มัธยมศึกษาปีที่ 3/3

 


เสียงวรรณยุกต์[แก้]


 


นักภาษาศาสตร์ได้ศึกษาภาษาเวียดนามและจัดให้อยู่ในภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก เช่นเดียวกับภาษาเขมร ซึ่งเป็นภาษาระบบคำสองพยางค์ (Disyllable) และมีลักษณะน้ำเสียง (Register) เป็นลักษณะสำคัญของภาษา อีกทั้งเป็นภาษาที่ไม่มีระบบเสียงวรรณยุกต์ แต่ภาษาเวียดนามปัจจุบันได้พัฒนาระบบเสียงวรรณยุกต์ขึ้นใช้ เนื่องจากอิทธิพลของภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ อันได้แก่ ภาษาตระกูลไท (Tai familly) ที่อยู่โดยรอบ และภาษาจีนที่เข้ามาปกครองเวียดนามในขณะนั้น


 


สระในภาษาเวียดนามนั้น ออกเสียงโดยมีวรรณยุกต์ภายใน (thanh หรือ thanh điệu) โดยวรรณยุกต์ มีความแตกต่างกันที่


 



  • ระดับเสียง

  • ความยาว

  • น้ำเสียงขึ้นลง

  • ความหนักแน่น

  • การออกเสียงคอหอย (ลักษณะเส้นเสียง)

 


เครื่องหมายกำกับวรรณยุกต์นั้น ปกติจะเขียนเหนือหรือใต้สระ (ส่วนใหญ่เขียนไว้เหนือสระ แต่วรรณยุกต์หนั่ง (nặng) เป็นจุดใต้สระ) วรรณยุกต์ทั้ง 6 ในภาษาถิ่นเหนือ (รวมฮานอยด้วย)


เสียงพยัญชนะในภาษาเวียดนามมีหน่วยเสียงตามตารางทางด้านล่าง โดยอักษรทางด้านซ้ายเป็นอักษรที่ใช้เขียนแทนหน่วยเสียงนั้น ๆ ในภาษาเวียดนาม อักษรตรงกลางเป็นสัทอักษร และด้านขวานั้นเป็นอักษรไทยที่นิยมทับศัพท์ภาษาเวียดนาม (Tiếng Việt, Việt ngữ) เป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ และเป็นภาษาทางการของประเทศเวียดนาม เป็นภาษาแม่ของประชากรเวียดนามถึง 87% รวมถึงผู้อพยพจากเวียดนามประมาณ 2 ล้านคน และรวมถึงชาวเวียดนาม-อเมริกันเป็นจำนวนพอสมควรด้วย ถึงแม้ว่าจะมีการยืมคำศัพท์จากภาษาจีน และเดิมใช้อักษรจีนเขียน แต่นักภาษาศาสตร์ยังคงจัดภาษาเวียดนามให้เป็น ภาษากลุ่มออสโตรเอเซียติก ซึ่งในกลุ่มนี้ภาษาเวียดนามมีผู้พูดมากที่สุด (10 เท่า ของภาษา ที่มีจำนวนคนพูดเป็นอันดับรองลงมา คือ ภาษาเขมร) ในด้านระบบการเขียนของภาษาเวียดนามนั้น แต่เดิมใช้ตัวเขียนจีน เรียกว่า "จื๋อญอ" ต่อมาชาวเวียดนามได้พัฒนาตัวเขียนจีนเพื่อใช้เขียนภาษาเวียดนาม เรียกว่า "อักษรจื๋อโนม" แต่ในปัจจุบันเวียดนามใช้ตัวอักษรโรมันที่พัฒนาขึ้นโดยมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส โดยเครื่องหมายเสริมสัทอักษรใช้เป็นวรรณยุกต์


ภาษาเวียดนามจัดอยู่ในสาขาเหวียด-เหมื่อง (Viet-Muong) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งในตระกูลภาษามอญ-เขมร (Mon-Khmer) หรือตระกูลออสโตรเอเชียติก (Austroasiatic) ประกอบด้วยภาษาเขมร ภาษามอญ ภาษามุนดา เป็นต้น แต่นักภาษาศาสตร์บางส่วนเห็นว่าควรจัดภาษาเวียดนามให้เป็นอีกสาขาหนึ่ง แยกจากภาษามอญ-เขมร


ไวยากรณ์[แก้]


ภาษาเวียดนามเป็นภาษารูปคำโดดเช่นเดียวกับภาษาจีนและภาษาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ไวยากรณ์เน้นที่การเรียงลำดับคำและโครงสร้างประโยคมากกว่าการผันคำ แสดงการโดยการเพิ่มคำเช่นเดียวกับภาษาไทย ภาษาเวียดนามเป็นภาษาคำโดด แต่ก็มีคำสองพยางค์อยู่เป็นจำนวนมาก การเรียงคำในประโยคเป็น ประธาน-กริยา-กรรม


กาล[แก้]


ปกติแล้วไม่จำเป็นต้องแสดง โดยทั่วไปอดีตแสดงโดยคำว่า đã ปัจจุบันกาลกำลังกระทำ เติม đang อนาคตเติม sẽ


โครงสร้างแสดงหัวข้อ[แก้]


เป็นโครงสร้างประโยคที่สำคัญในภาษาเวียดนาม ตัวอย่างเช่น Toi đọc sách này rồi = ฉันอ่านหนังสือนี้แล้ว อาจเรียงประโยคใหม่เป็น Sách này thi toi đọc rồi = หนังสือนี้น่ะฉันอ่านแล้ว (thi เป็นตัวแสดงหัวข้อ)


พหูพจน์[แก้]


โดยทั่วไปไม่ต้องแสดง ถ้าแสดงจะใช้คำเติมเข้าไปในประโยค เช่น những, các, chúng


ลักษณนาม[แก้]


ภาษาเวียดนามมีคำลักษณนามใช้แสดงลักษณะของนามเช่นเดียวกับภาษาไทยและภาษาจีน เช่น con ใช้กับสัตว์ cái ใช้กับสิ่งของไม่มีชีวิต คำลักษณนามบางคำอาจใช้ร่วมกันได้ เช่น cái con


คำสรรพนาม[แก้]


คำสรรพนามในภาษาเวียดนามต่างจากภาษาอังกฤษ คือคำสรรพนามแต่ละคำไม่ได้ถูกแบ่งอย่างชัดเจนว่าเป็นบุรุษที่ 1 2 หรือ 3 ขึ้นกับผู้พูดและผู้ฟัง นอกจากนั้นยังต้องระมัดระวังในการระบุความสัมพันธ์ทางสังคมซึ่งขึ้นกับอายุและเพศ


การซ้ำคำ[แก้]


พบมากในภาษาเวียดนามซึ่งเป็นการสร้างคำใหม่ ซึ่งมีความหมายต่างไปจากเดิม เช่นเป็นการลดหรือเพิ่มความเข้มของคำคุณศัพท์


คำศัพท์[แก้]


คำศัพท์ทางการเมืองและวิทยาศาสตร์โดยมากมาจากภาษาจีน กว่า 70% ของคำศัพท์มีรากศัพท์มาจากภาษาจีน คำประสมหลายคำเป็นการประสมระหว่างคำดั้งเดิมในภาษาเวียดนามกับคำยืมจากภาษาจีน ซึ่งคำเหล่านี้ปัจจุบันมักถูกแทนที่ด้วยคำเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีคำยืมจากภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ เช่น tivi มาจาก TV


ระบบการเขียน[แก้]


ดูบทความหลักที่: อักษรโกว๊กหงือ

ก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้ามายังเวียดนามนั้น ภาษาเวียดนามมีระบบการขียนสองแบบ ซึ่งทั้งสองแบบก็มีที่มาจากอักษรจีนเช่นเดียวกัน



  • อักษรจื๋อโญ (chữ nho, 字儒) หรืออักษรฮั้นถึ (hán tự, 漢字) คืออักษรจีนที่ใช้เขียนภาษาจีนโบราณ

  • อักษรจื๋อโนม (chữ nôm, 字喃) เป็นอักษรที่ใช้เขียนภาษาเวียดนาม โดยนำอักษรจีนมาดัดแปลงเล็กน้อย

ปัจจุบันภาษาเวียดนามเขียนด้วยอักษรโกว๊กหงือ (quốc ngữ แปลว่า อักษรประจำชาติ) ซึ่งเป็นอักษรละตินที่เพิ่มเติมเครื่องหมายต่าง ๆ เข้ามาเพื่อให้มีอักษรเพียงพอที่จะใช้เขียนภาษา อักษรดังกล่าวถูกคิดค้นขึ้นมาในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยอาเลกซ็องดร์ เดอ โรดส์ ซึ่งเป็นมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนา โดยมีรากฐานมาจากระบบที่มิชชันนารีชาวโปรตุเกสคิดไว้ก่อนหน้านั้น ในระหว่างที่เวียดนามยังเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสนั้น อักษรโกว๊กหงือได้เป็นอักษรราชการของอาณานิคม ซึ่งได้ทำให้อักษรดังกล่าวเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ อักษรโกว๊กหงือในปัจจุบันมีรูปแบบการเขียนที่อ้างอิงการออกเสียงของภาษาถิ่นเวียดนามกลาง ซึ่งสระและพยัญชนะท้ายจะคล้ายคลึงกับภาษาถิ่นเหนือ ส่วนพยัญชนะต้นจะคล้ายกับภาษาถิ่นใต้






































ภาษาเวียดนาม
Tiếng Việt
ออกเสียง [tjə̌ˀŋ vjə̀t] เตี๊ยงเหวียต
(ทางเหนือ)
[tjə̌ŋ jə̀k] เตี๊ยงเหยียก
(ทางใต้)
ภาษาแม่ใน เวียดนาม สหรัฐอเมริกา กัมพูชา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย
จำนวนผู้พูด 70–73 ล้าน  (ไม่พบวันที่)
ตระกูลภาษา
Austroasiatic
ระบบการเขียน อักษรละตินเพิ่มเครื่องหมายเสริมสัทอักษร
สถานภาพทางการ
ภาษาทางการ เวียดนาม
รหัสภาษา
ISO 639-1 vi
ISO 639-2 vie
ISO 639-3 vie

ธงประจำชาติของประเทศลาว

 
 
 

ธงประจำชาติ


 

 ชื่อธง ธงดวงเดือน
การใช้ ธงชาติ 
สัดส่วนธง 2:3
ประกาศใช้ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518
ลักษณะ ธงสามแถบ สีแดง-น้ำเงิน-แดง แถบกลางกว้างเป็น 2 เท่าของแถบบนและแถบล่าง ภายในมีวงกลมสีขาว
ธงชาติลาว แบบปัจจุบันเริ่มใช้มาตั้งแต่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นวันสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หมวดที่ 10 มาตราที่ 91 ดังนี้
 
"ธงชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นธงพื้นสีคราม, แถบแดง, และวงเดือนสีขาวอยู่กึ่งกลางของธงชาติ. ความกว้างของธงเท่ากับสองส่วนสามของความยาว, ความกว้างขอบแถบสีแดงแต่ละข้างเท่ากับกึ่งหนึ่งของแถบสีคราม และวงเดือนสีขาวกว้างเท่ากับสี่ส่วนห้าของความกว้างแถบสีคราม."
ธงนี้มีชื่อเรียกในภาษาลาวว่า ธงดวงเดือน ได้รับการออกแบบขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย มหาสิลา วีระวงส์ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของชาวลาว
 
ธงนี้เป็นหนึ่งในธงของประเทศที่ปกครองด้วยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ ที่ไม่มีสัญลักษณ์รูปค้อนเคียวของขบวนการคอมมิวนิสต์สากล ซึ่งมีอยู่น้อยมาก
 
ความหมายของธงชาติลาว
 
สีแดง หมายถึง เลือดแห่งการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของชาวลาว
สีน้ำเงิน หมายถึง ความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ของชาติ
พระจันทร์สีขาว เป็นสัญลักษณ์ของดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือลำน้ำโขง และหมายถึงเอกภาพของชาติภายใต้การปกครองของรัฐบาลพรรคประชาชนปฏิวัติลาว (พรรคคอมมิวนิสต์ลาว) หรือหมายถึงการกลับมารวมกันอีกครั้งของชาวลาวสองฝั่งโขง
ประวัติความเป็นมาของธงดวงเดือน
 
     ในอดีตช่วงปี พ.ศ. 2488 นั้น ภายหลังจากญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ขบวนการลาวอิสระได้ประกาศให้ประเทศลาวเป็นเอกราชจากฝรั่งเศสและประกาศจัดตั้งรัฐบาลลาวอิสระ โดยใช้ธงนี้เป็นสัญลักษณ์ในการเคลื่อนไหว แต่ 6 เดือนให้หลังต่อมาฝรั่งเศสก็กลับเข้ามาปกครองลาวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอินโดจีนฝรั่งเศสและล้มรัฐบาลลาวอิสระลง (ได้ให้เอกราชแก่ลาวภายหลังในปี พ.ศ. 2498 ลาวจึงปกครองตนเองต้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข) ธงนี้ก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของขบวนการปะเทดลาวแทน ซึ่งขบวนการนี้จัดตั้งโดยผู้นำขบวนการลาวอิสระส่วนหนึ่ง ที่นิยมแนวคิดทางการเมืองฝ่ายซ้าย ภายใต้การนำของเจ้าสุภานุวงศ์
 
เมื่อขบวนการปะเทดลาวเคลื่อนไหวปลดปล่อยลาว ล้มล้างรัฐบาลระบอบกษัตริย์ และจัดตั้งรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ปกครองประเทศสำเร็จ ธงนี้ก็ได้รับการรับรองให้เป็นธงชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518
 
 
 

                                                                                                    ธงชาติลาวสมัยตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส

ธงชาติลาวสมัยพระราชอาณาจักรมีลักษณะเป็นธงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง มีรูปช้างเอราวัณ 3 เศียรสีขาวยืนอยูบนแท่น 5 ชั้นภายใต้พระมหาเศวตฉัตร 9 ชั้น ธงนี้ใช้เป็นธงชาติลาวในช่วงปี พ.ศ. 2495 ถึง พ.ศ. 2518 ปัจจุบันนี้ขบวนการลาวฝ่ายขวานิยมกษัตริย์ยังใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างประชาธิปไตยในลาว และการคงอยู่ของรัฐบาลพระราชอาณาจักรลาวพลัดถิ่น
 
ในสมัยที่ฝรั่งเศสปกครองลาวในฐานะอาณานิคมอยู่นั้น ธงนี้จะมีรูปธงชาติฝรั่งเศสขนาดเล็กอยู่ที่มุมธงด้านติดคันธงอยู่ด้วย เพื่อแสดงฐานะความเป็นเจ้าอาณานิคมของฝรั่งเศสที่มีต่อประเทศลาว
 
สัญลักษณ์ที่ปรากฏในธงชาติลาวสมัยพระราชอาณาจักรลาว มีความหมายดังต่อไปนี้
 
รูปช้างเอราวัณ 3 เศียร หมายถึง เอกภาพของชาติ อันเกิดจากการรวมราชอาณาจักรลาวล้านช้างในอดีต 3 อาณาจักร คือ ราชอาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง ราชอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ และราชอาณาจักรล้านช้างจำปาสัก เข้าเป็นราชอาณาจักรลาวเพียงหนึ่งเดียวภายใต้การปกครองของราชอาณาจักรล้านช้างร่มขาวหลวงพระบาง
รูปพระมหาเศวตฉัตร หมายถึง เขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางของจักรวาลในศาสนาพุทธ
พื้นธงสีแดง หมายถึง เลือดของประชาชนลาว
ท่ายืนของช้างเอราวัณ หมายถึง กฎหมายของชาติ
 
 
ตราแผ่นดินลาว แบบปัจจุบันเป็นตราของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2534 หลังจากการใช้นโยบายจินตนาการใหม่ มีลักษณะตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หมวดที่ 10 มาตราที่ 90 ไว้ว่า :-
 
"เครื่องหมายชาติของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นรูปวงกลม ด้านล่างมีรูปครึ่งกงจักรเป็นฟันเฟืองและโบว์อักษร "สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว" (ลาว: "ສາທາລະນະລັດ ປະຊາທິປະໄຕ ປະຊາຊົນລາວ") สองข้างล้อมด้วยรวงข้าวสุกเป็นรูปวงพระจันทร์และโบว์สีแดงเขียนอักษร "สันติภาพ เอกราช ประชาธิปไตย เอกภาพ วัฒนาถาวร (ลาว: "ສັນຕິພາບ ເອກກະລາດ ປະຊາທິປະໄຕ ເອກະພາບ ວັດທະນາຖາວອນ") ระหว่างกลางของสองปลายรวงข้าวมีรูปพระธาตุหลวง อยู่กลางรูปวงกลมมีหนทาง ทุ่งนา ป่าไม้ และเขื่อนไฟฟ้าน้ำตก"
                 

