โครงงานวิทยาศาสตร์

รูปภาพของ lamphu

                                                                                                 บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง ชีวภาพกำจัดพืช ในครั้งนี้ผู้ทดลองได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อนำความรู้  ข้อมูลมาเป็นแนวทางในการดำเนินการทำโครงงาน ดังนี้
1.การแบ่งประเภทวัชพืช
1.1 วัชพืชใบแคบ
1.2 วัชพืชประเภทกก
1.3 วัชพืชใบกว้าง
1.4 วัชพืชประเภทสาหร่าย
1.5 วัชพืชประเภทเฟิร์น
วัชพืชใบแคบหรือวัชพืชตระกูลหญ้า มีลักษณะที่สำคัญคือ ใบมีลักษณะ เรียวยาว เส้นใบขนาน มีลิ้นใบ (ligule) ลำ ต้นกลมกลวง มีข้อและปล้อง มีทั้งวัชพืชอายุปีเดียว และหลายปี ได้แก่  
หญ้าขน     หญ้าตีนติด   หญ้ารังนก      หญ้าตีนนก       หญ้าปากควาย หญ้านกสีชมพู หญ้าข้าวนก, หญ้าคอมมิวนิสต์  หญ้าตีนกา หญ้าปากคอก   หญ้าปล้อง  หญ้าคา  หญ้าดอกขาว
หญ้าโขย่ง หญ้าโป่งคาย  หญ้าขจรจบดอกเล็ก หญ้าคอมมูนิสต์ หญ้าพม่า   หญ้าขจรจบดอกใหญ่ หญ้าคอมมูนิสต์ หญ้าพม่า  หญ้าขจรจบดอกเหลือง  หญ้าชันอากาศ

