ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/6

http://www.thaigoodview.com/comment/reply/184821#comment-form

http://www.thaigoodview.com/comment/reply/184821#comment-form

รูปภาพของ ssspoonsak

       ขอให้นักเรียนโรงเรียนนวมินทราชินูทิศเบญจมราชาลัย ที่เป็นสมาชิกเว็บไซต์ไทยกู๊ดวิว มีความประสงค์ต้องการเปลี่ยนชื่อผู้ใช้งาน (Username) ให้ถูกต้องตามกติกาของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศเบญจมราชาลัย (ที่ขึ้นต้นด้วย nbr ตามด้วยเลขประจำตัว) ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด เช่น

  1. เป็นภาษาไทย เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษตัวเล็กทั้งหมด เช่น nbrสายสมร เปลี่ยนเป็น nbr98756 ให้ถูกต้องตามกติกา
  2. เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษตัวเล็กทั้งหมด เช่น NBR98756 เปลี่ยนเป็น nbr98756 ให้ถูกต้องตามกติกา
  3. อยากให้ติดกัน เพราะตอนสมัครไปเว้นวรรคไว้ เช่น nbr 6584 เปลี่ยนเป็น nbr6584 ให้ถูกต้องตามกติกา
  4. อยากให้เป็นเลขประจำตัวนักเรียน เพราะตอนสมัครไปใส่เป็นชื่อไว้ เช่น nbrsomchai เปลี่ยนเป็น nbr26524 ให้ถูกต้องตามกติกา

สามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

  1. เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้งาน(Username) เดิม
  2. เข้ามาโพสต์ข้อความที่หน้า http://www.thaigoodview.com/node/40683 ตรงแสดงความคิดเห็นด้านล่าง ว่านักเรียนต้องการเปลี่ยนชื่อผู้ใช้งาน(Username) เป็นอะไร
  3. แค่นี้ก็เสร็จเรียบร้อย เมื่อทางเราแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะมาโพสต์ข้อความตอบนักเรียนว่าได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว นักเรียนก็สามารใช้ ชื่อผู้ใช้งาน(Username) อันใหม่ได้ด้วยรหัสผ่านเดิม

http://www.thaigoodview.com/node/188740

http://www.thaigoodview.com/node/188739





โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา


ในหลวง - King of Thailand








     โครงการกังหันน้ำชัยพัฒนา เริ่มต้นขึ้นเนื่องมาจากอัตราการเกิดมลภาวะทางน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นจนยากแก่การแก้ไข ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดรอบนอก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตระหนักถึงเรื่องนี้และทรงมีความเป็นห่วงในคุณภาพชีวิตพสกนิกรของท่าน จึงได้มีพระราชดำริเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาน้ำเสียขึ้นมาเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2531 โดยดำริให้สร้างเครื่องกลเพื่อช่วยเติมอากาศ โดยใช้รูปแบบที่เรียบง่ายแต่มีประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำเสียสูงในนาม “กังหันน้ำชัยพัฒนา”

     กังหันน้ำชัยพัฒนา เริ่มต้นใช้งานครั้งแรกในกิจกรรมบำบัดน้ำเสียที่โรงพยาบาลพระมงกุฎฯ และที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปีพ.ศ. 2532 เพื่อทดสอบ ศึกษา วิจัยและพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียเป็นระยะเวลา 4 – 5 ปี

     กังหันน้ำชัยพัฒนาเป็นเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (Chaipattana Low Speed Surface Aerator) ซึ่งเป็น Model RX-2 หมายถึง Royal Experiment แบบที่ 2 มีคุณสมบัติในการถ่ายเทออกซิเจนได้สูงถึง 1.2 กิโลกรัมของออกซิเจน/แรงม้า/ชั่วโมง สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ ติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ สระน้ำ หนองน้ำ คลอง บึง ลำห้วย ฯลฯ ที่มีความลึกมากกว่า 1.00 เมตร และมีความกว้างมากกว่า 3.00 เมตร





หลักการทำงานของกังหันน้ำชัยพัฒนา

    โครงกังหันน้ำ 12 เหลี่ยมๆ ละ 6 ซอง โดยแต่ละซองที่พื้นจะมีรูพรุนเพื่อที่จะได้วิดน้ำขึ้นไปสัมผัสกับอากาศและตกลงมากระทบกับผิวน้ำ ก็จะเกิดฟองอากาศขึ้นมา ทำให้มีออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้น
ซึ่งแต่ละซองสามารถวิดน้ำได้ลึก 0.50 เมตรและวิดน้ำขึ้นไปแตกกระจายในอากาศได้ถึง 1 เมตรและในขณะที่ซองน้ำกำลังเคลื่อนที่ลงสู่ผิวน้ำแล้วกดลงไปใต้ผิวน้ำนั้น จะเกิดการอัดอากาศภายในซองน้ำจนกระทั่งซองน้ำจมน้ำเต็มที่ทำให้เพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายเทออกซิเจนได้สูงขึ้น

     กังหันน้ำชัยพัฒนาได้นำมาติดตั้งใช้งานกับระบบบำบัดน้ำเสียตามสถานที่ต่างๆ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2532 และได้มีการปรับปรุงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่จะให้มีการบำบัดน้ำเสียอย่างมีประสิทธิภาพ สะดวกในการใช้งานประหยัดค่าใช้จ่าย และบำรุงรักษาได้ง่ายตลอดจนมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

     การบำบัดมลพิษในน้ำด้วยการใช้เครื่องกลเติมอากาศ '''กังหันน้ำชัยพัฒนา''' ได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจทำให้น้ำใสสะอาดขึ้น ลดกลิ่นเหม็นลงได้มากและมีปริมาณออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้น สัตว์น้ำสามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย และสามารถบำบัดความสกปรกในรูปของมวลสารต่างๆ ให้ลดต่ำลง ได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

     เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 เครื่องกลเติมอากาศ '''กังหันน้ำชัยพัฒนา''' ได้รับการพิจารณาและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย นับเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศเครื่องที่ 9 ของโลกที่ได้รับสิทธิบัตร และเป็นครั้งแรกที่ได้มีการรับจดทะเบียนและออกสิทธิบัตรให้แก่พระบรมราชวงศ์ด้วย จึงนับได้ว่าเป็น '''สิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและเป็นครั้งแรกของโลก'''

     นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้ประกาศให้กังหันน้ำชัยพัฒนาได้รับรางวัลที่ 1 ประเภทรางวัลผลงานคิดค้นหรือสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ ประจำปี 2536 และทูลเกล้า ฯ ถวายรางวัลนี้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกวาระหนึ่ง

ปัจจุบัน ได้มีการวิจัยเพื่อประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศ 9 รูปแบบ คือ





