ตราแผ่นดินของลาว 2518-2534                         ตราแผ่นดินของลาว สมัยพระราชอาณาจักร

 
 
 
ราแผ่นดินสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พ.ศ. 2518-2534
 
ตราแผ่นดินของลาวในยุคนี้มีลักษณะโดยรวมคล้ายคลึงกับตราแบบปัจจุบัน แต่ระหว่างกลางของรูปปลายรวงข้าวเป็นรูปดาวห้าแฉกเหนือค้อนเคียวไขว้ (สัญลักษณ์ขบวนการคอมมิวนิสต์สากล) และรูปเสาไฟฟ้าอยู่เหนือเขื่อนไฟฟ้า ส่วนคำขวัญของประเทศในโบว์สีแดงนั้นเขียนว่า "สาทาละนะลัด ปะชาทิปะไต ปะชาชนลาว สันติพาบ เอกะลาด ปะชาทิปะไต เอกะพาบ วัดทะนะถาวอน"
 
ตราแผ่นดินราชอาณาจักรลาว พ.ศ. 2492-2518
 
ตราประจำพระราชอาณาจักรลาวเป็นตราวงกลม บรรจุรูปช้างสามเศียรยืนแท่น ขนาบด้วยเครื่องสูง (ฉัตร) และเครื่องราชูปโภค ในบางที่จะใช้รูปอย่างเดียวกับสัญลักษณ์ในธงชาติลาวยุคนั้น คือ รูปช้าง 3 เศียรยืนแท่นภายใต้พระมหาเศวตฉัตร

            

                               ชุดประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์

 

                                                   

   

  การแต่งกาย  ของชาวฟิลิปปินส์ในยุคนั้น นิยมใช้เครื่องประดับกาย ชาวเกาะ วิสายัน ชอบสักตามใบหน้า ร่างกาย และแขนขา ชายหญิงสวมเครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำและเพชร พลอย ชาวพื้น เมืองนิยมใส่ปลอกแขน กำไล และสร้อยคอ ก่อนสเปนเข้าครอบครอง สังคมแบ่ง ออกเป็น 3 ชนชิ้น คือ ขุนนาง เสรีชน และทาส ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 สเปนก็พบฟิลิปปินส์เป็นชาติแรก ต่อมาเกาะทุกเกาะก็ตกอยู่ ในการปกครองของสเปน และได้รับอารยธรรมต่าง ๆ ตลอดจนประเพณี ศาสนา วัฒนธรรมการ แต่งกาย และการดำเนินชีวิต ส่วนการแต่งกายก็ไม่มีการสวมเสื้อ แต่งกายแบบชาวเกาะ นิยม ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ และสักตามร่างกายดังกล่าวแล้ว

       หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ฟิลิปปินส์ได้เอกราชตามสนธิสัญญา เหตุการณ์บ้านเมือง ศิลปวัฒนธรรม เครื่องแต่งกาย ก็มีการผสมผสานกันระหว่างชาวยุโรป เอเชีย และตะวันตก เครื่องแต่งกายประจำชาติเป็นเสื้อคอกว้างแบบตะวันตก แขนยกตั้งเป็นปีกกว้าง ทำด้วยผ้า บางและแข็งอย่างไหมสับปะรด นุ่งกระโปรงติดกับเสื้อเป็นชุดเดียวกัน ส่วนตามเกาะต่าง ๆ มีการ แต่งกายแบบคล้ายชาวมลายู และอินโดนีเซีย คือ นุ่งโสร่งปาเต๊ะ สวมเสื้อผ้าไหมสับปะรดหรือแพร แขนกระบอกยาวจดข้อมือ มีผ้าพาดบ่า ส่วนผู้ชายจะสวมเสื้อแขนยาวทำจากใบสับปะรด นุ่งกางเกง แบบสากล การทอผ้าใยสับปะรดทองฟิลิปปินส์ ทอกันมากกว่า 400 ปี หรือมากกว่า การทอใย สับปะรดเป็นงานที่ละเอียดอ่อนใช้เวลามาก ใยสับปะรดเป็นเส้นใยที่มีความเหนียวดีมาก โดยเฉพาะ เส้นใยของสับปะรดที่ได้จากเมืองอะคลัน

        ผู้ชายจะนุ่งกางเกงขายาวและสวมเสื้อที่เรียกว่า บารองตากาล็อก (barong Tagalog) ซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าใยสัปปะรด มีบ่า คอตั้ง แขนยาว ที่ปลายแขนเสื้อที่ข้อมือจะปักลวดลาย

        ผู้หญิงนุ่งกระโปรงยาว ใส่เสื้อแขนสั้นจับจีบยกตั้งขึ้นเหนือไหล่คล้ายปีกผีเสื้อ เรียกว่า บาลินตาวัก (balintawak)

 

 

 

http://www.thaigoodview.com/node/189927

http://www.thaigoodview.com/node/189927

ด.ญ. ชลธิรศน์ รินทะ 3/3 เลขที่19

การแต่งกายชาวเอเซีย 

เวียดนาม 

ตามข้อตกลงของการประชุมการสงบศึกษาในอินโดจีนที่กรุงเจนิวา เมื่อ พ.ศ. 2499 ได้ แบ่งเวียดนามออกเป็น 2 ส่วน คือ

  1. เวียดนามเหนือ อยู่ที่เมืองเว้ ปกครองระบบคอมมูนิสต์

  2. เวียดนามใต้ มีเมืองไซ่ง่อนเป็นเมืองหลวง ปกครองระบบประชาธิปไตยมีประธานาธิบดี เป็นประมุข

ชาวเมืองไซ่ง่อนได้รับประเพณีต่าง ๆ มาจากแต่ครั้งฝรั่งเศสปกครอง เช่น การหยุดพักนอน กลางวันในวันทำงาน การก้มศีรษะและโค้งตัวเวลาพบปะกันจับมือกัน ที่เหมือนไทยคือ ยังคง รับประทานหมากให้ฟันดำ แต่ปัจจุบันเลิกแล้ว 

การแต่งกาย 
ผู้หญิง นุ่งกางเกงแพรยาว สวมเสื้อแขนยาว คอตั้งสูง ตัวเสื้อยาวลงมาจรดข้อเท้า ผ่า 2 ข้าง สูงแค่เอว พวกทำงานหนักจะสวมเสื้อสั้น มีกระเป๋า 2 ใบ แขนจีบยาว บางแห่งทางเหนือสวมกระโปรงยาวถึงข้อเท้า 



ผม ยาวเกล้ามวย สวมงอบสานด้วยใบลานทรงรูปฝาชี หรือใช้ผ้าสามเหลี่ยมคลุมศีรษะ ดึงชาย 2 ข้างมาผูกใต้คาง ถ้าเป็นทางเหนือแถวฮานอย ใช้ผ้าดำแถบยาวหุ้มผมซึ่งถักเปียไว้ให้มิด แล้วโอบพันศีรษะ ปัจจุบันนิยมตัดผมสั้น และดัดผมมากขึ้น สวมรองเท้าเกียะส้นสูง พ่นสีต่าง ๆ รองเท้าสตรีส้นรองด้วยพื้น ยาง คาดหลังด้วยหนังหรือพลาสติกสีต่าง ๆ 


ชาย แต่งกายคล้ายหญิง บางครั้งสวมเสื้อกุยเฮง สวมหมวกสีดำเย็บด้วยผ้า ไม่มีปีก ปัจจุบันแต่งสากลกันมากแล้ว

ในเวียดนามใต้มีชาวเขาเผ่าหนึ่งเรียกว่า พวกม้อย จะนุ่งผ้าสั้น ๆ ปกปิดร่างกายแต่เฉพาะ ท่อนล่างคล้ายนุ่งใบไม้ ปัจจุบันหญิงสวมเสื้อ นิยมเจาะหูสอดไม้ซึ่งเหลาแหลม ๆ สวมกำไลคอ 

จากประวัติความเป็นมาจะเห็นว่าชาวเวียดนามมีการแต่งกายผสมผสานกันมีทั้งไทยมุง หรือ อ้ายลาวระยะแรก ปนของจีนบ้าง เช่น ลักษณะของเสื้อที่ป้ายซ้อนกันบริเวณอก คอปิด แขน ยาว แต่แตกต่างจากไทยและจีนตรงที่การใช้ผ้า ถึงแม้ว่าจะใส่กางเกงแล้ว ยังนิยมสวมเสื้อผ้าบาง ที่เปิดจนถึงเอวทั้ง 2 ข้าง ให้เห็นรูปทรงและสัดส่วนที่งดงาม ชาวเวียดนาม ได้ชื่อว่า เป็นชาติมี ผิวพรรณงามที่สุดในโลกอีกด้วย 

ชนเผ่าไทในเวียดนามจะมีการทอผ้าออกมางดงามมาก ซึ่งจะมีลวดลายบนผืนผ้าทอที่ แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละลายนั้น มีความหมายและมีเทคนิคการทอที่แตกต่างกันอย่าง เช่น ลาย ดาวแปดแฉก จะเป็นลายดาวแปดแฉกตรงกลางของผ้า หรือในผ้าเปียว (ผ้าโพกศีรษะ) และยังมี ลายเส้นจุด (ลายคลื่น) ลายฟันเลื่อย (ลายหยักหงอนไก่) ลายขอ (ลายกูด) ลายเหรียญ (ลายจำ หลอด) ลายรูปหัวใจ (ลายหมากจุ้ม) เป็นต้น ลวดลายต่าง ๆ เหล่านี้นอกจากจะปรากฏอยู่บนผืน ผ้าแล้วยังปรากฏในเครื่องปั้นดินเผา และกลองสำริดด้วย

ด.ญ. ปัณณ์สิตา คล้ายอ่อน 3/3 เลขที่29

ธงชาติเวียดนาม ในปัจจุบันเป็นธงชาติของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีชื่อที่เรียกโดยทั่วไปอีกชื่อหนึ่งว่า "ธงแดงดาวเหลือง" เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ในฐานะธงชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม (ประเทศเวียดนามเหนือ) และได้กลายเป็นธงชาติสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 หลังสิ้นสุดสงครามเวียดนามและการรวมชาติระหว่างเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้

ลักษณะของธงชาติเวียดนามนั้นเป็นธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าพื้นสีแดง กว้าง 2 ส่วน ยาว 3 ส่วน ตรงกลางมีรูปดาวห้าแฉกสีเหลืองทองสีแดงนั้นหมายถึงการต่อสู้เพื่อกู้เอกราชของชาวเวียดนาม สีเหลืองคือสีของชาวเวียดนาม ส่วนดาวห้าแฉกนั้น เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่าหมายถึงชนชั้นต่างๆ ในสังคมเวียดนาม คือ นักปราชญ์ ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า และทหาร อย่างไรก็ตาม ภายหลังการรวมชาติเวียดนามในปี พ.ศ. 2519 ความหมายในธงได้มีการอธิบายใหม่ในทางการเมืองว่า สีแดงหมายถึงการปฏิวัติโดยชนชั้นกรรมาชีพ และดาวสีทองหมายถึงการชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม[1]

ก่อนหน้านี้ในช่วงปี พ.ศ. 2488 - 2498 ดาวสีเหลืองในธงชาติเวียดนามขณะนั้นมีขนาดที่โตกว่าที่ใช้ในธงแบบปัจจุบัน

ธงนี้ออกแบบครั้งแรกโดยเหวียนฮิ้วเทียน (เวียดนาม: Nguyễn Hữu Tiến) ซึ่งเป็นนักปฏิวัติคอมมิวนิสต์ที่เข้าร่วมการต่อต้านการปกครองของฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2483 การต่อต้านครั้งนั้นประสบความล้มเหลว เหวียนฮิ้วเทียนจึงถูกจับกุมตัวและถูกประหารชีวิตพร้อมกับผู้นำคนอื่นๆ ที่เข้าร่วมการต่อต้านครั้งนั้นด้วย

                     ด.ญ. สุชาวดี มรรคสิริสุข 3/3 เลขที่35

                                                       วัฒนธรรมประเทศมาเลเซีย

                                        

วัฒนธรรม และประเพณีต่างๆของมาเลเซีย 

          หลายคนคงรู้จักการละหมาด   ซึ่งประเทศมาเลเซียนั้นมีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากที่สุดในประเทศ โดยมีมากถึง 55%   การ ละหมาด เป็นการปฏิบัติศาสนกิจอย่างหนึ่งในศาสนาอิสลาม เพื่อเป็นการภักดีต่ออัลลอฮฺ   มุสลิมทุกคนจะต้องละหมาด วันละ 5 เวลา เรียกว่า ละหมาดฟัรฎู ละหมาด หมายถึง การขอพร ความหมายทางศาสนาหมายถึง การกล่าวและการกระทำ   ซึ่งเริ่มต้นด้วยตักบีร และ จบลงด้วยสะลาม การละหมาดเป็นการสร้างเอกภาพอย่างหนึ่งของมุสลิม   เมื่อละหมาดมุสลิมทั่วโลก หันหน้าไปทางกิบละฮฺ เพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ การละหมาด ฝึกฝนให้เป็นคนตรงต่อเวลา มีความอดทน และขัดเกลาจิตใจ ให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่ประพฤติสิ่งหนึ่งสิ่งใดในทางชั่วร้าย มีสภาพคล้ายคลึงกับประเทศอินโดนีเซีย ชึ่งเป็นหมู่เกาะอิทธิพลของศาสนาอิสลามได้แพร่เข้ามาในแหลมมลายู ประชากรนับถือศาสนาอิสลาม 55% นับถือศาสนาพุทธ 25% นับถือศาสนาคริสต์ 13% นับถือศาสนาฮินดู 7% และลัทธิศาสนาพื้นเมือง 4% แต่การหันไปนับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่อิสลามเป็นปัญหาอย่างมากเนื่องจากทาง ภาครัฐจะไม่เปลี่ยนข้อมูลทางราชการให้ มาเลเซียบัญญัติในรัฐธรรมนูญให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ และผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะมีสิทธิพิเศษ คือ ได้รับเงินอุดหนุนทางด้านการศึกษา สาธารณะสุข การคลอดบุตร งานแต่งงานและงานศพตามนโยบาย "ภูมิบุตร.  