ความเสียหายอันเนื่องมาจากวัชพืช
1. ความเสียหายด้านการเพาะปลูกพืช
1.1 วัชพืชทำ ให้ผลผลิตพืชลดลง เนื่องจากเป็นตัวการแย่งนํ้า ธาตุอาหาร
แสงสว่าง และแก่งแย่งเนื้อที่ในการขยายตัวของระบบราก หรือทรงพุ่มจากพืชปลูก ทำให้พืชปลูกเจริญเติบโตช้า และให้ผลผลิตลดลง
1.2 วัชพืชทำ ให้คุณภาพผลผลิตลดลง ในการเพาะปลูกพืชที่มีวัชพืชขึ้นแข่งขันมากจะทำ ให้ผลผลิตมีขนาดผล ขนาดหัวเล็กลง ในการเก็บเกี่ยวพืชหลายอย่างถ้ามีวัชพืชปะปนไปด้วย จะทำให้ผลผลิตเสียคุณภาพไป และมีราคาผลผลิตตกตํ่า
1.3 วัชพืชเป็นแหล่งอาศัยของศัตรูพืชหลายอย่าง เช่น โรค แมลง ไส้เดือนฝอยเมื่อพืชปลูกเก็บเกี่ยวไป ศัตรูพืชเหล่านั้นจะไปอาศัยอยู่กับวัชพืช จนกว่าจะถึงฤดูปลูกครั้งต่อไปศัตรูพืชนั้น ๆ ก็จะไปทำ ความเสียหาย แก่พืชปลูกต่อไป
1.4 วัชพืชทำ ให้การเข้าไปปฏิบัติงานในแปลงปลูกพืชไม่สะดวก เช่น การใส่ปุ๋ย การฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชและการเก็บเกี่ยว โดยเฉพาะวัชพืชที่มีต้นสูง ใบคมและมีหนาม นอกจากนี้วัชพืชหลายชนิดทำ ให้เกิดอาการคันหรือเป็นผื่น
1.5 วัชพืชจำ พวก parasite สามารถแย่งนํ้าและธาตุอาหารจากพืชปลูก โดยมีส่วนที่เรียกว่า haustorium ทะลวงเข้าไปในส่วนของพืชทำ ให้พืชปลูกแคระแกร็น หรือตายได้ เช่น กาฝาก  ฝอยทองในสวนผลไม้ หญ้าแม่มดในไร่ข้าวโพด
ความเสียหายด้านการประมง
วัชพืชเป็นอุปสรรคต่อการเลี้ยงสัตว์นํ้า เช่น การเลี้ยงกุ้ง ปลา ดังนี้
2.1 วัชพืชทำ ให้นํ้าตื้นเขินเพาะเมื่อมีวัชพืชนํ้าจะตกตะกอน และทับถมทำ ให้ตื้นเขินเช่นสาหร่ายต่างๆ
2.2 วัชพืชทำ ให้นํ้าเสียได้ เพราะจะมีบางส่วนตายและทับถมบริเวณผิวดิน ทำให้นํ้าเสียและปลาอาจตายได้ เช่น จอก
2.3 วัชพืชทำ ให้สัตว์นํ้าขาดออกซิเจนสำหรับหายใจ เช่น กรณีที่มีผักตบชวาขึ้นมากปลาอาจตายได้
2.4 วัชพืชเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อื่น ๆ ที่กินปลาเป็นอาหาร เช่น งูกินปลา ปลาช่อนที่เป็นศัตรูของปลาเลี้ยง ทำ ให้กำ จัดได้ลำบาก
2.5 วัชพืชเป็นอุปสรรคต่อการจับสัตว์นํ้าทำ ให้จับได้ไม่หมด
3. ความเสียหายด้านการเลี้ยงสัตว์
ในอาหารสัตว์จะมีปัญหาจากวัชพืชที่นำ มาใช้เป็นอาหารสัตว์ทำ ให้เกิดอันตรายต่อสัตว์
คือทำ ให้สัตว์ที่กินเข้าไปเป็นโรค scouring เช่น แพงพวย วัชพืชบางชนิดมีสารพิษ พวก cyanide เมื่อสัตว์กินเข้าไปทำ ให้กล้ามเนื้อสั่น หายใจลึก เช่น หญ้าตีนกา ในบ้านเรา รำ เพยซึ่งเป็นไม้ประดับชนิดหนึ่ง ทุกส่วนของลำ ต้นมียางขาวเป็นพิษ วัวควายกินเข้าไป 5-6 ใบทำ ให้ตายได้
4. ความเสียหายด้านการคมนาคม
วัชพืชเป็นอุปสรรคด้านการคมนาคมทั้งทางนํ้าและทางบก ในแม่นํ้าลำคลองที่ใช้เป็นที่สัญจรทางเรือ มักพบว่ามีผักตบชวากีดขวางทาง ทำ ให้ต้องมีการรณรงค์กำ จัดผักตบชวาอยู่เป็นประจำสำหรับการคมนาคมทางบก วัชพืชที่ขึ้นริมทางหลวงแผ่นดิน เช่น หญ้า ขจรจบ หญ้าพง หญ้าสาบเสือ มีต้นสูง ทำ ให้รก และอาจทำ ให้เกิดอุบัติเหตุได้ รัฐบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันกำ จัดวัชพืชเหล่านี้ปีละไม่น้อย
5. ความเสียหายด้านสาธารณสุข
มีรายงานว่า ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักจะเป็นโรคนิ่วในทางเดินปันสาวะกันมาก สาเหตุของโรคประการหนึ่งคือ การรับประทานผักพื้นเมืองที่มีผลึกแคลเซียมออกซาเลทสูง ในปริมาณมาก และจำ เจ ผักพื้นเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นวัชพืชด้วย เช่น ผักแพว โสน สันตะวาใบพายเป็นต้น นอกจากนี้วัชพืชยังเป็นที่หลบซ่อนอาศัยของโรค แมลง สัตว์ ซึ่งเป็นสาเหตุหรือพาหะนำ โรคมาสู่คนด้วย
6. ความเสียหายด้านอื่น ๆ เช่น ด้านความปลอดภัยของประชาชน จากภัยมืดเพราะเป็นที่หลบซ่อน
ของโจรผู้ร้าย นอกจากนี้ยังอาจทำ ให้เกิดไฟไหม้และอากาศเสียจากควันไฟ

ประเภทของหญ้าฆ่าหญ้า
1. ยาฆ่าหญ้าชนิดดูดซึม  เช่น ซิลลิค 48 (ZUELLIG 48)  ฟิวโก้ (FUEGO) เอจิล (AGIL)
ดาต้า (DATA)  ไกลโฟเสต 48
2. ยาฆ่าหญ้าแบบเลือกทำลาย  เช่น เอจิล (AGIL)
3. ยาฆ่าหญ้าชนิดเผาไหม้  เช่น  กรัมม๊อกโซน  ฟิวโก้ (FUEGO)