1. เครื่องกลเติมอากาศระบบเป่าอากาศลงไปใต้น้ำและกระจายฟอง Chaipattana Aerator, Model RX-1
2. เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำแบบหมุนช้า หรือ "กังหันน้ำชัยพัฒนา" Chaipattana Aerator, Model RX-2
3. เครื่องกลเติมอากาศระบบเป่าอากาศหมุนใต้น้ำ หรือ "ชัยพัฒนาซุปเปอร์ฟองแอร์" Chaipattana Aerator, Model RX-3
4. เครื่องกลเติมอากาศแรงดันน้ำ หรือ "ชัยพัฒนาเวนจูรี่" Chaipattana Aerator, Model RX-4
5. เครื่องกลเติมอากาศระบบอัดและดูดอากาศลงใต้น้ำ หรือ "ชัยพัฒนาแอร์เจท Chaipattana Aerator, Model RX-5
6. เครื่องกลเติมอากาศแบบตีน้ำสัมผัสอากาศ หรือ "เครื่องตีน้ำชัยพัฒนา" Chaipattana Aerator, Model RX-6
7. เครื่องกลเติมอากาศแบบดูดและอัดน้ำลงไปที่ใต้ผิวน้ำ หรือ "ชัยพัฒนาไฮโดรแอร์" Chaipattana Aerator, Model RX-7
8. เครื่องมือจับเกาะจุลินทรีย์ หรือ "ชัยพัฒนาไบโอ" Chaipattana Bio-Filter, Model RX-8
9. เครื่องกลเติมอากาศแบบกระจายน้ำสัมผัสอากาศ หรือ "น้ำพุชัยพัฒนา" Chaipattana Aerator, Model RX-9


ที่มา :
Chaipat.or.th
Rraorakprajaoyuhua.com
Panyathai.or.th

ฝนหลวง

ประวัติ

เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกร เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาด แคลนน้ำ อุปโภค บริโภค และการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทาน โครงการพระราชดำริ " ฝนหลวง " ให้กับ ม.ร.ว. เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ ซึ่งต่อมา ได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลอง ปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี ๒๕๑๒ ด้วยความสำเร็จของ โครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกา ก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวง ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวง ต่อไป

ฝนหลวง

การทำฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า จะต้องให้เครื่องบินที่มีอัตราการบรรทุกมากๆ บรรจุสารเคมีขึ้นไปโปรยในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจำนวนเมฆ และสภาพของทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศ จะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง หากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอก็จะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จะเกิดขบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว เกิดเป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย สูตรร้อน เพื่อใช้กระตุ้นเร่งเร้ากลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศ สูตรเย็น ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆ ให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไก ระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

วิธีการทำฝนหลวง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกำหนดขั้นตอนของกรรมวิธีการทำฝนหลวงขึ้นเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ตามลำดับ ดังนี้

 

ขั้นตอนที่หนึ่ง : "ก่อกวน"

เป็นขั้นตอนที่เมฆธรรมชาติ เริ่มก่อตัวทางแนวตั้ง การปฏิบัติการฝนหลวง ในขั้นตอนนี้ จะมุ่งใช้สารเคมีไปกระตุ้น ให้มวลอากาศเกิดการลอยตัวขึ้นสู่ เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำ หรือ ความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิด เมฆ ระยะ เวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ ไม่ควรเกิน ๑๐.๐๐ น. ของแต่ละวัน โดยการใช้ สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้ำจากมวล อากาศได้ แม้จะมีเปอร์เซ็นต์ความชื้นสัมพัทธ์ ต่ำ ( มี ค่า Critical relative humidity ต่ำ ) เพื่อกระตุ้น กลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้ำในมวล อากาศ ( เป็นการสร้าง Surrounding ให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมฆด้วย ) ทางด้านเหนือ ลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มเกิด มีการก่อตัว และเจริญเติบโตทางตั้งแล้ว จึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคาย ความร้อนโปรยเป็นวงกลม หรือเป็นแนวถัดมา ทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้นๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วม (main cloud core) ในบริเวณ ปฏิบัติการสำหรับใช้เป็นศูนย์กลาง ที่ จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่สอง : "เลี้ยงให้อ้วน"

เป็นขั้นตอนที่เมฆกำลัง ก่อตัวเจริญเติบโตซึ่งเป็นระยะสำคัญมาก ในการปฏิบัติการฝนหลวง เพราะจะต้องไป เพิ่มพลังงานให้แก่ updraft ให้ยาวนานออกไป ต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์หรือศิลปะแห่ง การทำฝนควบคู่ไปพร้อมๆ กัน เพื่อตัดสินใจ โปรยสารเคมีฝนหลวงชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใดจึงเหมาะสม เพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุล กับความแรงของ updraft มิฉะนั้นจะทำให้เมฆสลาย

ขั้นตอนที่สาม : "โจมตี"

เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกรรมวิธีปฏิบัติการฝนหลวง เมฆ หรือ กลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้ จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีก และกระจังหน้าของเครื่องบิน เป็นขั้นตอนที่สำคัญ และอาศัยประสบการณ์มาก เพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ updraft หรือทำให้อายุของ updraft หมดไป สำหรับการปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ ๒ ประเด็นคือเพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก (Rain enhancement) และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน (Rain redistribution)

เครื่องมือและอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ประกอบในการทำฝนหลวง

เครื่องมืออุตุนิยมวิทยา ใช้ใน การตรวจวัด และศึกษาสภาพอากาศประกอบการ วางแผนปฏิบัติการ นอกเหนือจากแผนที่อากาศ ภาพถ่าย ดาวเทียมที่ได้รับสนับสนุนเป็นประจำวัน จาก กรมอุตุนิยมวิทยาที่มีใช้ได้แก่

