อยุธยา

ห้ามลบ ขอให้เจ้าของผลงานประกวด แก้ไขข้อมูลได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2551 เวลา 23.30 น.
หากเลยกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ท่านเข้ามาแก้ไขข้อมูล ถือว่าโมฆะในการพิจารณาได้รับรางวัล
ซึ่งระบบของ Thaigoodview สามารถตรวจสอบได้ว่า ผลงานแต่ละชิ้น มีการแก้ไขเวลาใดบ้าง

ครูพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล


อยุธยา

 
 

อาณาจักรอยุธยา

           อยุธยาเป็นเมืองหลวงของสยามเป็นเวลา ๔๑๗ ปี สถาปนาขึ้นโดยพระรามาธิบดีที่ ๑ (พรเจ้าอู่ทอง) มีกษัตริย์ปกครองทั้งหมด ๓๔ พระองค์ จาก ๕ ราชวงศ์ (อู่ทอง สุพรรณบุรี สุโขทัย ปราสาททอง บ้านพลูหลวง) มีพระพุทธศาสนาแบบหินยานเป็นศาสนาประจำอาณาจักร แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความเชื่อด้านวิญญาณนิยมและพระพุทธศาสนาแบบมหายานเจือปนอยู่ด้วย กษัตริย์ของอยุธยาก็ยังใช้พิธีกรรมที่เป็นฮินดูและพราหมณ์เป็นการสร้างอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ เป็นการผสมผสานระหว่างหลัก “ธรรมราชา” และ “เทวราชา”
           การปกครองอาณาจักรใช้ระบบ “ศักดินา” ซึ่งมีการแบ่งชั้นของ เจ้า-ขุนนาง-พระสงฆ์-ราษฎร ออกเป็นหมวดหมู่และชั้นอย่างชัดเจน มีการเกณฑ์แรงงาน “ไพร่” และการเก็บอากร “ส่วย”เป็นผลผลิตและตัวเงิน พระเจ้าแผ่นดินทรงผูกขาดการค้ากับต่างประเทศ
อยุธยาเป็นอาณาจักรที่มีความได้เปรียบทางสภาพภูมิศาสตร์ คือตั้งอยู่ที่บริเวณแม่น้ำ ๓ สายมาบรรจบกัน (เจ้าพระยา ป่าสัก ลพบุรี ทำให้อยุธยามีสภาพเป็นเกาะมีแม่น้ำล้อมรอบ ถนนรอบเกาะยาวประมาณ ๑๒ กิโลเมตร) เป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูกข้าว และยังอยู่ใกล้ทะเลพอสมควรทำให้สามารถทำการค้าต่างประเทศได้โดยสะดวก อยุธยาจึงมีลักษณะผสมผสานของการเป็นอาณาจักรในแผ่นดิน (คุมการเกษตร) และอาณาจักรทางทะเล (คุมการค้า)
           อยุธยาถือกำเนิดขึ้นมาจากการรวมตัวของแว่นแคว้นสุพรรณบุรีและลพบุรี
           ทั้งสุพรรณบุรีและลพบุรีมีมรดกทางประวัติศาสตร์สืบเนื่องมาจากสมัยทวารวดี และอยู่ภายใต้อิทธิพลของขอมจากเมืองพระนครหลวงหรือกรุงศรียโสธรปุระ และเมื่ออำนาจของขอมอ่อนลงนับตั้งแต่หลังสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จากการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาและความเชื่อจากพราหมณ์-ฮินดู พระพุทธศาสนาแบบมหายาน กลายมาเป็นพระพุทธศาสนาแบบหินยาน (ลังกาวงศ์) รวมทั้งความปั่นป่วนทางการเมืองในเอเชียอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจีนจากราชวงศ์ซ้องมาสู่ราชวงศ์หยวน ทำให้มีการสถาปนาอาณาจักรในรูปแบบเริ่มแรกเป็นแว่นแคว้นขึ้นหลายอาณาจักร
           เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๓ พระเจ้าอู่ทองได้สถาปนาอยุธยาขึ้น โดยตั้งขึ้นในเมืองเก่า “อโยธยา” ที่มีมาก่อน และเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างกลางของสุพรรณบุรีและลพบุรี