ไกลโฟเสต 48
ชื่อสามัญ : ไกลโฟเซต ไอโซโพรพิล แอมโมเนียม
ทะเบียนวัตถุอันตรายเลขที่    2487/2545
กลุ่มสารเคมี: Glycine derivative
สารสำคัญ : N-(phosphonomethyl) glycine,
isopropylamine salt……………………………48% W/V SL
(N-(phosphonomethyl) glycine...……………...…36% W/V)

ประโยชน์และวิธีใช้ ไกลโฟเซต 48 ใช้หลังวัชพืชงอก (post-emergence)ในพื้นที่ทำการเกษตร
และพื้นที่ไม่ได้ทำการเกษตร เพื่อกำจัดวัชพืชที่งอกจากเมล็ด และวัชพืชข้ามปี ดังนี้
วัชพืชข้ามปี เช่น หญ้าคา  แห้วหมู ไมยราบยักษ์ อัตราการใช้ 500-1,000 ซีซี.ผสมน้ำ 60-80 ลิตร พ่นบนพื้นที่ 1 ไร่  หรือ 125-250 ซีซี. ผสมน้ำ 15-20 ลิตร พ่นบนพื้นที่ 1 งาน 
วัชพืชอื่นๆ  อัตราการใช้ 350-500 ซีซี.  ผสมน้ำ 60-80 ลิตร    พ่นบนพื้นที่  1 ไร่  หรือ 87.5-125 ซีซี. ผสมน้ำ 15-20 ลิตร พ่นบนพื้นที่ 1 งาน    
ภาวะเป็นพิษจากการกินยาฆ่าหญ้า (Paraquat poisoning)
Paraquat เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชในกลุ่ม dipyridil ซึ่งมีใช้กันอย่างแพร่หลาย ชี่อทางการค้ามักจะลงท้ายด้วย -xone เช่น Gramoxone(R)
paraquat เป็นของเหลวมีสีน้ำเงินเข้ม
พิษจลนศาสตร์
paraquat จะถูกดูดซึมอย่างช้าๆ ในทางเดินอาหาร และผิวหนังปกติจะดูดซึม paraquat ได้น้อย ยกเว้นถ้าผิวหนังมีแผลการดูดซึมจะมากขึ้นจนทำให้เกิดการเป็นพิษได้ paraquat จะถูกดูดซึมเข้าไปในเลือด หลังจากนั้นจะกระจายไปอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น ตับ ไต และปอด เป็นต้น ในภาวะไตปกติ paraquat จะถูกขจัดออกทางไตเกือบทั้งหมด ภาวะเป็นพิษจาก paraquat มักจะมีไตวายร่วมด้วยทำให้ขับถ่ายสารพิษนี้ออกจากร่างกายไม่ได้
กลไกการเป็นพิษ
ประการแรก paraquat มีฤทธิ์ caustic ซึ่งสามารถกัดผิวหนังและเนื้อเยื่อจนเป็นแผล
ประการที่สอง paraquat จะทำปฏิกิริยากับ oxygen ในร่างกายทำให้เกิด nascent oxygen ซึ่งไป oxidize เนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหาย ปริมาณที่อาจจะทำให้ถึง แก่ชีวิตคือ ความเข้มข้น 20% ปริมาณ 10-15 ml อาการแสดง
หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับสาร paraquat เข้าไปในร่างกายแล้ว ผู้ป่วยมักมีอาการอาเจียน เนื่องจากในปัจจุบันสาร paraquat ที่ขายตามท้องตลาดมียาทำให้อาเจียนผสมอยู่ด้วย เพื่อลดการเป็นพิษของสารนี้ ภายใน 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยจะมีอาการทางทางเดินอาหารส่วนต้น เนื่องจากฤทธิ์ระคายเคืองของ paraquat ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย นอกจากนี้จะมีแผลบวมแดงในปาก ซึ่งจะเป็น patch ขาวปกคลุมบริเวณแผล ในรายที่เป็นมากอาจจะมีอาการของหลอดอาหารแตก (rupture of esophagus) อากาศรั่ว ออกไป ทำให้มีอาการแทรกซ้อน คือ มีลมในช่องทรวงอกตรงกลาง (pneumomediastinum) , ลมในช่องเยื่อหุ้มปอด (pneumothorax) และ ลมใต้ผิวหบัง (subcutaneous emphysema) ภายใน 1-4 วันผู้ป่วยจะมีอาการตามระบบจาก paraquat คือมีไตวายจากเซลล์ท่อไตตายเฉียบพลัน (acute tubular necrosis) ทำให้คนไข้มีอาการปัสสาวะน้อย และมีอาการจากภาวะของเสียคั่ง (uremia) นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีอาการของพิษต่อตับโดยเกิดการทำลายเซลล์ตับ (hepatocellular damage) ทำให้เอนไซม์ของตับ (SGOT, SGPT) สูงขึ้นเป็นพันได้ หลังจากนั้นประมาณวันที่ 3-14 อาการทางไตและตับมักจะดีขึ้น แต่คนไข้จะมีอาการของระบบหายใจล้มเหลว (progressive respiratory failure) ซึ่งเกิดจาก เลือดออกในปอด (pulmonary hemorrhage), ปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) และ เนื้อเยื่อพังผืดในปอด (pulmonary fibrosis) ในที่สุดมักจะเสียชีวิตภายใน 3 สัปดาห์
การรักษา
การรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจาก paraquat ควรเน้นที่การประคับประคองผู้ป่วย โดยการเฝ้าดูอาการของผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดและการให้การรักษาอาการแทรกซ้อน เช่น ตับ อักเสบ หรือไตวาย เชื่อกันว่าการให้ oxygen อาจจะทำให้พิษของสาร paraquat เป็นเร็วและมากขึ้น ในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับ paraquat ทางปาก ควรจะรีบทำการล้างท้อง (gastric lavage) หรือทำให้อาเจียนเหมือนผู้ป่วยได้รับสารพิษอื่นๆ โดยทั่วไป บางคนเชื่อว่าการทำ gastric lavage ด้วย Kayexalate (100 gm ใน 1000 ml) สามารถล้าง paraquat ออก ได้ดีกว่า เพราะว่า paraquat จะจับกับ Kayexalate   ในการลดการดูดซึมของ paraquat ในทางเดินอาหารต้องให้ดินเหนียว Fuller's earth (60 gm/bottle) 150 gm ผสมน้ำ 1 L ให้ทางปาก หรือให้ 7.5% bentonite 100-150 gm และให้ร่วมกับยาระบาย MOM 30 ml ทุก 6 ชั่วโมงจนผู้ป่วยถ่ายอุจจาระ โดยทั่วไปแล้วถือกันว่าขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการรักษาภาวะเป็นพิษนี้ เพราะว่าดิน สามารถยังยั้งการออกฤทธิ์ (inactivate) ของ paraquat ได้เป็นอย่างดี การให้ Fuller's earth โดยเร็วจึงเป็นการลดพิษที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ป่วยที่เป็นพิษจาก paraquat แม้จะมีอาการตับวาย ไตวาย ก็อาจจะฟื้นเป็นปกติได้ ดังนั้นการประคับ ประคองผู้ป่วยจึงมีความสำคัญมาก ผู้ป่วยจะเสียชีวิตจากภาวะการ หายใจล้มเหลว เนื่องจากมีปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) และปอดอักเสบเน่าตาย (necrotizing pneumonitis) แม้ว่าอาการตับไตวายจะดี แต่ความเสียหายของปอดเป็นแบบ ถาวร มีเนื้อเยื่อพังผืดในปอด (pulmonary fibrosis) ดังนั้นจึงมีความพยายามอย่างมากในการจะป้องกันอาการแทรกซ้อนที่ปอด โดยการให้ยาต้านการอักเสบ (antiinflamatory agent) เช่น dexamethasone 5 mg IV ทุก 6 ชั่วโมง และยากลุ่ม cytotoxic เช่น cyclophosphamide 5 mg/kg/day ทางหลอดเลือดดำ แบ่งให้ทุก 8 ชั่วโมง ผลการรักษาอาจจะดี แต่ยังไม่มีการทดลองที่มีการควบคุม (controlled trial) พิสูจน์อย่างชัดเจน นอกจากนี้มีรายงานว่าการฉายแสงที่ปอด (lung radiation) โดยใช้รังสีขนาดต่ำ อาจจะยับยั้งการเจริญ ของเซลล์ตัวอ่อนที่สร้างพังผืด (fibroblast) ทำให้เนื้อเยื่อพังผืด (fibrosis) น้อยลง แต่การทดลองในหนูพบว่าไม่ช่วยให้รอดชีวิตมากขึ้น จากการที่ paraquat ออกฤทธิ์โดยแบบ oxidant จึงมีความพยายามใช้สาร anti-oxidants ทั้งหลายมาใช้ในการรักษาเช่น vitamin C, vitamin E, niacine, N-acetylcysteine แต่พบว่าได้ผลน้อย