  • เครื่องวัดลมชั้นบน (Pilot Balloon) ใช้ตรวจวัดทิศทางและความเร็ว ลมระดับสูงจากผิวดินขึ้นไป
  • เครื่องวิทยุหยั่งอากาศ (Radiosonde) เป็นเครื่องมือ อิเล็คทรอนิคส์ประกอบด้วยเครื่องส่งวิทยุ ซึ่งจะ ติดไปกับบอลลูน และเครื่องรับสัญญาณวิทย ุ ซึ่งจะบอกให้ทราบถึงข้อมูลอุณหภูมิความชื้น ของบรรยากาศในระดับต่างๆ
  • เครื่องเรดาร์ ตรวจอากาศ (Weather Radar) ที่มีใช้อยู่เป็นแบบติดรถยนต์ เคลื่อนที่ได้มีประสิทธิภาพ สามารถบอกบริเวณ ที่มีฝนตกและความแรง หรือปริมาณน้ำฝนและ การเคลื่อนที่ของกลุ่มฝนได้ในรัศมี ๒๐๐-๔๐๐ กม. ซึ่งนอกจากจะใช้ประกอบการวางแผนปฏิบัติการแล้ว ยังใช้เป็นหลักฐานในการประเมินผล ปฏิบัติการฝนหลวงอีกด้วย
  • เครื่องมือตรวจ อากาศผิวพื้นต่างๆ เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิเครื่องวัด ความเร็วและทิศทางลมเครื่องวัดปริมาณน้ำฝน เป็นต้น
  • เครื่องมือเตรียมสารเคมี ได้แก่เครื่อง บดสารเคมีเครื่องผสมสารเคมี ทั้งแบบน้ำและ แบบผง ถัง และ กรวยโปรยสารเคมี เป็นต้น
  • เครื่องมือ สื่อสาร ใช้ในการติดต่อ สื่อสารและสั่งการระหว่างนักวิชาการบน เครื่องบิน กับฐานปฏิบัติการ หรือระหว่างฐาน ปฏิบัติการ ๒ แห่ง หรือใช้รายงานผลระหว่างฐาน ปฏิบัติงานสำนักงานฯ ในส่วนกลางโดยอาศัยข่าย ร่วมของวิทยุตำรวจ ศูนย์สื่อสารสำนักงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย วิทยุเกษตร และกรม ไปรษณีย์โทรเลข เครื่องมือสื่อสารที่ใช้ใน ปัจจุบัน ได้แก่วิทยุซิงเกิลไซด์แบนด์ วิทยุ FM.๑, FM.๕ เครื่องทรพิมพ์ เป็นต้น
  • เครื่องมือ ทาง วิชาการ อื่นๆ เช่นอุปกรณ์ ทางการวางแผนปฏิบัติการ เข็มทิศ แผนที่ กล้อง ส่อง ทางไกล เครื่องมือตรวจสอบสารเคมี กล้องถ่ายภาพ และ อื่นๆ

สถานี เรดาร์ฝนหลวง ในบรรดาเครื่องมืออุปกรณ์ วิทยาศาสตร์ ภายใต้โครงการวิจัยทรัพยากรบรรยากาศ ประยุกต์จำนวน ๘ รายการนั้น Doppler radar จัดเป็น เครื่องมืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ ที่มีมูลค่าสูงสุด Doppler radar นี้ใช้เพื่อวางแผนการทดลองและติดตาม ประเมินผลปฏิบัติการฝนหลวง สาธิตเครื่องมือชนิดนี้ ทำงานโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ (Microvax 3400) ควบคุม การสั่งการการ เก็บบันทึก รวบรวม ข้อมูล สามารถ นำข้อมูลกลับมาแสดงใหม่จากเทปบันทึก ใน รูปแบบการทำงานของ IRIS (IRIS Software) ผ่าน Processor (RUP-6) กล่าวคือ ข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ในเทป บันทึกข้อมูล ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถ นำมาใช้ได้ตลอด ซึ่งเชื่อมต่อกับ ระบบเรดาร์ การแสดงผล / ข้อมูล โดย จอภาพ (TV.monitor) ขนาด ๒๐ นิ้ว สถานที่ตั้ง Doppler radar หรือ ที่ เรียกว่า สถานี เรดาร์ฝนหลวง นี้อยู่ที่ ตำบลยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัด เชียงใหม่

 

http://www.thaigoodview.com/node/188662

 

โครงการฝายบ้านวังเสาพร้อมระบบส่งน้ำ อ.สองแคว จ.น่าน
พระราชดำริ :  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
แนวพระราชดำริ :

            พระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพระราชดำริให้สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(สำนักงาน กปร.) พิจารณาให้การสนับสนุนโครงการฝายบ้านวังเสาพร้อมระบบส่งน้ำ ตามหนังสือมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ ชพ (สบค) 3081/2552 ลงวันที่ 24 สิงหาคม 2552 เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ราษฎรซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภค และการเกษตร ตามที่นายธวัช แสนยอด ตัวแทนราษฎรบ้านวังเสา ได้ขอพระราชทานความช่วยเหลือมายังมูลนิธิชัยพัฒนา
ที่ตั้งของโครงการ : 

              บ้านวังเสา หมู่ที่ 2 ตำบลชนแดน อำเภอสองแคว จังหวัดน่าน
วัตถุประสงค์โครงการ :

            1. เพื่อเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคและทำการเกษตรแก่ราษฎรครอบคลุมพื้นที่ 700 ไร่ในฤดูฝน และ 500 ไร่ใน
ฤดูแล้ง

            2. เพื่อให้ราษฎรได้ประกอบอาชีพทางการเกษตรได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง 

ระยะเวลาดำเนินงาน :

            1  ปี ( ปีงบประมาณ 2554) งบประมาณ  22,952,000 บาท
หน่วยงานที่รับผิดชอบ :

            - กรมชลประทาน
รายละเอียดโครงการ :

          1. ฝายหินก่อ ขนาดสูง 2.50 เมตร กว้าง 15 เมตร จำนวน 1 แห่ง

          2. ประตูระบายทรายและสะพานคนเดิน จำนวน 1 แห่ง

          3. ท่อเหล็กเหนียว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 นิ้ว ความยาว 36 เมตร

          4. ท่อส่งน้ำ PVC ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12 นิ้ว ความยาว 2,614 เมตร

          5. ท่อส่งน้ำ PVC ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว ความยาว 2,230 เมต

          6. ท่อส่งน้ำ PVC ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 นิ้ว ความยาว 1,950 เมตร

          7. ท่อส่งน้ำ PVC ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว ความยาว 1,950 เมตร

          8. บ่อพักน้ำ ขนาดความจุ 100 ลูกบาศก์เมตร จำนวน 6 แห่ง

          9. บ่อแยก จำนวน 12 แห่ง

          10. ท่อแยก จำนวน 12 แห่ง

          11. BLOW OFF จำนวน 4 แห่ง

          12. AIR RELEASE VALUE จำนวน 12 แห่ง

          13.บ่อจ่ายน้ำ จำนวน 7 แห่ง

          14. บ่อวาลว์ จำนวน 7 แห่ง 

ประโยชน์ที่จะได้รับ :

            1. ส่งน้ำสนับสนุนเพื่ออุปโภคบริโภคให้แก่ราษฎรบ้างวังเสา บ้านสบพางในตำบลชนแดน และบ้านปางส้าน ตำบลยอด อำเภอสองแคว รวม 149 ครัวเรือน จำนวน 900 คน

            2. ส่งน้าสนับสนุนพื้นที่การเกษตรในช่วงฤดูฝน 700 ไร่ และในช่วงฤดูแล้ง 500 ไร่

 

 


โครงการอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง


 