ขนบธรรมเนียมประเพณีชาวมลายู 
          ประเทศ มาเลเซียเป็นหนึ่งในบรรดาประเทศที่ประกอบขึ้นด้วยหลากหลายชาติพันธุ์   ประเทศมาเลเซียมีดินแดนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นรัฐต่างๆจำนวน 11 รัฐตั้งอยู่บนแหลมมลายู   อีกส่วนหนึ่งมี 2 รัฐตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว   ทั้งสองส่วนนี้มีความแตกต่างทางชาติพันธุ์ รัฐที่ตั้งอยู่บนแหลมมลายูประกอบด้วยชาติพันธุ์ใหญ่ๆจำนวน 3 ชาติพันธุ์ คือ มลายู จีน และอินเดีย ส่วนรัฐที่ตั้งอยู่บนเกาะบอร์เนียว มีจำนวนชาติพันธุ์หลายสิบชนเผ่า 
          ในที่นี้ขอกล่าวถึงชาวมลายูในประเทศมาเลเซีย ชาวมลายูในประเทศมาเลเซีย มีขนบธรรมเนียมประเพณีอยู่ 2 แบบ คือ
          1. ชาวมลายูที่ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีแบบ Adat Temenggong  เป็น ขนบธรรมเนียมที่ยึดถือในรัฐส่วนใหญ่ของแหลมมลายู ยกเว้นรัฐนัครีซัมบีลัน ว่ากันว่าเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ยึดถือมาตั้งแต่ยุคแรกรัฐมะละกาจนขยาย ไปยังรัฐต่างๆในแหลมมลายู ขนบธรรมเนียมนี้จัดตั้งขึ้นโดย Datuk Ketemenggungan จากเกาะสุมาตรา จากการที่ขนบธรรมเนียมประเพณี Adat Temenggong มีการผสมผสานกับขนบธรรมเนียมเดิมที่มีอยู่แล้ว จึงได้เกิดเป็นกฎหมายมีชขื่อแตกต่างกัน เช่น กฎหมายมะละกา (Undang-Undang Melaka) กฎหมายโยโฮร์(Undang-Undang Johor) และกฎหมายเคดะห์ (Undang-Undang Kedah) 

หลักการของขนบธรรมเนียมประเพณี Adat Temenggong  
          •  การลงโทษถือเป็นสิ่งที่ได้รับการตอบแทน 
          •  การปกครองต้องใช้อำนาจเด็ดขาด 
          •  การสืบมรดกถือหลักการตามบิดา (Patriline) 
           •  การแต่งงานนั้นจะแต่งงานกับผู้ใดก็ได้ ถ้าไม่ผิดตามหลักการศาสนาอิสลาม (hukum syarak) 

           2. ชาวมลายูที่ยึดถือขนบธรรมเนียมประเพณีแบบ Adat Minangkabau หรือ Adat Perpatih เป็น ขนบธรรมเนียมที่ยึดถือในรัฐนัครีซัมบีลัน และบางส่วนของรัฐมัละกา ผู้สร้างขนบธรรมเนียมประเพณีนี้คือ Datuk Nan Sebatang ซึ่งเป็นพี่น้องของ Datuk Ketumanggungan ผู้สร้างขนบธรรมเนียมประเพณี Adat Temenggong 

การแต่งกายมาเลเซีย

มาเลเซียเป็นชื่อใหม่ (เมื่อ ค.ศ. 1963) ของประเทศมาลายู เมืองหลวง คือ กัวลาลัมเปอร์ สหพันธ์มาเลเซียเป็นดินแดนที่มีชนหลายภาษาอาศัยรวมกัน เช่น มลายูแท้ จีน อินเดีย ปากีสถาน ยูเรเซียน ลังกา อินโดนีเซีย และชาวเขา 

การทอผ้าในมาเลเซียมีมากแถบกลันตัน และตรังกานู ซึ่งเป็นผ้าที่ทอโดยสอดไหมเงิน และทองลงในเนื้อไหมตามแบบผ้าทอในอินเดีย พวกช่างทอผ้าในมาเลเซียเป็นพวกที่อพยพมา จากเกาะสุมาตรา 

การแต่งกาย แตกต่างกันตามประเพณีนิยมของแต่ละเชื้อชาติ 

ผู้หญิง นุ่งโสร่งปาเต๊ะสีสดมีลวดลายดอกดวงงาม สวมเสื้อคอยูแขนยาวถึงข้อมือ ปล่อยชายเสื้อไว้นอกโสร่ง บางคนจะมีผ้าบาง ๆ คลุมศีรษะ คลุมไหล่ ชาวมาลายูชอบใช้เสื้อผ้า สีสดใสมีลวดลาย ใบไม้ดอกไม้โต ๆ สลับสีกัน ชาวจีนแต่งกายแบบจีนเรียกว่า “กี่เพ้า” หรือ “ฉ่งชำ” ทำด้วยผ้าเป็นดอกดวง ฉูดฉาด 

ชาย นุ่งโสร่งเป็นตา และสวมเสื้อแขนยาว บางคนสวมหมวก ใช้ผ้าโพกศีรษะ คนแก่มัก มีผ้าห้อยไหล่

การแต่งกายของชาวมาเลเซีย

 

ด.ญ.บงกชธร หงษ์ภักดี ม.3/3 เลขที่47

ภาษาฟิลิปปินส์

ฟิลิปีโน  เป็นภาษาประจำชาติและภาษาราชการภาษาหนึ่งของประเทศฟิลิปปินส์คู่กับภาษาอังกฤษ กำหนดเมื่อ พ.ศ. 2530 ภาษานี้เป็นสำเนียงมาตรฐานของภาษาตากาล็อก เมื่อ 13 พฤศจิกายนพ.ศ. 2480 สถาบันภาษาแห่งชาติเลือกภาษาตากาล็อกซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นที่มีการใช้เป็นภาษาเขียนมากที่สุดมาเป็นพื้นฐานของภาษาประจำชาติภาษาใหม่ใน พ.ศ. 2504 ภาษานี้เป็นที่รู้จักในชื่อ ปิลิปีโน และเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาฟิลิปีโนเมื่อ พ.ศ. 2515

ภาษาตากาล็อกเป็นหนึ่งในภาษาหลักของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เป็นหนึ่งในตระกูลภาษาออสโตรนีเซียน มีความสัมพันธ์กับภาษาอินโดนีเซีย ภาษามาเลย์ ภาษาฟิจิ ภาษาเมารี ภาษาฮาวาย ภาษามาลากาซี ภาษาซามัว ภาษาตาฮิติ ภาษาชามอร์โร ภาษาเตตุมและตระกูลภาษาออสโตรนีเซียนในไต้หวันเป็นภาษาประจำชาติและภาษาราชการคู่กับภาษาอังกฤษในประเทศฟิลิปปินส์ ใช้เป็นภาษากลางภายในประเทศ มีผู้พูดราว 85 ล้านคน ในทางธุรกิจนิยมใช้ภาษาอังกฤษมากกว่า

ทักทาย

 

   

คำศัพท์

 

 

สวัสดี

กูมูสต้า (kumusta)

 

 

ขอบคุณ

ซาลามัต (salamat)

 

 

สบายดีไหม

กูมูสต้า กา (kumusta ka)

 

 

ยินดีที่ได้รู้จัก

นาตูตูวา นาอลัม โม (natutuwa na alam no)

 

 

พบกันใหม่

มากิตา คายอง มูลิ (makita kayong muli)

 

 

ลาก่อน

ปาอาลัม (paalam)

 
 

นอนหลับฝันดี

มาทูลอก นัง มาบูติ (matulog nang mabuti)

 
 

เชิญ

แมค อันยาย่า (mag-anyaya)

 
 

ใช่

โอ้โอ (oo)

 
 

ไม่ใช่

ฮินดี้ (hindi

 

ความแตกต่างระหว่างภาษาฟิลิปีโนกับภาษาตากาล็อก[แก้]

คำว่าฟิลิปีโนและตากาล็อกเป็นชื่อของภาษาที่ใกล้เคียงกัน อาจจะหมายถึงภาษาเดียวกันหรือคนละภาษาก็ได้ ภาษาฟิลิปีโนเป็นภาษาประจำชาติของฟิลิปปินส์ มีผู้พูดเป็นภาษาแม่ราวร้อยละ 30 ของประชากร 84 ล้านคน และเป็นภาษาที่สองของประชากรอีกราวร้อยละ 80 ส่วนภาษาตากาล็อกมีสถานะเป็นภาษาพื้นเมืองของชาวตากาล็อกโดยผู้พูดเป็นภาษาแม่น้อยกว่าภาษาฟิลิปีโน เพราะผู้ที่ไม่ใช่ชาวตากาล็อกซึ่งอยุ่ห่างออกไปจากเขตของชาวตากาล็อกคือภาคกลางและภาคใต้ของเกาะลูซอน ใช้ภาษาฟิลิปีโนเป็นภาษาแม่แต่เรียกตัวเองว่าเป็นชาวตากาล็อกด้วย โดยทั่วไปผู้ที่พูดภาษาฟิลิปีโนเป็นภาษาแม่จะไม่มีใครพูดว่าใช้ภาษาตากาล็อกเป็นภาษาที่สอง แต่มักถือว่าเป็นผู้พูดของทั้งสองภาษา ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่การเขียนและการแปรผันของคำศัพท์มากกว่า

ภาษาฟิลิปีโนเป็นภาษาราชการในโรงเรียนและใช้ในสื่อต่าง ๆ แต่มีความสำคัญน้อยกว่าภาษาอังกฤษ รวมทั้งในการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์แต่ถือว่าคู่คี่กับภาษาอังกฤษในด้านการค้าขายและการติดต่อราชการ ภาษาฟิลิปีโนใช้เป็นภาษากลางทั่วประเทศฟิลิปปินส์โดยเฉพาะการบริการสาธารณะในเขตที่ไม่ใช้ภาษาตากาล็อก

ภาษาตากาล็อกเป็นภาษาที่เก่ากว่า มีศูนย์กลางอยู่ในเขตของชาวตากาล็อกในเกาะลูซอน ภาษาฟิลิปีโนมีประวัติย้อนหลังไปเพียง พ.ศ. 2473 ในชื่อภาษาปิลิปิโนซึ่งขณะนั้นยังไม่ต่างจากภาษาตากาล็อกมากนัก ความแตกต่างเริ่มชัดเจนเมื่อ พ.ศ. 2515 ก่อนจะเป็นภาษาราชการเมื่อ พ.ศ. 2530 ภาษาฟิลิปีโนมีอักษร 28 ตัว (รวม "ng" ที่ถือเป็นอักษรเดี่ยวและอักษรที่มาจากภาษาสเปน ñ) และมีระบบของหน่วยเสียงและคำยืมที่เปิดกว้างสำหรับคำยืมจากภาษาต่างชาติและภาษาพื้นเมืองอื่น ๆ ภาษาตากาล็อกมีอักษร 20 ตัว (ไม่มี c, f, j, q, v, x, z; แต่ใช้ "ng" เป็นอักษรเดี่ยว) และระบบของหน่วยเสียงที่ไม่เปิดกว้างสำหรับภาษาอื่นนอกจากภาษาละตินของวาติกัน

เนื่องจากตากาล็อกเป็นชื่อของกลุ่มชนด้วย จึงมีความอ่อนไหวทางการเมืองหากจะกล่าวว่าภาษาฟิลิปีโนเป็นภาษาเดียวกับภาษาตากาล็อกคำว่าฟิลิปีโนเป็นคำที่เป็นกลางโดยมาจากชื่อของประเทศไม่ได้มาจากชื่อชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ภาษาฟิลิปีโนมีบทบาทเป็นภาษากลางในบริเวณที่เคยใช้ภาษาอื่น ๆ มาก่อน เช่น ในเกาะมินดาเนาที่เคยใช้ภาษาซีบัวโนเป็นภาษากลางและเมืองบากุยโอที่เคยใช้ภาษาอีโลกาโนเป็นภาษากลาง เนื่องจากภาษาฟิลิปีโนเป็นภาษาในโรงเรียน การศึกษาจะทำให้ช่องว่างระหว่างภาษาตากาล็อกกับภาษาฟิลิปีโนห่างไกลกันยิ่งขึ้น 

 

 

 

 

นางสาวสุชาดา วงศ์ช่่่างหล่อ ชั้น ม.3/3 เลขที่ 34

วัฒนธรรมลาว

 
 ประเทศลาวมีวัฒนธรรมลาวที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาทที่ได้รับอิทธิพลจากอินเดีย และได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมจีนด้วย สามารถเห็นได้จากภาษา ศิลปะ วรรณคดี วิถีชีวิตของชาวลาวได้รับอิทธิพลจากศาสนาพุทธมากทำให้ชาวลาวเป็นผู้มีความอดทนและยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ดี
 
 
 
 

http://www.thaigoodview.com/blog/113539

http://www.thaigoodview.com/blog/114210 


เลขที่41ค่ะ

http://www.thaigoodview.com/blog/114210 


เลขที่41ค่ะ

http://www.thaigoodview.com/node/190820


http://www.thaigoodview.com/node/189911 


 


 


 

วัฒนธรรมไทยที่สำคัญ

วัฒนธรรมไทยที่สำคัญ จนกลายเป็นวัฒนธรรมซึ่งนานาชาติยกย่อง และคนไทยมีความภาคภูมิใจมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ได้แก่
    ภาษาไทย ไทยเรามีภาษาและตัวอักษรเป็นของตนเองมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้ใน พ.ศ.1826 และได้มีการแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับ เนื่องจากเราได้มีการติดต่อเกี่ยวกับนานาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม จึงได้รับวัฒนธรรมภาษาต่างชาติเข้ามาปะปนใช้อยู่ในภาษาไทย แต่ก็ได้มีการดัดแปลงจนกลายเป็นภาษาไทยในที่สุด ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้

ศาสนา พลเมืองไทยส่วนใหญ่ของประเทศเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา และเป็นศาสนาที่อยู่คู่บ้านบ้านมาช้านานแล้ว ศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์วัฒนธรรมด้านอื่นๆ คนไทยได้ยึดถือเอาหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ทั้งส่วนรวมและส่วนบุคคล จะมีพิธีทางศาสนาพุทธเกี่ยวข้องอยู่เสมอ

    การแต่งกาย การแต่งกายของคนไทยมีแบบฉบับ และมีวิวัฒนาการมานานแล้ว โดยจะมีการแต่งกายที่แตกต่างกัน ตามสมัยและโอกาสต่างๆ โดยมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่แต่งกายตามสากลอย่างชาวตะวันตก หรือตามแฟชั่นที่แพร่หลายเข้ามา แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังมีจิตใจที่รักในวัฒนธรรมการแต่งกายของไทยแบบดั้งเดิมอยู่ ดังจะเห็นได้จากในงานพิธีกรรมต่างๆ จะมีการรณรงค์ให้ใส่ผ้าไทย หรือชุดไทย หรือรณรงค์ให้ใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน ซึ่งนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ชาติอื่นให้ความชื่นชม

ศิลปกรรม ถือเป็นภูมิปัญญาไทยที่สำคัญ โดยเป็นผลงานที่สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามก่อให้เกิดความสุขทางใจ ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากพุทธศาสนา และเป็นการแสดงความเคารพและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ได้แก่ ผลงานที่ปรากฏตามวัดวาอารามต่างๆ เรือนไทยที่มีลักษณะเฉพาะพิเศษ ศิลปกรรมไทยที่สำคัญได้แก่ สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ วรรณกรรม

ชุดประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย

          เกบาย่า (Kebaya) เป็นชุดประจำชาติของประเทศอินโดนีเซียสำหรับผู้หญิง มีลักษณะเป็นเสื้อแขนยาว ผ่าหน้า กลัดกระดุม ตัวเสื้อจะมีสีสันสดใส ปักฉลุเป็นลายลูกไม้ ส่วนผ้าถุงที่ใช้จะเป็นผ้าถุงแบบบาติก ส่วนการแต่งกายของผู้ชายมักจะสวมใส่เสื้อแบบบาติกและนุ่งกางเกงขายาวหรือเตลุก เบสคาพ (Teluk Beskap) ซึ่งเป็นการแต่งกายแบบผสมผสานระหว่างเสื้อคลุมสั้นแบบชวาและโสร่ง และนุ่งโสร่งเมื่ออยู่บ้านหรือประกอบพิธีละหมาดที่มัสยิด

http://www.thaigoodview.com/node/190121

นางสาวศิรดา มาระศรี

http://www.thaigoodview.com/blog/113556

เด็กหญิงอาทิตยา เหล่าผา

http://www.thaigoodview.com/blog/113556

เด็กหญิงอาทิตยา เหล่าผา

ภาษาไทย

http://www.thaigoodview.com/node/189635

เด็กหญิงอรนุช กาสกุล

    Republic of Indonesia (สาธารณรัฐอินโดนีเซีย)    ธงชาติอินโดนีเซีย พื้นธงแบ่งเป็นสองส่วนตามแนวนอน โดยสีต่าง ๆ ของธง มีความหมาย ดังนี้

สีแดง หมายถึง ความกล้าหาญ และอิสรภาพ

สีขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ยุติธรรม

      สำหรับธงชาติประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย หรือ ซังเมราห์ปูติห์ (ในภาษาชวาแปลว่า ธงแดงขาว) ถือได้ว่าเป็นธงชาติที่มีต้นแบบมาจากธงแห่งอาณาจักรมัชปาหิตโดยธงใช้เป็นธงเรืออันยิ่งใหญ่ ภายในช่วงเวลาแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 13 ปัจจุบันนี้ใช้เป็นธงที่ถูกชักขึ้นที่หน้าหัวเรือรบ ด้วยเหตุนี้ประวัติความเป็นมาของธงชาติประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซียกล่าวว่า ที่มาของสีแดงและสีขาวในธงชาติประเทศอินโดนีเซียนั้น เชื่อกันว่ามาจากสีธงของอาณาจักรมัชปาหิต ซึ่งเป็นอาณาจักรชวาโบราณในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 13 และในช่วงเวลาต่อมาในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ขบวนการชาตินิยมในอินโดนีเซียได้ทำการฟื้นฟูธงชาติผืนนี้ขึ้น เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการต่อต้านการกดขี่ข่มเหงจากประเทศเนเธอร์แลนด์ในส่วนของอาณานิคมอินเดียตะวันออกของดัตช์

 

