พุทธประวัติ วิชาพระพุทธศาสนา

รูปภาพของ wichian21

ห้ามลบ ขอให้เจ้าของผลงานประกวด แก้ไขข้อมูลได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เวลา 23.30 น.
หากเลยกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ท่านเข้ามาแก้ไขข้อมูล ถือว่าโมฆะในการพิจารณาได้รับรางวัล
ซึ่งระบบของ Thaigoodview สามารถตรวจสอบได้ว่า ผลงานแต่ละชิ้น มีการแก้ไขเวลาใดบ้าง

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล


พุทธประวัติ  วิชาพระพุทธศาสนา

ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

เรื่องที่  1 เรื่อง  พุทธประวัติ

                เมื่อนักเรียน  เรียนรู้เรื่องนี้นักเรียนจะสามารถ
1.       รู้ เข้าใจ และเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา
2.       รู้ เข้าใจ และเห็นคุณค่าของพุทธประวัติในเรื่อง การตรัสรู้ และการประกาศพระธรรม


ความสำคัญของพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนาเป็นศูนย์รวมจิตใจของพุทธศาสนิกชน                สถาบันหลักที่สำคัญของสังคมไทยมี 3 สถาบัน ได้แก่ สถาบันชาติ  สถาบันศาสนาและสถาบันพระมหากษัตริย์   เราถือว่าสถาบันชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์  เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ  ส่วนสถาบันศาสนาซึ่งหมายถึง พระพุทธศาสนา  ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยที่เป็นพุทธศาสนิกชน                พุทธศาสนิกชน   หมายถึง  ผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนามีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัย   อันได้แก่   พระพุทธ    พระธรรม   พระสงฆ์    บางทีเราเรียกว่าพุทธศาสนิกชนว่า ชาวพุทธ ก็ได้     ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรทั้งประเทศประมาณ  65  ล้านคน มีผู้นับถือพระพุทธศาสนาประมาณ  62  ล้านคน    มีประชากรเพียงประมาณ   3   ล้านคนเท่านั้นที่นับถือศาสนาอื่น  ดังนั้น   เราจึงกล่าวได้ว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นพุทธศาสนิกชนหรือชาวพุทธ

1. ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบของพระรัตนตรัย    
 
ก. พระพุทธ        
 
ข. พระธรรม        
 
ค. พระศาสนา
       
 
ง. พระสงฆ์


พุทธประวัติ 1

พุทธประวัติ   หมายถึง  ประวัติของพระพุทธเจ้า  ซึ่งเป็นศาสดาของพระพุทธศาสนา    พระพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า  เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ    กษัตริย์ศากยวงศ์   ผู้ปกครองเมืองกบิลพัสดุ์   และพระนางสิริมหามายาเจ้าหญิงจากโกลิยวงศ์ แห่งเมืองเทวทหะ ประสูติในวันขึ้น  15  ค่ำ เดือน 6   ก่อนพุทธศักราช   80   ปี    สวนลุมพินีวัน  อยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ  ปัจจุบันอยู่ที่ตำบลรุมมินเด   ประเทศเนปาล เมื่อพระกุมารประสูติได้   3  วัน   อสิตดาบส  ได้ขอเข้าเฝ้าชมพระบารมี ครั้งเห็นพระกุมาร     จึงทำนายว่า    พระกุมารนี้ถ้าอยู่ครองราชสมบัติจะได้เป็นพระจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่  ถ้าเสด็จออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลกเมื่อพระกุมารประสูติได้   5  วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้มีพิธีขนาน     พระนามและทำนายลักษณะของพระกุมาร  พระกุมารได้พระนามว่า  สิทธัตถะ แปลว่า  ผู้มีความสำเร็จสมปรารถนา  จากนั้นพราหมณ์ได้ทำนายพระลักษณะของพระกุมาร  พราหมณ์ส่วนใหญ่ทำนายเหมือนที่อสิตดาบสได้ทำนายไว้   มีเพียงพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่งชื่อ  โกณฑัญญะ  ทำนายว่า  พระกุมารจะเสด็จออกบวช  และได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน  2. ใครเป็นคนทำนายว่าเจ้าชายสิทธัตถะจะเสด็จออกบวชและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า    
ก. พราหมณ์       
ข. พระอัสสชิ
       