 ความเป็นมาของโครงการ :
           เมื่อปี  2505 นายเปรม อักษรสว่าง สมาชิกสภาจังหวัดพัทลุงและนายกพุทธิกสมาคมบางแก้ว ได้นำสมาชิกฯ  ยุวกสิกรและประชนประมาณ  500  คน  ขุดลอกเหมืองส่งน้ำจากคลองตะโหมดหรือ  คลองท่าเชียดเพื่อนำไปใช้ในเขตอำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง แต่ไม่ได้ผล  เนื่องจากจะต้องขุดเหมืองส่งน้ำลึกประมาณ 5-6  เมตร  ซึ่งเกินกำลังที่เกษตรกรจะทำได้  ต้องใช้เทคนิคและเครื่องจักรเครื่องมือใน การดำเนินงาน จึงร้องเรียนผ่านชลประทานภาคใต้ในสมัยนั้น ขอให้พิจารณาเปิด โครงการท่าเชียดขึ้น  เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกดังกล่าวชลประทานภาคใต้ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไป พิจารณาเห็นว่าลู่ทางที่จะเปิดการก่อสร้างโครงการฯ  ขึ้นได้จึงส่งเจ้าหน้าที่ออกไปทำการสำรวจรายละเอียดภูมิประเทศและสถิติต่าง ๆ เพื่อนำมาวางโครงการและออกแบบ และได้ก่อสร้างโครงการเสร็จสิ้นในปี พ. ศ.2514  มีพื้นที่ทั้งหมด 121,527 ไร่  พื้นที่ชลประทาน  100,000 ไร่ 
            วันที่  14  กันยายน  2520  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาโครการชล ประทานเพื่อช่วยเหลือการทำนาในเขตจังหวัดพัทลุง ต่อมาสำนักงานชลประทานที่ 12  (ปัจจุบันคือสำนักชลประทานที่  16)  ได้รับหนังสือจากอำเภอตะโหมด ที่ พท. 0616/256 ลงวันที่ 25 มกราคม  2532  ขอให้พิจารณาความเป็นไปได้โครงการอ่างเก็บน้ำโละหนุน ตามพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการชลประทานท่าเชียด จำนวน 100,000 ไร่  และลดอันตรายจากอุทกภัยในเขตอำเภอตะโหมด  อำเภอเขาชัยสน  จังหวัดพัทลุง 
           ประธาน สภาตำบลตะโหมด (นายบุญชอบ  เพชรหนู) ประธานสภาตำบลคลองใหญ่   (นายหวัง  เสถียร)  และประธานตำบลแม่ขรี (นายสวัสดิ์  มุสิกะสงค์) ได้มีหนังสือ  ลงวันที่  6  กรกฎาคม 2533  เรียนราชเลขาธิการ  ขอพระราชทานสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหัวช้าง  โดยให้เหตุผลว่า ท้องที่ตำบลตะโหมด ตำบลคลองใหญ่ ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง รวม 25 หมู่บ้านประชากร 21,443 คน มีการทำนาทำสวนเป็นอาชีพหลัก เนื้อที่การเกษตร  73,158  ไร่  แต่การประกอบอาชีพ ดังกล่าวไม่ได้ผลเต็มที่  เนื่องจากขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร  และเป็นคลังจ่ายน้ำให้กับโครงการชลประทานท่าเชียด  
           ต่อมาราชเลขาธิการ ได้มีหนังสือ  ที่  รล 0005 / 10206  ลงวันที่  26  กรกฎาคม  2533  เรียนอธิบดีกรมชลประทาน  และหนังสือที่  รล 0005 / 10207  ลงวันที่  26  กรกฎาคม  2533  เรียนผู้ว่าราชการ จังหวัดพัทลุง  แจ้งให้ทราบถึงความประสงค์ของราษฎรที่ต้องการให้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหัว ช้าง จึงขอให้พิจารณาในเรื่องนี้  และหากมีความคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะประการใด  แจ้งให้สำนักราชเลขาธิการทราบด้วย 
           จากการประสานงานระหว่างกรมชลประทาน  โดยสำนักชลประทานที่ 12 (ปัจจุบันคือ  สำนักชลประทานที่ 16) กับจังหวัดพัทลุง เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการในเรื่องนี้   และได้ดำเนินการพิจารณา เบื้องต้นแล้วเสร็จเมื่อเดือนตุลาคม  2533
          สำนัก ชลประทานที่ 12 ได้มีบันทึกที่ กษ 0337 / 350  ลงวันที่  18  ตุลาคม 2533 เรียนอธิบดีกรมชลประทาน  เห็นสมควรขอพระราชทานโครงการเป็นโครงการพระราชดำริ
          กรมชลประทานได้มีหนังสือที่  กษ 0301 / 1825 ลงวันที่ 11 มีนาคม 2534 เรียนราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณารับเป็นโครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริ
          สำนักราชเลขาธิการ  ได้มีหนังสือที่  รล 0005 / 5226  ลงวันที่  18  เมษายน 2534 และหนังสือที่    รล 0005 / 5227 ลงวันที่ 18 เมษายน 2534 แจ้งให้กรมชลประทานและผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ ตามลำดับ ว่าความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯรับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ  
          กองวางโครงการ  ได้ดำเนินการศึกษาและรายงานโครงการเสร็จเรียบร้อยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2540  ซึ่งต่อมาโครงการชลประทานพัทลุง  ได้มีบันทึกที่ กษ 0337.02/686 ลงวันที่ 11 มิถุนายน  2540  เรียน  ผสก.ผชป.12 (ปัจจุบัน  ผส.ปช.16)  เพื่อโปรดพิจารณาขออนุมัติกรมฯ  ตั้งงบประมาณก่อสร้างในปี  2541  ต่อไป  

โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี

พระราชดำริ :

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่

แนวพระราชดำริ :

          ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นเรื่อง “การบริหารและจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยให้ราษฎรได้อยู่อาศัยและทำกินร่วมกับการคงอยู่ของธรรมชาติอย่างเกื้อหนุนกัน คือไม่ทำลายซึ่งกันและกันตามหลักการฟื้นฟูและสร้างสมดุลในระบบนิเวศวิทยา ทำให้ทุกชีวิตมีความผาสุก และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ความเป็นมาของโครงการ :

          โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ก่อตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2533 โดยมีพระราชกระแสรับสั่งกับ นายสุเมธ ตันติเวชกุลเลขาธิการกปร. และเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ว่า ได้ทราบว่าพระราชญาณรังสี (พระอาจารย์จันทร์ คเวสโก) ได้ไปดำเนินการพัฒนาพื้นที่บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรีซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนเป็นอย่างดี จึงให้เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาไปนมัสการ พระอาจารย์จันทร์ คเวสโกเพื่อช่วยประสานและสนับสนุนการดำเนินงานในโครงการดังกล่าวนี้ ซึ่งต่อมาได้พระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินการจัดหาที่ดินจำนวนหนึ่ง เพื่อนำมาวางแผนและจัดทำโครงการ เพื่อพัฒนาและช่วยเหลือประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวและพระราชทานชื่อว่า “โครงการห้วยองคตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” อีกทั้งได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ และเงินจากมูลนิธิชัยพัฒนาเข้าร่วมสนับสนุนโครงการ โดยมี พระอาจารย์ญาณรังสี (พระอาจารย์จันทร์ คเวสโก) วัดป่าชัยรังสีอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร พระราชมงคลญาณ วัดปากน้ำ พระภาวนาวิสุทธาจารย์ วัดไตรมิตรวิทยารามกรุงเทพมหานคร เป็นผู้ร่วมสนับสนุนและประสานการดำเนินงานต่างๆ อันเป็นแนวทางพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ที่ให้ฝ่ายต่างๆประสานการทำงานร่วมกันทั้งภาคราชการ ราษฎรและศาสนา

