สัตว์สงวน

รูปภาพของ stn39400

สัตว์ป่าสงวน หมายถึง สัตว์ป่าที่หายาก กำหนดตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติสงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2503 จำนวน 9 ชนิด เป็นสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด ได้แก่ แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละองหรือละมั่ง สมัน เนื้อทราย เลียงผา และกวางผา สัตว์ป่าสงวนเหล่านี้หายาก หรือใกล้จะสูญพันธุ์หรืออาจจะสูญพันธุ์ไปแล้ว จึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติเข้มงวดกวดขัน สัตว์ป่าสงวนตามในพระราชบัญญัติฉบับใหม่ หมายถึงสัตว์ป่าที่หายากตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติฉบับนี้ และตามที่กำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทำ ให้สามารถเปลี่ยนแปลงชนิดสัตว์ป่าสงวนได้โดยสะดวก โดยออกเป็นพระราชกฤษฎีกาแก้ไข หรือเพิ่มเติมเท่านั้น ไม่ต้องถึงกับต้องแก้ไขพระราชบัญญัติอย่างของเดิม ทั้งนี้ได้มีการเพิ่มเติมชนิดสัตว์ป่าที่มีสภาพล่อแหลมต่อการสูญพันธุ์ อย่างยิ่ง 7 ชนิด และตัดสัตว์ป่าที่ไม่อยู่ในสถานะใกล้จะสูญพันธุ์ เนื่องจากการที่สามารถเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ได้มาก 1 ชนิด คือ เนื้อทราย รวมกับสัตว์ป่าสงวนเดิม 8 ชนิด รวมเป็น 15 ชนิด ได้แก่ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละองหรือละมั่ง สมัน เลียงผา กวางผา นกแต้วแล้วท้องดำ นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ และพะยูน

ภาพที่แนบมา นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร

อุปนิสัย : แหล่งผสมพันธุ์วางไข่ และที่อาศัยในฤดูร้อนยังไม่ทราบ ในบริเวณบึงบอระเพ็ด นกเจ้าหญิงสิรินธรจะเกาะนอน อยู่ในฝูงนกนางแอ่นชนิดอื่นๆ ที่เกาะอยู่ตามใบอ้อ และใบสนุ่นภายในบึงบอระเพ็ด บางครั้งก็พบอยู่ในกลุ่มนกกระจาบ และนกจาบปีกอ่อน กลุ่มนกเหล่านี้มีจำนวนนับพันตัว อาหารเชื่อได้ว่าได้แก่แมลงที่โฉบจับได้ในอากาศ

 

สถานภาพ : นกชนิดนี้สำรวจพบครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ จังหวัดนครสวรรค์ หลังจากการค้นพบครั้งแรกแล้วมีรายงานพบอีก ๓ ครั้ง แต่มีเพียง ๖ ตัวเท่านั้น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร เป็นสัตว์ป่าสงวนตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.๒๕๓๕

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์: นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร เป็นนกที่สำคัญอย่างยิ่งในด้านการศึกษาความสัมพันธ์ของนกนางแอ่น เพราะนกชนิดที่มีความสัมพันธ์กับนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรมากที่สุด คือนกนางแอ่นคองโก ที่พบตามลำธารในประเทศซาอีร์ ในตอนกลางของแอฟริกาตะวันตก  ประชากรในธรรมชาติของนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรเชื่อว่ามีอยู่น้อยมาก เพราะเป็นนกชนิดที่โบราณที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แต่ละปีในฤดูหนาวจะถูกจับไปพร้อมๆกับนกนางแอ่นชนิดอื่น นอกจากนี้ที่พักนอนในฤดูหนาว คือ ดงอ้อ และพืชน้ำอื่นๆที่ถูกทำลายไปโดยการทำการประมง การเปลี่ยนหนองบึงเป็นนาข้าว และการควบคุมระดับน้ำในบึงเพื่อการพัฒนาหลายรูปแบบ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดผลเสียต่อการคงอยู่ของพืชน้ำ และต่อนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธรมาก

ภาพที่แนบมา    แรด   อุปนิสัย : ในอดีตเคยพบแรดหากินร่วมเป็นฝูง แต่ในปัจจุบันแรดหากินตัวเดียวโดดๆ หรืออยู่เป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์ อาหารของแรดได้แก่ ยอดไม้ ใบไม้ กิ่งไม้ และผลไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นดิน แรดไม่มีฤดูผสมพันธุ์ที่แน่นอน จึงสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตกลูกครั้งละ ๑ ตัว ตั้งท่องนานประมาณ ๑๖ เดือน

 

สถานภาพ : ปัจจุบันแรดจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และจัดอยู่ใน Appendix 1 ของอนุสัญญา CITES ทั้งยังเป็นสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ตาม U.S.Endanger Species 

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : เช่นเดียวกับแรดที่พบบริเวณอื่นๆ ที่พบในประเทศไทยถูกล่าและทำลายอย่างหนัก เพื่อต้องการนอหรือส่วนอื่นๆ เช่น กระดูก เลือด ฯลฯ ซึ่งมีคุณค่าสูงยิ่ง เพื่อใช้ในการบำรุงและยาอื่นๆ นอกจากนี้บริเวณป่าที่ราบที่แรดชอบอาศัยอยู่ก็หมดไป กลายเป็นบ้านเรือนและเกษตรกรรมจนหมด 

ภาพที่แนบมา กระซู่ อุปนิสัย : กระซู่ ปีนเขาได้เก่ง มีประสาทรับกลิ่นดีมาก ออกหากินในเวลากลางคืน อาหาร ได้แก่ พวกใบไม้ และผลไม้ป่าบางชนิด ปกติกระซู่จะใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยว ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์ หรือตัวเมียเลี้ยงลูกอ่อน ตกลูกครั้งละ ๑ ตัว มีระยะตั้งท้อง ๗-๘ เดือน ในที่เลี้ยงกระซู่มีอายุยืน ๓๒ ปี

 

สถานภาพ : ปัจจุบันกระซู่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย อนุสัญญา CITES จัดไว้ใน Appendix I และ U.S. Endanger Species Act จัดไว้ในพวกที่ใกล้จะสูญพันธุ์ 

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : กระซู่ ปัจจุบันใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากโลก เนื่องจากถูกล่าเพื่อเอานอ และอวัยวะทุกส่วนของตัว ซึ่งมีฤทธิ์ในทางเป็นยา กระซู่จึงถูกล่าอยู่เนืองๆ ประกอบกับกระซู่มีอยู่ในธรรมชาติน้อย และประชากรแต่ละกลุ่มและแม้แต่กลุ่มเดียวกันก็อยู่ห่างกันมากไม่มีโอกาสจับ คู่ขยายพันธุ์ได้ 

ภาพที่แนบมา กูปรี อุปนิสัย : อยู่รวมกันเป็นฝูง ๒-๒๐ ตัว กินหญ้า ใบไม้ดินโป่งเป็นครั้งคราว ผสมพันธุ์ในราวเดือนเมษายน ตั้งท้องนาน ๙ เดือน จะพบออกลูกอ่อนประมาณเดือนธันวาคมและมกราคม ตกลูกครั้งละ ๑ ตัว

 

สถานภาพ : ประเทศ ไทยมีรายงานว่าพบกูปรีอยู่ตามแนวเทือกเขาชายแดนไทย-กัมพูชา และลาว เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ มีรายงานพบกูปรีในบริเวณเทือกเขาพนมดงรัก กูปรีจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และอยู่ใน Appendix I ตามอนุสัญญา CITES

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : ปัจจุบัน กูปรีเป็นสัตว์ป่าที่หายากกำลังใกล้จะสูญพันธุ์หมดไปจากโลก เนื่องจากการถูกล่าเป็นอาหารและสภาวะสงครามในแถบอินโดจีน ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยเฉพาะกูปรี ทำให้ยากในการอยู่ร่วมกันในการอนุรักษ์กูปรี

