แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์

รูปภาพของ suphamart

ห้ามลบ ขอให้เจ้าของผลงานประกวด แก้ไขข้อมูลได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เวลา 23.30 น.
หากเลยกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ท่านเข้ามาแก้ไขข้อมูล ถือว่าโมฆะในการพิจารณาได้รับรางวัล
ซึ่งระบบของ Thaigoodview สามารถตรวจสอบได้ว่า ผลงานแต่ละชิ้น มีการแก้ไขเวลาใดบ้าง
ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล

วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ ต.ผาจุก จ.อุตรดิตถ์

"เมืองฝาง" หรือ "เมืองสวางคบุรี" เป็นเมืองที่มีชื่อปรากฎในศิลาจารึกของกรุงสุโขทัยเป็นครั้งแรก
เมื่อคราวที่พระมหาธรรมราชาลิไทย แห่งกรุงสุโขทัยได้ทรงสร้างพระมหาธาตุที่เมืองนครชุมเมือง มหาศักราช 1279
(พ.ศ. 1900) และตอนท้ายของศิลาจารึกหลักที่ 3 ซึ่งได้กล่าวถึงเมืองฝางด้วยดังข้อความตอนหนึ่งดังนี้

".....ขุนนางผู้ใดกระทำชอบด้วยธรรมดังอันขุนผู้นั้น....กินเมืองเหินนานแก่กม ผู้ใดกระทำบ่ชอบด้วยธรรม
ดังอันขุนผู้นั้น บ่มิยืนเยิงเหิงนานเลยคำนี้กล่าวคันสเล็กสน้อยและคำอันพิศดารไซร้ กล่าวไว้ในจารึกอันมีในเมือง
สุโขทัย....นักพระมหาธาตุพู้นและจารึกอันหนึ่งมีในเมือง...อันหนึ่งมีในเมืองฝางอันหนึ่งมีในเมืองสระหลวง..
หมทลประดิษฐานไว้ด้วยลักษณะนั้น...."

จากข้อความในศิลาจารึกหลีกที่ 3 นี้ จึงกล่าวได้ว่าเมืองฝางเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย
ในสมัยสุโขทัยและยังเป็นเมืองต่อมาจนถึงสมัยอยุธยา

วัดพระฝางสวาคบุรีมุนีนาถ หรือเมืองสวางคบุรีในอดีต หรือที่ชุมนุมของก๊กเจ้าพระฝาง(เรือน) ซึ่งเป็นก๊กหนึ่งเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 เมืองนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ตามตำนานกล่าวกันว่า สร้างขึ้นราว พ.ศ. 300 เมืองพระฝาง ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 20 กิโลเมตร การเดินทางใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1045 จนถึงทางหลวงสายหลักหมายเลข 11 เลี้ยงขวาไปทางจังหวัดพิษณุโลก ประมาณ 3 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายจากทางแยกเข้าไปตามถนนลาดยางอีกประมาณ 17 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดหมาย คือ วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ ซึ่งวัดแห่งนี้มีความสำคัญในด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง ในสมัยสุโขทัย ล้านนาและอยุธยา เมืองนี้มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน แม่น้ำน่านมีต้นกำเนิดที่เมืองน่านเก่าไหลผ่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลกไปสิ้นสุดที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยบรรจบที่ปากน้ำโพธิ์ กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น เมืองพระฝางจึงเป็นแหล่งสะสมทางอารยธรรม วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและมีความสำคัญที่ประชาชนและเยาวชนของจังหวัดอุตรดิตถ์ ควรทราบและภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม โบราณสถานและโปราญวัตถุที่สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์

จุดมุ่งหมายที่สำคัญในการสร้างสื่อการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ เรื่อง
วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ คือ

1. เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์สำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์
คือวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ ให้เป็นที่รู้จักแก่บุคคลทั่วไป
2. เพื่อให้วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถเป็นแหล่งการเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์
ของจังหวัดอุตรดิตถ์
3. เพื่อให้นักเรียน ยาวชนและผู้สนใจมีแหล่งค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น
4. เพื่อให้นักเรียนและเยาวชนเกิดความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตน
5. เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดอุตรดิตถ์

ขณะนี้ทุกๆ หน่วยงานมุ่งหน้าตรงไปที่วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ เพราะนอกจาก
เป็นแหล่งประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัยแล้ว ยังมีโบราณสถานที่สมบูรณ์ที่สุด และโบราณวัตถุ
สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายที่สมบูรณ์อยู่ที่เมืองสวางคบุรีแห่งนี้ด้วย

ก๊กเจ้าพระฝาง | การล่มสลาย

 

ประวัติเมืองพระฝางสวางคบุรีมันีนาถ

พระวิหารหลวงและพระมหาธาตุในวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ

วัดพระฝางสวาคบุรีมุนีนาถหรือเมืองสวางคบุรีในอดีต หรือที่ชุมนุมของก๊กเจ้าพระฝาง (เรือน)
ซึ่งเป็นก๊กหนึ่งเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 เมืองนี้ ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้น
ราว พ.ศ. 300 สมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราช ได้เริ่มจัดส่งสมฑูตเดินทางเข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ในเมืองไทย และได้สร้างสิ่งที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาไว้หลายแห่ง ซึ่งได้มีการสร้างสถูปเจดีย์ พระบรมธาตุ
ไว้ที่นี่ด้วย และชักชวนให้ประชาชนมนัสการพระบรมธาตุทวีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา
ของประชาชนนี้เอง ต่อมาจึงกลายเป็นแหล่งที่ประชาชนมาตั้งภูมิลำเนาประกอบอาชีพ และอยู่กันอย่าง
หนาแน่นถึงกับจัดตั้งเป็นเมืองขึ้น ชื่อว่า “สว่างบุรี” แปลว่า “เมืองสว่าง” หมายความว่า เป็นเมืองที่ได้รับ
ความสว่างจากพระพุทธศาสนา ต่อมาได้กลายเป็น “เมืองสวางคบุรี” โดยวรรณยุกต์เอกหายไป แต่มี
ตัวพยัญชนะ “ค” ขึ้นมาแทน ครั้งเมื่อมาถึงสมัยอาณาจักรโคตรบูร ได้จัดตั้งให้เป็นเมืองหน้าด่านสำหรับ
ขวางข้าศึกจึงให้นามเปลี่ยนใหม่ “เมืองขวาง”แต่คนในสมัยโบราณเขาพูดตัว "ข"ไม่ชัดมักจะออกเสียง
เป็นตัว "ฝ" เช่น แขวนเป็น "แฝน""ควาย" เป็น “ฟาย" เพราะฉะนั้นคำว่า “ขวาง” จึงกลายเป็น"ฝาง"
เรียกเมืองขวางเป็นเมืองฝางไป แต่เขมรโบราณ (ซึ่งนิยมเรียกกันว่าขอม) เรียกเมืองนี้ว่า "เมืองฉวาง"
ซึ่งแปลว่า เมืองขวางเช่นเดียวกันส่วนพระมหาสถูปเจดีย์ที่สร้างขึ้นอยู่ ณ เมืองฝางแห่งนี้ชาวบ้าน
กล่าวกันว่าได้บรรจุพระฑัณตธาตุ (ฟัน)ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ใน
บริเวณเมืองเก่าวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถโดยทั่วไปชาวเมืองเรียกกันว่า“พระธาตุเมืองฝาง”