ค.โกณฑัญญะ
       
ง. พระเจ้าสุทโธทนะ
  


พุทธประวัติ 2

เมื่อพระกุมารประสูติได้ 7  วัน  พระมารดาก็สวรรคต   พระเจ้าสุทโธทนะจึงโปรดให้ พระนางปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระขนิษฐา (น้องสาว)  ของพระนางสิริมหามายาทรงเลี้ยงดูพระกุมารพระเจ้าสุทโธทนะต้องการให้พระราชโอรสครองราชสมบัติต่อจากพระองค์ ไม่ต้องการให้เสด็จออกบวช   ครั้งเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญวัยอันสมควรที่จะได้รับการศึกษาเล่าเรียน พระองค์จึงทรงให้เข้าศึกษาวิชาความรู้ในสำนักครูวิศวามิตร  เจ้าชายสิทธัตถะทรงขยันหมั่นเพียร  มีสติปัญญา เฉลียวฉลาด   สามารถศึกษาวิชาความรู้ต่าง    จนจบในเวลาอันรวดเร็ว ครั้งเจ้าชายสิทธัตถะมีพระชนมายุ  16  พรรษา  พระเจ้าสุทโธทนะทรงโปรดให้สร้างปราสาท  3  หลัง ให้เป็นที่ประทับอย่างสุขสบายทั้ง  3  ฤดู  และทรงขอเจ้าหญิงยโสธราหรือพิมพามาอภิเษกเป็นพระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะด้วยมีพระประสงค์จะโน้มน้าวใจให้เจ้าชายสิทธัตถะอยู่ครองราชสมบัติ

 3. พระเจ้าสุทโธทนะใช้วิธีใดในการโน้มน้าวไม่ให้เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช    
ก. ให้ไปอยู่หัวเมือง
       
ข. ให้อภิเษกกับเจ้าหญิงยโสธรา
       
ค. ให้ไปศึกษาหาความรู้ตามที่ชอบ
       
ง. กักขังให้อยู่แต่ปราสาท ไม่ให้ออกไปไหน
  


พุทธประวัติ  3

เจ้าชายสิทธัตถะทรงประทับอยู่ในปราสาททั้ง  3  หลังอย่างสุขสบาย  วันหนึ่งได้เสด็จประพาสพระนคร   ทรงพบเห็นคนแก่   คนเจ็บ   คนตายและนักบวช  ทั้ง  4  นี้  รวมเรียกว่า  เทวทูต     เจ้าชายสิทธัตถะทรงสลดพระทัยที่ทรงเห็นคนแก่   คนเจ็บ  และคนตาย   ทรงพอพระทัยที่เห็นนักบวช     พระองค์ทรงนำสิ่งที่พบเห็นมาพิจารณาไตร่ตรอง   ทรงพบว่า   ชีวิตนี้มีแต่ความทุกข์  ทำอย่างไรจึง   จะพ้นทุกข์   ทรงคิดว่าชีวิตการครองเรือนของพระองค์แม้จะเป็นกษัตริย์ที่มีความสมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง     แต่ก็ยังคับแคบจำกัด   ไม่มีทางแก้ไขให้ตนเองและผู้อื่นได้พ้นจากความทุกข์ได้  มีทางเดียวเท่านั้นที่จะคิดค้นหาทางพ้นทุกข์ได้    คือ   การออกบวชเจ้าชายสิทธัตถะทรงครุ่นคิดเรื่องการเสด็จออกบวชอยู่ตลอดเวลา  จนกระทั้งพระชนมายุ      29   พรรษา   พระนางยโสธราประสูติพระโอรสพระนามว่า  ราหุล  แม้ว่าจะทรงห่วงใยพระโอรส         แต่ด้วยมีพระประสงค์ที่จะหาทางช่วยเหลือชาวโลกให้พ้นทุกข์   หากอยู่อย่างนี้ต่อไปคงไม่มีทางพ้นทุกข์ได้  ดังนั้นในกลางดึกคืนนั้นพระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออกบวช โดยทรงม้าพระที่นั่งชื่อ     กัณฐกะ และมีนายฉันนะ  มหาดเล็กคนสนิทตามเสด็จ 

 4. ม้าพระที่นั่งที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงม้าออกผนวชมีชื่อว่าอะไร    
ก. ฉันนะ
       