วัฒนธรรมของสิงคโปร์ ประชากรสิงคโปร์มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ อีกทั้งส่วนใหญ่ยังยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิม ทำให้สิงคโปร์มีวัฒนธรรมหลากหลาย ทั้งทางด้านอาหาร การแต่งกาย ตลอดจนการเซ่นไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ และความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าที่แตกต่างกันไป ชาวจีนส่วนมากบูชาเจ้าแม่กวนอิมธิดาแห่งความสุข กวนอูเทพเจ้าแห่งความยุติธรรม รวมถึงเทพเจ้าจีนองค์อื่นๆ ขณะที่ชาวฮินดูบูชา เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ เป็นต้น เทศกาลสำคัญของสิงคโปร์ ส่วนมากมีความเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา เริ่มตั้งแต่เทศกาลตรุษจีน (Chinese New Year) ในเดือนกุมภาพันธ์ ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีนจะจัดงานเซ่นไหว้เทพเจ้าและงานรื่นเริงสนุกสนานอื่นๆ โดยรัฐบาล ห้างร้าน และบริษัทต่างๆ จะหยุดทำการเป็นเวลา 2 วัน แต่บางแห่งอาจหยุดนานถึง 15 วัน เทศกาล Good Friday ของชาวคริสต์ในเดือนเมษายน จัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการสละชีวิตของพระเยซูบนไม้กางเขน เทศกาลวิสาขบูชา (Vesak Day) ของ ชาวพุทธจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม เพื่อระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เทศกาล Hari Raya Puasa ในเดือนตุลาคม เป็นการเฉลิมฉลองของชาวมุสลิมหลังการสิ้นสุดพิธีถือศีลอดหรือรอมฏอน (Ramadan) และเทศกาล Deepavali ในเดือนพฤศจิกายน เป็นเทศกาลแห่งแสงสว่างและเป็นงานขึ้นปีใหม่ของชาวฮินดูในสิงคโปร์ ชาวสิงคโปร์มีวัฒนธรรมหลากหลายแตกต่างกันไปตามเชื้อชาติ แต่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน โดยส่วนมากมักเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมทางศาสนา รวมถึงความเชื่อเรื่องเทพเจ้า แหล่งอ้างอิง: www.kapook.com

http://www.thaigoodview.com/node/190783

http://www.thaigoodview.com/node/190783

 

โดย เด็กหญิงชนัญชิดา สุวรรณไตร เลขที่ 38

ภาษาลาว


 


                 เป็นภาษาราชการของประเทศลาว เป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ในภาษากลุ่มไท และสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาษาอีสานของประเทศไทยซึ่งเป็นสำเนียงหนึ่งของภาษาลาว ระบบการเขียนในภาษาลาวจะใช้อักษรลาว ซึ่งเป็นระบบอักษรสระประกอบ (ระบบการเขียนที่ประกอบด้วยสัญลักษณ์แทนพยัญชนะและตามด้วยสระที่จะอยู่ด้านหน้า หลัง บน ล่าง ของพยัญชนะ) และสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอักษรไทย


สำเนียงภาษาถิ่นของภาษาลาวสามารถแบ่งได้ 6 สำเนียงใหญ่ คือ:



  1. ภาษาลาวเวียงจันทน์ (เวียงจันทน์ บริคำไชย)

  2. ภาษาลาวเหนือ (หลวงพระบาง ไชยบุรี อุดมไชย หลวงน้ำทา)

  3. ภาษาลาวตะวันออกเฉียงเหนือ (เชียงขวาง หัวพัน)

  4. ภาษาลาวกลาง (คำม่วน สุวรรณเขต)

  5. ภาษาลาวใต้ (จำปาศักดิ์ สาละวัน เซกอง อัตปือ)

  6. ภาษาลาวตะวันตก (ไม่มีใช้ในประเทศลาว ร้อยเอ็ด)

 


                ทางการประเทศลาวไม่ได้กำหนดให้สำเนียงถิ่นใดเป็นสำเนียงภาษากลาง แต่การใช้ภาษาลาวอย่างเป็นทางการ เช่น ทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศลาว สถานีวิทยุแห่งประเทศลาว จะใช้สำเนียงเวียงจันทน์ซึ่งเป็นสำเนียงของคนเมืองหลวง สามารถเข้าใจกันได้ทั่วประเทศ การเรียนภาษาลาวในประเทศลาวนั้น รัฐบาลลาวไม่ได้บังคับให้ใช้สำเนียงเวียงจันทน์ แต่ให้สามารถใช้สำเนียงท้องถิ่นต่าง ๆ ได้ แต่การเรียนภาษาลาวสำหรับชาวต่างประเทศ รัฐบาลลาวแนะนำให้ใช้สำเนียงเวียงจันทน์ ฉะนั้นประชาชนในประเทศลาวจึงพูดอ่านภาษาลาวเป็นสำเนียงท้องถิ่นของตน แต่ประชาชนก็สามารถฟังเข้าใจได้ทุกสำเนียงทั่วประเทศ แม้จะพูดภาษาต่างสำเนียงกันก็ตาม


               ภาษาลาวอีกสำเนียงหนึ่งที่ไม่มีในประเทศลาว คือ ภาษาลาวตะวันตก (ภาษาลาวร้อยเอ็ด) เป็นภาษาลาวท้องถิ่นที่ใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภาษาอีสาน สำเนียงนี้ใช้พูดกันมากในแถบตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เช่น จังหวัดร้อยเอ็ด ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ อุดรธานี นครราชสีมา (อำเภอบัวใหญ่ สีดา สูงเนิน ชุมพวง บัวลาย แก้งสนามนาง ประทาย โนนแดง ปักธงชัย สีคิ้ว บางหมู่บ้าน) สุรินทร์ (อำเภอรัตนบุรี สนม โนนนารายณ์) บุรีรัมย์ (อำเภอพุทไธสง นาโพธิ์ บ้านใหม่ไชยพจน์ ลำปลายมาศ หนองหงส์ และบางหมู่บ้านของอำเภอสตึก โนนดินแดง โนนสุวรรณ หนองกี่ คูเมือง ประคำ และอำเภอเมืองบุรีรัมย์ )


         ส่วนจังหวัดอื่น ๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและบางจังหวัดในภาคเหนือของไทยจะใช้สำเนียงดังนี้



  •             ภาษาลาวเหนือ จังหวัดที่พูดในประเทศไทย เช่น จังหวัดเลย อุตรดิตถ์ (อำเภอบ้านโคก น้ำปาด ฟากท่า) เพชรบูรณ์ (อำเภอหล่มสัก หล่มเก่า น้ำหนาว) ขอนแก่น (อำเภอภูผาม่าน และบางหมู่บ้านของ อำเภอสีชมพู ชุมแพ) ชัยภูมิ (อำเภอคอนสาร) พิษณุโลก (อำเภอชาติตระการ และนครไทยบางหมู่บ้าน) หนองคาย (อำเภอสังคม) อุดรธานี (อำเภอน้ำโสม นายูง บางหมู่บ้าน)

  • ภาษาลาวตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ค่อยมีผู้พูดในประเทศไทย จังหวัดที่พูดในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นชุมชนลาวพวนที่อพยพมาจากแขวงเซียงขวาง สปป.ลาว เช่น ที่บ้านเชียง อำเภอหนองหาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี และบางหมู่บ้าน ใน จังหวัดสกลนคร หนองคาย และยังมีชุมชนลาวพวนในภาคเหนือบางแห่งในจังหวัด สุโขทัย อุตรดิตถ์ แพร่ ไม่กี่หมู่บ้านเท่านั้น

  • ภาษาลาวเวียงจันทน์ จังหวัดที่พูดในประเทศไทย เช่น จังหวัดชัยภูมิ หนองบัวลำภู หนองคาย (อำเภอเมืองหนองคาย ศรีเชียงใหม่ ท่าบ่อ โพนพิสัย) ขอนแก่น (อำเภอภูเวียง ชุมแพ สีชมพู ภูผาม่าน หนองนาคำ เวียงเก่า หนองเรือบางหมู่บ้าน) ยโสธร (อำเภอเมืองยโสธร ทรายมูล กุดชุม บางหมู่บ้าน) อุดรธานี (อำเภอบ้านผือ บางหมู่บ้านของอำเภอเมืองอุดรธานี เพ็ญ) ศรีสะเกษ (บางหมู่บ้านของ อำเภอเมืองศรีสะเกษ ขุขันธ์ ขุนหาญ)

  •              ภาษาลาวกลาง แยกออกเป็นสำเนียงถิ่น 2 สำเนียงใหญ่ คือ ภาษาลาวกลางถิ่นคำม่วน และถิ่นสะหวันนะเขด ถิ่นคำม่วน จังหวัดที่พูดในประเทศไทย เช่น จังหวัดนครพนม สกลนคร บึงกาฬ (อำเภอเซกา บึงโขงหลง บางหมู่บ้าน) ถิ่นสะหวันนะเขด จังหวัดที่พูดมีจังหวัดเดียว คือ จังหวัดมุกดาหาร

  • ภาษาลาวใต้ จังหวัดที่พูดในประเทศไทย จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร

            แต่ในปัจจุบัน ภาษาลาวตะวันตกหรือภาษาอีสานในประเทศไทยไม่ได้รับการพัฒนาให้ใช้เป็นภาษาทางการ รัฐบาลไทยได้กำหนดให้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาทางการแทน จึงทำให้ภาษาลาวตะวันตกได้รับอิทธิพลจากภาษาไทยค่อนข้างมาก และมีการใช้คำศัพท์ภาษาไทยปะปนค่อนข้างมาก รวมทั้งไม่มีการใช้ตัวอักษรภาษาลาวในการเขียนด้วย จึงทำให้ภาษาลาวตะวันตกในปัจจุบันแตกต่างกับภาษาลาวในประเทศลาว ฉะนั้นจึงทำให้ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่ไม่ได้เรียนภาษาลาวแบบประเทศลาว บางครั้งฟังภาษาลาวในแบบทางการลาวไม่เข้าใจโดยตลอด โดยจะเข้าใจแบบจับใจความรู้เรื่อง เท่านั้นแต่ไม่เข้าใจคำศัพท์ความหมายหรือประโยค ทุกคำทุกความหมายได้ เพราะคำศัพท์บางคำซึ่งทางการลาวบัญญัติขึ้นใหม่ ทำให้ภาษาขาดการติดต่อกัน แต่อย่างไรก็ยังถือว่าเป็นภาษาอันเดียวกัน อย่างกรณีภาษาอังกฤษในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา


           ส่วนในประเทศลาว นอกจากสำเนียงถิ่นใหญ่แล้วยังมีสำเนียงแตกออกไปอีกหลายสำเนียงย่อย เช่น ภาษาลาวใต้ถิ่นสาละวัน ภาษาลาวกลางถิ่นสุวรรณเขต สำเนียงย่อยถิ่นเมืองอาดสะพังทอง ภาษาเวียงจันทน์ถิ่นเมืองปากงึม ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีผู้พูดภาษาลาวใต้ถิ่นจำปาศักดิ์ในจังหวัดพระวิหาร สตึงแตรง และรัตนคีรีของประเทศกัมพูชาด้วย


            เสียงสระในภาษาลาวซึ่งคล้ายคลึงกับเสียงสระภาษาไทยแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ สระเดี่ยว สระประสม และสระเกิน สะกดด้วยรูปสระพื้นฐานหนึ่งตัวหรือหลายตัวร่วมกัน


              สระเดี่ยว หรือ สระแท้ คือสระที่เกิดจากฐานเพียงฐานเดียว มีทั้งสิ้น 18 เสียง


             สระประสม คือสระที่เกิดจากสระเดี่ยวสองเสียงมาประสมกัน เกิดการเลื่อนของลิ้นในระดับสูงลดลงสู่ระดับต่ำ ดังนั้นจึงสามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "สระเลื่อน" มี 3 เสียง



  • ເxຍ /iːa/ ประสมจากสระ อี และ อา

  • ເxືອ /ɯːa/ ประสมจากสระ อือ และ อา

  • xົວ /uːa/ ประสมจากสระ อู และ อา

    เสียงวรรณยุกต์


        ภาษาลาวเวียงจันทน์มีระดับเสียงวรรณยุกต์ 6 ระดับ: Low (เอก) Mid (สามัญ) High (ตรี) Rising (จัตวา) High Falling (ใกล้เคียงกับโท) และ Low Falling (โท) ระดับเสียงจะแตกต่างกัน ไปตามชนพื้นเมืองของผู้พูดและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ เช่น ชาวหลวงพระบางจะใช้ ระดับเสียงวรรณยุกต์ 5 ระดับ คือ  กลางต่ำลงขึ้น   ต่ำขึ้น  กลางระดับ   สูงขึ้น  กลางขึ้น


       ตัวอักษร


          ภาษาลาวมีตัวอักษรที่ใช้เขียนอยู่สองแบบ คือ อักษรลาว ใช้เขียนเรื่องคดีทางโลกทั่วไป ปัจจุบันรัฐบาลลาวได้ปรับปรุงอักษรลาวเดิมให้ใช้เป็นอักษรราชการ (ในภาคอีสานของไทยยังคงใช้อยู่บ้างในเอกสารโบราณ เรียกชื่อว่า อักษรไทน้อย



  • อักษรธรรมลาว ใช้เขียนเรื่องคดีทางธรรม โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ และตำราวิชาการบางประการ


  • ตัวอย่าง


  • สรรพนามภาษาลาว - ไทย
    ข้อย : ฉัน
    พวกเฮา : เรา
    เจ้า : คุณ
    มัน : มัน
    พวกเจ้า : พวกท่าน
    หยัง : อะไร
    ท้าว : นาย
    สาว : นางสาว
    แม่ : นาง
    เฮ็ด : ทำ
    ซอย, ซอยเหลือ : ช่วย
    ฮู้ : รู้
    เยี่ยมยาม : เยี่ยมเยือน
    โอ้โลม : พูดคุย, สนทนา
    บ่ย่าน : ไม่กลัว
    ไข : เปิด
    อัด : ปิด
    แถ : โกน
    ขวัด: แคะ
    ปด : ถอด
    ถอก : เท (น้ำ)
    แว่ : แวะ
    วันพะหัด : วันพฤหัสบดี
    ยามเช้า : ตอนเช้า
    ยามสวย : ตอนสาย
    ยามแลง : ตอนเย็น
    มื่อนี่ : วันนี้
    เซ่านี่ : เช้านี้
    มื่อแลง : เย็นนี้
    วันพุก, มื่ออืน : พรุ่งนี้
    วันฮือ : มะรืนนี้
    มื่อวานนี่ : เมื่อวานนี้
    จั๊กโมงแล้ว : กี่โมงแล้ว
    แต่โดน : นานมาแล้ว
    บ่โดน : ไม่นาน
    หว่างแล้ว : ไม่นานมานี้
    เทือ : ครั้ง
    ม่อๆนี้ : เร็วๆนี้


  • หมวดอาหาร ภาษาลาว - ไทย
    ข้าวเซ่้า : อาหารเช้า
    ข้าวสวาย : อาหารกลางวัน
    ข้าวแลง : อาหารเย็น
    แต่งกิ่น, ทำกับข้าว : ทำอาหาร
    ร้านกิ่นดื่ม : ร้านอาหาร
    กิ่นเข่า : กินข้าว
    ซิ้นงัว : เนื่อวัว
    ซิ้นหมู : เนื้อหมู
    หมูปิ้น : หมูหัน
    ผักซู : กะหล่ำปลี
    หมากเผ็ด : พริก
    หมากไม้ : ผลไม้
    หมากเขียบ : น้อยหน่า
    หมากฮุ่ง : มะละกอ
    หมากนัด : สัปรด
    หมากจอง : ชมพู่
    หมากม่วง : มะม่วง
    หมากโม : แตงโม
    หมากเกี้ยง (ใหญ่) : ส้มโอ
    ข้าวเจ้า : ข้าวสวย
    ข้าวเปียก : ข้าวต้ม
    ข้าวคั่ว : ข้าวผัด
    เฝอ : ก๋วยเตี๋ยว
    หม้ำ : ไส้อั่ว
    คั่วหมี่ : หมี่ผัด
    ซิ้นจุ่ม : แจ่วฮ้อน
    น้ำบอลิสุด : น้ำเปล่า
    น้ำหวาน : น้ำอัดลม
    น้ำก้อน : น้ำแข็ง
    ซาเย็น : น้ำแข็งใส่ชา
    ซาหวานเย็น : ชาดำเย็น
    กะแลม : ไอศกรีม
    ขนมคู่ : ปาท่องโก๋
    ข้าวจี่ : ขนมปัง
    แซ่บหลาย : อร่อยมาก
    ฮ้อน : ร้อน
    ส้ม : เปรี้ยว
    แก้ว : ขวดน้ำ
    ท่อดูด : หลอดดูด
    จอก : แก้วน้ำ
    แก้ว : ขวด
    ชาม : กะละมัง
    ถ้วย : ชาม
    เจี้ยอนามัยผ้าอนามัย : กระดาษทิชชู่
    ไล่เงิน : เก็บเงิน (เวลาไปทานอาหาร)