พระธาตุมหาเจดีย์ (พระธาตุเมืองฝาง) และวิหารมหาอุดภายในบริเวณวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ

เรื่องพระธาตุเมืองฝางแห่งนี้ ท่านอาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์
ได้เขียนหลักฐานตำนาน ลงในหนังสือวัฒนธรรม ปี พ.ศ. 2545

ประวัติเจ้าพระฝางหัวหน้าก๊กเจ้าพระฝาง

เจ้าพระฝางเดิมชื่อ “เรือน” เป็นภิกษุชาวเมืองเหนือ ได้ลงมาศึกษาเล่าเรียน
อยู่ในกรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้เป็นพระพากุลเถร ตำแหน่งพระราชาคณะฝ่ายวิปัสสนาธุระ
อยู่ ณ วัดศรีอโยธยาต่อมาพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงตั้งให้เป็นตำแหน่งสังฆราชขึ้นไป
เป็นเจ้าคณะสงฆ์สวางคบุรี อยู่ ณ พระฝางสวางคบุรี ครั้นกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งที่ 2
เมื่อปี พ.ศ.2310 หัวเมืองทั้งหลายไม่มีพระราชาบดีผู้ที่มีอำนาจในเขตต่างๆ ดังนั้นผู้นำใน
เมืองต่างๆ จึงตั้งตัวเองเป็นก๊กต่างๆ เพื่อเป็นการป้องกันเมืองของตนเองให้พ้นจากอำนาจ
ของพม่าในสมัยนั้นได้มีการ ตั้งก๊กต่างๆ มีถึง 6 ก๊ก

อาณาเขตของก๊กเจ้าพระฝาง คือ น่าน, แพร่, หลวงพระบาง, เวียงจันทน์,
พิษณุโลก,พิจิตร, นครสวรรค์, ชัยนาท และอุทัยธานี
เจ้าพระฝางได้คิดที่จะขยายอาณาเขต
ในความปกครองให้กว้างออกไปอีกแต่ได้พักกำลังกองทัพ และดูท่าทีของก๊กอื่นๆ เสียก่อน ในขณะ
นั้นก๊กทั้งหมดมี 6 ก๊ก แต่เหลืออยู่เพียง 4 ก๊ก คือ

1. ก๊กพระเจ้าตากสิน
ตั้งมั่นอยู่ที่กรุงธนบุรี
2. ก๊กเจ้าพระฝาง ตั้งมั่นอยู่ที่วัดพระฝางสวางคบุรี (ปัจจุบันคือวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ
ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์)
- ทั้งสองก๊กนี้มีกำลังเท่าๆ กัน แต่ก๊กพระเจ้าตากสินได้เปรียบกว่าเพราะผู้นำเป็นนักรบโดยแท้
- ส่วนก๊กเจ้าพระฝางหัวหน้าเป็นนักบวช โดยก๊กพระเจ้าตากสินตีเอากรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้
- ส่วนก๊กเจ้าพระฝางก็สามารถตีก๊กพระยาพิษณุโลกเอาไว้ได้
3. ก๊กเจ้าพิมาย หัวหน้าก๊กคือ กรมหมื่นเทพพิพิธ ซึ่งเป็นโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าอยู่หัว
บรมโกศตั้งมั่นอยู่ที่พิมาย (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา)
4. ก๊กเจ้านคร หัวหน้าคือ พระปลัด ผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช
มีอาณาเขตอยู่ในอำนาจตั้งแต่หัวเมืองมลายูถึงเมืองชุมพร