ภาพที่แนบมา ควายป่า อุปนิสัย : ควายป่าชอบออกหากินในเวลาเช้า และเวลาเย็น อาหารได้แก่ พวกใบไม้ หญ้า และหน่อไม้ หลังจากกินอาหารอิ่มแล้ว ควายป่าจะนอนเคี้ยวเอื้องตามพุ่มไม้ หรือนอนแช่ปรักโคลนตอนช่วงกลางวัน ควายป่าจะอยู่ร่วมกันเป็นฝูง ฤดูผสมพันธุ์อยู่ราวๆ เดือนตุลาคมและพฤศจิกายน ตกลูกครั้งละ ๑ ตัว ตั้งท้องนาน ๑๐ เดือน เท่าที่ทราบควายป่ามีอายุยืน ๒๐-๒๕ ปี 

สถานภาพ : ปัจจุบัน ควายป่าที่เหลืออยู่ในประเทศไทยมีจำนวนน้อยมาก จนน่ากลัวว่าอีกไม่นานจะหมดไปจากประเทศ ควายป่าจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และอนุสัญญา CITES จัดควายป่าไว้ใน Appendix III

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : เนื่อง จากการถูกล่าเพื่อเอาเนื้อและเอาเขาที่สวยงาม และการสูญเชื้อพันธุ์ เนื่องจากไปผสมกับควายบ้าน ที่มีผู้เอาไปเลี้ยงปล่อยเป็นควายปละในป่า ในกรณีหลังนี้บางครั้งควายป่าจะติดโรคต่างๆ จากควายบ้าน ทำให้จำนวนลดลงมากยิ่งขึ้น 

 

ภาพที่แนบมา ละองหรือละมั่ง อุปนิสัย : ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ตัวผู้ที่โตเต็มวัยจะเข้าฝูงเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ออกหากินใบหญ้า ใบไม้ และผลไม้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน แต่เวลาแดดจัดจะเข้าหลบพักในที่ร่ม ละอง ละมั่งผสมพันธุ์ในเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนเมษายน ตั้งท้องนาน ๘ เดือน ออกลูกครั้งละ ๑ ตัว

สถานภาพ : มีรายงานพบเพียง ๓ ตัว ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ละอง ละมั่งจัดเป็นป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และอนุสัญญา CITES จัดอยู่ใน Appendix

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : ปัจจุบัน ละอง ละมั่งกำลังใกล้จะสูญพันธุ์หมดไปจากประเทศไทย เนื่องจากสภาพป่าโปร่ง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยถูกบุกรุกทำลายเป็นไร่นา และที่อยู่อาศัยของมนุษย์ ทั้งยังถูกล่าอย่างหนักนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

ภาพที่แนบมา สมันหรือเนื้อสมัน อุปนิสัย : ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็กๆ โดยเฉพาะในฤดูผสมพันธุ์ หลังจากหมดฤดูผสมพันธุ์ และตัวผู้จะแยกตัวออกมาอยู่โดดเดี่ยว สมันชอบกินหญ้าโดยเฉพาะหญ้าอ่อน ผลไม้ ยอดไม้ และใบไม้หลายชนิดสถานภาพ : สมัน ได้สูญพันธุ์ไปจากโลกและจากประเทศไทยเมื่อเกือบ ๖๐ ปีที่แล้ว สมันยังจัดเป็นป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาของสมันไม่ให้มีการส่งออกนอกราชอาณาจักร

สถานภาพ : สมัน ได้สูญพันธุ์ไปจากโลกและจากประเทศไทยเมื่อเกือบ ๖๐ ปีที่แล้ว สมันยังจัดเป็นป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมซาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาของสมันไม่ให้มีการส่งออกนอกราชอาณาจักร

สาเหตุของการสูญพันธุ์

 

ภาพที่แนบมากวางผา อุปนิสัย : ออกหากินตามที่โล่งในตอนเย็น และตอนเช้ามืด หลับพักนอนตามพุ่มไม้ และชะง่อนหินในเวลากลางคืน อาหาร ได้แก่ พืชที่ขึ้นตามสันเขาและหน้าผาหิน เช่น หญ้า ใบไม้ กิ่งไม้ และลูกไม้เปลือกแข็งจำพวกลูกก่อ กวางผาอยู่รวมกันเป็นฝูงๆละ ๔-๑๒ ตัว ผสมพันธุ์ในราวเดือนพฤศจิกายน และธันวาคม ออกลูกครอกละ ๑-๒ ตัว ตั้งท้องนาน ๖ เดือน 