    ช้อปปิ้ง ภาษาลาว - ไทย
    เท่าได๋ : เท่าไหร่
    ถึก : ถูก
    แพง : แพง
    จักรคิดไล่ : เครื่องคิดเลข
    มักหลาย : ชอบมาก
    แพงหลาย : แพงมาก
    ลดได้บ่ : ลดหน่อยได้ไหม
    หลุดราคา : ลดราคา
    ซอกซื้อ : หาซื้อ
    คำ : ทองคำ
    ทอง : ทองเหลือง
    คำกิโล : ทอง 99 เปอร์เซ็นต์
    หลายโพด : มากไป
    น้อยโพด : น้อยไป
    อันนี่แม่นหยัง : นี่อะไร
    หยัง, แม่นหยัง : อะไร
    อันนั้นแม่นหยัง : นั่นอะไร
    ลดใหญ่ : รถยนต์
    ลดจัก : รถมอเตอร์ไซค์
    ลดถีบ : รถจักรยาน
    สามล่อ : รถสามล้อ
    ลดเม : รถประจำทาง
    แอ๊ดซัง : เบนซิน
    กาซวน : โซล่า
    ปิล็อต : นักบิน, กัปตัน
    โอแตส, สาวอากาศ : แอร์โฮสเตส
    เดิ่นบิน : สนามบิน
    เดิ่นกีฬา : สนามกีฬา
    ปี้ : ตั๋ว
    ปี้ยน : ตั๋วเครื่องบิน
    บ่อนขายปี้ : ที่ขายตั๋ว
    ข้าวของ : กระเป๋า, สัมภาระเดินทาง


    คำทักทายภาษาลาว - ไทย
    ซำบายดี : สวัสดี
    ขอบใจ : ขอบคุณ
    ขอบใจหลายๆ : ขอบคุณมาก
    บ่เปนหยัง : ไม่เป็นไร
    ขอโทด : ขอโทษ
    ขอให้เข้มแข็ง : ขอให้มีสุขภาพดี
    ขอให้มั่นยืน : ขอให้อายุยืน
    ข้อยฮักเจ้า : ฉันรักเธอ
    บ่ดี : ไม่ดี
    งาม : สวย
    เจ้าชู้ : รูปงามมีเสน่ห์ (คำชม)
    น่าฮัก : น่ารัก
    แม่นแล้ว : ใช่
    บ่., บ่แม่น : ไม่ใช่
    ลาก่อน : ลาก่อน (จากไปไกล)
    โซกดี : ลาก่อน (ยังอยู่ใกล้)
    ยินดีที่ฮู้จัก : ยินดีที่ได้รู้จัก
    เจ้าซื่อหยัง : คุณชื่ออะไร
    ข่อยซื่อ : ฉันชื่อ
    เจ้ามาแต่ไส : คุณมาจากไหน
    สบายดีบ่ : คุณเป็นอย่างไรบ้าง


    คำทั่วไป ภาษาลาว - ไทย
    ฮ้าย : ดุ
    ม่วนซื่น : สนุกสนาน
    ฮับต้อน : ต้อนรับ
    ยาม : เยี่ยมเยือน
    เฮ็ดเวียก : ทำงาน
    ลัก : ขโมย
    พัวพัน : ติดต่อ
    ฮักแฮง รักมาก
    ซุกยู้ : สนับสนุน, ส่งเสริม
    นายภาษา : ล่าม
    ผู้ต่างหน้า : ตัวแทน, ผู้แทน
    ห้องการ : สำนักงาน
    ไปนอก : ไปห้องน้ำ
    น้ำของ : แม่น้ำโขง
    ขัว : สะพาน, ขวา
    อ่างดาวเทียม : จานดาวเทียม
    ป่องเยี่ยม : หน้าต่าง
    แว่นแยง : กระจกส่องหน้า
    ตะเว็น : พระอาทิตย์
    ทิ่ม : ทิ้ง, ทำให้ตก (สิ่งของ.ขยะ)
    ขี้เหยื่อ : ขยะ
    โฮงแฮม : โรงแรม
    พะยาด : โรคภับไข้เจ็บ
    นายแพด : บุรุษพยาบาล
    นางแพด : นางพยาบาล
    โฮงหมอ : โรงพยาบาล
    ท่านหมอ : นายแพทย์.แพทย์หญิง
    ห้องการป้องกันความสงบ : สถานีตำรวจ
    ทะนาคาน : ธนาคาร
    จั๋งได๋ : อย่างไร
    เกิบ : รองเท้า
    ลองเท้า : ถุงเท้า
    ตั่ง : เก้าอี้
    โมง : นาฬิกา
    ฮ้านแปงโมง : ร้านซ่อมนาฬิกา
    ฮ้านจอดยาง : ร้านปะยาง
    สบู่ฝุ่น : ผงซักฟอก
    แพ้ : ชนะ
    เสียให้ : แพ้
    แอบกาย : ออกกำลังกาย
    หลวง : ใหญ่โต
    กะปอมหลวง : ไดโนเสาร์
    จำปาหลวง (เซียงเมี่ยง) : ดอกลั่นทม
    เจ้ามหาชีวิต : ในหลวง
    หมั้นยืน : ยืนยาว
    เฮือนพัก : บ้านพัก, เกสต์เฮาส์
    เคื่อง : สินค้า
    สินค้า : ขายสินค้า
    ขายเคื่อง : ผ้า
    แผ่นแพ,ผ้าแพ : เสื้อผ้าสำเร็จรูป
    โส้ง : กางเกง
    ซิ่น : ผ้านุ่ง
    ขายโต, ขายของ : ค้าประเวณี
    ถุงยาง : ถุงพลาสติก
    เสื้อกันฝนตัวน้อย : ถุงยางอนามัย
    เซินซาบ : โปรดทราบ
    ตื่นตาม : ตื่นตูม
    บ่อนท่องเที่ยว : สถานที่ท่องเที่ยว
    ย่าง : เดิน
    ถ้ำติ่ง.ถ้ำหินติ่ง : ถ้ำหินงอกหินย้อย
    วันสังขานล่อง : วันสงกรานต์
    วันสังขานขึ้น : วันปีใหม่
    ใบยั่งยืน : ใบประกาศเกียรติคุณ
    ใบประหยัด : ระวัง
    เสีย : หาย
    มอดไฟ : ดับไฟ
    ไฟอำนาจ : ไฟแดง
    ไฟเกียม : ไฟเหลือง
    ไฟเสรี : ไฟเขียว
    กะเกียม : ตระเตรียม
    บ่ค่อยมัก : ไม่ค่อยชอบ
    ต่ำหูก,ตำแผ่น : ทอผ้า
    ปาฝา : ตะพาบน้ำ
    ทั้งพวง : ทั้งระบบ
    ปูยาง : ราดยาง
    บ่อนนั่ง : ที่นั่ง
    ห้ามสูบยา : ห้ามสูบบุหรี่
    ตาด : น้ำตก
    ทุ่งเพียง : ที่ราบ
    พูเพียง : ที่สูง
    พูดอย : ภูเขา


อาหารการกินของชาวพม่า


 


 


     ชาวพม่าทั่วไปนิยมบริโภคข้าวเจ้าเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับชาวไทยภาคกลาง ส่วนกับข้าวก็มีทั้งแกง ต้ม ผัด และน้ำพริก จึงดูคล้ายกับอาหารไทย เว้นแต่องค์ประกอบและรสชาติของอาหารจะแตกต่างจากอาหารไทยอยู่พอควร


    กับข้าวพม่ามีองค์ประกอบเป็นเนื้อและผักนานาชนิด เนื้อที่นิยมบริโภคมีทั้งเนื้อแพะ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และปลา แต่เมื่อยามถือศีลคนพม่ามักงดอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อวัว ด้วยถือว่าวัวเป็นสัตว์ให้คุณใช้แรงงาน บ้างเชื่อว่าเนื้อวัวเป็นอาหารแสลง คนมีแผลหนองไม่ควรรับประทาน การเรียกชื่อเนื้อวัวก็เลี่ยงใช้เป็นอย่างอื่น คือ วัวเป็นๆจะเรียกว่า นวฺาหรือนัว  แต่เรียกเนื้อวัวว่า อะแมตา ซึ่งสะท้อนอิทธิพลฮินดูที่นับถือวัวยิ่งกว่าสัตว์อื่น ในบรรดาอาหารเนื้อนี้ ปลานับว่ามีราคาถูก และมักเป็นปลาน้ำจืด เช่น ปลาตะเพียน ปลาค้าว ปลากด ปลาหมอ ปลากระดี่ และที่นิยมกินกันมาก คือ งาตะเล่าก์   ซึ่งน่าจะเป็นปลาตะลุมพุก ไข่ปลาชนิดนี้ชาวพม่าถือเป็นอาหารชั้นดี ในประเทศพม่านั้นปลาเกือบทุกชนิดมีแต่ตัวใหญ่ๆ ปลาบางชนิดต้องแล่แบ่งขายเป็นท่อนๆ พม่าออกจะมีปลาอุดมสมบูรณ์ ต่างจากไทยที่คนรุ่นหลังมักไม่ค่อยได้เห็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ในแม่น้ำลำคลอง กันบ่อยนัก ในส่วนของปลาทะเลนั้น แถบย่างกุ้งแม้จะอยู่ไม่ห่างจากทะเลมากนักแต่ก็ไม่ค่อยพบอาหารทะเล และที่ว่าไปย่างกุ้งจะต้องกินกุ้งย่างอร่อยๆให้ได้นั้นเห็นจะต้องผิดหวัง เพราะไม่ค่อยเห็นมีกุ้งตัวใหญ่ๆวางขายในตลาดสดมากนัก พบแต่กุ้งตัวขนาดแค่คืบ นำมาทำแกงขายตกตัวละ ๔๐๐ จั๊ต ซึ่งนับว่าแพง นอกนั้นจะเป็นกุ้งแห้งกุ้งฝอย มีขายอยู่ในตลาดสดแทบทุกแห่ง


 


     หันมาดูพืชผักที่ชาวพม่านิยมบริโภคกันบ้าง ผักที่พม่าชอบกินก็มีเห็นๆอยู่ทั่วไปในเมืองไทย ที่พบขายอยู่บ่อย เช่น ใบกระเจี๊ยบแดง ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักชี ใบบัวบก กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ที่เป็นพืชกินผล กินหัว กินเหง้า มีอาทิ มะเขือยาว มะเขือเทศ แตงกวา แตงร้าน น้ำเต้า มะรุม ลูกเนียง หัวผักกาดขาว มันท้องตลาดมีระดับเดียวคือ "แบกับดิน" แต่ก็เป็นผักใหม่ สด อวบ น่ารับประทาน ส่วนใหญ่เป็นผักที่ใช้ปุ๋ยธรรมชาติใกล้ฝรั่ง หยวกกล้วย หน่อไม้ แครอท และถั่วนานาชนิด พม่าไม่มีผัก "อนามัย" อย่างบ้านเรา ผักทุกชนิดที่ขายตามตัวแทบทั้งสิ้น แต่ไว้ใจได้ว่าปลอดสารพิษ บ้านพม่าส่วนใหญ่ตามชนบทหรือชานเมืองมักมีสวนครัวในบริเวณบ้านปลูกผักไว้กิน เอง ที่พบบ่อยๆก็คือร้านน้ำเต้าลูกโตๆ สวนครัวจึงถือเป็นตลาดหลังบ้านสำหรับชาวพม่า จนมีคำพูดติดปากว่า "ปลูกร้านค้าไว้หลังบ้าน" แม้ไม่พึ่งตลาด ก็อยู่ได้สบาย


     สำหรับพืชผักที่คนพม่าชอบกินเห็นจะเป็นผลน้ำเต้า ใบกระเจี๊ยบแดง และถั่ว น้ำเต้ากินได้ทั้งยอดและผล นำมาแกง ต้ม และทอดชุบแป้งกินเป็นของว่าง ส่วนใบกระเจี๊ยบปรุงเป็นอาหารได้ทั้งต้มและผัด หากต้มจะเรียกว่า ฉี่งบ่องฮีงโฉ่  หรือนำมาผัด เรียกว่า ฉี่งบ่องจ่อ ใบกระเจี๊ยบจัดได้ว่าเป็นอาหารประจำสำรับ ช่วยเจริญอาหาร และแก้เลี่ยนไปในตัว สำหรับถั่วนั้นเป็นพืชเกษตรเช่นเดียวกับข้าว พม่านิยมบริโภคถั่วถึงราว ๒๐ ชนิด อาทิ ถั่วลิสง ถั่วแขก ถั่วเนย ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วผีเสื้อ เป็นต้น พม่าปลูกถั่วกันมากทางตอนบนของประเทศ คนพม่านำถั่วมาปรุงอาหารได้สารพัดอย่าง ทั้งแกง ต้ม ผัด คั่ว หมัก และทำเป็นน้ำมันปรุงอาหาร หากเยือนพม่าแล้วไม่ได้กินถั่ว หรือพลาดลิ้มรสน้ำเต้าและใบกระเจี๊ยบ ถือว่ายังตีไม่ถึงท้ายครัวพม่า


     สิ่งที่อาหารชาติไหนๆมักขาดไม่ได้ก็คือเครื่องปรุงรส การปรุงอาหารให้มีรสชาติและมีกลิ่นหอมชวนกิน พม่าจะใช้น้ำมัน เกลือ หัวหอม และกระเทียมเป็นเครื่องปรุงหลัก และใช้ขิง ตะไคร้ ผักชี ใบแมงลัก ใบมะขาม มะนาวหลวง(พม่าเรียกเช่าก์ตี่) ผงกะหรี่ พริก น้ำปลา ซีอิ๊ว ปลาร้า กะปิ ถั่วเน่า และปลาแห้งเป็นเครื่องปรุงเสริมตามชนิดของอาหาร อาทิ แกงสี่เบี่ยง มีหน้าตาคล้ายแกงฮังเลของไทยภาคเหนือ และคล้ายแกงมัสมั่นของแขก พม่านิยมใส่ขิงเป็นเครื่องปรุงสำคัญ แต่จะไม่ใส่เครื่องเทศมากมายอย่างแกงแขก สำหรับแกงฮีงเล ของพม่าที่ฟังชื่อคล้ายกับแกงฮังเลของคนเมืองกลับมีหน้าตาเหมือนแกงโฮะ ไม่ทราบว่าเป็นด้วยเพราะเหตุใด


 


     คนพม่าไม่กินใบกะเพรา แต่จะกินเฉพาะใบแมงลัก ใบกะเพรานั้นพม่าถือเป็นอาหารสำหรับวัวเท่านั้น คนพม่าจึงมักแปลกใจที่คนไทยนิยมกินใบกระเพา ทำนองเดียวกัน คนไทยทั่วไปจะเห็นแกงไข่ต้มของพม่าเป็นของแปลกเช่นกัน ส่วนมะนาวนั้นพม่ากินกันน้อยเพราะราคาแพงพอๆกับไข่ไก่ คนพม่าจึงใช้มะนาวหลวงซึ่งมีลูกโตกว่าและให้น้ำได้มากกว่ามะนาวควายอย่างที่ ไทยนิยม นอกจากนี้ก็ใช้ใบมะขามหรือมะขามเปียกเพิ่มรสชาติด้วยเช่นกัน เครื่องปรุงอีกชนิดที่อดพูดถึงไม่ได้คือ ผงชูรส หรือที่พม่าเรียกว่า อะโฉ่-ฮม่ง แปลตามศัพท์ได้ว่า "ผงหวาน" หากกินอาหารพม่าก็ยากที่จะเลี่ยงผงชูรส เพราะเห็นทั้งแม่ค้าและแม่ครัวชอบปรุงอาหารด้วยผงชูรสกันทีละมากๆ กับข้าวทุกชนิดไม่ว่าจะต้มยำทำแกงอะไรก็ใส่ผงชูรสจนสิ้น แม้แต่โรยคลุกข้าวกินก็มี ที่น่าสนใจคือชาวพม่าจะใช้ผงชูรสประกอบในเครื่องเซ่นเจ้าที่ ส่วนน้ำปลานั้นทางพม่ามีเหมือนไทย นิยมขายเป็นแกลลอนหรือเป็นถุง มีทั้งน้ำปลาชนิดน้ำใสและชนิดน้ำขุ่นจนดำสนิท พม่าเรียกน้ำปลาว่า หงั่งปยาเหย่ ฝ่ายพม่าเชื่อว่าน่าจะเป็นคำไทยประสมคำพม่า มีคำว่า เหย่ เท่านั้นที่เป็นคำพม่า แปลว่า "น้ำ" ส่วน หงั่งปยา เชื่อว่าคงจะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า น้ำปลา ของไทย