น้ำหมักชีวภาพ
ปัจจุบันมีการนำปุ๋ยเคมีมาใช้ในการเกษตรเป็นอย่างมาก  ซึ่งทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์  ทำลายดินให้เสื่อมโทรม  ทำให้ได้พืชผลทางการเกษตรที่น้อยลงและด้อยคุณภาพ  จึงมีการรณรงค์ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพให้มากขึ้น 
น้ำสกัดชีวภาพ  หรือที่เรียกว่า  น้ำหมักชีวภาพ  เป็นอีกทางเลือกที่เกษตรกรสามารถนำมาใช้เป็นปุ๋ย และป้องกันกำจัดศัตรูพืช  แทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชได้  ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรมีการหันมาใช้น้ำสกัดชีวภาพมากขึ้น
ความหมายของน้ำสกัดชีวภาพ
น้ำสกัดชีวภาพ  หรือน้ำหมักชีวภาพ  หรือ  ปุ๋ยอินทรีย์  เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน  คือ  เป็นสารละลายเข้มข้นที่ได้จากการหมักแศษพืช  หรือสัตว์  ย่อยสลายโดยจุลินทรีย์  สารละลายเข้มข้นที่ได้จะมีสีน้ำตาล
ประโยชน์ของน้ำสกัดชีวภาพ
น้ำสกัดชีวภาพประกอบด้วยสารอินทรีย์ต่างๆ     หลากหลายชนิด   เช่น   เอนไซม์ฮอร์โมน   และธาตุอาหารต่างๆ   เอนไซม์บางชนิดจะทำหน้าที่ย่อยสลายอินทรียวัตถุให้เป็นอาหารของจุลินทรีย์และเป็นอาหารของต้นพืช  ฮอร์โมนหลายชนิดที่จุลินทรีย์สร้างขึ้นก็เป็นประโยชน์ต่อพืชถ้าให้ปริมาณเล็กน้อย  แต่จะมีโทษถ้าให้ในปริมาณที่เข้มข้นเกินไป  ฉะนั้น  ในการใช้น้ำสกัดชีวภาพในพืชจำเป็นต้องให้ในอัตราเจือจาง  สารอินทรีย์บางชนิดในน้ำสกัดชีวภาพเป็นสารเพิ่มความต้านทานให้แก่พืชที่ทำให้พืชมีความต้านทานต่อโรคและแมลง  และทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
ชนิดน้ำหมักชีวภาพ   จำแนกได้  3  ประเภทหลักๆดังนี้
1.  น้ำหมักชีวภาพสูตรบำรุงใบลำต้นเป็นน้ำหมักที่ได้จากการหมักพืชเศษอาหารสัตว์และหอยต่างๆ
2.  น้ำหมักชีวภาพสูตรฮอร์โมน  จะบำรุงดอก ผล  เป็นน้ำหมักที่ได้จากการหมักผลไม้สุกต่างๆ
3.  น้ำหมักชีวภาพสูตรสมุนไพรป้องกันกำจัดศัตรูพืช  เป็นน้ำหมักที่ได้จากการหมักพืชสมุนไพรต่างๆ

สร้างโดย: 
ครูลัมภู เขียวเหลือง

  ได้ความรู้มากเลยค่ะ   ดีมากๆและสามารถนำไปต่อยอดการเรียนการสอนได้อย่างดี  ขอบคุณค่ะ