การขับไล่พม่าออกจากเมืองไทย

การขับไล่พม่าออกจากเมืองไทยและตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวงแล้ว พระเจ้าตากสิน
คิดที่จะรวบรวมประเทศไทยให้เป็นปึกแผ่น เพราะในเวลานั้นคนไทยยังแบ่งกันเป็นก๊ก และ
ทรงปราบได้สำเร็จประสบชัยชนะ
- ปี พ.ศ. 2311 ได้เสด็จไปปราบก๊กเจ้าพิมาย ประหาร ชีวิตเสีย
- ปี พ.ศ. 2312 ทรงยกทัพเรือไปตีก๊กเจ้า เจ้านครยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี
จึงได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองนครศรีธรรมราชต่อไป
- ปี พ.ศ. 2313 พระเจ้าตากสินทรงคิดจะโจมตี ก๊กเจ้าพระฝาง ซึ่งเป็นก๊กสุดท้าย
และมีกำลังความสามารถทัดเทียมกัน โดยก๊กเจ้าพระฝางมีอำนาจทางเหนือทั้งหมดและคิด
จะตีเอากรุงธนบุรีเสียด้วยถ้าตีกรุงธนบุรีได้ก็เท่ากับเจ้าพระฝางจะได้ปกครองเมืองไทยทั้งหมด
เหมือนกัน
ในระยะเวลานั้นมีชาวฮอลันดาเข้ามาค้าขายกับกรุงธนบุรี ได้นำปืนใหญ่มาถวาย
เพื่อแลกเปลี่ยนสินค้าไทยและทางอินเดียก็ได้นำปืนคาบศิลา จำนวน 2,000 กระบอก ถวาย
เพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าทำให้กองทัพของพระเจ้าตากเข้มแข็งขึ้น และทรงทราบว่ากองทัพ
ลาดตระเวนของเจ้าพระฝางยกมาถึงอุทัยธานีแล้ว และตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ชัยนาท จึงทรงให้จัด
ทัพเรือไปสกัดเจ้าพระฝางไว้
วันเสาร์ เดือนแปด แรมสิบสี่ค่ำ พ.ศ. 2313 พระเจ้าตากสินได้ทรงยกกองทัพอ
อกจากกรุงธนบุรีมุ่งไปตีก๊กเจ้าพระฝาง ทรงแบ่งกองทัพออกเป็น 2 ฝ่าย คือทัพบกและทัพเรือ
ทัพบกแบ่งออกเป็น 2 กองทัพคือให้พระยายมราช (บุญมา) คุมกำลังทหารประมาณ 5,000
นาย ยกเลียบไปทางแม่น้ำแควใหญ่ และอีกทัพหนึ่งให้พระยาพิชัยราชาควบคุม มีกำลังทหาร
ประมาณ 5,000 นายยกติดตามมา ส่วนพระเจ้าตากสินเสด็จมาโดยทางเรือ มีพระยาสีหราชเดโช
(จ้อย หรือ ทองดีฟันขาว) ตำแหน่งทหารเอกราชองครักษ์ตามเสด็จด้วย
เจ้าพระฝาง เมื่อทราบว่าพระเจ้าตากสินยกทัพมาทั้งทางบกและทัพเรือ เป็นจำนวนมาก
จึงตกใจและในเวลานั้นหลวงโกษา (ยัง) เจ้าเมืองพิจิตรแต่เดิม เป็นคนสนิทของเจ้าพระยาพิษณุโลก
ได้มาเป็นทหารของเจ้าพระฝางเจ้าพรฝางจึงสั่งให้หลวงโกษายกทัพไปตั่งรับไว้ที่พิษณุโลก เมื่อทัพ
กรุงธนบุรียกมาถึงพิษณุโลก พระเจ้าตากสินจึงสั่งให้พระยาสีหราชเดโชเข้าโจมตีทันที ด้วยอาวุธปืน
ที่มีอนุภาพในที่สุด ทัพฝ่ายกรุงธนบุรีเข้ายึดเมืองพิษณุโลกได้ส่วนหนึ่งหลวงโกษาได้พาทหารหลบหนี
ไปตั้งรับในที่ใหม่ คือบ้านกระโทกใกล้ๆ เมืองนั่นเองแต่ทหารของฝ่ายเจ้าพระฝางเสียขวัญกำลังใจ
จึงพากันหลบหนีแตกฉานซ่านเซ็นไป หลวงโกษาเห็นท่าไม่ดีจึงทิ้งที่มั่นบ้านกระโทกหนีกลับเข้าเมือง
สวางคบุรี พระเจ้าตากสินจึงยึดเมืองพิษณุโลกได้ทั้งหมด แต่ไม่ปราถนาที่จะรบเจ้าพระฝางเพราะ
เป็นคนไทยด้วยกัน และบรรดาบุคคลสำคัญในก๊กเจ้าพระฝางส่วนมากอยู่ในสมณเพศมาก่อน
จึงได้พยายามเกลี้ยกล่อมให้ยอมอ่อนน้อมและฝ่ายเจ้าพระฝางไม่ยอม พระเจ้าตากสินจึงส่ง
กองทัพพระยายมราชและพระยาพิชัยราชาเข้าล้อมเมืองสวางคบุรี

ในเวลานั้นในเมืองสวางคบุรีมีกำแพงเป็นขอนไม้ขนาดใหญ่ปักเป็นพะเนียดแล้วถมดินเป็นเชิงเทิน
ยากแก่การโจมตี เจ้าพระฝางจึงได้ส่งกองทัพออกมารบนอกค่ายหลายครั้ง แต่ก็ปราชัยทุกครั้งผู้คนในเมือง
จึงหมดกำลังใจ ถึงแม้เจ้าพระฝางจะพยายามปลอบใจให้เข้มแข็งก็ไร้ผล เพราะชาวเมืองท้อถอยและเกรงกลัว
ทัพฝ่ายกรุงธนบุรียิ่งขึ้น เจ้าพระฝางเห็นว่า ฝ่ายตนเสียเปรียบอยู่ตลอดเวลา จึงไม่ให้ทหารออกรบ คงให้ตั้งมั่น
อยู่แต่ภายในเมือง บังเอิญในเวลานั้นช้างเจ้าพระฝางเกิดตกลูกพันธุ์ช้างพังเผือก ซึ่งเจ้าพระฝางเป็นผู้รอบรู้
ในเรื่องทางไสยศาสตร์จึงตกใจและคิดว่าช้างเผือกเกิดขึ้นในยามที่มีศึกติดบ้านติดเมืองเช่นนี้หาใช่บุญวาสนา
ของตนไม่ หากเป็นบุญบารมีของฝ่ายผู้มาทำศึก ทำให้เจ้าพระฝางเกิดความท้อแท้จึงได้ให้ชาวเมืองสวางคบุรี
ออกสู้รบอีกสามครั้ง แล้วตัวท่านเองตัดสินใจนำสมัครพรรคพวกตีฝ่าวงล้อมหนีออกจากเมืองสวางคบุรีในเวลา
กลางคืน และได้นำช้างเผือกไปด้วยพระยายมราช และพระยาพิชัยราชาจึงได้เข้ายึดเมืองสวางคบุรีไว้ใน
อำนาจ แต่ตามหาตัวเจ้าพระฝางไม่พบ จึงนำความเข้ากราบทูลพระเจ้าตากสินทราบ ..พระเจ้าตากสินจึงได้สั่ง
ให้พระยาสีหราชเดโชออกติดตามแต่ก็ไม่พบมีแต่ยึดได้เพียงแม่ช้างเผือกของเจ้าพระฝางกลับคืนถวาย
พระเจ้าตากสินเท่านั้น
ผู้สูงอายุเล่าให้ฟังว่า เจ้าพระฝางพยายามหลบหนีขึ้นเหนือแต่ไปเสียชีวิตที่ภูเขาลูกหนึ่ง
ซึ่งอยู่ขั้นกลางระหว่างอุตรดิตถ์กับเมืองแพร่ ภูเขาลูกนั้นได้ชื่อภายหลังว่า“ขุนฝาง” ปัจจุบันอยู่
ในเขตตำบลขุนฝางอำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์