ข. กัณฐกะ
       
ค. ราหุล

ง. เทวฑูต  


พุทธประวัติ 4

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จถึงริมฝั่งแม่น้ำอโนมา  ซึ่งเป็นแม่น้ำแบ่งเขตแดนระหว่างแคว้นสักกะ   แคว้นโกศล   และแคว้นวัชชี   ทรงปลงผม  โกนหนวดทิ้ง  ทรงครองเพศเป็นนักบวช   แล้วส่งนายฉันนะและม้ากัณฐกะกลับกรุงกบิลพัสดุ์   จากนั้นพระองค์เสด็จไปยังแคว้นมคธ     พระเจ้าพิมพิสาร  กษัตริย์ผู้ครองเมืองราชคฤห์  เมืองหลวงของแคว้นมคธ  ทราบข่าวการเสด็จมาของเจ้าชายสิทธัตถะ จึงเสด็จออกไปต้อนรับและทรงเชิญให้ครองเมืองด้วยกัน แต่พระสิทธัตถะทรงปฏิเสธ  จากนั้นได้เสด็จไปยังสำนักอาฬารดาบส  และสำนักอุททกดาบส ทรงศึกษาและค้นคว้าอยู่ที่สำนักทั้ง  2  นี้ จนได้สำเร็จฌานสูง  แต่ทรงเห็นว่ายังไม่ใช่หนทางที่จะพ้นทุกข์   เพราะทรงรู้ว่าจิตใจของพระองค์ยังมีรัก  โลภ  โกรธ   หลง จึงอำลาอาจารย์ทั้งสองไปบำเพ็ญเพียรด้วยตนเอง โดยเสด็จมุ่งหน้าสู่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  ซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำบลพุทธคยา  ประเทศอินเดีย 

5.  เจ้าชายสิทธัตถะทรงปลงครองเพศเป็นนักบวช ณ ที่ใด    
ก. แคว้นมคธ
       
ข. ใต้ต้นไทร
       
ค. แคว้นโกศล

ง. ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา


ตรัสรู้  1

เมื่อเสด็จถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  พระสิทธัตถะได้ทรงบำเพ็ญ  ทุกรกิริยา  คือ การทรมานกายให้ลำบากด้วยวิธีการต่าง ๆ   เช่น  กัดฟัน  กลั้นลมหายใจ  อดอาหาร เป็นต้น ทรงทรมานพระวรกายจนร่างกายผ่ายผอม  โดยมีปัญจวัคคีย์  ซึ่งประกอบด้วยพราหมณ์   5   คน  ได้แก่     โกณฑัญญะ    วัปปะ   ภัททิยะ   มหานามะ และอัสสชิ    คอยปรนนิบัติดูแลอย่างใกล้ชิด                ต่อมาพระสิทธัตถะทรงเห็นว่า  การทรมานกายให้ลำบากด้วยวิธีเหล่านี้ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์     จึงเลิก     หันไปบำรุงพระวรกายให้มีกำลัง   ฝ่ายปัญจวัคคีย์เห็นพระสิทธัตถะเลิกทรมานพระวรกาย     ก็คิดว่าพระองค์คงไม่สามารถตรัสรู้ได้จึงแยกไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน    เมืองพาราณสี

      พระสิทธัตถะทรงเริ่มบำเพ็ญเพียรทางจิตตามหลักการของฌานหรือสมาธิที่ทรงเคยปฏิบัติมาก่อนจากสำนักของอาฬารดาบสและอุททกดาบส โดยทรงยึดทางสายกลางที่เรียกว่า   มัชฌิมาปฏิปทา

 

 6.  ทำไมปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 จึงเดินทางกลับป่าอิสิปตนมฤคทายวัน        
ก. เพราะเบื่อการเป็นพราหมณ์แล้ว
       
