ยุโรปกลางตอนต้น

ยุโรปสมัยกลางตอนต้น                       

          เป็นยุคแห่งความยุ่งยากซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่าเป็นยุคมืด (Dark Age) ภายหลังที่จักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชสิ้นพระชนม์แล้ว จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ จักรวรรดิโรมันตะวันตกมีศูนย์กลางปกครองกรุงโรม และจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล พวกอนารยชนเยอรมันบุกยึดกรุงโรมเมื่อปี ค.. 476 แต่จักรวรรดิโรมันตะวันออก ซึ่งมีกรุงคอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองหลวงยังครองความยิ่งใหญ่ต่อมาได้อีกนาน 1,000 ปี  โดยที่ศัตรูของโรมันตะวันออกไม่สามารถบุกมายึดกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้  ทั้งนี้เพราะจักรพรรดิโรมัน  ผู้สร้างกรุงคอนสแตนติโนเปิล คือ พระเจ้าคอนสแตนตินมหาราชได้ทรงเลือกสถานที่ตั้งเมืองหลวงอยู่ในบริเวณที่มีชัยภูมิดีเยี่ยม  มีแม่น้ำล้อมเมืองไว้ 3 ด้าน  ด้านที่ 4 ของตัวเมืองมีกำแพง 3 ชั้น และมีป้อมปราการคอยคุ้มกันกรุงคอนสแตนติโนเปิลไว้  จนกระทั่งถึงปี ค.. 527 บัลลังก์ของจักรพรรดิโรมันตะวันออกจึงได้จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่อีกพระองค์หนึ่ง คือ จักรพรรดิจัสติเนียน (Justinian) ทรงมีความทะเยอทะยานสูง ต้องการเอาดินแดนทุกตารางนิ้วของอาณาจักรโรมันตะวันตกที่สูญเสียไปหมดแล้วกลับคืนมา ทรงปกครองดินแดนที่ขยายกว้างใหญ่ออกไปกว้างกว่าจักรวรรดิโรมันตะวันออกเดิม พระองค์ทรงสร้างโครงการใหญ่โตให้กับประชากร ตกแต่งนคร   คอนสแตนติโนเปิลด้วยการสร้างพระราชวังสวยงามน่าอัศจรรย์ สร้างห้องสมุด และที่อาบน้ำสาธารณะ  สร้างวิหารใหญ่โต ฮอลี่ วิสดัม (Holy Wisdom) ที่เซนโซเฟีย ใช้ทองคำทำเป็นเพดานและใช้ช่าง 10,000 คน สร้างนาน 5 ปี    นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงสร้าง หรือบูรณะเมืองต่างๆ ทั่วจักรวรรดิไบแซนไทน์ จนทำให้อีกหลายเมือง  เช่น  เมืองดามาคัส (Damacus)  เมืองแอนติออก (Antiach) เมืองเบรุต (Beirut) และเมือง อเลกซานเดรีย (Alexandria) มีศิลปกรรมที่สวยงามและเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ของโลกในปัจจุบัน  จากที่กล่าวข้างต้นเป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ของโรมันตะวันออก ซึ่งมีความเจริญและความมั่นคง ส่วนจักรวรรดิโรมันตะวันตกอยู่ในสภาพที่ป่าเถื่อนสงครามและความเดือดร้อนมีอยู่ทุกหย่อมหญ้า ส่วนคริสต์ศาสนาเป็นแหล่งลี้ภัยและแหล่งรวมของบรรดานักปราชญ์ของโรมันเช่นกัน  ดังนั้นอารยธรรมโรมันจึงถูกรักษาไว้ในจักรวรรดิไบแซนไทน์ และศาสนาคริสต์