โบราณสถาน
| ฟื้นอดีตเมืองฝาง

เมืองพระฝาง เมืองพิชัย รวมทั้งตัวเมืองอุตรดิตถ์มีความสำคัญ
ในด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง ในสมัยสุโขทัย ล้านนา และอยุธยา
เมืองนี้มีแม่น้ำน่านไหลผ่าน แม่น้ำน่านมีต้นกำเนิดที่เมืองน่านเก่าไหล
ผ่านอุตรดิตถ์ พิษณโลกไปสิ้นสุดที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยบรรจบที่
ปากน้ำโพธิกลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ดังนั้น อุตรดิตถ์จึงกลายเป็น
ศูนย์รวมของสินค้าและผู้คนจากเมืองแพร่ น่าน หลวงพระบางตลอด
จนถึงแคว้นสิบสองปันนาที่กระจายไปทางใต้ ทำให้เป็นที่รวมกิจกรรม
ของคนทางใต้ที่จะขึ้นไปสู่ทางเหนือเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นเป็นเวลา
นานนับร้อยๆ ปี จึงเป็นธรรมดาอยู่เองที่บริเวณเมืองอุตรดิตถ์จึงเป็น
แหล่งสะสมกลมกลืนทางอารยธรรม (ในความหมายนี้รวมถึง
วัฒนธรรมด้วย)
ระหว่างทางภาคเหนือ และภาคกลางหรือรบอิทธิพลจาก
ทางเหนือโดยตรง เช่น สถาปัตยกรรมที่อาศัยอยู่ที่มีแนวสัมพันธ์
จากน่านลงสู่อุตรดิตถ์โดยตรง อีกทั้ง “ภาษาพูด” ที่ใช้กันใน
ความรูสึกของคนภาคกลางแล้วเป็นสำเนียงผสมผสานระหว่าง
ภาษาเหนือกับภาษาภาคกลาง (มีบางคนกล่าวว่า
" ภาษาอุตรดิตถ์นั้น จะว่าเหนือก็ไม่ใช่จะว่าใต้ก็ไม่เชิง"....)

วิถีชีวิตอันเป็นแหล่งรวม
อารยธรรมที่ผสมกลมกลืนนับร้อย ปี

ศิลปะสถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย

กำแพงแก้วล้อมรอบวิหาร
และเจดีย์โดยตลอด

ต้นมะม่วงไข่กาด้านหลังของโบสถ์
ถือเป็นต้นไม้ประวัติศาสตร์

ศาลาพระพุทธบาท
ข้างพระเจดีย์ด้านใต้

หลวงพ่อเชียงแสน

ในด้านภูมิศาสตร์การเมือง ได้มีเจ้านายทางล้านช้าง
บางองค์เมื่อถูกขับไล่ก็จะหนีมาขออาศัยอยู่กับเจ้าเมืองน่าน
ในเวลาเดียวกัน ถ้าเจ้าเมืองน่าน มีศึกจวนตัวก็จะหลบภัยไป
ขออาศัยกับเจ้าเมืองล้านช้างเพราะฉะนั้นในสมัยสุโขทัยจึงเอา
เมืองฝางเป็นเมืองหน้าด่านกันชนเขตแดนด้านนี้ เช่นพญาลิไท
ได้ประดิษฐานพระบาทสี่รอยไว้ ณ เมืองฝาง ก็เพื่อประโยชน์
ในทางการเมือง ในเวลาต่อมา ก็ทำสัตย์สาบานเป็นสัมพันธมิตร
ทางการทหารต่อกันเพื่อยันอำนาจทางอยุธยาที่ทวีการคุกคาม
ต่อสุโขทัยมากขึ้น อาจจะเป็นระยะนี้เองที่อารยธรรมสุโขทัย
ได้เข้าสู่เมืองน่านอย่างมากมาย ซึ่งปรากฎว่า มีศิลปะ
สถาปัตยกรรมแบบสุโขทัย มีให้เห็นอยู่จังหวัดน่านขณะนี้ คือ
วิหารวัดพระนอน วัดแช่แห้ง เจดีย์วัดช้างค้ำและพระพุทธรูป
แบบสุโขทัยอยู่ที่วัดช้างค้ำ 3 องค์ วัดพญาภู 2 องค์ เพราะ
ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า เมืองฝางเป็นชุมชนที่ต้องการสร้างให้เป็น
เมืองดังจารึกไว้ในหลักศิลาจารึกของกรุงสุโขทัย และเอาจาก
วัดพระฝางอันเป็นวัด “มหาธาตุ” ของเมืองนั่นเอง
ต่อมาเมื่ออาณาจักรอยุธยามีอำนาจทางการ
เมืองมาถึงทางเหนือ ก็เอาเมืองพิชัยเป็นเมืองหน้าด่าน
และมีวัดมหาธาตุเป็นหลักของเมืองเช่นเดียกัน แต่เมืองฝาง
ยังดำรงความสำคัญทางยุทธศาสตร์เป็นชุมชนใหญ่ มาจนถึง
สมัยอยุธยาตอนปลาย ดังในกรณีที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
บรมโกศ ได้เสด็จมาบูชาพระมหาธาตุเมืองฝางในปี 2283
ต่อมาเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า ครั้งที่ 2 ชุมชนเจ้า
พระฝางก็เป็นก๊กใหญ่ที่มีอิทธิพลไปถึงเมืองพิษณุโลก
อุทัยธานี และชัยนาท
ในปัจจุบันนี้สิ่งต่างๆในวัดพระฝางยังมีหลักฐาน
ปรากฎอยู่เป็นสภาพเมืองเก่าที่อยู่ในบริเวณวัด ซึ่งมีวิหารหลวง
กับองค์เจดีย์ประธานตั้งอยู่ในแนวแกนทิศตะวันออก ทิศตะวันตก
มีกำแพงด้านหน้า กำแพงแก้วล้อมรอบวิหารและเจดีย์โดยตลอด
ด้านหลังพระเจดีย์เป็นกุฏิพระสังกัจจายณ์ซึ่งปฏิสังขรณ์ใหม่แต่ยัง
รักษาเค้าโครงเดิมอยู่ภายนอกกำแพงแก้วออกมาข้างพระเจดีย์
ด้านทิศใต้มีศาลาพระพุทธบาทอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก
เป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่แบบช่างพื้นบ้านทั่วไป ส่วนโบสถ์
ที่นับว่าสำคัญมากอยู่เยื้องทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจาก
วิหารหลวงประมาณ 50 เมตร ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ประทับของ
พระพุทธรูปพระฝางทรงเครื่องเป็นศิลปแบบกรุงศรีอยุธยา
ตอนปลาย ด้านหลังของโบสถ์มีต้นมะม่วงไข่กายืนต้นขนาดใหญ่
(ตายยืนต้นซึ่งกิ่งด้านบนหักคงเหลือแต่ส่วนที่เป็นลำต้น)
ซึ่งเป็นต้นไม้ประวัติศาสตร์

