้วไม่อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล

กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจนด้วย ดูรูปแบบการทำเอกสารอ้างอิงได้ที่

http://www.thaigoodview.com/node/99177

มิฉะนั้นทางเว็บ thaigoodview.com จำเป็นต้องลบข้อมูลทั้งหมดออก

ขอขอบคุณ

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล

ผู้ดูแลเว็บไซต์ไทยกู๊ดวิว

 


ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่าคัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ ไม่ถูกปิดเสียก่อน
ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 65 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • supatkul