ข. เพราะไม่อยากเป็นพระอรหันต์แล้ว
       
ค. เพราะคิดว่าพระสิทธัตถะคงไม่สามารถตรัสรู้ได้

ง. เพราะที่นั้นเงียบสงบเหมาะกับการบำเพ็ญทุกรกิริยา


ตรัสรู้ 2

ครั้งถึงเช้าของวันขึ้น   15  ค่ำ   เดือน  6 ขณะที่พระสิทธัตถะประทับอยู่ที่ใต้ต้นไทรหรือ      ต้นนิโครธ    ริมแม่น้ำเนรัญชรา   นางสุชาดาลูกสาวของหัวหน้าหมู่บ้านในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม    นำข้าวมธุปายาสมาถวาย     ด้วยเข้าใจว่าเป็นเทวดา   เมื่อฉันข้าวมธุปายาสแล้ว  ทรงนำถาดไปลอยที่แม่น้ำแล้วทรงพักผ่อนที่ดงไม้สาละ  ตอนเย็นเสด็จไปยังต้นมหาโพธิ์   ทรงรับหญ้าคา  8   กำ จากโสตถิยพราหมณ์นำมาปูลาดเป็นอาสนะ    ใต้ต้นมหาโพธิ์  ประทับนั่งหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก แล้วทรงตั้งพระทัยว่า ถ้าไม่ตรัสรู้ทาง         พ้นทุกข์จะไม่ลุกไปไหน                พระสิทธัตถะทรงบำเพ็ญเพียรทางจิตทำให้จิตเป็นสมาธิ ในที่สุดเมื่อใกล้รุ่งของวันขึ้น 15 ค่ำ    เดือน  6   ก่อนพุทธศักราช  45 ปี   ก็ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยทรงรู้แจ้งธรรม  4 ประการ  เรียกว่า  อริยสัจ  4   คือ ทุกข์   สมุทัย  นิโรธและมรรค รวมเวลาตั้งแต่เสด็จออกบวชจนถึงตรัสรู้  เป็นเวลา

6   ปี  ขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ   35    พรรษา

 
7.  พระสิทธัตถะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โดยทรงรู้เห็นธรรมใด      
ก. อริยสัจ 4
       
ข. การดับทุกข์
       
ค. ทางสายกลาง

ง. พรหมวิหาร 4


การประกาศพระธรรม  1

เมื่อตรัสรู้แล้วพระพุทธเจ้าทรงเผยแผ่พระธรรมที่ทรงตรัสรู้ พระองค์ทรงระลึกถึง  อาฬารดาบสและอุททกดาบส  ทรงทราบว่าสิ้นชีวิตแล้ว  จึงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ก็ทรงทราบว่า  ขณะนี้อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน   จึงได้เสด็จไปแสดงธรรมชื่อ  ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร  แก่ปัญจวัคคีย์        ในวันขึ้น   15   ค่ำ   เดือน  8    การแสดงธรรมครั้งนี้เรียกว่า  ปฐมเทศนา  โกณฑัญญะเกิดดวงตาเห็นธรรมขอบวชเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา          ส่วนวัปปะ  ภัททิยะ มหานามะ  และอัสสชิ   ได้ฟังธรรมแล้วก็เลื่อมใสจึงขอบวช  จากนั้น    ได้แสดงธรรมแก่พระภิกษุทั้ง  5   จนได้สำเร็จพระอรหันต์ทั้งหมด  ขณะนั้นจึงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นในโลก 6  องค์  รวมทั้งพระพุทธเจ้า  และเกิดพระรัตนตรัยทั้ง 3  คือ พระพุทธ  พระธรรม   พระสงฆ์

8.  ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ปัญจวัคคีย์ คือธรรมในข้อใด      
ก. อริยสัจ 4
       
ข. พรหมวิหาร 4
       
ค. หนทางสู่การดับทุกข์

ง.  ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร


การประกาศพระธรรม 2

พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันพร้อมกับปัญจวัคคีย์ในระหว่างพรรษา      มีชาวเมืองพาราณสีได้ฟังธรรมจนสำเร็จอรหันต์     และได้ขอบวชเป็นพระสงฆ์สาวกอีก 55  องค์ จึงมีพระอรหันต์ทั้งหมดรวมทั้งพระพุทธเจ้าด้วย   61  องค์  ในจำนวนพระอรหันต์  55 องค์หลังนี้  มีหัวหน้าชื่อ   พระยสะ   กุลบุตร            ต่อมาบิดามารดาและอดีตภรรยาของพระยสะ   กุลบุตร ได้มาฟังธรรมและเลื่อมใสประกาศตนเป็นอุบาสกและอุบาสิกา  จึงนับเป็นอุบาสกและอุบาสิกาคนแรกของพระพุทธศาสนา  9.  อุบาสกและอุบาสิกาคนแรกของพระพุทธศาสนาคือใคร       
ก. ภรรยาของโกณฑัญญะ  

