ไอพี TCP/IP

รูปภาพของ suvit05

การ Routing จะเป็นไปตามขั้นตอนดังนี้

1. ถ้าโฮสต์ต้นทางและปลายทางต่อเชื่อมร่วมอยู่ในเน็ตเวิร์กเดียวกัน มีการเชื่อมต่อถึงกันโดยตรง เช่น อีเธอร์เน็ตหรือโทเค็นริง ดังแสดงในภาพที่ 2.3 เป็นการติดต่อระหว่าง 172.17.2.2 และ 172.17.2.3 (เครื่องสีแดง) IP ดาต้าแกรมก็จะถูกส่งไปยังโฮสต์ปลายทางโดยตรง

2. หากโฮสต์ต้นทางและปลายทางไม่ได้อยู่ในเน็ตเวิร์กเดียวกัน IP ดาต้าแกรมจะถูกส่งไปยังดีฟอลต์เราเตอร์ 3. เมื่อเราเตอร์ได้รับ IP ดาต้าแกรมจากข้อ 2 แล้วตรวจสอบดู หากพบว่าโฮสต์ปลายทางต่อร่วมอยู่บนเน็ตเวิร์กเดียวกันกับเราเตอร์ ให้ทำการส่งดาต้าแกรมไปที่โฮสต์นั้น เช่น หาก 172.17.3.2 ต้องการส่งดาต้าแกรมไปยัง 172.17.4.2 (เครื่องสีเหลือง) จะต้องส่งดาต้าแกรมไปที่ Router B Router B จะส่งดาต้าแกรมต่อไปยังโฮสปลายทาง 4. หากไม่ได้ต่อร่วมกันก็ส่งดาต้าแกรมไปที่เราเตอร์ตัวต่อไป โดย Router จะเป็นผู้เลือกเส้นทาง ซึ่งมีอยู่ 2 กรณีคือ


ถ้ามีข้อมูลของโฮสปลายทางอยู่ใน Routing Table Router จะส่งดาต้าแกรมไปยัง router ตัวที่ระบุไว้ใน routing table
ถ้าไม่มีข้อมูลของโฮสปลายทางอยู่ใน Routing Table Router จะส่งดาต้าแกรมไปยัง default router
และกลับไปที่ขั้นตอนในข้อ 3 ใหม่ จนกว่า IP ดาต้าแกรมจะเดินทางถึงปลายทางหรือหมดเวลาในการส่ง (TTL=0)
สมมติว่าเครื่อง 172.17.1.3 ต้องการติดต่อกับ 172.17.4.3 จะต้องส่ง ip datagram ไปยัง Router A หาก Router A มีข้อมูลเกี่ยวกับ 172.17.4.3 อยู่ ก็จะรู้ว่าต้องส่งดาต้าแกรมไปยัง Router B คือ 172.17.2.4 และ Router B ก็จะส่ง ip datagram ไปยังโฮสปลายทางได้สำเร็จ


Subnet Adressing / Subnet Mask
ในการใช้งาน โปรโตคอล TCP/IP ใน internet นั้นการแบ่ง IP Address ออกเป็นแอดเดรสของเน็ตเวิร์ก (netid) และแอดเดรสของ โฮสต์ ตามที่ระบุของแต่ละคลาสค่อนข้างจะขาดประสิทธิภาพ คือในเน็ตเวิร์กคลาส A และ B แต่ละเน็ตเวิร์กนั้น สามารถมีจำนวนโฮสต์ได้มาก ซึ่งการที่จะนำ IP Address มาใช้อย่างทั่วถึงนั้นมีโอกาสเป็นไปได้ยากมากทั้งคลาส A และคลาส B เพราะมีโอกาสน้อยมากที่จะมีเน็ตเวิร์ก ใดในโลกมีจำนวนโฮสต์มากมายขนาดนั้นอยู่ภายในเน็ตเวิร์กเดียว ดังนั้น IP Address ที่จัดสรรให้ไปในแต่ละเน็ตเวิร์กของ คลาสเหล่านี้จึงถูกใช้ไม่หมดและไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ที่อื่นได้เลย ดังนั้นเพื่อให้การจัดสรร ip เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการนำส่วนของ hostid มาแบ่งย่อยเป็นสองส่วนคือ subnet id และ host id ทำให้ได้เน็ตเวิร์คย่อยหลายๆเน็ตเวิร์ค โดยในแต่ละเน็ตเวิร์ค มีจำนวนโฮสไม่มากเกินไปและเพียงพอต่อการใช้งาน

การแบ่ง Subnet ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Subnet Mask ซึ่งเป็นตัวเลขมีความยาว 32 บิต แบ่งออกเป็นสี่ชุดเช่นเดียวกับ ip แต่ค่าของ subnet mask จะขึ้นอยู่กับความต้องการในการแบ่ง subnet ว่าต้องการจำนวน subnet เท่าใดและมีจำนวนโฮสเท่าใด หากนำ subnet mask มาเขียนเป็นเลขฐานสอง จะมีลักษณะพิเศษคือ ขึ้นต้นด้วยเลข 1 มีจำนวนกี่ตัวก็ได้ ตามแต่ความต้องการในการแบ่ง suubnet และตำแหน่งที่เหลือจะมีค่าเป็น 0 ความสัมพันธ์ระหว่าง ip

 

 address , subnet mask , host id , net id , จำนวน subnet และ จำนวน host จะเป็นดังนี้

   host id = (ip address) AND ~(subnet mask) 
 net id = (ip address) AND (subnet mask) 
 จำนวน host = ((2^จำนวนบิตที่เป็น 0 ของ subnet mask)-2) เนื่องจาก ip แรกของ subnet ถูกใช้เป็น net ip และ ip สุดท้ายของ subnet ถูกใช้เป็น broadcast id
  จำนวน subnet = (2^(จำนวนบิตที่เป็น 1 ของ subnet mask ในตำแหน่งที่เป็น host id ของ ip address))

 

 

 

สร้างโดย: 
สุวิทย์

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 21 คน กำลังออนไลน์