ที่ตั้งของโครงการ :

          ตั้งอยู่ที่ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ไปตามเสนทางสายกาญจนบุรี-หนองปรือ-ดานชาง(ทางหลวงหมายเลข 3086) ประมาณ 71 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 3480 อีกประมาณ 20กิโลเมตร ตั้งอยู่ระหว่างค่าพิกัด X = 528000 – 540000 และระหว่างค่าพิกัด Y = 1634000 - 1640000 ในระบบ WGS84 บนแผนที่ประเทศไทย ลำดับชุดที่ L7018 ระวางแผนที่ 4838 I

วัตถุประสงค์ :

 

          1เพื่อดำเนินการบริหารทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมที่มีความอุดมสมบูรณ์โดยการแบ่งแยกพื้นที่ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ทั้งในด้านการอนุรักษ์ การฟื้นฟูสภาพป่า เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร การจัดสรรที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และพื้นที่ส่วนกลาง ในการก่อสร้างสาธารณูปโภคที่จำเป็นต่าง ๆ

          2. เพื่อดำเนินการจัดระเบียบชุมชน ให้ราษฎรได้เข้าอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ที่ได้ดำเนินการจัดสรรไว้แล้วอย่างเหมาะสมและถูกต้อง

          3. เพื่อดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพ ให้ราษฎรได้อาศัยทำกินในลักษณะพึ่งตนเอง ควบคู่ไปกับการบริหารทรัพยากรได้อย่างยั่งยืน

          4. เพื่อดำเนินการตามแนวคิดเรื่อง “บวร” (บ้าน วัด ราชการ และโรงเรียน) พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตไทยด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุก ๆ ฝ่าย

หน่วยงานผู้ดำเนินงาน :

          -

ผลการดำเนินงาน :

          1. แผนงานด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดระเบียบชุมชน

               1.1 งานพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ จำนวน 5 แห่ง พร้อมระบบส่งน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรพร้อมทั้งขุดสระน้ำในพื้นที่การเกษตรและขุดลอกลำห้วยเป็นระยะๆ

               1.2 งานพัฒนาด้านสาธารณูปโภค ดำเนินการก่อสร้างถนนลูกรัง ถนนลาดยางและถนนคอนกรีตในบริเวณแปลงที่ดินทำกินและแปลงที่อยู่อาศัย จัดสร้างระบบไฟฟ้า ระบบประปา โทรศัพท์ทางไกลผ่านดาวเทียม จัดสร้างโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง 1 แห่ง โรงเรียนมัธยม 1 แห่ง โรงเรียนประถมศึกษา 2 แห่ง ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน 1 แห่ง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 4 แห่ง และวัด 4 แห่ง

               1.3 งานจัดแปลงที่อยู่อาศัย และแปลงที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร โดยดำเนินการจัดแปลงที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,146 แปลง พื้นที่  1,013-0-61 ไร่ และจัดแปลงเกษตรในพื้นที่เขตส่งน้ำอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่งโดยจัดพื้นที่แปลงละ 8 ไร่ จำนวน 906 แปลง เนื้อที่รวมทั้งสิ้น 7,248 ไร่

          2. แผนงานด้านพัฒนาสังคมดำเนินการให้มีการรวมกลุ่มต่างๆ เพื่อให้ราษฎรมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นและช่วยเหลือชุมชน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสร้างความสามัคคี ได้แก่ คณะกรรมการสตรีหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และกลุ่มอาชีพ เป็นต้น

          3. แผนงานด้านการพัฒนาเศรษฐกิจดำเนินการส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบผสมผสาน มีการปลูกพืชหลายชนิด และเลี้ยงสัตว์ มีการรวมกลุ่มอาชีพต่าง ๆ จัดหาอาชีพเสริมให้แก่ราษฎร ยกตัวอย่างเช่น การปลูกผักปลอดสารพิษ การส่งเสริมการปลูกไม้ผล และการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่ เป็นต้น

          4. แผนงานด้านการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลูกป่าในพื้นที่ที่ได้จัดไว้เป็นพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณภูเขา เชิงเขา และเหนืออ่างเก็บน้ำตามแนวคลองชลประทาน เนื้อที่ประมาณ 7,000 ไร่ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมา เพื่อให้สภาพป่าไม้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร นอกจากนี้ ได้ดำเนินการปลูกป่าในพื้นที่ส่วนกลางบริเวณชุมชน โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปลูกป่า และดูแลบำรุงรักษา

ผู้ได้รับประโยชน์ :

          1. พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่โครงการให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

          2. ฟื้นฟูทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์และสร้างความชุ่มชื้น ให้ผืนป่า

          3. ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ “บวร” (บ้าน วัด ราชการ และโรงเรียน) ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของราษฎร

          4. ศึกษาถึงความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อ จุดแข็งจุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโครงการ ฯ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

 

ด.ญ.ฐิติยาภรณ์  มาป้อมทิพย์  ม.2/6 เลขที่ 34

โครงการศูนย์สาธิตพืชไร่และพืชสวนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี


พระราชดำริ :พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ความเป็นมาของโครงการ :


                มูลนิธิชัยพัฒนาได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 39 ไร่ 1 งาน 11 ตารางวา เมื่อปี 2541 ณ ต.ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จึงได้ร่วมกับ สนง.กปร.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการโดยกรมวิชาการเกษตร จัดทำโครงการทดสอบระบบการปลูกพืชเศรษฐกิจแบบผสมผสานและสถานีทดลองพืชสวนเพชรบุรี จัดทำ / วางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับพระราชดำริ


ที่ตั้งของโครงการ :


                ศูนย์สาธิตพืชไร่และพืชสวนเพชรบุรี ต. ท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี


วัตถุประสงค์ :


                จัดทำโครงการทดสอบระบบการปลูกพืชเศรษฐกิจแบบผสมผสาน โดยการทดสอบแปลงปลูกไม้หอม พืชสมุนไพร ปลูกไม้ผล ปลูกไม้ยืนต้นในบริเวณคันกั้นน้ำ ปลูกข้าวนาปีและนาปรังทดสอบระบบส่งน้ำและระบายน้ำเข้าออกแปลงพืชไร่และพืชสวน รวมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร โดยเริ่มดำเนินการ เมื่อปี 2542 เป็นต้นมา


ผลการดำเนินงาน :


                1. แปลงนา พื้นที่ 10 ไร่


                                ปี 2542 - 2546 ปีแรกของการดำเนินงานจะเป็นการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อแก้ไขปัญหาดินเค็ม โดยใช้โสนอัฟริกัน แกลบ ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยคอก เป็นวัสดุปรับปรุงดิน และทดลองนำข้าวพันธุ์ชัยนาท 1 และสุพรรณบุรี 1 มาทดลองปลูกได้ผลผลิตอยู่ระหว่าง 220 - 364 และ 350 - 440 กก./ไร่ ตามลำดับ