ข. บิดามารดาของโกณฑัญญะ  
ค. น้องของพระยสะ   กุลบุตร
       
ง. บิดามารดาของพระยสะ   กุลบุตร


การประกาศพระธรรม 3

พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่ามีสาวกจำนวนมากพอที่จะส่งไปเผยแผ่พระศาสนาได้แล้ว  จึงทรงมอบหลักการในการไปประกาศเผยแผ่พระศาสนาแก่พระสาวกทั้งหมดว่า                    ขอให้แยกย้ายกันไปประกาศพระศาสนาเพื่อยังประโยชน์และความสุขแก่ชาวโลก              เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลชาวโลก   โดยแยกย้ายกันไปแห่งละ 1   องค์   อย่ารวมกันไป  ภิกษุทั้งหลาย         แม้เราก็จะไปยังอุรุเวลาเสนานิคม                จากนั้นสาวกทุกองค์ต่างแยกย้ายกันไปประกาศพระศาสนาตามเมืองและแคว้นต่าง ๆ             ส่วนพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  ระหว่างทางได้พบชายหนุ่ม  30   คน  เรียกว่า    กลุ่มภัททวัคคีย์   ทรงแสดงธรรมให้ฟัง   ทั้งหมดได้สำเร็จพระอรหันต์กราบทูลขอบวชเป็นพระภิกษุ  10.  พระพุทธเจ้าทรงเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ใด       
ก.  แคว้นวัชชี
     
ข.   เมืองไพศาลี
       
ค.  แคว้นพาราณสี
                      
ง.  ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม
 


โปรดชฎิล

    ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม  ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา   มีสำนักของชฎิล 3  พี่น้อง  ซึ่งเป็นนักบวชที่บูชาไฟ   พี่ชายใหญ่ชื่อ  อุรุเวลกัสสปะ คนกลางชื่อ  นทีกัสสปะ  และคนน้องชื่อ คยากัสสปะ    มีบริวารทั้งสิ้น   1,000   คน                เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม    ก็ได้เสด็จไปยังสำนักของชฎิล 3 พี่น้อง   ด้วยทรงเห็นว่าชฎิล   3    พี่น้องเป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าพิมพิสารและชาวเมืองราชคฤห์  ถ้าทำให้ชฎิลนับถือคำสั่งสอนของพระองค์ได้   การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแคว้นมคธจะง่ายขึ้น                พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในสำนักชฎิล   3    พี่น้องเป็นเวลาประมาณ   2  เดือน ได้ทรงแสดงธรรมแก่ชฎิล    3   พี่น้องและบริวาร   จนทั้งหมดได้หันมานับถือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และกราบทูลขอบวชเป็นพระสาวก  พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมอบรมจนทั้งหมดได้สำเร็จพระอรหันต์  11.  พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ใครที่ริมแม่น้ำเนรัญชรา         
ก.  ชฎิล 3  พี่น้อง 
       
ข.  พระเจ้าพิมพิสาร
       
ค.  พราหมณ์ 3 พี่น้อง
                      
ง.   ชาวเมืองราชคฤห์
 


โปรดพระเจ้าพิมพิสาร

พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยชฎิล   3   พี่น้อง  เสด็จเข้าเมืองราชคฤห์  ทรงพักอยู่ที่ลัฏฐิวันหรือ     สวนตาลหนุ่ม   พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าว   จึงได้พาข้าราชบริพารไปเข้าเฝ้า  พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟัง  พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยข้าราชบริพาร และประชาชนที่เข้าเฝ้าเกิดความเลื่อมใสศรัทธาประกาศตนขอนับถือพระพุทธศาสนา  พระเจ้าพิมพิสารได้สำเร็จมรรคผลเป็นโสดาบัน                พระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปฉันอาหารในพระราชนิเวศน์   ในวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก   หลังจากถวายอาหารเสร็จแล้วพระเจ้าพิมพิสารทรงหลั่งน้ำใส่พระหัตถ์พระพุทธเจ้า  ยกอุทยานสวนป่าไผ่ที่เรียกว่า  พระเวฬุวัน  ถวายเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวก    พระเวฬุวันจึงเป็นวัดพระพุทธศาสนาแห่งแรกของโลก

