ว่านหางจระเข้สมุนไพรใกล้ตัว

รูปภาพของ shwsutasinee

 ว่านหางจระเข้ 

  

ที่มา :http://nhasai.com
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera (L.) Burm.f.
ชื่อพ้อง : Aloe barbadensis Mill

ชื่อสามัญ : Star cactus, Aloe, Aloin, Jafferabad, Barbados

วงศ์ : Asphodelaceae
  ชื่ออื่น : หางตะเข้ (ภาคกลาง) ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) 
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
     ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตรลำต้นเป็นข้อปล้องสั้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนรอบต้น ใบหนาและยาว โคนใบใหญ่ ส่วนปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหนามแหลมห่างกัน แผ่นใบหนาสีเขียว มีจุดยาวสีเขียวอ่อนอวบน้ำ ข้างในเป็นวุ้นใสสีเขียวอ่อน ดอก ออกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ดอกสีแดงอมเหลือง โคมเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชั้น รูปแตร ผล เป็นผบแห้งรูปกระสวย   ส่วนที่ใช้ : ยางในใบ น้ำวุ้น เนื้อวุ้น และเหง้า

สรรพคุณทางยาว่านหางจระเข้

     วุ้นในใบว่านหางจระเข้มีสารเคมีอยู่หลายชนิด เช่น Aloe-cmidin, Aloesin, Aloin,สารประเภท glycoprotein และอื่นๆ ยางที่อยู่ในว่านหางจระเข้มีสาร anthraquinone ทีมีฤทธิ์ขับถ่ายด้วย ใช้ทำเป็นยาดำ มีการศึกษาวิจัยรายงานว่าวุ้นหรือน้ำเมือกของว่านหางจระเข้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แผลเรื้อรัง และแผลในกระเพาะอาหารได้ดี เพราะวุ้นใบมีสรรพคุณรักษาแผล ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยสมานแผลได้ด้วย

  • ใบ – รสเย็น ตำผสมสุรา พอกฝี

  • ทั้งต้น – รสเย็น ดองสุราดื่มขับน้ำคาวปลา

  • ราก – รสขม รับประทานถ่ายโรคหนองใน แก้มุตกิด

  • ยางในใบ – เป็นยาระบาย

  • น้ำวุ้นจากใบ – ล้างด้วยน้ำสะอาด ฝานบางๆ รักษาแผลสดภายนอก น้ำร้อนลวก ไฟไหม้ ทำให้แผลเป็นจางลง ดับพิษร้อน ทาผิวป้องกันและรักษาอาการไหม้จากแสงแดด ทาผิวรักษาสิวฝ้า และขจัดรอยแผลเป็น

  • เนื้อวุ้น – เหน็บทวาร รักษาริดสีดวงทวาร

  • เหง้า – ต้มรับประทานแก้หนองใน โรคมุตกิด

การเพาะปลูกว่านหางจระเข้

     ว่านหางจระเข้ปลูกง่าย โดยการใช้หน่ออ่อน ปลูกได้ดีในบริเวณทะเลที่เป็นดินทราย และมีปุ๋ยอุดมสมบูรณ์ดี จะปลูกเอาไว้ในกระถางก็ได้ ในแปลงปลูกก็ได้ ปลูกห่างกันสัก 1-2 ศอก เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ต้องมีการระบายน้ำดีพอ มิฉะนั้นจะทำให้รากเน่าและตาย ว่านหางจระเข้ชอบแดดเรไร ถ้าถูกแดดจัดใบจะเป็นสีน้ำตาลแดง

คุณประโยชน์ของว่านหางจระเข้

    นอกจากเป็นไม้พันธุ์สวยงามใช้ประดับสวนในบ้านได้แล้ว ยังมีสรรพคุณว่าเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ     ว่านหางจระเข้ เป็นต้นไม้ยอดนิยมที่หลายๆ บ้านนำมาปลูกกัน แม้แต่กระทรวงสาธารณสุข ยังส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่น ปลูกตามโครงการสาธารณสุขมูลฐาน เพื่อใช้เป็นยารักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เลยทีเดียว ที่เป็นแบบนี้เพราะในใบว่านหางจระเข้ที่เราเห็นเป็นวุ้นใสๆ อยู่นั้น มีสารสำคัญจำพวก ไกลโคโปรตีน (glycoprotein) ชื่อ อะลอคตินเอ (aloctin A) และอะลอคตินบี (aloctin B) เป็นส่วนประกอบ มีสรรพคุณในการลดอาการอักเสบ ช่วยรักษาแผลที่เกิดจากการไหม้ แสบร้อน หรือแผลจากการฉายรังสี ช่วยลดอาการข้างเคียงสำหรับคนที่ทำรังสีบำบัด ทั้งช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

