ปลาทูน่า (Maguro) หรือ มากุโร่ まぐろ

รูปภาพของ sss28855

ปลาทูน่า (Maguro) หรือ มากุโร่ まぐろ

 ที่มาของภาพhttp://tukiji.net/maguro/

               มากูโร หรือว่า ทูน่า ถือเป็นปลาที่ฮอตฮิตที่สุดอันดับหนึ่งในตระกูลปลาดิบเลยก็ว่าได้ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เกือบจะเป็นเนื้อวัว แต่ให้รสชาติหวาน สดชื่น ชุ่มฉ่ำ ในแบบของเนื้อปลา จึงทำให้คอซูชิทั้งหลายต่างเรืยกหามากูโร มาเป็นอันดับหนึ่ง ปลาทูน่ามีหลายสายพันธุ์ ซึ่งพันธุ์ที่มีรสชาติดี ราคาสูง คือ Blue fin Tuna ญี่ปุ่นเรียก "ฮงมากูโร่" (ร้านอาหารไทยมักจะใช้ Yellow fin Tuna ซึ่งราคาถูกกว่า) ที่กว่าจะเติบโตเต็มที่ต้องใช้เวลานานหลายสิบปี ถึงจะมีขนาดยาวได้ถึง 3 เมตร (ในกรณีของ แปซิฟิก บูลฟิน) หรืออาจจะยาวถึง 4.3 เมตร ก็เป็นได้ (ในกรณีขอนอร์เทิร์น บลูฟิน) มีน้ำหนักได้ถึง 500 กิโลกรัมหรือมากกว่า

             ทำราคาขายในตลาดปลาของโตเกียวได้สูงถึงตัวละ 100,000 เหรียญ หรือกว่า 3 ล้านบาท ชิ้นส่วนของทูน่า หรือ มากูโร่ ที่เป็นที่นิยมในท้องตลาดคือ โทโร่ (ท้อง) ซึ่งส่วนท้องของมากูโร่นี้ยังแบ่งเป็น โอโทโร่ (ท้องส่วนหน้า) และ ชูโทโร่ (ท้องส่วนหลัง) ส่วนที่เหลือมักจะเรียกรวม ๆ กันว่า อากามิ โดยโอโทโร่ เป็นส่วนที่มีน้อยที่สุดแต่ก็อร่อยที่สุดเช่นกันเพราะมันอุดมไปด้วยเนื้อนุ่ม ๆ และไขมัน ที่ให้ทั้งความหอม นุ่มลิ้นจนแทบละลายเมื่อเข้าไปอยู่ในปาก ทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง โอโทโร่จึงเป็นชิ้นส่วนที่แพงที่สุดในบรรดาชิ้นเนื้อทั้งหมดของมากูโร่ด้วย

โอโทโร่ ราชันแห่งซูชิ!!!!!!

ที่มาของภาพhttp://www.mr-sushi.com/article_inside.php?article_id=18

               โอโทโร่ (Otoro) คือ เนื้อส่วนท้องของปลาทูน่า หรือ Maguro ซึ่งถือว่าเป็นปลาที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานในแบบปลาดิบมากที่สุด เนื้อปลาทูน่าที่เราเห็นและรับประทานโดยส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเนื้อแดงส่วนที่เรียกว่า อะคามิ (Akami) ซึ่งเป็นเนื้อส่วนกลางลำตัว ที่มีจำนวนมากและหาได้ง่าย แต่สำหรับส่วนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเนื้อที่อร่อยที่สุดของทูน่า คือเนื้อส่วนที่เรียกว่า โทโร่ (Toro) แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ชูโทโร่ (Chutoro) และโอโทโร่ (Otoro) ชูโทโร่ คือ เนื้อส่วนที่อยู่ใกล้กับครีบของปลาทั้งด้านบนและท้องส่วนหลัง เนื้อส่วนนี้มีรสสัมผัสที่หวานนุ่มกว่าอะคามิเพราะมีไขมันคั่นสลับเนื้อปลาอยู่ตลอดทั้งชิ้น ส่วนเนื้อท้องส่วนหน้าที่เรียกกันว่าโอโทโร่นั้น จะเป็นเนื้อที่มีไขมันแทรกซึมอยู่แทบทุกอณูของเนื้อปลาจนกลายเป็นลายหินอ่อนสวยงาม

ที่มาของภาพhttp://www.mr-sushi.com/article_inside.php?article_id=18

 

 

                ความพิเศษของโอโทโร่ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นราชันย์แห่งซูชิจึงอยู่ที่ไขมันที่แทรกตัวอยู่ตลอดชิ้นปลานี้เอง เพราะไขมันดังกล่าวจะแตกตัวออกแทบจะทันทีที่นำเนื้อปลาเข้าปาก และละลายหายไป ทิ้งไว้เพียงความหวานชุ่มฉ่ำที่คุณสัมผัสได้ทั่วทั้งปาก อีกทั้งยังอยู่ที่ความหายากของเนื้อปลาบริเวณนี้ด้วย เหตุเพราะไม่ใช่ปลาทูน่าทุกตัวจะมีเนื้อส่วนพิเศษนี้ โอโทโร่นั้นจะมีเฉพาะในปลาทูน่าที่มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งปลาทูน่าขนาดยักษ์เช่นนี้พบได้เพียงบริเวณกระแสน้ำอุ่นในทะเลลึก อย่างมหาสมุทรแปซิฟิกหรือแถบทะเลเมดิเตอเรเนียนเท่านั้น จึงทำให้สนนราคาของโอโทโร่นั้นสูงลิบลิ่วและไม่ใช่ร้านอาหารญี่ปุ่นทุกแห่งจะมีสุดยอดซูชิเช่นนี้ไว้บริการ

 

 

 

ที่มาของภาพhttp://travel.rakuten.co.jp/HOTEL/18483/18483.html

 

 

รูปภาพของ ssspoonsak

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 30 คน กำลังออนไลน์