 


ทีนี้มาถึงเรื่องกะปิปลาร้ากันบ้าง พม่าเรียกรวมๆว่า งาปิ๊ ออกเสียงสั้นๆว่า งะปิ๊ คำนี้แปลตามศัพท์ได้ว่า "ปลาหมัก" นั่นคือ งา  แปลว่า"ปลา" และ ปิ๊ แปลว่า "หมักหรือกดอัด" คำว่ากะปิของไทยจึงน่าจะเพี้ยนมาจากงะปิ๊ของพม่า (ภาษามอญเรียกปลาว่า ก๊ะ) งะปิ๊พม่ามีหลายชนิด หากเป็นปลาร้าตัวโต ๆ จะเหมือนกับปลาหมักเค็มเรียกว่า งะปิ๊ก่อง หากเป็นปลาหมักตัวเล็กๆก็จะเหมือนกับปลาร้าของไทย แต่ถ้าทำกินเป็นปลาร้าหลนเรียกว่า งะปิ๊เหย่โจ่ และถ้าทำเป็นน้ำจิ้มเจือแค่พริกป่นจะเรียกว่า งะปิ๊แชะ ส่วนกะปิที่ทำมาจากกุ้งจะเรียกว่า เซงซางะปิ๊ หากทำจากกุ้งเคยจะเรียก เคว-งะปิ๊ หรือ มยีงงะปิ๊ เมื่อนำกะปิมาโขลกจะเรียกว่างะปิ๊ทอง ชาวพม่าตอนล่างเท่านั้นที่นิยมกินกะปิปลาร้าเหมือนๆไทยภาคกลาง แต่พม่าตอนบนจะนิยมกินถั่วเน่าที่เรียกว่า แบ-งะปิ๊ หรือ แบโป๊ะ คำหลังแปลว่า "ถั่วเน่า" ความหมายจึงตรงกับที่ไทยเรียก โดยทั่วไปจะเห็นคนพม่าในย่างกุ้งกินน้ำพริกปลาร้ามากกว่าน้ำพริกกะปิ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าหากะปิดีๆมาตำกินไม่ค่อยได้ กะปิที่มีชื่อของพม่าคือกะปิจากเมืองมะริด เขตจังหวัดตะนาวศรี รองลงมาก็จากเมืองเควในรัฐยะไข่ เป็นกะปิดี ขึ้นชื่อเทียบได้กับกะปิระยองของไทยเรา จะเห็นได้ว่า กะปิ ของพม่า จึงมีทั้งที่ทำจากปลา กุ้ง เคย ถั่ว แล้วเรียกเหมือนกันว่า งะปิ๊ มีความหมายคลุมทั้งกะปิ ปลาร้า และถั่วเน่า นอกจากนี้พม่ายังนิยมกินน้ำถั่วหมักที่เรียกว่า โปงเหย่ และงาหมักที่เรียกว่า นังพัดฉี่ง เป็นเครื่องจิ้มหรือคลุกข้าวกิน จากร่องรอยของศัพท์ กะปิจากพม่า และน้ำปลาจากไทย น่าจะบอกได้ว่าพม่ากับไทยคงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการบริโภคกะปิกับน้ำปลากันมา แต่อดีต


     นอกเหนือไปจากอาหารหลักตามที่กล่าวมา ชาวพม่ายังมีอาหารว่างที่น่ารู้จักอีกหลายอย่าง อาทิ ก๋วยเตี๋ยว (เข้าก์ซแว) ขนมจีน (ม่งฮีงคา) ซาละเปา (เป้าก์สี่) ปาท่องโก๋ (อี่จ่า-กเว) โรตีทอด (ปะละต่า) โรตีโอ่ง (หนั่งปยา) และของทอดนานาชนิด (อะจ่อ) เช่น กล้วยทอด ถั่วทอด บาเยีย และน้ำเต้าชุบแป้งทอด ส่วนก๋วยเตี๋ยวที่พม่าเรียกว่า เข้าก์ซแวนั้น น่าจะเป็นคำเดียวกับข้าวซอยของคนเมือง ก๋วยเตี๋ยวพม่ามีทั้งก๋วยเตี๋ยวผัด ก๋วยเตี๋ยวน้ำ และราดหน้า ที่ต่างออกไปจากไทยคือหมี่คลุกเครื่อง (เข้าก์ซแวโต๊ะ) ปรุงด้วยถั่วป่น พริกป่น น้ำมะขาม ซ้อสมะเขือเทศ ซ้อสแดง และผงชูรส โดยจะกินกับต้มจืดที่เรียกว่า ฮีงโฉ่(s''Nt-y7b) ส่วนข้าวซอยอย่างของไทยภาคเหนือ คนพม่าจะเรียกว่า โอ๊งโน๊ะเข้าก์ซแว ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า "ก๋วยเตี๋ยวกะทิ" ดูหน้าตาไม่ต่างจากข้าวซอยไทยนัก พม่ามีก๋วยเตี๋ยวขึ้นชื่อคือ ซีแชะเข้าก์ซแว และเจโอ ชนิดแรกเป็นก๋วยเตี๋ยวแห้งคลุกน้ำมันเจียว ส่วนชนิดหลังเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำชามใหญ่ เหมาะสำหรับคนกินจุ รสชาติไม่เลี่ยนนัก และมีก๋วยเตี๋ยวไทยใหญ่ที่เรียกว่า ชานเข้าก์ซแวมีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวหยก แต่พม่านิยมใส่น้ำมันจนเยิ้ม ไม่มีรสเผ็ด กินเลี่ยนๆชอบกล


     นอกจากนี้ยังมีขนมจีนน้ำยาตำรับพม่า เรียกว่า ม่งฮีงคา แปลว่า "ขนมแกงขม" ขนมจีนถือเป็นอาหารยอดนิยมของพม่าเช่นกัน แต่น้ำยาของพม่าจะต่างไปจากน้ำยาไทยตรงที่พม่านิยมใส่ขมิ้น ขิง หยวกกล้วย และมีเครื่องเคียงน้ำยาเป็นจำพวกของทอดอย่างเช่น น้ำเต้าทอด และไม่นิยมกินขนมจีนกับผักสด ส่วนอาหารว่าง เช่น ซาลาเปา ปาท่องโก๋ และโรตี มักจะกินกับชาร้อนใส่นมที่พม่าเรียกว่า ละแพะเหย่ หรือ ละแพะเหย่โฉ่ ของกินเล่นอีกอย่างที่คนพม่านิยมคือเมี่ยงดอง นำมาคลุกเครื่องเรียกว่า ละแพะโต๊ะ กินกับของทอด เช่น ถั่วทอด กระเทียมทอด ขิงทอด และงาคั่ว



คนพม่านิยมดื่มน้ำชาร้อนอย่างคนจีน พม่าเรียกน้ำชาร้อนว่า ละแพะเหย่จาง หรือ เหย่-นเวจาง และดื่มกันได้ทั้งวันทั้งคืน คนพม่าถือว่าน้ำชาเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ ช่วยแก้เลี่ยน แก้กระหาย และช่วยขับเสลด ส่วนน้ำเย็นนั้นจะดื่มกันบ้างเป็นครั้งคราว โดยจะแช่ทิ้งไว้ในโอ่งดิน น้ำแข็งในพม่าถือเป็นของแพง หากกินมากอาจทำให้เสาะท้อง จึงนิยมกันไม่มากนัก และถ้าเดินไปรอบๆพระเจดีย์ชเวดากองจะพบร้านขายน้ำเย็น เป็นน้ำเปล่ากรองผ่านก้อนน้ำแข็ง ราคาแก้วละหนึ่งจั๊ต หากไม่จำเป็นนักก็ไม่ควรเสี่ยงกิน นอกจากนี้ยังมี น้ำอ้อย (จังเหย่) ที่ทำให้ท้องเสียได้ง่ายเช่นกัน หากผ่านสวนตาลก็มีน้ำตาลสดที่พม่าเรียกน้ำตาลหวาน(ทะเยโฉ่) และน้ำตาลเมาที่พม่าเรียก น้ำตาลขม (ทะเยคา) น้ำอัดลมก็พอมีขาย เช่น น้ำมะเน็ต(สป๊ากะหลี่ง) น้ำส้ม แป๊บซี่ (แป๊ะสี่) มิรินด้า เซเว่นอัพ ที่จริงแล้วหากอยู่พม่าก็ควรดื่มน้ำชาหรือน้ำสุก ด้วยทั้งประหยัดและปลอดภัย


     ในส่วนของขนมนั้นพม่าจะเรียกว่า ม่ง พม่าไม่ค่อยชอบขนมรสหวานจ๋อยหรือใส่กะทิมากอย่างขนมไทย แต่มักจะปนน้ำมันพืชในขนม ขนมพม่ามีหลายอย่าง เช่น ขนมหม้อแกง ขนมกวน ขนมตาล วุ้น สาคู ข้าวเหนียวหน้าถั่วหรือโรยงา ขนมต้ม ขนมครก (พม่าเรียกขนมผัวเมีย-ม่งลีงมยา) ขนมอีตุย ข้าวเหนียวแดง ขนมแป้งนึ่ง (ปองม่ง) ขนมแป้งทอด (ม่งสี่จ่อ) ขนมฝิ่นตัด (เบงม่ง) ขนมกล้วย ขนมวง ขนมเปี๊ยะ ขนมไข่ ข้าวเกรียบ ฯลฯ ขนมที่พม่าน่าจะเอาอย่างมาจากไทย เห็นจะเป็นขนมหม้อแกงและขนมลอดช่อง อย่างแรกพม่าเรียกว่า สะนวีงมะกี่ง อย่างหลังเรียกว่า ม่งและซอง ซึ่งก็ยังพอมีเค้าภาษาไทยอยู่ทั้งสองคำ ส่วนข้าวเหนียวหน้ากะทิ พม่าเรียกคล้ายไทยว่า นังกะทิ น่าจะมาจากหน้ากะทิหรือไม่ก็น้ำกะทิ ขนมอีกชนิดหนึ่งที่พม่าคงรับจากไทย คือ ข้าวหลาม พม่าเรียกว่า แคลังจี่เต้าก์ แคลัง มาจากข้าวหลาม และ จี่เต้าก์ แปลว่า "กระบอก" ส่วนขนมที่ไทยคงจะรับมาจากพม่า คือ กะละแม มีความหมายว่า "กุลาดำหรือแขกดำ" ส่วนแป๊ะหลอ นั้น เป็นถั่วคั่วของพม่า ซึ่งทางพม่าเรียกว่าแบหล่อ ถ้าเป็นถั่วทอดจะเรียกว่า แบจ่อ ส่วนขนมแบบฝรั่งมีเช่น ขนมเค้ก พม่าจะเรียกว่า เก๊ะม่ง  เรียกขนมปังว่าป่องม่ง  และเรียกขนมปังกรอบว่า บิซะกั๊วะ สำหรับไอศกรีมนั้น พม่ามีคำเรียกหลายคำตามแต่ชนิด เหย่แคม่ง เป็นไอติมก้อน เหย่แคชอง เป็นไอติมแท่ง และ เหย่แคโด๊ะ เป็นไอติมถุง ส่วนน้ำแข็งไสใส่น้ำหวานจะเรียกว่า เหย่แคชิต์คำว่า เหย่แค นั้น แปลว่า "น้ำแข็ง" คำนี้จึงหมายถึงไอติมได้ด้วย


     ผลไม้พม่าเรียกว่า ติจ์ตี ในย่างกุ้งหาผลไม้กินยากสักหน่อย ที่พบเห็นบ่อยๆก็มีกล้วย และมะพร้าว เพราะเป็นผลไม้ที่นิยมใช้บูชาเทพนัต พม่าเรียกกล้วยหักมุกว่า พีจาง  เรียกกล้วยหอมว่า ตี-มเว ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า "ผลหอม" และเรียกกล้วยน้ำว้าว่ากล้วยยะไข่หรือ ยะข่ายแงะปยอตีชาวพม่าดูจะนิยมกินกล้วยหักมุกมากที่สุด เห็นบอกว่าช่วยบำรุงสุขภาพและมักนำไปถวายพระ จึงต่างจากไทยที่นิยมกล้วยน้ำว้ามากกว่า ส่วนผลไม้ที่น่ากินมีเพียงมังคุด และองุ่นแดง ซึ่งมีรสชาติดี มะม่วงพม่านั้นมีหลายชนิดที่คล้ายไทย เช่น มะม่วงมัน มะม่วงพิมเสน แต่มีรสชาติด้อยกว่ามะม่วงไทย พม่ามีมะม่วงชนิดหนึ่งเรียกว่า หยี่งกแว แปลว่า "อกแยก" มีความหมายและรูปร่างคล้ายๆกับอกร่องไทย แต่รสชาติต่างกันลิบ เว้นแต่บางปีจึงจะมีรสดี บางลูกกินแล้วคันคอ จนน่าจะเรียกว่า "มะม่วงอกแตก" เสียมากกว่า มะม่วงที่ขึ้นชื่อของพม่ามีอาทิ มัณฑะเลหยี่งกแว มยะชิตสุ เซงตะโลง ส่วนแตงโมรสดีเห็นจะเป็นแตงโมพันธุ์โยเดียที่หาซื้อได้ตามทางไปเมืองพะโค หรือหงสาวดีนามเดิม


     คน พม่านิยมสูบบุหรี่และเคี้ยวหมากกันมาก นับแต่เด็กวัยรุ่นจนถึงพ่อเฒ่าแม่แก่ต่างติดบุหรี่ติดหมากกันไม่น้อย พม่าเรียกบุหรี่ว่า เซเละ แปลตามศัพท์ว่า "ยามวน" ส่วนหมากจะเรียกว่า กวาน หรือ กูน ซึ่งมีเครื่องปรุงหลายรส ทำเป็นหมากคำ เรียกว่า กูนหย่า หมากคำของพม่าจะห่อพับด้วยใบพลูเป็นคำๆ ไม่นิยมมวนอย่างไทยเรา หากเดินตามท้องถนนไม่ว่าย่านไหนๆจะพบเห็นร้านทำเป็นซุ้มขายหมากคำและยามวน ได้ไม่ยาก บางทีจะพบพ่อค้าบุหรี่และหมากคำเดินเร่ขายตามย่านชุมชน ฉะนั้นผู้ยังหลงใหลในรสชาติของบุหรี่ หากไปพม่าก็คงสะดวกใจที่ไม่มีใครมาคอยค่อนแคะให้หงุดหงิด แต่จะยุ่งใจก็ตรงที่จะต้องพกบุหรี่ที่ถูกใจไปเอง เพราะคนพม่าชอบสูบยาฉุนแบบบุหรี่ขี้โยและไร้ก้นกรอง ส่วนบุหรี่รัฐบาลหรือบุหรี่นอกก็มีวางขายอยู่ทั่วไปเหมือนกัน พม่าเริ่มรณรงค์เกี่ยวกับภัยของบุหรี่บ้างแล้ว แต่ก็ยังมีโฆษณาขายบุหรี่ทางโทรทัศน์ ส่วนหมากนั้น ตอนนี้ห้ามซื้อขายกันในเขตตัวเมือง อีกทั้งมีป้ายปรามไม่ให้บ้วนน้ำหมากขี้หมากในที่สาธารณะ หากละเมิดก็อาจถูกปรับถึงห้าร้อย จั๊ต นับว่าสูงพอๆกับรายได้สำหรับคนพม่าจนๆ ทั้งเดือนทีเดียว