สถานภาพ

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

 

 

ปิ๊กมี่ มาร์โมเซท
ชื่อสามัญ : Pygmy Marmoset
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cebuella pygmaea


ลักษณะ : เป็นลิงโลกใหม่ที่เล็กที่สุดในโลก ขนที่หัวและคอสีน้ำตาลและเทา ขนที่ลำตัวสีเทาดำและมีสีเหลืองแซม ขนขาสีเหลือง ส่วนหูถูกคลุมด้วยขน ความยาวหัวและลำตัว 5.0-6.5 นิ้ว น้ำหนักประมาณ 100 กรัม

ถิ่นอาศัย : ป่าริมฝั่งแม่น้ำในบราซิล เอกวาดอร์ เปรู

นิสัย : เป็นสัตว์ที่หากินกลางวัน อยู่กันเป็นฝูงประมาณ 5 ตัว โดยมีกิจกรรมส่วนใหญ่ในช่วงเช้าและเย็น อาศัยอยู่ตามกิ่งไม้ เคลื่อนที่โดยการกระโดดไปมาอย่างรวดเร็วในแนวราบ อาณาเขตขอมาร์โมเซทจะอยู่บริเวณต้นไม้ที่เป็นแหล่งอาหาร

อาหาร : เป็นสัตว์ที่กินแมลงและยางจากต้นไม้ (gum) เป็นอาหารหลัก

การสืบพันธุ์ : มีตัวเมียเป็นตัวที่เด่นที่สุดในฝูง  ซึ่งจะผสมกับตัวผู้หลายตัว สมาชิกในฝูงทุกตัวจะช่วยกันเลี้ยงลูกที่เกิดใหม่ ออกลูกครั้งละ 1-2 ตัว ระยะตั้งท้องประมาณ 5 เดือน 

 

ลิงมาโมเส็ทธรรมดา 
ชื่อสามัญ : Common Marmoset
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Collithrix jacchus 


ลักษณะ : มีสีขาวบริเวณด้านข้างของหัว ลำตัวจะมีขนสั้นสีเทาและลายสีเทาเข้ม หางมีสีเทาจางสลับเทาเข้ม ความยาวลำตัวประมาณ 20-25 เซนติเมตร หางยาว 29-35 เซนติเมตร 

ถิ่นอาศัย : ป่าเขตร้อนภาคตะวันออกของบราซิล

นิสัย : อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 3-8 ตัว จะวิ่งและกระโดดไปมาบนต้นไม้ สามารถกระโดดจากกิ่งหนึ่งไปยังกิ่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลมากนัก ตอนกลางคืนจะซ่อนตัวในโพรงไม้หรือพุ่มไม้

อาหาร : ผลไม้  แมลง  ไข่นก  นกขนาดเล็ก ยางไม้

การสืบพันธุ์ : ระยะตั้งท้อง 142-150 วัน ออกลูกครั้งละ 1-3 ตัว

  

 



 

ลิงกระรอก
ชื่อสามัญ : Squirrel Monkey
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saimiri sciureus

 

ลักษณะ : ขนาดของลำตัวยาวประมาณ 12 นิ้ว หนังบริเวณรอบจมูกและปากเป็นวงสีดำ ใบหน้าเป็นสีชมพูหรือสีเนื้อ ดวงตาสีน้ำตาลดำ ขนตามลำตัวยาวไม่มากนักมีสีน้ำตาลแซมด้วยสีเทาเหมือนสีของกระรอก บริเวณศีรษะจะมีขนสีดำขึ้นแซมอยู่ทั่วไป ขนบริเวณใต้อกลงไปถึงใต้หางจะมีสีเหลืองนวล ส่วนขนบริเวณแขนและขามีสีเหลืองส้ม ปลางหางมีขนสีดำ

นิสัย : ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ประมาณ 20-30 ตัว การเคลื่อนที่โดยมากจะใช้วีธีกระโดดจากยอดไม้หนึ่งไปยังอีกยอดไม้หนึ่ง ไม่ค่อยชอบเดินบนพื้นดิน ชอบนอนบนต้นไม้สูงๆ นอนบนคาคบไม้ มีนิสัยไม่ดุร้าย รักความสงบไม่ก้าวร้าว