ศิลาจารึกวัดพระฝาง

พระยาณมาศ

พระยาณมาศส่วนบน

พระประธานในวิหาร

ศิลปสมัยสุโขทัย

พระทองคำในวิหารเล็ก

โบราณวัตถุในวิหาร

สมุดจารึกเมืองฝาง

พระวิหารหลวงในวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ

พระวิหารหลวง

พระประธานในพระวิหารหลวง

มุมมองพระวิหารหลวงด้านข้าง

เป็นอาคารขนาดใหญ่ลักษณะแผนผังเป็นห้องโถงรูปสี่เหลี่ยม
ผืนผ้าในช่องกลาง มีมุขหน้า–หลัง ใช้หลังคาผืนใหญ่คลุมช่องโถง
อาคารนี้หลังคามุขหน้าหลัง ลดต่ำลงมา แล้วลอดใต้เชิงชายคาใหญ่
ช่วงเสากลางทอดยาว ประมาณ 7 เมตร เป็นเสาแปดเหลี่ยมมีหัวบัว
กลุ่มรอบปลายเสาด้านในทำด้วยศิลาแลง ตัดเป็นเชียงสำเร็จรูปซ้อนกัน
ส่วนเสารอบนอกก่อด้วยอิฐแผ่นแปดเหลี่ยมตัดครึ่ง ประกอบกันเข้า
2 อันหน้าบันปะกบลูกฟักทั้งสองข้างเรียบไม่มีลวดลายประดับ เข้าใจ
ว่าสร้างขึ้นภายหลังผนังสองข้างโปร่งไม่มีกำแพง (คาดว่าคงพังทะลาย
ไปนานแล้ว) เสารอบนอกมีอยู่ แต่ไม่ครบบริบูรณ์ ความโล่งของอาคาร
ทำให้เข้าใจว่าเป็นวิหารโถงแบบสุโขทัย ด้านหน้าตรงทางเข้า มีผนัง
สูงจรดหลังคา และมุขช่วงหน้าที่ตั้งพระประธานเป็นผนังทึบรอบมุข
เชื่อกันว่ามีพระทองคำสมัยเชียงแสนอยู่ใต้พระประธานเป็นจำนวนมาก
การเปิดประตูด้านหน้ามีขนาดใหญ่ประตูเดียว (บานคู่) แบบวิหาร
วัดบรมธาตุทุ่งยั้ง หรือวิหารหลวงวัดมหาธาตุพิษณุโลก อันเป็นการ
เปิดประตูทางเข้าที่มีความสัมพันธ์กับที่ตั้งพระประธานภายในมุขหลัง
ทั้งในระยะทอดกับอากาศภายในแบบมีผนังล้อมรอบ เป็นวิธีการมอง
รูปประติมากรรม ที่ใช้มาแต่สมัยโบราณ ที่ผนังพระวิหารด้านหน้า
มี ช่องประตูใหญ่อยู่ตรงกลางบานประตูเป็นไม้แกะสลักลายเทพนม
ที่มีความวิจิตรงดงามแลน่าทึ่งงดงามดุจเทพยดาเนรมิตขึ้นมาอย่าง
นั้น มีขนาดใหญ่สูงประมาณ 5.30 เมตร เป็นงานศิลปกรรมสมัยอยุธยา
บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจและยิ่งชวนใจที่จะไปชมให้ประจักษ์
แก่สายตา....

เสารอบนอกพระวิหารหลวง

บานประตูพระวิหารหลวง

ปัจจุบันบานประตูพระวิหารวัดพระฝางได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัดธรรมาธิปไตย
อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์

เชื่อกันว่าในคราวที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จมาบูชาพระมหาธาตุนั้นได้ทำการปฏิสังขรณ์
วัดพระฝางด้วย และได้มีการปฏิสังขรณ์อีกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
สังเกตได้จากกระเบื้องมุงหลังคาที่เปลี่ยนมาจากกระเบื้องลอนแบบอยุธยา มามุงกระเบื้องหางตัดแบบ
รัตนโกสินทร์ทั้งหมด
เนื่องจากช่วงเวลาหนึ่งวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถได้ถูกปล่อยทิ้งร้าง เกรงว่าอาจจะมีผู้จ้องขโมย
ศิลปวัตถุภายในวัดไป คณะสงฆ์ในจังหวัดขณะนั้นจึงได้นำ ประตูพระวิหาร ไปไว้ที่วัดธรรมาธิปไตย
ซึ่งปัจจุบันนี้ทางวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถได้สร้างจำลองบานประตูไม้แกะสลักขึ้นมาใหญ่ ติดอยู่บนผนัง
พระวิหารแทนของเดิมแม้ คุณค่าทางประวัติศาสตร์จะดูด้วยกว่าบานประตูเดิม แต่ความงดงามก็ไม่ย่อหย่อน
อ่อนด้อยน้อยไปกว่าของเดิมเท่าไหร่นักนอกจากนี้ ภายในพระวิหารยังมีพระพุทธรูปประธานองค์ใหญ่ปาง
มารวิชัย ประดิษฐานอยู่บนฐานเตี้ย

