มัธยมศึกษาปีที่ 3/3

วัฒนธรรมกัมพูชา

                วัฒนธรรมกัมพูชาที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติมีพื้นฐานมาจากศาสนาทั้งศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู กัมพูชาได้รับอิทธิพลจากอินเดียทั้งทางด้านภาษาและศิลปะผ่านทางแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งจากการค้าทางทะเลทางไกลกับอินเดียและจีนจนเกิดอาณาจักรฟูนันขึ้นเป็นครั้งแรก

                 วัฒนธรรมประเพณีจึงมีความเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และวิถีชีวิตของคนในประเทศ ซึ่งศิลปวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ได้แก่ * ระบำอัปสรา (Apsara Dance) เป็นการแสดงนาฏศิลป์ที่โดดเด่นของกัมพูชา ซึ่งถอดแบบการแต่งกายและท่าร่ายรำมาจากภาพจำหลักรูป นางอัปสรที่ปราสาทนครวัด * เทศกาลน้ำ (Water festival) หรือ “บอน อม ตุก” (Bon Om Tuk) เทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของกัมพูชา จัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนเพื่อเป็นการแสดงความสำนึกในพระคุณของแม่น้ำที่นำ ความอุดมสมบูรณ์มาให้ โดยจะมีการแข่งเรือยาว แสดงพลุดอกไม้ไฟ และการแสดงขบวนเรือประดับไฟ ศิลปวัฒนธรรมและประเพณี วัฒนธรรมกัมพูชา ประวัติศาสตร์อันยาวนานของศาสนาได้เป็นแหล่งสำคัญของ แรงบันดาลใจทางวัฒนธรรม กว่าเกือบสองพันปีกัมพูชาได้มีการพัฒนาที่ไม่ซ้ำกัน เขมร เชื่อจาก syncreticism ของชนพื้นเมือง animistic ความเชื่อและศาสนาของอินเดีย พุทธศาสนา และ ศาสนาฮินดู . วัฒนธรรมและอารยธรรมอินเดียรวมถึงภาษาและศิลปะของแผ่นดินใหญ่ไปถึง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รอบ 1 ศตวรรษ เป็นที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่าพ่อค้าเดินเรือนำศุลกากรและวัฒนธรรมอินเดียไปยังท่าเรือริมอ่าว ไทย และแปซิฟิกเส้นทางที่จะไปทำการค้ากับ ประเทศจีน . อาณาจักรฟูนัน ได้มากที่สุดน่าจะเป็นรัฐแรกที่เขมรได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของอินเดียความคิดนี้ สถาปนิก และ ประติมากร ที่สร้างวัดวาอารามที่แมปโลกจักรวาลในหิน เขมรตกแต่งแรงบันดาลใจจากศาสนาและสิ่งมีชีวิตที่เป็นตำนานจาก ศาสนาฮินดู และ ศาสนาพุทธ ถูกแกะสลักบนผนัง วัดถูกสร้างขึ้นตามกฎของสถาปัตยกรรมเขมรโบราณที่บอกว่ารูปแบบวัดขั้นพื้นฐานรวมถึงศาลกลางลาน, ผนังปิดล้อมและคูเมือง ลวดลายเขมรใช้สิ่งมีชีวิตจำนวนมากจากพุทธและฮินดูเช่น Royal Palace ใน พนมเปญ ใช้ลวดลายเช่น ครุฑ , นกที่เป็นตำนานในศาสนาฮินดู สถาปัตยกรรมของกัมพูชาที่พัฒนาในขั้นตอนภายใต้ จักรวรรดิเขมร จาก 9 ไปในศตวรรษที่ 15, เก็บรักษาไว้ในอาคารหลายแห่ง นคร วัด ซากของสถาปัตยกรรมฆราวาสจากเวลานี้จะหายากเป็นเพียงอาคารทางศาสนาที่ทำจากหิน สถาปัตยกรรมของช่วงอังกอร์ที่ใช้คุณสมบัติที่มีโครงสร้างและรูปแบบที่เฉพาะเจาะจงซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการหลักที่ใช้ในวันที่วัดพร้อมกับจารึก ในชนบทที่ทันสมัยกัมพูชาครอบครัวนิวเคลียร์โดยปกติจะอาศัยอยู่ในสี่เหลี่ยม บ้าน ที่อาจมีความแตกต่างในขนาดตั้งแต่สี่หกเมตรถึงหกสิบเมตร มันถูกสร้างกรอบไม้ที่มีหลังคามุง gabled และผนังของทอไม้ไผ่ บ้านเขมร มักจะยกให้มากที่สุดเท่าสามเมตรบนเสาสำหรับการป้องกันจากน้ำท่วมประจำปี สอง บันได ไม้หรือ บันได ให้เข้าถึงบ้าน หลังคามุงจากที่สูงชันยื่นออกผนังบ้านป้องกัน การตกแต่งภายใน จากฝน โดยปกติบ้านที่มีสามห้องแยกด้วยพาร์ทิชันของไม้ไผ่ทอ ห้องด้านหน้าทำหน้าที่เป็นห้องนั่งเล่นที่ใช้ในการรับผู้เข้าชมห้องถัดไปเป็นห้องนอนพ่อแม่ 'และคนที่สามเป็นลูกสาวที่ไม่ได้สมรส ลูกชายนอนหลับได้ทุกที่ที่พวกเขาสามารถหาพื้นที่ สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนบ้านทำงานร่วมกันเพื่อสร้างบ้านและพิธีบ้านเลี้ยงจะจัดขึ้นเมื่อเสร็จสิ้นของมัน บ้านของคนยากจนอาจมีเพียงห้องเดียวขนาดใหญ่ อาหารที่เตรียมไว้ในที่แยกต่างหาก ห้องครัว ที่อยู่ใกล้บ้าน แต่มักจะอยู่เบื้องหลังมัน สิ่งอำนวยความสะดวกห้องน้ำประกอบด้วยหลุมที่เรียบง่ายในพื้นดิน ที่ตั้งอยู่ ห่างจากบ้านที่ได้รับความคุ้มครองขึ้นเมื่อเต็ม ปศุสัตว์ใด ๆ ที่จะถูกเก็บไว้ในช่องข้างล่างบ้าน บ้านจีนและเวียดนามในเมืองและหมู่บ้านชาวกัมพูชาที่ถูกสร้างขึ้นโดยทั่วไปได้โดยตรงบนพื้นดินและมีชั้นดินซีเมนต์หรือกระเบื้องขึ้นอยู่กับสถานะทางเศรษฐกิจของเจ้าของ เมืองอาคารที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์อาจจะก่ออิฐฉาบปูนหรือไม้ ประเพณีพื้นเมือง ประเพณีปฏิบัติต่างๆ ชาวกัมพูชาจะสอดคล้องใกล้เคียงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยผู้สูงอายุจะเข้าวัดฟังธรรม เมื่อมีงานบุญตามประเพณี ประชาชนหนุ่มสาวและเด็กจะร่วมแรงช่วยเหลือจัดการงานอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ จะมีงานบุญประเพณีที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาตามจันทรคติเช่นเดียวประเทศไทยเป็นวันหยุดราชการ ได้แก่ วันมาฆบูชา, วันปีใหม่เขมร ( Khmer New Year ) ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์จะหยุดราชการในวันที่ 14 – 16 เมษายนทุกปี, วันวิสาบูชา ,วันสาร์ทเขมร (เรียกว่างานวันปรอจุมเบณ , Pchum Ben day) โดยจะหยุดราชการ 3 และงานวันลอยกระทง ( Water Festival ) เรียกว่างานบุญอมตุก หรืองานแข่งเรือ เพราะจะมีเรือจากจังหวัดต่างๆมาแข่งฝีพายกันหน้าพระบรมมหาราชวัง จะหยุดราชการ 3 วัน ตัวอย่างอาหารเขมร ตัวอย่างอาหารเขมร2อาหารพื้นเมือง อาหารของชาวกัมพูชามีรสชาติและหน้าตาคล้ายคลึงกับอาหารไทย อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คืออาหารที่ปรุงจากปลา อาหารพื้นเมือง ที่ขึ้นชื่อของกัมพูชา ได้แก่ ข้าวห่อใบบัว ทานกับ อามก (ห่อหมกขะแมร์) ขนมจีนน้ำยา ซุปชนังเดย (สุกี้) ก๋วยเตี๋ยวเขมร เป็นต้น นอกจากนี้ที่นี่ยังมีขนมปังฝรั่งเศสวางขายอยู่ทั่วไปตามท้องถนน