   ที่เปลือกของว่านหางจระเข้จะมีน้ำเมือกหรือน้ำยาง เวลากรีดใบให้ขาดออกจากกันน้ำยางสีเหลืองจะไหลออกมา ในน้ำยางนี้จะมีสารพวกแอนทราควิโนนซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบาย หากนำน้ำยางไปเคี่ยวให้น้ำระเหยออกไป แล้วทิ้งให้เย็นจะได้สารสีน้ำตาลเกือบดำซึ่งนิยมเรียกกันว่า ยาดำ นำไปใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณ ที่ต้องการให้มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หลายตำรับ ในแถบอัฟริกายังนำน้ำยางจากใบว่านหางจระเข้ มาทาผิวสำหรับป้องกันไม่ให้ผิวไหม้เกรียมได้ด้วย

    โดยมีงานวิจัยพบว่า ในน้ำยางของว่านหางจระเข้นี้มีสารอะโลอิน (aloin) ซึ่งสามารถดูดแสงอุลตราไวโอเลต (UltraViolate) อันเป็นช่วงแสงที่มีผลทำให้ผิวหนังไหม้เกรียมได้ นอกจากนี้ยังพบว่าสารอะโลอิน และสารอื่นที่ได้จากเปลือกใบของว่านหางจระเข้มีฤทธิ์ยังยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ใต้ผิวหนัง ถ้าเรามีเอ็นไซม์นี้มากไปก็อาจทำให้เกิดจุดด่างดำที่ผิวหนังได้ จึงมีการนำว่านหางจระเข้มาสกัด และผสมเป็นครีมกำจัดฝ้า และรอยด่างดำบนผิวหนังในรูปของเครื่องสำอาง นอกจากนี้ยังนำมาผสมในแชมพูสำหรับบำรุงผม ช่วยป้องกันผมร่วงได้ 

หากผสมในสบู่ก็จะช่วยทำความสะอาดผิวหน้า ให้ความชุ่มชื้นไม่แห้งตึง ใบสดของว่านนำมาฝานหนาๆ แล้วทาปูนแดงใช้ปิดขมับ รักษาอาการปวดศีรษะ ดูดพิษ ทำให้เย็น แม้แต่รากและเหง้าของต้น ก็ยังสามารถนำมาต้มกินรักษาโรคหนองในอีกด้วย 

    ไม่เพียงเท่านี้ ว่านหางจระเข้ยังนำมาทำเป็นอาหารพวกของหวาน ได้อร่อยไม่น้อย เช่น น้ำวุ้นมาทำลอยแก้ว หรือวุ้นแช่อิ่ม หรือนำมาปั่นทำเป็นน้ำว่านหางจระเข้ ดื่มเย็นๆ หอมหวานชื่นใจ วิธีการโดยนำใบที่โตเต็มที่มาปอกเปลือก ล้างน้ำยางสีเหลืองออกให้หมด ต้มให้สุกแล้วนำมาปั่นด้วยเครื่องปั่นให้ละเอียด เติมน้ำต้มสุกหรือน้ำต้มใบเตยหอม แล้วเติมน้ำเชื่อมเล็กน้อย ใส่น้ำแข็งดื่มได้ทันที หรือกรองด้วยผ้าขาวบางเก็บใส่ขวดไว้ในตู้เย็น ดื่มให้หมดภายใน 2 วัน มีสรรพคุณช่วยบำรุงสุขภาพร่างกาย เพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าเวลาอ่อนเพลียพักผ่อนน้อย แถมยังช่วยให้ขับถ่ายคล่องตัว ไม่ท้องผูกด้วย


ที่มา : healthcorners.com 

                                                      จัดทำโดย น.ส สุธาศิณี ทวีทรัพย์อัมพร ม.6/9 เลขที่34

รูปภาพของ ssspoonsak

เนื่องจากมีข้อมูลบางส่วนหรือทั้งหมดได้ทำการคัดลอกมาแล้วไม่อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล

กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ชัดเจนด้วย ดูรูปแบบการทำเอกสารอ้างอิงได้ที่ http://www.thaigoodview.com/node/99177

มิฉะนั้นทางเว็บ thaigoodview.com จำเป็นต้องลบข้อมูลทั้งหมดออก

ขอขอบคุณ

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล

ผู้ดูแลเว็บไซต์ไทยกู๊ดวิว

 


ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่าคัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ ไม่ถูกปิดเสียก่อน
ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 106 คน กำลังออนไลน์