                                ปี 2547 ได้นำข้าวขาวดอกมะลิ 105 มาปลูกสาธิตในพื้นที่ได้ผลผลิตเฉลี่ย 295 กก./ไร่


                                ปี 2548 ทดสอบการทำนาแบบอินทรีย์ โดยไม่ใช้สารเคมี ใช้วิธีการปรับปรุงบำรุงดินโดยใช้โสนอัฟริกัน หว่านเป็นปุ๋ยพืชสด ใช้ปุ๋ยหมัก และใช้น้ำสกัดชีวภาพทดแทน ได้ผลผลิตข้าวพันธุ์ชัยนาท 2 ซึ่งปลูกในฤดูนาปรัง 485 กก./ไร่ และพันธุ์สุพรรณบุรี 1 ซึ่งปลูกในฤดูนาปี 311 กก./ไร่


                                ปี 2549 ทำแปลงสาธิตการผลิตข้าวอินทรีย์ เช่นเดียวกับปี 2548 ใช้พันธุ์ข้าวชัยนาท 1 ปลูกในฤดูนาปรัง ได้ผลผลิตเฉลี่ย 329 กก./ไร่


                2. สระน้ำ พื้นที่ 10 ไร่ ระบายน้ำเข้าสระเพื่อเลี้ยงปลาและเก็บไว้ใช้ในการทำนา


                3. แปลงพืชไร่ พื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน ปลูกถั่วเหลือง, ถั่วเขียว, ข้าวโพด, อ้อย


                4. แปลงพืชผัก/ไม้ดอก พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกผักคะน้า, ผักบุ้ง, ผักกาดขาว, ดอกคัตเตอร์, สร้อยทอง, มาร์กาเร็ท , ดาวเรือง


                5. แปลงสวน พื้นที่ 5 ไร่ ปลูกมะนาว, ฝรั่ง, ลำไย, มะกอกน้ำมัน, ละมุด, ทุเรียนเทศ และปลูกหมอนเป็นพืชแซมในร่องทุเรียนเทศ


                6. กิจกรรมเสริม ทำน้ำสกัดชีวภาพเพื่อใช้ในโครงการและจำหน่ายเกษตรกร


ประโยชน์ของโครงการ :


                1. ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ตำบลท่าแร้ง อำเภอบ้านแหลม จังหวัด เพชรบุรีมากกว่า 1,000 ครอบครัว ได้มาศึกษาเทคโนโลยีด้าน การเกษตร เพื่อนำไปเป็นแบบอย่างในการตัดสินใจประกอบอาชีพ การเกษตรต่อไป


                2. เป็นสถานที่ศึกษาดูงานด้านการพัฒนาพืชไร่พืชสวนของนิสิต นักศึกษา ในจังหวัดเพชรบุรี และบริเวณใกล้เคียง


                3. เป็นศูนย์สาธิตการเกษตรในลักษณะที่ลุ่มน้ำท่วมถึง แต่สามารถ ดำเนินการเพาะปลูกได้ตลอดปี


                4.การดำเนินการติดตั้งไฟฟ้า จะช่วยสนับสนุนการดำเนินโครงการฯ ต่อไป

โครงการแก้มลิง

 
   

  ความเป็นมาของโครงการแก้มลิง

          โครงการแก้มลิง เป็นแนวคิดในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัย โดยพระองค์ทรงตระหนักถึงความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ.2538 จึงมีพระราชดำริ "โครงการแก้มลิง" ขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๓๘ โดยให้จัดหาสถานที่เก็บกักน้ำตามจุดต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับน้ำฝนไว้ชั่วคราว เมื่อถึงเวลาที่คลองพอจะระบายน้ำได้จึงค่อยระบายน้ำจากส่วนที่กักเก็บไว้ออกไป จึงสามารถลดปัญหาน้ำท่วมได้

          ทั้งนี้ นอกจากโครงการแก้มลิงจะมีขึ้นเพื่อช่วยระบายน้ำ ลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์น้ำและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย โดยน้ำที่ถูกกักเก็บไว้ เมื่อถูกระบายสู่คูคลอง จะไปบำบัดน้ำเน่าเสียให้เจือจางลง และในที่สุดน้ำเหล่านี้จะผลักดันน้ำเสียให้ระบายออกไปได้

 

 

 

แนวคิดของโครงการแก้มลิง

          แนวคิดของโครงการแก้มลิง เกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริถึงลิงที่อมกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มได้คราวละมากๆ จึงมีพระราชกระแสอธิบายว่า "ลิงโดยทั่วไปถ้าเราส่งกล้วยให้ ลิงจะรีบปอกเปลือก เอาเข้าปากเคี้ยว แล้วนำไปเก็บไว้ที่แก้มก่อน ลิงจะทำอย่างนี้จนกล้วยหมดหวีหรือเต็มกระพุ้งแก้ม จากนั้นจะค่อยๆ นำออกมาเคี้ยวและกลืนกินภายหลัง" ด้วยแนวพระราชดำรินี้ จึงเกิดเป็น "โครงการแก้มลิง" ขึ้น เพื่อสร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ ไว้รอการระบายเพื่อใช้ประโยชน์ในภายหลัง

ลักษณะและวิธีการของโครงการแก้มลิง

          ลักษณะของโครงการแก้มลิงจะดำเนินการระบายน้ำออกจากพื้นที่ตอนบน เพื่อให้น้ำไหลลงคลองพักน้ำที่ชายทะเล จากนั้นเมื่อระดับน้ำทะเลลดลงจนต่ำกว่าน้ำในคลอง น้ำในคลองจะไหลลงสู่ทะเลตามธรรมชาติ ต่อจากนั้นจะเริ่มสูบน้ำออกจากคลองที่ทำหน้าที่แก้มลิง เพื่อทำให้น้ำตอนบนค่อยๆ ไหลมาเอง จึงทำให้เกิดน้ำท่วมพื้นที่ลดน้อยลง จนในที่สุดเมื่อระดับน้ำทะเลสูงกว่าระดับในคลอง จึงปิดประตูระบายน้ำ โดยให้น้ำไหลลงทางเดียว (One Way Flow)

ประเภทของโครงการแก้มลิง

โครงการแก้มลิงมี ๓ ขนาด คือ

          ๑. แก้มลิงขนาดใหญ่ ( Retarding Basin) คือ สระน้ำหรือบึงขนาดใหญ่ ที่รวบรวมน้ำฝนจากพื้นที่บริเวณนั้นๆ โดยจะกักเก็บไว้เป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะระบายลงสู่ลำน้ำ พื้นที่เก็บกักน้ำเหล่านี้ได้แก่ เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ฝาย ทุ่งเกษตรกรรม เป็นต้น ลักษณะสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีวัตถุประสงค์อื่นประกอบด้วย เช่น เพื่อการชลประทาน เพื่อการประมง เป็นต้น