  หญิงและชายพม่านิยมบุหรี่ต่างกัน ผู้ชายจะสูบบุหรี่มวนเล็กขนาดเท่านิ้วก้อย แต่มีรสชาติแรง เรียกว่า เซ-ปยีงเละ แต่แม่หญิงเธอมักสูบบุหรี่มวนโตๆขนาดสักสองนิ้วหัวแม่มือ แต่ก็เป็นยารสเบา เรียกว่า เซเปาะเละ ใบไม้ที่ชอบใช้มวนยาเส้นอาจเป็นใบหมันดง หรือเปลือกข้าวโพด สะดวกสุดก็มวนด้วยกระดาษ ที่ว่าทำไมผู้หญิงชอบบุหรี่มวนโตกว่าบุหรี่ที่ผู้ชายสูบนั้น ชายก็หาว่าฝ่ายหญิงมีโลภจิต หญิงก็ว่าต้องวุ่นอยู่กับงานไม่มีเวลาว่างมากอย่างผู้ชายที่หาเวลามวนบุหรี่ ได้บ่อยๆ จึงไม่ทราบว่าเป็นเพราะหญิงงกหรือชายขี้เกียจกันแน่ นี่ก็เพียงแค่เถียงกันเล่นๆให้สนุกสนานเท่านั้น หากทว่าผู้ชายสูบบุหรี่รสแรงมวนโตพอๆกับบุหรี่ของผู้หญิงก็คงเมาหัวทิ่ม ฉะนั้นบุหรี่รสแรงมวนเล็กก็พอเหมาะพอควรอยู่แล้ว ส่วนบุหรี่สำหรับผู้หญิงนั้นมีรสเบา จึงต้องสูบมวนโตสักหน่อยจึงจะได้รสชาติดี


     สรุปแล้วในด้านอาหารการกินนั้น แม้คนไทยกับคนพม่าจะชอบกินข้าวเจ้าเหมือนกัน แต่กลับนิยมรสชาติอาหารต่างกันอยู่มาก พม่าชอบรสมัน ไม่ชอบรสหวานแบบไทย ของกินพม่าที่พบเห็นกินกันเป็นประจำมี ของทอด ของยำ ต้ม แกง และกะปิปลาร้า พืชผักก็มักเป็น ถั่ว น้ำเต้า ใบกระเจี๊ยบ เป็นอาทิ เนื้อแพะและปลาจะหากินง่ายกว่าเนื้ออย่างอื่น อาหารพม่าบางอย่างรับมาจากไทย และอาหารไทยบางอย่างก็รับมาจากพม่าเช่นกัน แต่พัฒนารสชาติแตกต่างกันไป นอกจากนี้คนพม่ามีธรรมเนียมจิบน้ำชาแกล้มเมี่ยงแกล้มถั่ว ติดหมากติดบุหรี่จนยากจะเลิก อีกทั้งยังหลงใหลรสชาติผงชูรส อาหารในพม่าจะพบเห็นเหมือนๆกันแทบทุกที่ จะหาของแปลกใหม่กินอย่างในเมืองไทยนั้นยังเป็นเรื่องยาก ฉะนั้นหากจะไปใช้ชีวิตในพม่าก็ต้องปรับตัวปรับใจกันหน่อย แต่ถ้าชอบวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายพออยู่พอกิน มีอย่างไรก็กินอย่างนั้น พม่าก็เป็นแผ่นดินที่สนองเรื่องปากท้องได้อย่างไม่ขัดสนนัก


 


อาหารการกินของชาวพม่า


 


 


     ชาวพม่าทั่วไปนิยมบริโภคข้าวเจ้าเป็นอาหารหลักเช่นเดียวกับชาวไทยภาคกลาง ส่วนกับข้าวก็มีทั้งแกง ต้ม ผัด และน้ำพริก จึงดูคล้ายกับอาหารไทย เว้นแต่องค์ประกอบและรสชาติของอาหารจะแตกต่างจากอาหารไทยอยู่พอควร


    กับข้าวพม่ามีองค์ประกอบเป็นเนื้อและผักนานาชนิด เนื้อที่นิยมบริโภคมีทั้งเนื้อแพะ เนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และปลา แต่เมื่อยามถือศีลคนพม่ามักงดอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อวัว ด้วยถือว่าวัวเป็นสัตว์ให้คุณใช้แรงงาน บ้างเชื่อว่าเนื้อวัวเป็นอาหารแสลง คนมีแผลหนองไม่ควรรับประทาน การเรียกชื่อเนื้อวัวก็เลี่ยงใช้เป็นอย่างอื่น คือ วัวเป็นๆจะเรียกว่า นวฺาหรือนัว  แต่เรียกเนื้อวัวว่า อะแมตา ซึ่งสะท้อนอิทธิพลฮินดูที่นับถือวัวยิ่งกว่าสัตว์อื่น ในบรรดาอาหารเนื้อนี้ ปลานับว่ามีราคาถูก และมักเป็นปลาน้ำจืด เช่น ปลาตะเพียน ปลาค้าว ปลากด ปลาหมอ ปลากระดี่ และที่นิยมกินกันมาก คือ งาตะเล่าก์   ซึ่งน่าจะเป็นปลาตะลุมพุก ไข่ปลาชนิดนี้ชาวพม่าถือเป็นอาหารชั้นดี ในประเทศพม่านั้นปลาเกือบทุกชนิดมีแต่ตัวใหญ่ๆ ปลาบางชนิดต้องแล่แบ่งขายเป็นท่อนๆ พม่าออกจะมีปลาอุดมสมบูรณ์ ต่างจากไทยที่คนรุ่นหลังมักไม่ค่อยได้เห็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ในแม่น้ำลำคลอง กันบ่อยนัก ในส่วนของปลาทะเลนั้น แถบย่างกุ้งแม้จะอยู่ไม่ห่างจากทะเลมากนักแต่ก็ไม่ค่อยพบอาหารทะเล และที่ว่าไปย่างกุ้งจะต้องกินกุ้งย่างอร่อยๆให้ได้นั้นเห็นจะต้องผิดหวัง เพราะไม่ค่อยเห็นมีกุ้งตัวใหญ่ๆวางขายในตลาดสดมากนัก พบแต่กุ้งตัวขนาดแค่คืบ นำมาทำแกงขายตกตัวละ ๔๐๐ จั๊ต ซึ่งนับว่าแพง นอกนั้นจะเป็นกุ้งแห้งกุ้งฝอย มีขายอยู่ในตลาดสดแทบทุกแห่ง


 


     หันมาดูพืชผักที่ชาวพม่านิยมบริโภคกันบ้าง ผักที่พม่าชอบกินก็มีเห็นๆอยู่ทั่วไปในเมืองไทย ที่พบขายอยู่บ่อย เช่น ใบกระเจี๊ยบแดง ผักบุ้ง ผักกวางตุ้ง ผักชี ใบบัวบก กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ที่เป็นพืชกินผล กินหัว กินเหง้า มีอาทิ มะเขือยาว มะเขือเทศ แตงกวา แตงร้าน น้ำเต้า มะรุม ลูกเนียง หัวผักกาดขาว มันท้องตลาดมีระดับเดียวคือ "แบกับดิน" แต่ก็เป็นผักใหม่ สด อวบ น่ารับประทาน ส่วนใหญ่เป็นผักที่ใช้ปุ๋ยธรรมชาติใกล้ฝรั่ง หยวกกล้วย หน่อไม้ แครอท และถั่วนานาชนิด พม่าไม่มีผัก "อนามัย" อย่างบ้านเรา ผักทุกชนิดที่ขายตามตัวแทบทั้งสิ้น แต่ไว้ใจได้ว่าปลอดสารพิษ บ้านพม่าส่วนใหญ่ตามชนบทหรือชานเมืองมักมีสวนครัวในบริเวณบ้านปลูกผักไว้กิน เอง ที่พบบ่อยๆก็คือร้านน้ำเต้าลูกโตๆ สวนครัวจึงถือเป็นตลาดหลังบ้านสำหรับชาวพม่า จนมีคำพูดติดปากว่า "ปลูกร้านค้าไว้หลังบ้าน" แม้ไม่พึ่งตลาด ก็อยู่ได้สบาย


     สำหรับพืชผักที่คนพม่าชอบกินเห็นจะเป็นผลน้ำเต้า ใบกระเจี๊ยบแดง และถั่ว น้ำเต้ากินได้ทั้งยอดและผล นำมาแกง ต้ม และทอดชุบแป้งกินเป็นของว่าง ส่วนใบกระเจี๊ยบปรุงเป็นอาหารได้ทั้งต้มและผัด หากต้มจะเรียกว่า ฉี่งบ่องฮีงโฉ่  หรือนำมาผัด เรียกว่า ฉี่งบ่องจ่อ ใบกระเจี๊ยบจัดได้ว่าเป็นอาหารประจำสำรับ ช่วยเจริญอาหาร และแก้เลี่ยนไปในตัว สำหรับถั่วนั้นเป็นพืชเกษตรเช่นเดียวกับข้าว พม่านิยมบริโภคถั่วถึงราว ๒๐ ชนิด อาทิ ถั่วลิสง ถั่วแขก ถั่วเนย ถั่วเหลือง ถั่วแดง ถั่วผีเสื้อ เป็นต้น พม่าปลูกถั่วกันมากทางตอนบนของประเทศ คนพม่านำถั่วมาปรุงอาหารได้สารพัดอย่าง ทั้งแกง ต้ม ผัด คั่ว หมัก และทำเป็นน้ำมันปรุงอาหาร หากเยือนพม่าแล้วไม่ได้กินถั่ว หรือพลาดลิ้มรสน้ำเต้าและใบกระเจี๊ยบ ถือว่ายังตีไม่ถึงท้ายครัวพม่า


     สิ่งที่อาหารชาติไหนๆมักขาดไม่ได้ก็คือเครื่องปรุงรส การปรุงอาหารให้มีรสชาติและมีกลิ่นหอมชวนกิน พม่าจะใช้น้ำมัน เกลือ หัวหอม และกระเทียมเป็นเครื่องปรุงหลัก และใช้ขิง ตะไคร้ ผักชี ใบแมงลัก ใบมะขาม มะนาวหลวง(พม่าเรียกเช่าก์ตี่) ผงกะหรี่ พริก น้ำปลา ซีอิ๊ว ปลาร้า กะปิ ถั่วเน่า และปลาแห้งเป็นเครื่องปรุงเสริมตามชนิดของอาหาร อาทิ แกงสี่เบี่ยง มีหน้าตาคล้ายแกงฮังเลของไทยภาคเหนือ และคล้ายแกงมัสมั่นของแขก พม่านิยมใส่ขิงเป็นเครื่องปรุงสำคัญ แต่จะไม่ใส่เครื่องเทศมากมายอย่างแกงแขก สำหรับแกงฮีงเล ของพม่าที่ฟังชื่อคล้ายกับแกงฮังเลของคนเมืองกลับมีหน้าตาเหมือนแกงโฮะ ไม่ทราบว่าเป็นด้วยเพราะเหตุใด


 


     คนพม่าไม่กินใบกะเพรา แต่จะกินเฉพาะใบแมงลัก ใบกะเพรานั้นพม่าถือเป็นอาหารสำหรับวัวเท่านั้น คนพม่าจึงมักแปลกใจที่คนไทยนิยมกินใบกระเพา ทำนองเดียวกัน คนไทยทั่วไปจะเห็นแกงไข่ต้มของพม่าเป็นของแปลกเช่นกัน ส่วนมะนาวนั้นพม่ากินกันน้อยเพราะราคาแพงพอๆกับไข่ไก่ คนพม่าจึงใช้มะนาวหลวงซึ่งมีลูกโตกว่าและให้น้ำได้มากกว่ามะนาวควายอย่างที่ ไทยนิยม นอกจากนี้ก็ใช้ใบมะขามหรือมะขามเปียกเพิ่มรสชาติด้วยเช่นกัน เครื่องปรุงอีกชนิดที่อดพูดถึงไม่ได้คือ ผงชูรส หรือที่พม่าเรียกว่า อะโฉ่-ฮม่ง แปลตามศัพท์ได้ว่า "ผงหวาน" หากกินอาหารพม่าก็ยากที่จะเลี่ยงผงชูรส เพราะเห็นทั้งแม่ค้าและแม่ครัวชอบปรุงอาหารด้วยผงชูรสกันทีละมากๆ กับข้าวทุกชนิดไม่ว่าจะต้มยำทำแกงอะไรก็ใส่ผงชูรสจนสิ้น แม้แต่โรยคลุกข้าวกินก็มี ที่น่าสนใจคือชาวพม่าจะใช้ผงชูรสประกอบในเครื่องเซ่นเจ้าที่ ส่วนน้ำปลานั้นทางพม่ามีเหมือนไทย นิยมขายเป็นแกลลอนหรือเป็นถุง มีทั้งน้ำปลาชนิดน้ำใสและชนิดน้ำขุ่นจนดำสนิท พม่าเรียกน้ำปลาว่า หงั่งปยาเหย่ ฝ่ายพม่าเชื่อว่าน่าจะเป็นคำไทยประสมคำพม่า มีคำว่า เหย่ เท่านั้นที่เป็นคำพม่า แปลว่า "น้ำ" ส่วน หงั่งปยา เชื่อว่าคงจะเพี้ยนเสียงมาจากคำว่า น้ำปลา ของไทย



 


ทีนี้มาถึงเรื่องกะปิปลาร้ากันบ้าง พม่าเรียกรวมๆว่า งาปิ๊ ออกเสียงสั้นๆว่า งะปิ๊ คำนี้แปลตามศัพท์ได้ว่า "ปลาหมัก" นั่นคือ งา  แปลว่า"ปลา" และ ปิ๊ แปลว่า "หมักหรือกดอัด" คำว่ากะปิของไทยจึงน่าจะเพี้ยนมาจากงะปิ๊ของพม่า (ภาษามอญเรียกปลาว่า ก๊ะ) งะปิ๊พม่ามีหลายชนิด หากเป็นปลาร้าตัวโต ๆ จะเหมือนกับปลาหมักเค็มเรียกว่า งะปิ๊ก่อง หากเป็นปลาหมักตัวเล็กๆก็จะเหมือนกับปลาร้าของไทย แต่ถ้าทำกินเป็นปลาร้าหลนเรียกว่า งะปิ๊เหย่โจ่ และถ้าทำเป็นน้ำจิ้มเจือแค่พริกป่นจะเรียกว่า งะปิ๊แชะ ส่วนกะปิที่ทำมาจากกุ้งจะเรียกว่า เซงซางะปิ๊ หากทำจากกุ้งเคยจะเรียก เคว-งะปิ๊ หรือ มยีงงะปิ๊ เมื่อนำกะปิมาโขลกจะเรียกว่างะปิ๊ทอง ชาวพม่าตอนล่างเท่านั้นที่นิยมกินกะปิปลาร้าเหมือนๆไทยภาคกลาง แต่พม่าตอนบนจะนิยมกินถั่วเน่าที่เรียกว่า แบ-งะปิ๊ หรือ แบโป๊ะ คำหลังแปลว่า "ถั่วเน่า" ความหมายจึงตรงกับที่ไทยเรียก โดยทั่วไปจะเห็นคนพม่าในย่างกุ้งกินน้ำพริกปลาร้ามากกว่าน้ำพริกกะปิ ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าหากะปิดีๆมาตำกินไม่ค่อยได้ กะปิที่มีชื่อของพม่าคือกะปิจากเมืองมะริด เขตจังหวัดตะนาวศรี รองลงมาก็จากเมืองเควในรัฐยะไข่ เป็นกะปิดี ขึ้นชื่อเทียบได้กับกะปิระยองของไทยเรา จะเห็นได้ว่า กะปิ ของพม่า จึงมีทั้งที่ทำจากปลา กุ้ง เคย ถั่ว แล้วเรียกเหมือนกันว่า งะปิ๊ มีความหมายคลุมทั้งกะปิ ปลาร้า และถั่วเน่า นอกจากนี้พม่ายังนิยมกินน้ำถั่วหมักที่เรียกว่า โปงเหย่ และงาหมักที่เรียกว่า นังพัดฉี่ง เป็นเครื่องจิ้มหรือคลุกข้าวกิน จากร่องรอยของศัพท์ กะปิจากพม่า และน้ำปลาจากไทย น่าจะบอกได้ว่าพม่ากับไทยคงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการบริโภคกะปิกับน้ำปลากันมา แต่อดีต