12.  วัดพระพุทธศาสนาแห่งแรกของโลก คือวัดใด       
ก.  วัดพระแก้ว

ข.  วัดพระเวฬุวัน
ค.  วัดมงคลบพิตร  
         
ง.  วัดอรุณราชวรมหาวิหาร


พระอัครสาวก

ในเมืองราชคฤห์มีชายหนุ่ม    2  คน    เป็นเพื่อนรักกันชื่อ  อุปติสสะ และ โกลิตะ  ได้พาพรรคพวกบริวาร  250  คน  ไปบวชอยู่ในสำนักสญชัยปริพาชกเพื่อแสวงหาทางตรัสรู้  แต่เรียนจบความรู้ของสญชัยปริพาชกแล้ว  ก็ยังไม่พบทางตรัสรู้  จึงลาออกจากสำนักสญชัยปริพาชก แยกย้ายกันไปแสวงหาหนทางตรัสรู้ด้วยตนเอง  แต่ก็สัญญากันว่า  ถ้าใครพบทางตรัสรู้ก่อนก็ให้มาบอกด้วย          อุปติสสะได้พบพระอัสสชิ  หนึ่งในปัญจวัคคีย์  เกิดความเลื่อมใสในอิริยาบถได้เข้าไปขอให้แสดงธรรมให้ฟัง   อุปติสสะเกิดความเข้าใจในธรรมบรรลุมรรคผลเป็นโสดาบัน จากนั้นได้ลาพระอัสสชิและกลับไปบอกโกลิตะ  โกลิตะได้ฟังธรรมที่อุปติสสะนำมาบอกก็ได้บรรลุมรรคผลเป็นโสดาบันเช่นกัน  จึงได้พาพรรคพวกบริวารไปเข้าเฝ้าขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน อุปติสสะเมื่อบวชแล้วได้ชื่อใหม่ว่าสารีบุตร ท่านบวชได้ 15 วัน    จึงบรรลุเป็นพระอรหันต์    ต่อมาได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็น  อัครสาวกฝ่ายขวา ผู้มีความเป็นเลิศด้านปัญญา                ส่วนโกลิตะได้ชื่อใหม่ว่า   โมคคัลลานะ   บวชได้  7  วัน  ก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์     และได้รับการยกย่องให้เป็น   อัครสาวกฝ่ายซ้าย  ผู้มีความเป็นเลิศด้านมีฤทธิ์  คือมีความสามารถพิเศษที่ได้จากการทำสมาธิ     เช่น    เหาะเหินเดินอากาศได้   เป็นต้น

13.  ใครได้รับการยกย่องให้เป็นอัครสาวกฝ่ายขวา      
ก.  
โกลิตะ
      
ข.  พระอัสสชิ      
      
ค.  พระสารีบุตร 
       
ง.  พระโมคคัลลานะ


แสดงโอวาทปาฏิโมกข์

ในวันขึ้น 15  ค่ำ  เดือน 3   ในปีถัดมา  หลังจากตรัสรู้  ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่      พระเวฬุวัน    เมืองราชคฤห์   พระสงฆ์สาวกของพระพุทธองค์ที่ออกไปเผยแผ่พระธรรมยังที่ต่าง     ได้กลับมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย  จำนวน  1,250  รูป  พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นโอกาสเหมาะ    จึงทรงให้จัดประชุมพระสาวกขึ้นในวันนั้น และทรงแสดงธรรมที่เรียกว่า     โอวาทปาฏิโมกข์                โอวาทปาฏิโมกข์    เป็นพระธรรมที่ถือว่าเป็นหลักการของพระพุทธศาสนา  คือ สอนให้       ละเว้นการทำความชั่ว   ให้กระทำแต่ความดี    และทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส

14.  พระธรรมที่ถือว่าเป็นหลักการของพระพุทธศาสนา คือข้อใด      ก.  อริยสัจ 4         
ข.  อิทธิบาท 4