          ๒. แก้มลิงขนาดกลาง เป็นพื้นที่ชะลอน้ำที่มีขนาดเล็กกว่า ก่อสร้างในระดับลุ่มน้ำ มักเป็นพื้นที่ธรรมชาติ เช่น หนอง บึง คลอง เป็นต้น

          ๓. แก้มลิงขนาดเล็ก (Regulating Reservoir) คือแก้มลิงที่มีขนาดเล็กกว่า อาจเป็นพื้นที่สาธารณะ สนามเด็กเล่น ลานจอดรถ หรือสนามในบ้าน ซึ่งต่อเข้ากับระบบระบายน้ำหรือคลอง

          ทั้งนี้แก้มลิงที่อยู่ในพื้นที่เอกชน เรียกว่า "แก้มลิงเอกชน" ส่วนที่อยู่ในพื้นที่ของราชการและรัฐวิสาหกิจจะเรียกว่า "แก้มลิงสาธารณะ"

 

 

การจัดหาและออกแบบโครงการแก้มลิง

          การพิจารณาจัดหาพื้นที่กักเก็บน้ำนั้น ต้องทราบปริมาตรน้ำผิวดินและอัตราการไหลผิวดินที่มากที่สุดที่จะยอมปล่อยให้ออกได้ในช่วงเวลาฝนตก โดยสิ่งสำคัญคือต้องจัดหาพื้นที่กักเก็บให้พอเพียง เพื่อจะได้ไม่เป็นปัญหาในการระบายน้ำ ปัจจุบันมีแก้มลิงทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพมหานคร กว่า 20 จุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางฝั่งธนบุรี เนื่องจากมีคลองจำนวนมาก และระบายน้ำออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา

          ทั้งนี้โครงการแก้มลิงแบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ โครงการระบายน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา โดยจะใช้คลองที่ตั้งอยู่ชายทะเลด้านจังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่เป็นทางเดินของน้ำ ตั้งแต่จังหวัด สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร

          ส่วนที่สอง คือคลองในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งจะใช้คลองมหาชัย คลองสนามชัย และแม่น้ำท่าจีน ทำหน้าที่เป็นคลองรับน้ำในพื้นที่ตั้งแต่จังหวัดอ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นครปฐม และกรุงเทพมหานคร แล้วระบายลงสู่ทะเลด้านจังหวัดสมุทรสาคร

          นอกจากนี้ยังมีโครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง" เพื่อช่วยระบายน้ำที่ท่วมให้เร็วขึ้น โดยใช้หลักการควบคุมน้ำในแม่น้ำท่าจีน คือ เปิดการระบายน้ำจำนวนมากลงสู่อ่าวไทย เมื่อระดับน้ำทะเลต่ำ ซึ่งโครงการนี้จะประกอบไปด้วย ๓ โครงการในระบบคือ

          ๑.โครงการแก้มลิง "แม่น้ำท่าจีนตอนล่าง

          ๒.โครงการแก้มลิง "คลองมหาชัย-คลองสนามชัย"

          ๓.โครงการแก้มลิง "คลองสุนัขหอน"

          ด้วยพระปรีชาญาณ และพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์  "โครงการแก้มลิง" จึงเกิดขึ้น และช่วยบรรเทาวิกฤต และความเดือดร้อนจากน้ำท่วมรอบกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลให้เบาบางลงไปได้ โดยอาศัยเพียงแค่วิธีการทางธรรมชาติ

 

 

 

เด็กหญิง ลักษมณ มาตรนาคุณ ม.2/6 เลขที่ 41

จังหวัด สุรินทร์ 


 


    สำนักราชเลขาธิการแจ้งว่าทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามหนังสือที่ รล ๐๐๑๐ /๗๖๐๕ ลงวันที่ ๒ เดือนกันยายน
พ.ศ. ๒๕๕๖     

 

         ความว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง ขอขอบคุณสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาที่รายงานข้อเท็จจริงและความเหมาะสมกรณี นายอิทธิกร อมรชินธนา อยู่บ้านเลขที่ ๓๔ หมู่ที่ ๖ ตำบลรัตนบุรี อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขอพระราชทานพระมหากรุณาให้ทรงรับสวนป่าห้วยแก้ว อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นโครงการตามพระราชดำริ เนื่องจากมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งในเรื่องนี้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาเห็นว่า สามารถรับสวนป่าห้วยแก้วไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้ เนื่องจากผืนป่ามีความอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ชัดเจน สามารถทำการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ได้ อีกทั้งราษฎรที่อยู่อาศัยโดยรอบ สามารถช่วยกันปกป้องและอนุรักษ์ป่าไม้ร่วมกับส่วนราชการได้ ความแจ้งอยู่แล้ว นั้น  

 



ความเป็นมา


      1. โครงการสวนป่าห้วยแก้วฯ เกิดขึ้นจากฎีกาของนายอิทธิกร อมรชินธนา ประธานองค์กรหินล้ม เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2553 ถึงกองงานในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อขอให้ทรงรับสวนป่าห้วยแก้ว ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าหินล้ม ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาการบุกรุกทำลายผืนป่าซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ และกองงานในพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้มีหนังสือขอให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา และกรมป่าไม้ ดำเนินการประสานหน่วยงานและผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางดำเนินการในกรณีดังกล่าว


 

        2. ในเดือนกรกฎาคม 2554 สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา สำนักงาน กปร. กรมป่าไม้ จังหวัดสุรินทร์ ผู้นำชุมชน และกลุ่มราษฎรเครือข่ายอนุรักษ์ป่าห้วยแก้ว ได้ประชุมพิจารณาแนวทางดำเนินการและตรวจสอบพื้นที่ป่าห้วยแก้ว ร่วมกัน โดยเห็นว่าพื้นที่สวนป่าห้วยแก้วมีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างมาก และมีปัญหาบุกรุกตัดไม้ จับจองพื้นที่ป่า รวมทั้งใช้ประโยชน์จากป่าโดยไม่เหมาะสม จึงเห็นควรให้สร้างความร่วมมือระหว่างส่วนราชการและราษฎรที่อยู่โดยรอบ เพื่อช่วยกันอนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพป่าแห่งนี้ และวางกติกาการใช้ประโยชน์จากป่าเพื่อให้คนกับป่าอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน


 

        3. เดือนกันยายน 2556 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับพื้นที่สวนป่าห้วยแก้ว จังหวัดสุรินทร์ ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยทรงเห็นชอบตามแนวทางดำเนินการที่ส่วนราชการและภาคประชาชนได้เห็นชอบร่วมกันแล้ว


 


วัตถุประสงค์


          1.  เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ในพื้นที่ให้มีความอุดมสมบูรณ์


 

          2.  สร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่  และสร้างเครือข่ายในการอนุรักษ์ป่าไม้