     นอกเหนือไปจากอาหารหลักตามที่กล่าวมา ชาวพม่ายังมีอาหารว่างที่น่ารู้จักอีกหลายอย่าง อาทิ ก๋วยเตี๋ยว (เข้าก์ซแว) ขนมจีน (ม่งฮีงคา) ซาละเปา (เป้าก์สี่) ปาท่องโก๋ (อี่จ่า-กเว) โรตีทอด (ปะละต่า) โรตีโอ่ง (หนั่งปยา) และของทอดนานาชนิด (อะจ่อ) เช่น กล้วยทอด ถั่วทอด บาเยีย และน้ำเต้าชุบแป้งทอด ส่วนก๋วยเตี๋ยวที่พม่าเรียกว่า เข้าก์ซแวนั้น น่าจะเป็นคำเดียวกับข้าวซอยของคนเมือง ก๋วยเตี๋ยวพม่ามีทั้งก๋วยเตี๋ยวผัด ก๋วยเตี๋ยวน้ำ และราดหน้า ที่ต่างออกไปจากไทยคือหมี่คลุกเครื่อง (เข้าก์ซแวโต๊ะ) ปรุงด้วยถั่วป่น พริกป่น น้ำมะขาม ซ้อสมะเขือเทศ ซ้อสแดง และผงชูรส โดยจะกินกับต้มจืดที่เรียกว่า ฮีงโฉ่(s''Nt-y7b) ส่วนข้าวซอยอย่างของไทยภาคเหนือ คนพม่าจะเรียกว่า โอ๊งโน๊ะเข้าก์ซแว ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า "ก๋วยเตี๋ยวกะทิ" ดูหน้าตาไม่ต่างจากข้าวซอยไทยนัก พม่ามีก๋วยเตี๋ยวขึ้นชื่อคือ ซีแชะเข้าก์ซแว และเจโอ ชนิดแรกเป็นก๋วยเตี๋ยวแห้งคลุกน้ำมันเจียว ส่วนชนิดหลังเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำชามใหญ่ เหมาะสำหรับคนกินจุ รสชาติไม่เลี่ยนนัก และมีก๋วยเตี๋ยวไทยใหญ่ที่เรียกว่า ชานเข้าก์ซแวมีลักษณะคล้ายก๋วยเตี๋ยวหยก แต่พม่านิยมใส่น้ำมันจนเยิ้ม ไม่มีรสเผ็ด กินเลี่ยนๆชอบกล


     นอกจากนี้ยังมีขนมจีนน้ำยาตำรับพม่า เรียกว่า ม่งฮีงคา แปลว่า "ขนมแกงขม" ขนมจีนถือเป็นอาหารยอดนิยมของพม่าเช่นกัน แต่น้ำยาของพม่าจะต่างไปจากน้ำยาไทยตรงที่พม่านิยมใส่ขมิ้น ขิง หยวกกล้วย และมีเครื่องเคียงน้ำยาเป็นจำพวกของทอดอย่างเช่น น้ำเต้าทอด และไม่นิยมกินขนมจีนกับผักสด ส่วนอาหารว่าง เช่น ซาลาเปา ปาท่องโก๋ และโรตี มักจะกินกับชาร้อนใส่นมที่พม่าเรียกว่า ละแพะเหย่ หรือ ละแพะเหย่โฉ่ ของกินเล่นอีกอย่างที่คนพม่านิยมคือเมี่ยงดอง นำมาคลุกเครื่องเรียกว่า ละแพะโต๊ะ กินกับของทอด เช่น ถั่วทอด กระเทียมทอด ขิงทอด และงาคั่ว



คนพม่านิยมดื่มน้ำชาร้อนอย่างคนจีน พม่าเรียกน้ำชาร้อนว่า ละแพะเหย่จาง หรือ เหย่-นเวจาง และดื่มกันได้ทั้งวันทั้งคืน คนพม่าถือว่าน้ำชาเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ ช่วยแก้เลี่ยน แก้กระหาย และช่วยขับเสลด ส่วนน้ำเย็นนั้นจะดื่มกันบ้างเป็นครั้งคราว โดยจะแช่ทิ้งไว้ในโอ่งดิน น้ำแข็งในพม่าถือเป็นของแพง หากกินมากอาจทำให้เสาะท้อง จึงนิยมกันไม่มากนัก และถ้าเดินไปรอบๆพระเจดีย์ชเวดากองจะพบร้านขายน้ำเย็น เป็นน้ำเปล่ากรองผ่านก้อนน้ำแข็ง ราคาแก้วละหนึ่งจั๊ต หากไม่จำเป็นนักก็ไม่ควรเสี่ยงกิน นอกจากนี้ยังมี น้ำอ้อย (จังเหย่) ที่ทำให้ท้องเสียได้ง่ายเช่นกัน หากผ่านสวนตาลก็มีน้ำตาลสดที่พม่าเรียกน้ำตาลหวาน(ทะเยโฉ่) และน้ำตาลเมาที่พม่าเรียก น้ำตาลขม (ทะเยคา) น้ำอัดลมก็พอมีขาย เช่น น้ำมะเน็ต(สป๊ากะหลี่ง) น้ำส้ม แป๊บซี่ (แป๊ะสี่) มิรินด้า เซเว่นอัพ ที่จริงแล้วหากอยู่พม่าก็ควรดื่มน้ำชาหรือน้ำสุก ด้วยทั้งประหยัดและปลอดภัย


     ในส่วนของขนมนั้นพม่าจะเรียกว่า ม่ง พม่าไม่ค่อยชอบขนมรสหวานจ๋อยหรือใส่กะทิมากอย่างขนมไทย แต่มักจะปนน้ำมันพืชในขนม ขนมพม่ามีหลายอย่าง เช่น ขนมหม้อแกง ขนมกวน ขนมตาล วุ้น สาคู ข้าวเหนียวหน้าถั่วหรือโรยงา ขนมต้ม ขนมครก (พม่าเรียกขนมผัวเมีย-ม่งลีงมยา) ขนมอีตุย ข้าวเหนียวแดง ขนมแป้งนึ่ง (ปองม่ง) ขนมแป้งทอด (ม่งสี่จ่อ) ขนมฝิ่นตัด (เบงม่ง) ขนมกล้วย ขนมวง ขนมเปี๊ยะ ขนมไข่ ข้าวเกรียบ ฯลฯ ขนมที่พม่าน่าจะเอาอย่างมาจากไทย เห็นจะเป็นขนมหม้อแกงและขนมลอดช่อง อย่างแรกพม่าเรียกว่า สะนวีงมะกี่ง อย่างหลังเรียกว่า ม่งและซอง ซึ่งก็ยังพอมีเค้าภาษาไทยอยู่ทั้งสองคำ ส่วนข้าวเหนียวหน้ากะทิ พม่าเรียกคล้ายไทยว่า นังกะทิ น่าจะมาจากหน้ากะทิหรือไม่ก็น้ำกะทิ ขนมอีกชนิดหนึ่งที่พม่าคงรับจากไทย คือ ข้าวหลาม พม่าเรียกว่า แคลังจี่เต้าก์ แคลัง มาจากข้าวหลาม และ จี่เต้าก์ แปลว่า "กระบอก" ส่วนขนมที่ไทยคงจะรับมาจากพม่า คือ กะละแม มีความหมายว่า "กุลาดำหรือแขกดำ" ส่วนแป๊ะหลอ นั้น เป็นถั่วคั่วของพม่า ซึ่งทางพม่าเรียกว่าแบหล่อ ถ้าเป็นถั่วทอดจะเรียกว่า แบจ่อ ส่วนขนมแบบฝรั่งมีเช่น ขนมเค้ก พม่าจะเรียกว่า เก๊ะม่ง  เรียกขนมปังว่าป่องม่ง  และเรียกขนมปังกรอบว่า บิซะกั๊วะ สำหรับไอศกรีมนั้น พม่ามีคำเรียกหลายคำตามแต่ชนิด เหย่แคม่ง เป็นไอติมก้อน เหย่แคชอง เป็นไอติมแท่ง และ เหย่แคโด๊ะ เป็นไอติมถุง ส่วนน้ำแข็งไสใส่น้ำหวานจะเรียกว่า เหย่แคชิต์คำว่า เหย่แค นั้น แปลว่า "น้ำแข็ง" คำนี้จึงหมายถึงไอติมได้ด้วย


     ผลไม้พม่าเรียกว่า ติจ์ตี ในย่างกุ้งหาผลไม้กินยากสักหน่อย ที่พบเห็นบ่อยๆก็มีกล้วย และมะพร้าว เพราะเป็นผลไม้ที่นิยมใช้บูชาเทพนัต พม่าเรียกกล้วยหักมุกว่า พีจาง  เรียกกล้วยหอมว่า ตี-มเว ซึ่งแปลตามศัพท์ว่า "ผลหอม" และเรียกกล้วยน้ำว้าว่ากล้วยยะไข่หรือ ยะข่ายแงะปยอตีชาวพม่าดูจะนิยมกินกล้วยหักมุกมากที่สุด เห็นบอกว่าช่วยบำรุงสุขภาพและมักนำไปถวายพระ จึงต่างจากไทยที่นิยมกล้วยน้ำว้ามากกว่า ส่วนผลไม้ที่น่ากินมีเพียงมังคุด และองุ่นแดง ซึ่งมีรสชาติดี มะม่วงพม่านั้นมีหลายชนิดที่คล้ายไทย เช่น มะม่วงมัน มะม่วงพิมเสน แต่มีรสชาติด้อยกว่ามะม่วงไทย พม่ามีมะม่วงชนิดหนึ่งเรียกว่า หยี่งกแว แปลว่า "อกแยก" มีความหมายและรูปร่างคล้ายๆกับอกร่องไทย แต่รสชาติต่างกันลิบ เว้นแต่บางปีจึงจะมีรสดี บางลูกกินแล้วคันคอ จนน่าจะเรียกว่า "มะม่วงอกแตก" เสียมากกว่า มะม่วงที่ขึ้นชื่อของพม่ามีอาทิ มัณฑะเลหยี่งกแว มยะชิตสุ เซงตะโลง ส่วนแตงโมรสดีเห็นจะเป็นแตงโมพันธุ์โยเดียที่หาซื้อได้ตามทางไปเมืองพะโค หรือหงสาวดีนามเดิม


     คน พม่านิยมสูบบุหรี่และเคี้ยวหมากกันมาก นับแต่เด็กวัยรุ่นจนถึงพ่อเฒ่าแม่แก่ต่างติดบุหรี่ติดหมากกันไม่น้อย พม่าเรียกบุหรี่ว่า เซเละ แปลตามศัพท์ว่า "ยามวน" ส่วนหมากจะเรียกว่า กวาน หรือ กูน ซึ่งมีเครื่องปรุงหลายรส ทำเป็นหมากคำ เรียกว่า กูนหย่า หมากคำของพม่าจะห่อพับด้วยใบพลูเป็นคำๆ ไม่นิยมมวนอย่างไทยเรา หากเดินตามท้องถนนไม่ว่าย่านไหนๆจะพบเห็นร้านทำเป็นซุ้มขายหมากคำและยามวน ได้ไม่ยาก บางทีจะพบพ่อค้าบุหรี่และหมากคำเดินเร่ขายตามย่านชุมชน ฉะนั้นผู้ยังหลงใหลในรสชาติของบุหรี่ หากไปพม่าก็คงสะดวกใจที่ไม่มีใครมาคอยค่อนแคะให้หงุดหงิด แต่จะยุ่งใจก็ตรงที่จะต้องพกบุหรี่ที่ถูกใจไปเอง เพราะคนพม่าชอบสูบยาฉุนแบบบุหรี่ขี้โยและไร้ก้นกรอง ส่วนบุหรี่รัฐบาลหรือบุหรี่นอกก็มีวางขายอยู่ทั่วไปเหมือนกัน พม่าเริ่มรณรงค์เกี่ยวกับภัยของบุหรี่บ้างแล้ว แต่ก็ยังมีโฆษณาขายบุหรี่ทางโทรทัศน์ ส่วนหมากนั้น ตอนนี้ห้ามซื้อขายกันในเขตตัวเมือง อีกทั้งมีป้ายปรามไม่ให้บ้วนน้ำหมากขี้หมากในที่สาธารณะ หากละเมิดก็อาจถูกปรับถึงห้าร้อย จั๊ต นับว่าสูงพอๆกับรายได้สำหรับคนพม่าจนๆ ทั้งเดือนทีเดียว



  หญิงและชายพม่านิยมบุหรี่ต่างกัน ผู้ชายจะสูบบุหรี่มวนเล็กขนาดเท่านิ้วก้อย แต่มีรสชาติแรง เรียกว่า เซ-ปยีงเละ แต่แม่หญิงเธอมักสูบบุหรี่มวนโตๆขนาดสักสองนิ้วหัวแม่มือ แต่ก็เป็นยารสเบา เรียกว่า เซเปาะเละ ใบไม้ที่ชอบใช้มวนยาเส้นอาจเป็นใบหมันดง หรือเปลือกข้าวโพด สะดวกสุดก็มวนด้วยกระดาษ ที่ว่าทำไมผู้หญิงชอบบุหรี่มวนโตกว่าบุหรี่ที่ผู้ชายสูบนั้น ชายก็หาว่าฝ่ายหญิงมีโลภจิต หญิงก็ว่าต้องวุ่นอยู่กับงานไม่มีเวลาว่างมากอย่างผู้ชายที่หาเวลามวนบุหรี่ ได้บ่อยๆ จึงไม่ทราบว่าเป็นเพราะหญิงงกหรือชายขี้เกียจกันแน่ นี่ก็เพียงแค่เถียงกันเล่นๆให้สนุกสนานเท่านั้น หากทว่าผู้ชายสูบบุหรี่รสแรงมวนโตพอๆกับบุหรี่ของผู้หญิงก็คงเมาหัวทิ่ม ฉะนั้นบุหรี่รสแรงมวนเล็กก็พอเหมาะพอควรอยู่แล้ว ส่วนบุหรี่สำหรับผู้หญิงนั้นมีรสเบา จึงต้องสูบมวนโตสักหน่อยจึงจะได้รสชาติดี


     สรุปแล้วในด้านอาหารการกินนั้น แม้คนไทยกับคนพม่าจะชอบกินข้าวเจ้าเหมือนกัน แต่กลับนิยมรสชาติอาหารต่างกันอยู่มาก พม่าชอบรสมัน ไม่ชอบรสหวานแบบไทย ของกินพม่าที่พบเห็นกินกันเป็นประจำมี ของทอด ของยำ ต้ม แกง และกะปิปลาร้า พืชผักก็มักเป็น ถั่ว น้ำเต้า ใบกระเจี๊ยบ เป็นอาทิ เนื้อแพะและปลาจะหากินง่ายกว่าเนื้ออย่างอื่น อาหารพม่าบางอย่างรับมาจากไทย และอาหารไทยบางอย่างก็รับมาจากพม่าเช่นกัน แต่พัฒนารสชาติแตกต่างกันไป นอกจากนี้คนพม่ามีธรรมเนียมจิบน้ำชาแกล้มเมี่ยงแกล้มถั่ว ติดหมากติดบุหรี่จนยากจะเลิก อีกทั้งยังหลงใหลรสชาติผงชูรส อาหารในพม่าจะพบเห็นเหมือนๆกันแทบทุกที่ จะหาของแปลกใหม่กินอย่างในเมืองไทยนั้นยังเป็นเรื่องยาก ฉะนั้นหากจะไปใช้ชีวิตในพม่าก็ต้องปรับตัวปรับใจกันหน่อย แต่ถ้าชอบวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายพออยู่พอกิน มีอย่างไรก็กินอย่างนั้น พม่าก็เป็นแผ่นดินที่สนองเรื่องปากท้องได้อย่างไม่ขัดสนนัก


 


วัฒนธรรมฟิลิปปินส์

วัฒนธรรมของฟิลิปปินส์เป็นวัฒนธรรมผสมผสานกันระหว่างตะวันตกและตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่จะได้รับอิทธิพลจากสเปน จีน และอเมริกัน ฟิลิปปินส์มีเทศกาลที่สำคัญ ได้แก่

 

*เทศกาลอาติ – อาติหาน (Ati - Atihan) จัดขึ้นเพื่อรำลึกและแสดงความเคารพต่อ “เอตาส (Aetas)” ชนเผ่าแรกที่มาตั้งรกรากอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในฟิลิปปินส์ และรำลึกถึงพระเยซูคริสต์ในวัยเด็ก โดยจะแต่งตัวเลียนแบบชนเผ่าเอตาส แล้วออกมารำรื่นเริงบนท้องถนนในเมืองคาลิบู (Kalibu)

*เทศกาลซินูล็อก (Sinulog) งานนี้จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือนมกราคมทุกปี เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักบุญซานโต นินอย (Santo Nino) โดยจะจัดแสดงดนตรีและมีขบวนพาเหรดแฟนซีทั่วเมืองเซบู (Cebu)

*เทศกาลดินาญัง (Dinayang) งานนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงนักบุญซานโต นินอย (Santo Nino) เช่นเดียวกับเทศกาลซินูล็อก แต่จะจัดขึ้นในสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนมกราคม ที่เมืองอิโลอิโย (Iloilo)

แหล่งอ้างอิง : http://www.lampangvc.ac.th/lvcasean/page_philippines3.html

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 29 คน กำลังออนไลน์