เจดีย์มหาธาตุเมืองฝาง
 

เป็นเจดีย์ฐานเป็นสี่เหลี่ยมย่อมุมซ้อนกัน 3 ชั้น มีองค์ระฆังกลมตั้งอยู่บนฐาน
บนยอดบรมธาตุนั้นบรรจุ พระฑัณตธาตุ(ฟันของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ซึ่งเป็นที่สักการะบูชา
ของชาวพุทธตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเป็นต้นมาพระบรมธาตุนี้สัณนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชในคราวส่งสมฑูตมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแถบเอเชียตะวัน
ออกเฉียงใต้ครั้งแรก

    พระอุโบสถ (วิหารเล็ก)

วิหารเล็กซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระฝางทรงเครื่อง

อุโบสถหลังเล็ก (อุโบสถมหาอุด) หลังคาเป็นระนาบชายคาสั้น พระฝางทรงเครื่อง

เป็นอาคารหลังเดียวที่เห็นว่าสมบูรณ์ที่สุด เป็นแบบสมัยอยุธยาตอนปลาย ลักษณะอุโบสถเป็น
รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดสี่ห้อง มีประตูเข้าด้านหน้าด้านเดียว มีมุขยื่นด้านหลังออกมาสามในสี่ของช่วงเสา
อุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันตก หลังคาเป็นลักษณะระนาบชายคาสั้น ทำให้เห็นระนาบของผนัง
เด่นชัดเจน เมื่อเข้าไปภายในพระอุโบสถจะรู้สึกแปลกใจ กล่าวคือ แทนที่จะแลเห็นพระพุทธรูปลอยเด่น
ในอากาศ แต่สถาปนิกผู้ออกแบบสมัยอยุธยากลับสร้างในสิ่งที่ตรงกันข้าม โดยได้ตั้งพระพุทธรูปไว้ใน
ช่องคูหามุข ที่มีปริมาตรอากาศเป็นกลุ่มก้อน เป็นส่วนที่มืดสลัวที่สุดทางเข้าที่มีแสงมากที่สุด เพิ่มความ
สลัวมาจนถึงช่วงห้องที่ ไม่มี หน้าต่างมาพบ พระประธานที่เปล่งสีทองอยู่ ในบรรยากาศ
ของความลึกลับศักดิ์สิทธิ์ ความตั้งใจที่จะชักจูงเห็นได้จากการออกแบบ ดาวเพดาน ด้วยความ
ตั้งใจเป็นพิเศษแบ่งออกเป็นช่วงห้อง 4 ห้อง ดังนี้

ลวดลายดาวเพดาน
พระอุโบสถทั้ง 4 ช่อง

บานประตูพระอุโบสถหลังเล็ก

ช่วงห้องที่1 ดาวดวงกลางเป็นดอกบัวขนาดเล็กมีดอกจอก
รายล้อมช่องไฟหลวมจนแลดูมีลาย ไล่เล่นกันระหว่างดอกจอก
ทั้งหมดลายรอบละเอียดพื้นสีรักแดงสด ลายปิดทองแพรว

ช่วงห้องที่ 2 ดาวดวงล่างขนาดใหญ่ขึ้นเกือบคับกรอบ
มีประมาณ 2 เท่าของดาวดวงแรกดอกจอกลดขนาด ลดช่อง
ไฟลง จนมีอาการนิ่ง ลายกรอบเล่นช่องไฟมากจนหลวม
ช่วงห้องที่ 3 ดาวเพดานขนาดใหญ่ขึ้นจนล้นกรอบใน
ออกมาสู่ กรอบนอก มีขนาด 2 เท่าของดาวกรอบที่ 2 ดอก
จอกถูกจัดให้อยู่ในกรอบตารางทั้งสองข้างข้างละ 3 ดอก
ลายมุกรอบนอกหลวม
ช่วงห้องที่ 4 เป็นช่วงห้องสุดท้าย จะเน้นความเข้มข้นของ
ดวงดาว ดวงกลางใหญ่กว่าห้องที่ 3 มีแบบแผนการวางลายคล้ายกัน
แต่เพิ่มความแน่นของลายประกอบมากยิ่งขึ้น บริเวณโดยรอบนอกของ
ตัวอุโบสถจะม ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลายหลงเหลืออยู่คือบริเวณขอบ
หน้าต่างจะมีศิลปแบบปูนปั้นเป็นลายกระจังซ้อนกันอย่างงดงาม ส่วน
ด้านล่างของหน้าต่างเป็นปูนปั้นรูปคนเมืองสวางคบุรีในอดีตที่มีการ
จำลองถึงหน้าที่ของคนเมืองสวางคบุรีในสมัยนั้น

บานประตูพระอุโบสถเป็นบานดอกเลา
มีลายกระจังครึ่งซีกทั้งสองข้างพวกหัวสัตว์หันหน้า
เข้าหากัน คู่สิงห์ที่อยู่ด้านใน ลายก้านขดหันหน้า
เข้าหาแกนกลาง และมีลายองค์ประกอบเทพนม

ด้านหน้าของอุโบสถ ด้านหน้าบัน เป็นศิลปะการแกะสลักไม้รูปพระราหูอมจันทร์
แสดงให้เห็นจุดประสงค์ของการสร้างอุโบสถหลังนี้ คือใช้ในการสักเลขยันต์ ในสมัยที่ก๊ก
เจ้าพระฝางเรืองอำนาจ (อุโบสถหลังนี้กรมศิลปากร ได้บูรณะใหม่ในปี พ.ศ. 2540) โดย
รอบอุโบสถนั้น มีการสร้างใบเสมาหินยู่รอบด้าน ซึ่งเป็นศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย การสร้าง
เสมาหินนั้นเป็นแผ่นหินที่ต้องอยู่บนแท่นอิฐเก่า สูงประมาณ 50 เซนติเมตร

ความงามทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างอันเดียวในประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมไทย
อย่างที่ไม่เคยปรากฎให้เห็นในงานศิลปสมัยอยุธยาใดๆ ในจังหวัดอุตรดิตถ์มาก่อน
เนื่องจากการแสดงออกทางศิลปกรรม มีลักษณะแบบแผนอย่างอยุธยาแต่ลีลาของ
ศิลปกรรมเป็นแบบล้านนาไทย
ภายในพระอุโบสถวัดพระฝาง จึงเป็นตัวแทนของการคลุกเคล้าด้านวัฒนธรรม
ที่ปรากฎในรูปของวัตถุบานประตูอุโบสถวัดพระฝางนั้นเป็นบานดอกเลา มีลายกระจังครึ่งซีก
ทั้งสองข้างพวกหัวสัตว์หันหน้าเข้าหากันคู่สิงห์ที่อยู่ด้านใต้ลายก้านขดก็หันหน้าเข้าหาแกนกลาง
และมีลายองค์ประกอบเทพพนมด้วย (ปัจจุบันบานประตู ได้ถูกโจรกรรมไปแล้ว 2 ครั้ง)
ซุ้มประตูหน้าปั้นเป็นที่ฝรั่งนั่งเกล้าฯ ซึ่งเข้าใจว่าสร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทย-ฝรั่งร๊อคโคโก

ความรู้เรื่องอุโบสถวัดพระฝางนี้ คนรุ่นหลังส่วนมากจะเข้าใจจาก
ข้อวินิจฉัยของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ที่แสดงไว้ เป็นหลักฐาน
ตั้งแต่ พ.ศ. 2444


มีข้อมูลสำคัญว่า อุโบสถฝาก่ออิฐหลังคา เครื่องประตูรูปก็เก่าแต่ดูเหมือนจะได้ซ่อมใหม่เห็นซุ้ม
หน้าต่างปั้นเป็นที่ฝรั่งนั่งเกล้าฯ มีอรหันต์แบกบานประตูสลักงานอีกแต่พิจารณาดูเห็นเป็นของเอามาจาก
ที่อื่นตัดใส่เข้าลายกลางเก่ากว่าลายขอบลายกลางนั้น เดิมเป็นบานใหญ่มีตัวทรงข้าวบิณฑ์กลางก้านขด
ออกสองข้างปลายสลักเป็นนกแทรก ช่องไฟไว้ขดที่มีอยู่ 4 ขด ขดปลายเป็นหางสิงห์ขดที่สองหน้าคชสีห์
ขดที่สามหน้าราชสีห์ ขดที่สี่ เป็นหน้าหงษ์ มีกนกออกม้วนตามคางเหมือนครูบานมุข

หน้าบันแกะสลักไม้รูปพระราหูอมจันทร์ ซุ้มประตูหน้าปั้นเป็นที่ฝรั่งนั่งเกล้าฯ

รูปปูนปั้นขอบหน้าต่างวิหารเล็ก

รูปปูนปั้นคนแบกซุ้มหน้าต่างวิหารเล็ก
อาจารย์อนุวิทย์ เจริญศุภกุล จึงให้ความเห็นสรุปว่า อุโบสถวัดพระฝางนี้ สร้างตามแบบ
ศิลปสถาปัตยกรรม สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือระหว่าง พ.ศ. 2199 ถึงปี พ.ศ. 2531

โครงการบรรพชาสามเณรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

พิธีแห่นาค
(สารเณรลูกแก้ว)

รับประกาศนียบัตรจาก
เจ้าอาวาสวัดพระฝางฯ

พิธีบรรพชาสามเณรโดยเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์

สามเณรเเดินออกจากพระวิหารหลวง

กิจกรรมบรรพชาสามเณรเฉลิมพระกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ฯ
และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ฯ ทรงมีพระชนมายุ
ครบ 60 พรรษา ,70 พรรษา , และเฉลิมฉลอง
เนื่องในวโรกาสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงครองราชครบ 60 ปี ณ วัดพระฝางสวางคบุรี
มุนีนาถ โดยนักเรียนโรงเรียนแสนตอวิทยา
จ.อุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาใน
พื้นที่บริการ ต.แสนตอ ต.ผาจุก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์
โดยมีกิจกรรมรักษาศีล ปฏิบัติธรรม จำนวน 15 วัน
นอกจากนี้ยังมีการเรียนและอบรมธรรมศึกษา
(พุทธศาสนาวันอาทิตย์)

พิธีใส่บาตรสามเณรใหม่
หลังเสร็จพิธีบวช

รับประกาศนียบัตรจาก
เจ้าอาวาสวัดพระฝางฯ

โ ค ร ง ก า ร มั ค ค ุเ ท ศ ก์ น้ อ ย

นักเรียนที่มีความรักในประวัติศาสตร์
และศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น ตั้งชมรม
มัคคุเทศก์น้อยศึกษาประวัติศาสตร์
โบราณสถาน โบราณวัตถุ ตลอดจนศิลป
วัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเมืองสวางคบุรี
อย่างละเอียด เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับ
ประวัติศาสตร์วัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ
แก่นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป ให้มีความรู้
ความเข้าใจในประวัติศาสตร์เมืองสวางคบุรี
อย่างถูกต้อง.....