ลักษณะการปกครองสมัยกลางตอนต้น                        

          ในสมัยกลางลักษณะการปกครองอยู่ในระบบฟิวดัล (Feudalism) หรือระบบศักดินาสวามิภักดิ์ กล่าวคือ พระเจ้าชาร์ลเลอมาญ (Charlemagne, .. 771 – 814) โอรสพระเจ้าเปแปง (Pepin) ขึ้นชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงตีอาณาจักรโรมันคืนจากพวกลอมบาร์ด (Lombard) ซึ่งเป็นอนารยชนเยอรมันอีกสาขาหนึ่งได้เข้ามาตีอิตาลี เมื่อสิ้นสมัยพระองค์ในปี ค.. 814 บรรดาเจ้านครจำเป็นต้องป้องกันตนเองและปกครองโดยลำพัง เพราะกษัตริย์ภายหลังชาร์ลเลอมาญนั้นไม่เข้มแข็งพอจะดำเนินการปกครองและให้ความคุ้มครองพวกตนเองได้ ยุโรปจึงย่างเข้าสู่สมัยการแตกแยกออกเป็นรัฐอิสระ  ปกครองโดยเอกเทศอีกครั้งหนึ่ง  ระบอบการเมืองใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ (Feudalism)”  และช่วงเวลาตอนนี้มีชื่อเรียกว่า สมัยฟิวดัล” (Feudal Period) เมื่อถึงช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 9 นั้น ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ได้ตั้งมั่นอยู่ทางภาคเหนือของฝรั่งเศส และเมื่อถึงช่วงกลางปีคริสต์ศตวรรษที่ 10 เป็นต้นมาก็ได้เผยแพร่ขยายทั่วยุโรปตะวันตก

          ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์   หรือระบอบฟิวดัลมีพัฒนาการมาจากปัจจัยพื้นฐาน 2 ประการ คือ ลักษณะการปกครองและสังคมของชนเผ่าเยอรมัน กับลักษณะการปกครองและสังคมที่สืบทอดมาจากโรมัน

          1.ลักษณะการปกครองและสังคมของชนเผ่าเยอรมันเน้นถึงความผูกพันระหว่างบุคคล คือ ความผูกพันระหว่างกลุ่มนักรบและหัวหน้านักรบซึ่งเป็นการเน้นถึงการกระจายอำนาจจากประมุขไปสู่หัวหน้ากลุ่มนักรบ เมื่ออนารยชนเยอรมันเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนจักรวรรดิโรมันตะวันตกก็ได้นำขนบธรรมเนียมประเพณีในสังคมดังกล่าวมาปฏิบัติ  กษัตริย์ไม่ได้มีอำนาจในการ   ปกครองอย่างเต็มที่  แต่กระจายอำนาจการปกครองไปยังหัวหน้ากลุ่มนักรบ          

 

          2.ลักษณะการปกครองและสังคมที่สืบทอดมาจากโรมันนั้น ในสังคมโรมันความสัมพันธ์ระหว่างผู้อุปการะ และผู้รับอุปการะ (Patron and Client System) เป็นความสัมพันธ์ระหว่างนายและข้าทาส (Master and Slave Relations) คือ เมื่อสามัญชนหรือทาสต้องการความคุ้มครองหรือความอุปการะจากผู้มีอำนาจหรือมีความมั่งคั่งร่ำรวย ก็อาจฝากตัวอยู่กับบุคคลนั้นพร้อมกับทำงานรับใช้เพื่อสนองคุณผู้อุปการะตน นอกจากนั้นแล้วยังมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวกับเจ้าที่ดิน คือ การขอเช่าที่ทำกิน เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของที่ดินและผู้เช่าในทำนองเดียวกับผู้อุปการะและผู้รับความอุปการะ  ครั้นสมัยจักรวรรดิโรมันเกิดความเสื่อมทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งภัยการรุกรานของอนารยชน  ความระส่ำระสายเหล่านี้ทำให้สามัญชนรวมทั้งกสิกรรายย่อยไม่สามารถดำรงชีพอยู่ด้วยความสงบสุขได้  เริ่มแสวงหาทางอยู่รอดด้วยการขอความคุ้มครองจาก ผู้มีอำนาจในท้องถิ่นนั้น ได้แก่ พวกขุนนาง หรือเจ้าของที่ดินรายใหญ่ๆ ที่มีอิทธิพลอยู่ในบริเวณนั้น โดยผู้ขอความคุ้มครองได้เสียสละแรงงาน และบางครั้งก็รวมทั้งที่ดินของตนเองให้แก่ผู้มีอำนาจเป็นการตอบแทนในลักษณะผู้อุปการะและผู้รับความอุปการะ  ลักษณะความสัมพันธ์ของบุคคลในสังคมโรมัน ซึ่งอนารยชนเผ่าเยอรมันรับมา   ผสมผสานกับลักษณะของตน  กลายเป็นรากฐานของสังคมและการปกครองของยุโรปสมัยกลาง และเมื่อมีการพัฒนาการต่อมาก็กลายเป็นระบอบฟิวดัลอย่างสมบูรณ์

สร้างโดย: 
น.ส.ลาวดี อิงคุทานนท์ เลขที่ 24 ชั้น ม.6/3 โรงเรียนศีลาจารพิพัฒน์
รูปภาพของ silavacharee

ตรวจแล้ว

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 178 คน กำลังออนไลน์