 

          3. เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้อย่างมีส่วนร่วม สำหรับผู้สนใจและประชาชนทั่วไป


          4. เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุกรรมพืชที่หายากและเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์


 


พื้นที่โครงการ


       สวนป่าห้วยแก้วตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าหินล้ม มีพื้นที่จำนวน จำนวน 22,930 ไร่ แบ่งเป็น 2 แปลง ได้แก่ แปลงที่ 1 เนื้อที่ 13,090 ไร่ และแปลงที่ 2 เนื้อที่  9,840 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอของจังหวัดสุรินทร์ คือ รัตนบุรี สนม และโนนนารายณ์ รวม 6 ตำบล

 


   ในช่วงปี 2513-2535 กรมป่าไม้ได้ดำเนินการปลูกสร้างสวนป่าแห่งนี้ขึ้นเพื่อทดแทนป่าต้นน้ำลำธารเดิมที่มีสภาพเสื่อมโทรม ต่อมาในปี 2545 กรมป่าไม้ได้ส่งมอบพื้นที่ให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ดูแล อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิรูประบบราชการ แต่มีปัญหาขาดการดูแลพื้นที่ป่าอย่างจริงจัง และ ออป. ได้ตัดไม้เดิมออกเพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัส ไม้โตเร็วต่างๆ และต้นยางพารา ทำให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มราษฎรที่ต้องการอนุรักษ์ป่าไม้ไว้ จนกระทั่ง ออป. ยอมส่งคืนพื้นที่ให้กรมป่าไม้ดูแลเช่นเดิมเมื่อปี 2553


       สภาพพื้นที่ป่าไม้ของโครงการโดยส่วนใหญ่มีความอุดมสมบูรณ์เนื่องจากราษฎรได้จัดตั้งเครือข่ายอนุรักษ์และมีการดูแลรักษาป่าอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงมีการลักลอบตัดไม้อยู่ในหลายจุด ด้านกรมป่าไม้เองก็มีปัญหาขาดแคลนเจ้าหน้าที่และงบประมาณสนับสนุน ทำให้การดูแลป่าไม่ทั่วถึง 

http://www.thaigoodview.com/node/188009

ศรีสะเกษ - เลขาธิการ กปร.เปิดอบรม “ค่ายเยาวชนรู้งาน สืบสานพระราชดำริ” ที่ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อเผยแพร่หลักการทรงงาน แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และผลสำเร็จจากการพัฒนาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

       

       เมื่อเวลา 09.30 น.วันนี้ (20 ส.ค.) ที่ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เลขาธิการ กปร.) ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมโครงการค่ายเยาวชนรู้งาน สืบสานพระราชดำริ รุ่นที่ 4 ครั้งที่ 4 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สนง. กปร.) และศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้จัดการอบรมขึ้น ในระหว่างวันที่ 20-22 ส.ค.นี้

       

       โดยมี นายวัฒนา พุฒิชาติ ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ และ นายสวัสดิ์ สมสะอาด ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่และผู้เข้าร่วมรับการอบรมให้การต้อนรับ

       

       นายสุวัฒน์ เทพอารักษ์ เลขาธิการ กปร. กล่าวว่า โครงการ “ค่ายเยาวชนรู้งานสืบสานพระราชดำริ” (RDPB Camp) รุ่นที่ 4 ประจำปี 2557 นี้ สำนักงาน กปร. ได้ร่วมกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้ง 6 แห่ง และ ศูนย์สาขาอีก 2 แห่ง คือ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ศรีสะเกษและโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จัดขึ้น

       

       การอบรมในครั้งนี้ มีเยาวชนจากสถาบันการศึกษาในพื้นที่ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น จำนวน 100 คน จาก 18 สถาบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่หลักการทรงงานแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และผลสำเร็จจากการพัฒนาของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้เยาวชนได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจในแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน

       

       อีกทั้งเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสืบสานพระราชดำริให้บังเกิดความมั่นคงและยั่งยืน ต่อชุมชน สังคม สถาบันการศึกษา และประเทศชาติ ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนได้นำเสนอโครงการที่จะร่วมสืบสานพระราชดำริให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมเพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป

       

       นายสุวัฒน์ กล่าวอีกว่า เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการค่ายเยาวชนในครั้งนี้ จะได้รับทราบถึงแนวคิด และทฤษฎีการพัฒนาในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่ปัจจุบันมีมากถึง 4,447 โครงการ และจะได้เรียนรู้ผลสำเร็จของศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นศูนย์สาขาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร และทำหน้าที่ในการขยายผลความสำเร็จจากการพัฒนาไปสู่ราษฎรจนประสบผลสำเร็จได้อย่างแพร่หลาย

       

       นอกจากนี้เยาวชนจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติภายในศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ได้ดำเนินการพัฒนาดิน น้ำ ป่าไม้ และอาชีพที่ยั่งยืน รวมทั้งจะได้ฝึกปฏิบัติจริงกับเกษตรกรต้นแบบที่ได้รับการถ่ายทอดจากศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ จนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

       

       อีกทั้งเยาวชนทั้งหมดจะได้ร่วมกันทำกิจกรรมอาสา ภายใต้ชื่อ “เยาวชนอาสา สร้างงานเพื่อในหลวง” ในการร่วมกันสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น และปลูกป่าเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ผืนดินตามแนวพระราชดำริอีกด้วย ซึ่งเยาวชนที่ผ่านการนำเสนอผลงานในหัวข้อ “เยาวชนอาสา สืบสานพระราชดำริ” จะได้รับประกาศนียบัตร พร้อมทุนการศึกษา พร้อมกับจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนประจำค่ายฯ เพื่อรับถ้วยรางวัลจากองคมนตรี พร้อมทุนในการดำเนินโครงการอีกครั้ง ภายหลังจากจบค่ายเยาวชน รู้งาน สืบสานพระราชดำริ ครั้งนี้แล้ว

       

       ทั้งนี้เพื่อแสดงให้สาธารณชนได้ประจักษ์ถึงศักยภาพของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สามารถผสมผสานองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง เพื่อสืบสานพระราชดำริอันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติต่อไป

http://www.thaigoodview.com/node/187873

http://www.thaigoodview.com/node/add/blog

http://www.thaigoodview.com/node/187808

http://www.thaigoodview.com/node/187865

http://www.thaigoodview.com/node/187868

http://www.thaigoodview.com/node/187854

http://www.thaigoodview.com/node/187819

http://www.thaigoodview.com/node/187863

http://www.thaigoodview.com/node/187849

http://www.thaigoodview.com/node/187855

http://www.thaigoodview.com/node/187861

http://www.thaigoodview.com/node/187860

http://www.thaigoodview.com/node/187859

http://www.thaigoodview.com/node/187858

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 2 คน และ ผู้เยี่ยมชม 63 คน กำลังออนไลน์

รายชื่อสมาชิกที่ออนไลน์

  • studyoverseas
  • pornchokchai