โ ค ร ง ก า ร ฟื้ น อ ด ีต เ มื อ ง พ ร ะ ฝ า ง

โครงการฟื้นอดีตเมืองพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อให้เยาวชน
และประชาชนในพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของวัดพระฝางสวางคบุรี ซึ่งเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญมา
ตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยมีชื่อปรากฎในศิลาจารึกของกรุงสุโขทัยเป็นครั้งแรก เมื่อคราวที่พระมหา
ธรรมราชาลิไทย แห่งกรุงสุโขทัยได้ทรงสร้างพระมหาธาตุที่ เมืองนครชุมเมือง มหาศักราช 1279
(พ.ศ. 1900) ให้ทราบประวัติความเป็นมาของเมืองฝาง ตลอดจนเห็นคุณค่าและหวงแหนโบราณ
สถานและโบราณวัตถุวัตนธรรมประเพณีโบราณที่เก่าแก่และทรงคุณค่า เพื่อช่วยกันธำรงรักษา
สืบทอดต่อไปยังลูกหลานสืบไป....
โครงการฟื้นอดีตเมืองพระฝางนี้ เหล่าคณาจารย์โรงเรียนแสนตอวิทยา
(โรงเรียนเดิมของข้าพเจ้าผู้จัดทำสื่อแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ เรื่องวัดพระฝาง
สวางคบุรีมุนนาถ) และผู้ทรงคุณวุฒิผู้เฒ่าผู้แก่ ปราชญ์ชาวบ้าน ฯลฯ ได้ร่วมกันจัดขึ้น
โดยมีนิทรรศการที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเมืองสวางคบุรีในอดีตอย่างละเอียดลึกซึ้งและถูกต้อง
ตามประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องของวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีในสมัยนั้น ความเป็น
มาของพระมหาวิหารพระมหาธาตุเจดีย์ พระวิหารเล็ก(วิหารมหาอุด) พระพุทธบาทสี่รอย
โบราณวัตถุ ตลอดจนศิลปกรรมที่ใช้ในการตกแต่งพระวิหาร ร่องรอยทางประวัติศาสตร์
ที่เกี่ยวกับ"ก๊กเจ้าพระฝาง" โดยจำลองบรรยากาศให้ครู นักเรียนผู้ปกครองนักเรียน
และชาวบ้านให้แต่งกายย้อนยุคสมัยสุโขทัย อยุธยาหรือกรุงธนบุรี ตามแต่จะสามารถ
หามาสวมใส่ได้ สถานที่แต่ละแห่งภายในวัดพระฝาง จะมีผู้ทรงคุณวุฒิปราชญ์ชาวบ้าน
มัคคุเทศก์น้อย เป็นผู้ทำหน้าที่อธิบายให้ความรู้แก่นักเรียน โดยจัดนักเรียนเป็นกลุ่ม
เข้าเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ตามฐานแต่และฐานจนครบถ้วนทุกฐาน

              
บรรยากาศแห่งความประทับใจของกิจกรรม
ฟื้นอดีตเมืองฝางทุกคนให้ความสนใจใน
การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตนเอง
และร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุข เป็นกิจกรรม
ที่ปลูกฝังให้เยาวชนเกิดความรู้สึกรัก
เห็นคุณค่า หวงแหน และภาคภูมิใจใน
ประวัติศาสตร์ศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น
ของตน

นอกจากนี้ภายในวัดพระฝางยังมีการรวบรวมโบราณวัตถุอันทรงคุณค่า จัดทำเป็น
พิพิธภัณฑ์เพื่อให้ลูกหลาน เยาวชนและผู้ที่สนใจในศิลปวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยโบราณได้ศึกษา
เรียนรู้และชื่นชมความงดงามและคุณค่าที่บรรพบุรุษไทยได้ สร้างไว้ นำมาซึ่งความภูมิใจ
ของชาวอุตรดิตถ์

จังหวัดอุตรดิตถ์ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มายาวนาน
โดยมีการค้นพบหลักฐานการตั้งถิ่นฐานของชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ใน
สมัยอยุธยา และสมัยธนบุรี มีเมืองสำคัญที่เป็นคือเมืองพิชัยและเมืองสวางคบุรีเป็นเมือง
ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ โดยเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย นอกจาก
เมืองสวางคบุรี หรือวัดสวางคบุรีมุนีนาถแล้ว จังหวัดอุตรดิตถ์ยังได้ชื่อว่า"เมืองแห่ง
พระแท่นศิลาอาสน์ ตำนานอันลึกลับของเมืองลับแล ดินแดนแห่งลางสาดหวาน และ
บ้านเกิดของพระยาพิชัยดาบหัก ขุนศึกคู่บารมีของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช...

ยังมีเรื่องราวของจังหวัดอุตรดิตถ์ที่น่าสนใจควรแก่การจดจำและรำลึกถึงอีกมากมาย...
รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ภายในวัดพระฝางสวงคบุรีซึ่งเป็นโบราณวัตถุสมัยสุโขทัย อยุธยา ซึ่งล้วน
ทรงคุณค่าแต่เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ในการจัดทำเว็บไซต์ จึงไม่สามารถนำมาให้ชม
กันได้อย่างครบถ้วน หากท่านสนใจสามารถเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ทางประวัตรศาสตร์ของ
วัดพระฝางสวางคบุรีได้ที่ E-Classroom ของโรงเรียนลับแลพิทยาคม
http://www.lublae.ac.th/ ได้ค่ะ... แล้วพบกันใหม่นะคะ... สวัสดีค่ะ

ดิฉัน...ในนาม "ครูใจดี"ขอขอบคุณข้อมูลจากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์
และสำนักงานพระพุทธศาสนา จังหวัดอุตรดิตถ์ ที่เป็นแหล่งค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์
ของจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นอย่างสูงค่ะ !...

หมายเหตุ: เนื่องจากได้พยายามที่จะแก้ไขให้มีการแสดงตารางและภาพประกอบบทเรียนแล้ว
ตามที่ อ.พูนศักดิ์ แนะนำแล้วค่ะ แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงไม่เห็นในหน้า"แสดง" แต่ในหน้า"แก้ไข"
เห็นภาพประกอบครบถ้วนค่ะ.... หากคณะกรรมการและทีมงานว่า สื่อเรื่องแหล่งเรียนรู้วัดพระฝางสวางคบุรีนี้
เป็นประโยชน์แก่เยาวชนให้ได้รับรู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ก็กรุณาเผยแพร่ให้เป็นสื่อแก่เยาวชนต่อไปค่ะ....

Product by : Suphamart Mungjak : Lablaewittayakom School
คุณครูใจดี... โรงเรียนลับแลพิทยาคม อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ โทร. 08-9271-9805
E-Mail : m_suphamart@hotmail.com

สร้างโดย: 
ครูใจดี

เนื้อหาน่าสนใจมาครับ ทำให้ผมสนใจประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าตากมากขึ้น เสียดายไม่เห็นรูปภาพประกอบ
ขอเป็นกำลังใจให้คุณคุณสร้างสื่อดีๆ ต่อไปนะครับ...

ดช.ภูผา

เรื่องของอาจารย์น่าสนใจดีมากครับ ได้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ เสียดายไม่เห็นภาพ...โปราณสถาน โบรณวัตถุ ที่แสดงไว้
แต่ขอเป็นกำลังใจให้คุณครูใจดี ... ครับ

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 1 คน และ ผู้เยี่ยมชม 394 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • sss29552