ค.  พรหมวิหาร 4 
 
ง.  โอวาทปาฏิโมกข์


จาตุรงคสันนิบาต

การประชุมพระสาวกครั้งนี้มีลักษณะเด่นเป็นพิเศษ     4    ประการ    คือ                1.  เป็นวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง    เดือน    3                2.  พระสงฆ์ที่มาประชุมมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย                3.  พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์                4.  พระสงฆ์ทั้งหมดพระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้                ด้วยเหตุนี้การประชุมครั้งนี้จึงเรียกว่า    จาตุรงคสันนิบาต  15.  ข้อใดไม่ใช่ ลักษณะของ จาตุรงคสันนิบาต      
ก.  วันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง
   
ข.  พระสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์   
ค.  พระสงฆ์นัดหมายกันมาประชุมพร้อมกัน
ง.  พระสงฆ์ทั้งหมดพระพุทธเจ้าเป็นผู้บวชให้


พุทธบริษัท    4

พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกได้เผยแผ่พระศาสนาไปยังเมืองและแคว้นต่าง  ๆ ทั้งแคว้นเล็กและแคว้นใหญ่     จนพระพุทธศาสนาเริ่มเป็นปึกแผ่นมั่นคง  โดยมีบุคคลที่เป็นกำลังสำคัญ  4 กลุ่ม     ซึ่งเรียกว่า    พุทธบริษัท   4   ได้แก่   ภิกษุ    ภิกษุณี     อุบาสก   และอุบาสิกา                พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาเป็นเวลาทั้งหมด  45   ปี  รวมพระชนมายุได้  80  พรรษา   ในวันขึ้น   15  ค่ำ   เดือน   6   จึงเสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา  แคว้นมัลละ ก่อนปรินิพพานได้เทศนาแก่   สุภัททปริพาชก   จนได้สำเร็จอรหันต์และบวชเป็นพระสาวกองค์สุดท้าย

                เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว  พระสงฆ์ได้สืบทอดพระพุทธศาสนา   พระพุทธศาสนาได้รับการเผยแผ่ไปยังประเทศต่าง      รวมทั้งประเทศไทยด้วย

 

 

16.  ใครเป็นพระสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าบวชให้      
ก.  มหานามะ     
      
ข.  พระสารีบุตร
       
ค.  พระเจ้าพิมพิสาร
       
ง.  สุภัททปริพาชก
       


สรุปผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง

เรื่องที่ 1  เรื่อง  พุทธประวัติ

เมื่อนักเรียนเรียนรู้เรื่องนี้จบลง 
นักเรียนจะสามารถ
1.       รู้ เข้าใจ และเห็นความสำคัญของพระพุทธศาสนา
2.       รู้ เข้าใจ และเห็นคุณค่าของพุทธประวัติในเรื่อง การตรัสรู้ และการประกาศพระธรรม


ที่มา :

 

ญาณสังวร,สมเด็จพระ(เจริญ สุวฑฺฒโน) หลักพระพุทธศาสนา.กรุงเทพมหานคร:ประกายพรึก,2526

 

ดนัย  ไชยโยธา. ศัพทานุกรมพุทธศาสน์. กรุงเทพมหานคร:บริษัทอักษรเจริญทัศน์ อจท.จำกัด,2548

 

ธรรมปิฎก, พระ(ประยุทธิ์ ปยุตฺโต). พระพุทธศาสนาในเอเชีย.กรุงเทพมหานคร:ธรรมสภา,2549.

 

ธรรมสิริชัย, พระ (ชิต ชิตวิปุโล). พุทธ นิบาตชาดก 7 เล่ม.นครปฐม: วัดพระปฐมเจดีย์,2548.

 

เสฐียรพงษ์ วรรณปก.คาถาชินบัญชร พร้อมประวัติพระพุฒาจารย์ (โต) .กรุงเทพมหานคร:ธรรมสภา,2547.

 

                 . คาถาพาหุงคาถาแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของพุทธองค์.พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพมหานคร:สำนักพิมพ์ศยาม,2549.

 อุทัย ธมฺมสาโร,พระมหา.พระพุทธศาสนาและโบราณคดีในทวีปเอเชีย.กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์      เฟื่องอักษร,2547.

 

สร้างโดย: 
นายวิเชียร ทองน้อย ครูโรงเรียนจำรูญเนติศาสตร์

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 307 คน กำลังออนไลน์