สวัสดีครับ  ขอเป็นสมาชิกด้วยคน 

thank naja 

ขอความอนุเคราะห์โครงงานวิทยาศาสตร์ประเภททดลองระดับชั้น ป.4-6 และข้อสอบอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ด้วยค่ะขอบพระคุณอย่างมากเลยค่ะ กรุณาส่ง mail นี้นะคะ ion2549@hotmail.com ขอบคุณค่ะ

เป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจมากสามารถนำไปประยุกต์กับผู้เรียนได้ดี ขอบคุณมากสำำหรับข้อมูลที่มีประโยชน์มีคุณค่าเช่นนี้ มันให้ประโยชน์แก่ผู้เรียนจริง ๆ

ผมเห็นว่าเว็บนี้เป็นเว็บที่น่าสนใจมากครับ ผมจึงอยากที่จะเป็นสมาชิก และรับความรู้เพิ่มจากเว็บ

 

ตอนนี้ครับ ผมมี โครงงานประดิษฐ์อะครับ แล้วมัน สามารถ เป็นโครงงานสำรวจพร้อมกัน ด้วยแต่ เรื่อง การเงิน เราต้อง

 

อาศัยให้ รร ของผม ช่วย มากไหม ครับ เพราะ บาง ที เพื่อนก็ มีแต่ โครงงาน มัน ไปได้แค่ 1 คนสำหรับ แต่ละครั้งที่ จะแข่งอะ

 

ตอนนี้ วัน ที่ 30 ผมเตรียมโครงงานรอ แข่ง อยู่ ครับ อยากขอคำแนะนำ โครงงาน แปลงผักคอนโดมิเนียม

รูปภาพของ werachai

ขอความอนุเคราะห์ตัวอย่างโครงงานวิทยาศาสตร์และ้อสอบเกี่ยวกับวิยาศาสตร์ั้่่ป.4-ป.6ด้วยครับ ส่งทาง e-mail ก็ได้ครับขอบคุณทุกๆท่านที่ให้ความอนุเคราะห์ werachai-18@hotmail.com

อยากได้ข้อมูลที่เกี่ยวกับ  เทคโนโลยี่ชีวภาพและการขยายพันธ์พืช  ช่วยลูกชายค้นหาข้อมูลค่ะจะทำรายงานส่งอาจารย์ รบกวนผู้รู้ด้วยนะคะ  ขอบคุณอย่างสูงค่ะ

ขอโครงงาน หน่อยจิ ครับWink

 

รูปภาพของ lamphu

ขอรายละเอียดหน่อยนะคะว่าเป็นใคร ครู หรือนักเรียนจะได้แนะนำได้ถูกและส่งโครงงานได้ถูกต้อง ขอบคุณค่ะที่สนใจ เข้ามาคุยกันที่ mail ......lamphus@yahoo.com  ก็ได้ค่ะ ยินดีให้โครงงาน

เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ระดับ ป.4-6 ในโรงเรียนที่มีสภาพเสี่ยงต่อปํัญหาต่าง ๆ มากโดยเฉพาะยาเสพติด  ความยากจน ด้า่นการศึกษาไม่ค่อยจบระดับสูง และอยู่วงเป็นนักเต้น ขาดเรียนข่อยนักเรียนน่าสงสาร ปี 53 ส่งเด็กเข้าแข่งขันโครงงานสิ่งประิดิษฐ์ได้เหรียญทองแดงระดับภาคกลาง เป็นโครงงานสิ่วประดิษฐ์ ที่ครูพยายามกระตุ้นจนเกิด แต่ครูประสบการณ์น้อยด้านแข่งขัน และซื่อมากไปเลยใช้เวลามากในการฝึกฝน ประสบการณ์ครูในระดับสูงไม่พอจะช่วยเด็ก อยากได้รับคำแนะนำดี ๆ ช่วงเรียนปโทเลือกทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับโครงงานวิทยาศาสตร์เพื่อต้องการศึกษาให้ลึก เท่าที่เห็นมักเกิดจากความคิดของครูติวเด็กเก่งทุกอย่างครูทำให้เด็กท่อง อยากได้ของจริง  

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 8 คน กำลังออนไลน์