ถิ่นอาศัย : ทวีปอเมริกาใต้

อาหาร : ผลไม้ ดอกไม้บางชนิด ยางไม้ ลูกนก จิ้งจก ไข่นก กบ แมลงต่างๆ 

การสืบพันธุ์ : ผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว อายุ 20 ปี

  

 

ชะนีมงกุฎ
ชื่อสามัญ : Crowned gibbon
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hylobates pileatus

 

ลักษณะทั่วไป : ชะนีมงกุฎตัวผู้เมื่อโตเต็มที่มีสีดำทั่วตัว ยกเว้นขนคิ้วเป็นแถบขาว มีแถบสีขาวเป็นวงรอบกระหม่อม ขนสีขาวรอบอวัยวะเพศ ชะนีตัวเมียลำตัวสีน้ำตาลอ่อนปนเทา มีขนบนกระหม่อมสีดำคล้ายมงกุฎ ขนบนหน้าอกลงไปถึงท้องน้อยเป็นสีดำ ลูกชะนีที่ออกใหม่มีสีน้ำตาลปนเทา น้ำหนัก 4-8 กิโลกรัม

ถิ่นอาศัย : ป่าเบญจพรรณจนถึงป่าดงดิบชื้น ที่มีต้นไม้สูงและน้ำอุดมสมบูรณ์ พบในลาว เขมร เวียดนาม ไทย

นิสัย : อยู่บนเรือนยอดของต้นไม้สูง อยู่กันเป็นกลุ่มแบบครอบครัว ประมาณ 3-4 ตัว ประกอบด้วยตัวผู้ ตัวเมียและลูกๆ มีการปกป้องอาณาเขตไม่ให้ครอบครัวอื่นเข้ามา ออกหากินเวลาเช้ามืด

อาหาร : ผลไม้ต่างๆ ใบไม้ ไข่นก แมลง สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก

การสืบพันธุ์ : ระยะการตั้งท้อง 7 เดือนครึ่ง ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกมีอายุประมาณ 1 ปี ครึ่ง

 

  

เนื้อทราย
ชื่อสามัญ : Hog Deer
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cervus porcinus

 

ลักษณะ : เป็นกวางขนาดกลาง ขนสีน้ำตาลเข้มด้านล่างลำตัวสีจางกว่า มีเขาเฉพาะในตัวผู้ข้างละ 3 กิ่ง ผลัดเขาทุกปี ลูกเกิดใหม่มีลายจุดขาวตามตัวและลายจะหายไปเมื่อโตขึ้น นัยน์ตามีน้ำตาหล่อเลี้ยงตลอดเวลา ดูสวยงามมาก

นิสัย : มักพบหากินเป็นฝูงตามป่าโปร่ง หรือป่าทุ่งหญ้าที่ราบลุ่มริมฝั่งน้ำ ปกติออกหากินในตอนเย็นถึงเช้าตรู่ เป็นสัตว์ที่ระวังภัย ตื่นตัวตลอดเวลา ตัวผู้มักต่อสู้กันอย่างดุร้ายในฤดูผสมพันธุ์

ถิ่นอาศัย : อินเดีย เนปาล พม่า ศรีลังกา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ในไทยพบมากทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่พบทางภาคใต้

อาหาร : หญ้า ใบไม้ ผลไม้

การสืบพันธุ์ : เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 2 ปี ตั้งท้องนาน 8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว 

สถานภาพ : สัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 

 

เก้ง หรือ ฟาน
ชื่อสามัญ : Common barking deer,Indian muntjak
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Muntiacus muntjak

 

ลักษณะทั่วไป : เป็นกวางขนาดเล็ก ลำตัวสีน้ำตาลแดง ขนสั้นแน่นและนุ่ม ตัวผู้มีเขาสั้น มีแขนงเล็กๆข้างลพ 2 กิ่ง ฐานเขายาวจากโคนเขา มีสันกระดูก มาที่หน้าผากข้างละเส้น มีต่อมน้ำตา ขนาดใหญ่และเล็ก ตัวเมียมีพู่ขนสั้นๆบนหัว ความสูงช่วงไหล่ 50-60 เซนติเมตร น้ำหนัก 20-28 กิโลกรัม

