อารยธรรมตะวันตกสมัยโบราณ

รูปภาพของ silavacharee

ชนชาติที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนเมโสโปเตเมียได้แก่
1. 2 สุเมเรียน
ชนชาติสุเมเรียน  ( Sumerian )  เป็นชนกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนเมโสโปเตเมียและ
เป็นชนกลุ่มแรกที่สร้างอารยธรรมในดินแดนแห่งนี้ ในระยะแรกชาวสุเมเรียนมีการปกครองในระบบเมืองซึ่งแต่ละเมืองเป็นอิสระไม่ขึ้นตรงต่อกัน มีลักษณะเป็นนครรัฐและแต่ละนครรัฐมักจะแย่งชิงความเป็นใหญ่กันอยู่เสมอ จนกระทั่งเมื่อประมาณ 2,500 ปีก่อนคริสตกาล นครรัฐเออร์ ( Ur ) มีอำนาจสามารถเข้าครอบครองเมืองน้อยใหญ่ในบริเวณนั้นเข้ามาอยู่ในอำนาจและได้ขายพื้นที่ไปจนจดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  สุเมเรียนสามารถครอบครองดินแดนนี้ได้เป็นเวลานานถึง 1,000 ปี และได้สร้างสรรค์อารยธรรมให้แก่ดินแดนนีh

 ระบบชลประทาน  เนื่องจากดินแดนเมโสโบเตเมียเป็นดินที่มีสภาพภูมิอากาศแบบกึ่งทะเลทราย และเป็นดินแดนที่มีความแตกต่างทางธรรมชาติที่มีอากาศแปรปวนอยู่เสมอ ซึ่งบางครั้งก็จะมีอากาศแปรปวนอยู่เสมอ เช่นบางครั้งก็จะมีอากาศที่มีอุณหภูมิสูงและร้อนจัดติดต่อกันเป็นเวลานาน แต่บางครั้งก็จะมีพายุฝนตกหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วมอย่งฉับพลัน หรือการที่หิมะบนเทือกเขาอาร์เมเนียละลายลงแม่น้ำทั้งสองและไหลท่วมทำให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ชีวิตและทรัพย์สินของประชากรที่อาศัยอยู่อยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำ ดังนั้นชาวสุเมเรียนจึงจำเป็นที่จะต้องคิดหาวิธีการเอาชนะธรรมชาติที่โหดร้ายด้วยการสร้างทำนบขนาดใหญ่ ขุคลองละบายน้ำ เขื่อนกั้นน้ำ ประตูน้ำและอ่างเก็บน้ำ เพื่อที่จะทดน้ำไปยังบริเวณทึ่แห้งแล้งที่อยู่ห่างไกลจากแม่น้ำ
 การประดิษฐอักษร   ชาวสุเมเรียนเป็นชนชาติแรกในดินแดนเมโสโปเตเมียที่คิดประดิษฐ์อักษรได้สำเร็จ  อักษรของสุเมเรียนใช้เขียนลงบนแผ่นดินเหนียวที่เปียกด้วยกิ่งของต้นอ้อ แล้วนำไปตากแห้ง หรือเผา เรียกว่าอักษรลิ่ม หรือ คูนีฟอร์ม ( Cuneiform )  ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า cuneus ซึ่งแปลว่าลิ่ม และ formis แปลว่ารูป อักษรลิ่มของสุเมเรียนนั้นเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ แทนความหมายของคำ และใช้ประโยชน์ในทางศาสนา การบันทึกของพระ การทำบัญชีการค้า บทบัญญัติแห่งศาสนา อักษรลิ่มของสุเมเรียนนี้ จัดว่าเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์แบบเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ และแป็นจุดเริ่มต้นของสมัยประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ยังเป็นพัฒนาการที่สำคัญในการสร้างสรรค์อารยธรรมในด้านต่าง ๆ ให้แก่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย


 ตัวอย่างอักษรลิ่ม

 วรรณกรรม  ผลจากการประดิษฐ์อักษรของชาวสุเมเรียนทำให้เกิดงานเขียนเรื่องสั้น ซึ่งเขียนโดยนักบวชได้แก่ บทสวด  โคลงสดุดีเทพเจ้า ส่วนงานเขียนที่เป็นเรื่องยาวไม่สามารถเขียนลงบนแผ่นดินเหนียวได้ดังนี้จึงใช้วิธีการท่องจำเอาและชาวสุเมเรียนมีวรรณกรรมที่มีชื่อเสียงได้แก่ มหากาพย์กิลกาเมซ ( Epic of Gilgamesh )  ซึ่งเป็นเรื่องราวของการผจญภัยของวีระบุรุษที่แสงหาชีวิตอันเป็นอมตะและมีผุ้สันนิษฐานว่ามหากาพย์เรื่องนี้มีอิทธิพลต่อระคัมภีร์เก่า ( Old testament  ) ในคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งกล่าวถึงน้ำท่วมโลก เช่นเดียวกับมหากาพย์นี้

 ถาปัตยกรรม   งานด้านสถาปัตยกรรมของสุเมเรียนส่วนใหญ่มักสร้างด้วยอิฐ ซึ่งทำมาจากดินเหนียวตากแห้งซึ่งมีมากมายอยู่ในบริเวณนั้น  ซึ่งเรียกว่า Sun – dried – brick  หรือเรียกว่าอิฐตากแห้ง หรือดินเหนียวที่เผาด้วยไฟ หรืออบให้แห้ง เรียกว่า  Baked – brick  ซึ่งอิฐประเภทนี้จะมีความคงทนกว่าจึงใช้ในการก่อสร้างอาคารมีต้องการความมั่นคง เช่น พระราชวัง กำแพงเมือง  สถาปัตยกรรมของสุเมเรียนที่มีชื่อเสียงได้แก่ ซิกูแรต ( Ziggurat ) ซึ่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมคล้ายภูเขาขนาดใหญ่ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นศาสนสถาน หรือเป็นวิหารของเทพเจ้า

                                                                           ภาพซิกูแรต
 
 ศาสนา  สังคมสุเมเรียนนับถือพระเจ้าหลายองค์ และให้ความยำเกรงในอำนาจของเทพเจ้า และจะถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องรับใช้พระเจ้าอย่างซื่อสัตย์เพื่อให้พระเจ้าทรงเมตตาและไม่ลงโทษด้วยภัยธรรมชาติทั้งนี้เนื่องจากสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เลวร้ายทำให้ชาวสุเมเรียนต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถจะป้องกันได้ เช่น พายุลม พายุฝุ่น หรือภัยจากน้ำท่วม ทำให้ชาวสุเมเรียนมีความรู้สึกว่าตัวเองนั้นเป็นทาสของพระเจ้า หรือเกิดมาเพื่อรับใช้สร้างความพอใจให้กับพระเจ้า พร้อมกันนี้แต่ละนครรัฐก็จะมีเทพเจ้าประจำเมืองของตนเอง พร้อมกันก็จะนับถือเทพเจ้าอื่น ๆ ด้วย เทพเจ้าที่นับถือทั่วไปได้แก่ เทพีอิชต้า ซึ่งเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบรูณ์  หรือแม่พระธรณี  และเทพแทมมุช ซึ่งเป็นเทพแห่งพืชพันธ์ธัญญหาร
 ปฏิทินและการชั่งตวงวัด  ชาวสุเมเรียนมีความเจริญทางด้านคณิตศาสตร์ มีการทำปฏิทิน การชั่งตวงวัด  ซึ่งระบบการชั่งตวงวัดของสุเมเรียนนั้นแบ่งออกเป็น ทาเลน เชคเคิล และ มีนา โดยมีมาตราส่วนดังนี้
            1 เชคเคิล  เท่ากับ  1 มีนา
          60 มีนา       เท่ากับ 1 ทาเลน   ( 1 มีนา ประมาณ 1 ปอนด์ ) 
              การนับแบบนี้เรียกว่า ฐาน 60 ซึ่งมีอิทธิพลต่อการนับแบ่งเวลาในปัจจุบัน

สร้างโดย: 
วัชรี26

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 43 คน กำลังออนไลน์