           ในช่วงแรกของอาณาจักรอยุธยา มีความพยายามที่จะขยายอำนาจออกไปโดยพยายามยึดอาณาจักรของขอมที่กรุงศรียโสธรปุระซึ่งทำสงคราม ๓ ครั้งใหญ่ อันเป็นผลให้กัมพูชาอ่อนอำนาจลงและเสียกรุงต้องย้ายเมืองหลวงให้ไกลออกไปอยู่พนมเปญ  ในขณะเดียวกันอยุธยาก็พยายามแผ่อำนาจไปทางเหนือ เข้าครองครองอาณาจักรสุโขทัยได้สำเร็จ แต่ไม่สามารถยึดเมืองเชียงใหม่ได้ถาวร ส่วนทางใต้อยุธยาก็สถาปนาอำนาจของตนได้มั่นคงเหนือนครศรีธรรมราชและพยายามมีอำนาจเหนือรัฐมลายู
           การขยายอำนาจของอยุธยาทำให้เกิดการแข่งขันและขัดแย้งกับพม่าโดยเฉพาะการแย่งชิงกันมีอำนาจเหนือเชียงใหม่และอาณาจักรมอญ ต่อมา อยุธยาต้องพ่ายแพ้แก่พม่า แต่ก็เพียงช่วงเวลาอันสั้น และก็สามารถมีอำนาจเหนือบางส่วนของอาณาจักรมอญ เช่น เมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี อันใช้เป็นเมืองท่าเปิดออกสู่ด้านตะวันตกทางมหาสมุทรอินเดีย แต่ความพยายามของอยุธยาที่จะมีอำนาจเหนือเชียงใหม่และมอญนี้ ก็ทำให้มีการขัดแย้งกับพม่าเป็นประจำ อันทำให้อยุธยาถูกทำลายลงในปี พ.ศ. ๒๓๑๐
           ระบบการปกครองของอยุธยาเป็นระบบ “ราชาธิปไตย” (ยังมิได้เป็นระบบ “สมบูรณาญาสิทธิราช” กล่าวคือ กษัตริย์มีอำนาจสูงสุดก็จริงอยู่ แต่ก็ยังมิได้มีการแบ่งระบบให้เป็นเจ้าหรือขุนนางอย่างแท้จริงดังที่จะมาเห็นในสมัยของรัตนโกสินทร์ตอนกลาง เจ้า-ขุนนาง-พระสงฆ์-ราษฎรของอยุธยานั้นมีการจัดลำดับขึ้นในรูปของ “ศักดินา” ที่มีกฎหมายรองรับอย่างเด่นชัดในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ซึ่งกำหนดให้ทุกคนมี “ศักดินา” ประจำตัว ประหนึ่งว่าแต่ละคนมีที่ดินจำนวนหนึ่งตามฐานะสูงต่ำของตนจาก ๕-๑๐๐,๐๐๐ ไร่
           จากกฎหมายอยุธยาตั้งแต่แรก ถือกันว่าที่ดินนั้นเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน และจะทรงแบ่งให้ทุกคนในพระราชอาณาจักรมากน้อยตามฐานะของบุคคล แต่ก็เชื่อว่า “ศักดินา” ในสมัยอยุธยามิได้เป็นกฎหมายว่าด้วยการแบ่งสรรที่ดิน (แม้ว่าพระมหากษัตริย์จะยังคงยืนยันในสิทธิเป็นเจ้าของที่ดินอยู่สามารถจะพระราชทานหรือยึดคืนได้ก็ตาม) ศักดินาจึงเป็นกฎหมายที่กำหนดฐานะทางชนชั้นของบุคคลมากกว่า ศักดินาเป็นเครื่องชี้บ่งบอกฐานะอันสูงต่ำต่างกัน กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล กำหนดวิถีทางชีวิต การอยู่กินหรือแม้แต่การแต่งตัว การสร้างบ้านเรือน และศักดินาก็ยังใช้เป็นเครื่องมือในการปรับไหมหรือการลงโทษทางกฎหมาย
           การแบ่งชนชั้นของความเป็นเจ้าและขุนนาง มิได้มีการแบ่งตายตัว ทั้งนี้เพราะในการสืบราชสมบัติ บางครั้งขุนนางก็สามารถขึ้นมายึดอำนาจตั้งราชวงศ์ใหม่ได้ ดังจะเห็นในกรณีของขุนวรวงศาธิราช หรือในกรณีของ ๒ ราชวงศ์สุดท้ายของอยุธยา คือ ราชวงศ์ปราสาททองและราชวงศ์บ้านพลูหลวง
           สำหรับราษฎรทั่วไปนั้น ถูกแบ่งออกเป็น “ไพร่” โดยที่ต้องมีสังกัดขึ้นกับ “มูลนาย” อย่างแน่นอน มีการแบ่งเป็น “ไพร่หลวง”ขึ้นโดยตรงต่อพระเจ้าแผ่นดิน และ “ไพร่สม”ขึ้นกับเจ้าหรือขุนนาง ไพร่ทั้ง ๒ แบบมีหน้าที่ที่จะต้องถูกเกณฑ์แรงงานทำงานให้กับนายของตน และถูกเกณฑ์เป็นทหารเมื่อเวลามีสงคราม นอกจากนี้ ก็ยังมี “ไพร่ส่วย” ซึ่งเสียภาษีเป็นผลิตผลแทนการเกณฑ์แรงงาน ไพร่แบบนี้จะเป็นราษฎรที่อยู่ห่างไกลออกไปและอยู่ในพื้นที่ที่มีผลิตผลจากป่าหรือจากแผ่นดิน
           ในกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ไพร่จะถูกเกณฑ์แรงงาน ๖ เดือนต่อ ๑ ปี (เดือนเว้นเดือน) แต่ก็มีการเสียเงินเกิดขึ้น คือเสียเงินเดือนละประมาณ ๒ บาท เท่ากับ ๑๒ บาทต่อ ๑ ปีก นอกจากนี้อยุธยายังมีระบบทาสอีกด้วย ระบบทาสส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ถูกจับมาจากสงคราม หรือไม่ก็จากการที่เกิดหนี้สินต้องขายตัวเป็นทาส
           เนื่องจากสถานที่ตั้งของอยุธยาอำนวยประโยชน์ให้มีการค้ากับต่างประเทศได้ ดังนั้น การค้าโดยเรือสำเภาจึงเป็นการค้าที่สำคัญของอยุธยาพระเจ้าแผ่นดินทรงผูกขาดการค้าต่างประเทศนี้ และทรงใช้ลูกเรือที่เป็นคนจีนในการดำเนินการค้า นับตั้งแต่สถาปนาอาณาจักร อยุธยามีการค้าที่เป็นรายได้สำคัญกับราชสำนักจีนไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์หมิงหรือชิง การค้าดังกล่าวอยู่ในรูปของความสัมพันธ์ทางบรรณาการ โดยที่ราชสำนักอยุธยาส่งบรรณาการไปถวายพระเจ้าจักรพรรดิจีน และได้สิทธิพิเศษในการซื้อหรือขายของจีน อยุธยาส่งผลิตผลที่เป็นของป่า เช่นฝางหรือไม้หอมไป โดยได้สิ่งของผลิตในเมืองจีน เช่น เครื่องเคลือบ ผ้าแพร-ไหม (ทำให้อยุธยาเป็นส่วนหนึ่งของ “เส้นทางแพรไหมทางทะเล” หรือ Silk Sea-Route) และโลหะเป็นการตอบแทน ในตอนปลายของอยุธยาปรากฏว่า สินค้าข้าว เป็นสินค้าสำคัญของอยุธยาไปเมืองจีน
           นอกเหนือจากจีน อยุธยาก็ยังมีการค้ากับประเทศอื่นๆอีก โดยติดต่อการค้ากับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น มลายู อินโดนีเซีย ตลอดจนกับอินเดีย ซึ่งจะดำเนินมาตลอดจนกระทั่งถูกชาติตะวันตกเริ่มบุกรุกเข้ามา กับประเทศญี่ปุ่นก็มีการค้าและเป็นผลทำให้ชาวญี่ปุ่นเข้ามาตั้งหลักแหล่งมีบทบาทสำคัญในอยุธยา ในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๒ ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๓ ชาติตะวันตกจะเข้ามามีอิทธิพลทางการค้า พยายามที่จะยึด “ระบบการค้าของเอเชีย” เข้าแทนที่อินเดีย-อาหรับ-จีน ในบรรดาชาติตะวันตกที่เข้ามามีทั้ง โปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส แต่ฮอลันดานับว่าเป็นชาติที่สำคัญ ได้เข้ามามรบทบาทและตั้งคลังสินค้าของตนในอยุธยา จนกระทั่งถึงการเสียกรุงครั้งที่ ๑
           อยุธยานับตั้งแต่ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ได้กลายเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจที่สุดในบรรดาอาณาจักรไทยทั้งหมด ดำรงความเป็นเมืองหลวงของสยามโบราณเป็นเวลา ๔ ศตวรรษ อยุธยามีประชากรในบริเวณเมืองหลวงประมาณ ๑๙๐,๐๐๐ คน ส่วนประชากรทั้งประเทศอาจมีไม่เกิน ๖ ล้านคน และเป็นประชากรที่ผสมกันหลายชาติ ไม่ว่าไทย-จีน-มอญ-ลาว หรือมีแม้ต่างชาติที่ไกลออกไป เช่น โปรตุเกส-ญี่ปุ่น
           เมื่ออยุธยาถูกทำลายอย่างย่อยยับโดยพม่า พระเจ้าตากสิน หรือ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ต่างก็พยายามสร้างศูนย์กลางขึ้นใหม่สองฝั่งแม่น้ำของบางกอก โดยสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของตนกลับไปยังสมัยของอยุธยา แต่ก็ได้สร้างลักษณะเด่นเฉพาะของตนเองขึ้นมาด้วย
สร้างโดย: 
นาย ชาญชัย เปี่ยมชาคร

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 284 คน กำลังออนไลน์