ถิ่นอาศัย : พบมากตามป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง ในประเทศอินเดีย จีนตอนใต้ เมียนมาร์ เวียดนาม ลาว ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย

นิสัย : มักอาศัยตามลำพัง ยกเว้นฤดูผสมพันธุ์ หรือช่วงมีลูกอ่อนที่เห็นเป็นคู่ ออกหากินช่วงกลางคืน เช้าและเย็น กลางวันหลบนอนตามพุ่มไม้ เมื่อตกใจจะร้องคล้ายเสียงสนุขเห่า ตัวผู้มักต่อสู้เพื่อแย่งตัวเมีย

อาหาร : ใบไม้และหญ้าชนิดต่างๆ ผลไม้สุกที่ร่วงหล่นตามพื้นดินและดินโป่ง 

การสืบพันธุ์ : ผสมพันธุ์ช่วงฤดูหนาว ตั้งท้องนาน 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัวในฤดูฝน อายุขัย 10-15 ปี

 

ละมั่ง หรือ ละอง
ชื่อสามัญ : Brown-antlered deer
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cervus eldi ลักษณะ : เป็นกวางที่มีขนาดโตกว่าเนื้อทราย แต่เล็กกว่ากวางป่า เมื่อโตเต็มวัยมีความสูงที่ไหล่ 1.2-1.3 เมตร น้ำหนัก 100-150 กิโลกรัม ขนตามตัวทั่วไปมีสีน้ำตาลแดง ตัวอายุน้อยจะมีจุดสีขาวตามตัว ซึ่งจะเลือนกลายเป็นจุดจางๆ เมื่อโตเต็มที่ในตัวเมีย แต่จุดขาวเหล่านี้จะหายไปจนหมด ในตัวผู้ตัวผู้จะมีขนที่บริเวณคอยาว และมีเขาและเขาของละอง จะมีลักษณะต่างจากเขากวางชนิดอื่นๆ ในประเทศไทย ซึ่งที่กิ่งรับหมาที่ยื่นออกมาทางด้านหน้า จะทำมุมโค่งต่อไปทางด้านหลัง และลำเขาไม่ทำมุมหักเช่นที่พบในกวางชนิดอื่นๆถิ่นอาศัย : ละองชอบอยู่ตามป่าโปร่ง และป่าทุ่ง โดยเฉพาะป่าที่มีแหล่งน้ำขังเขตแพร่กระจาย : ละองแพร่กระจายในประเทศอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเกาะไหหลำ ในประเทศไทยอาศัยอยู่ในบริเวณเหนือจากคอคอดกระขึ้นมา 

 

ลามา
ชื่อสามัญ : Lama
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lama glama


ลักษณะทั่วไป : ขาและคอยาว หูเล็กยาวต้งขึ้น ขนในส่วนของหัว คอ ขาสั้น กว่าส่วนลำตัว ขนปกคลุมลำตัวของแต่ละตัวอาจไม่เหมือนกัน เช่น ขาว น้ำตาล เหลือง ดำ ความสูงช่วงไหล่ 1-1.2 เมตร น้ำหนัก 130-155 กิโลกรัม

ถิ่นอาศัย : มักพบในพื้นที่ที่มีความสูง 2,300-4,000 เมตร ตามทุ่งหญ้า ป่าละเมาะในโบลิเวีย อาร์เจนติน่า ชิลี

นิสัย : เป็นสัตว์ปศุสัตว์ ตัวผู้ใช้ขนส่งสิ่งของ บรรทุกได้เกือบร้อยกิโลเมตร เดินได้ 25 กิโลเมตรต่อวัน ตัวเมียใช้ขนและหนัง แต่ปัจจุบันการใช้งานลดลง เนื่องจากรถยนต์เข้ามาแทนที่

อาหาร : กินทั้งใบไม้และหญ้า

การสืบพันธุ์ : ระยะตั้งท้อง 348-368 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ในทวีปอเมริกาใต้มีลามาประมาณ 3 ล้าน 5 แสนตัว 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 4 คน กำลังออนไลน์