แหล่งอ้างอิง : http://www.lampangvc.ac.th/lvcasean/page_canbodia3.html


 

 

 

 

 

 

 

 

 



การแต่งกายของประเทศไทย ( อาเซียน)


เมื่อ จันทร์, 16/02/2015 - 15:53 | แก้ไขล่าสุด จันทร์, 16/02/2015 - 16:15| โดย nbr12496


 

 




การแต่งกายประจำชาติไทย



         สำหรับชุดประจำชาติอย่างเป็นทางการของไทย รู้จักกันในนาม " ชุดไทยพระราชนิยม "        


ชุดประจำชาติบุรุษ เรียกว่า  " เสื้อพระราชทาน "


ชุดประจำชาติสตรี จะเป็น ชุดไทย ที่ประกอบด้วยสไบเฉียงใช้ผ้ายกมีเชิง หรือ ยกทั้งตัว ซิ่นมีจีบยกข้างหน้า มีชายพกใช้เข็มขัดไทยคาด  ส่วนท่อนบนเป็นสไบ จะเย็บให้ติดกับซิ่นเป็นท่อนเดียวกัน หรือ จะมีผ้าสไบห่มต่างหากก็ได้เปิดบ่าข้างหนึ่ง ชายสไบคลุมไหล่ ทิ้งชายด้านหลัง ยาวตามที่เห็นสมควร ความสวยงามอยู่ที่เนื้อผ้า การเย็บ และรูปทรง ของผู้ที่สวมใช้เครื่องประดับได้Smile



                       

การแต่งกายลาว


เป็นประเทศที่อยู่ชิดชายแดนไทยทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือทางจังหวัด หนองคาย ข้ามแม่น้ำโขงไปอีกฟากหนึ่งก็จะถึงเมืองเวียงจันทร์ นอกจากชนชาติลาวซึ่งบางครั้งเรียกว่าลัวะ หรือละว้า ยังมีชนเผ่าต่าง ๆ อีก ได้แก่
          1.    กลุ่มชนเผ่าไท-ลาว คือพวกไทแดง ไทขาว ไทดำ ย้อ ลื้อ
          2.    กลุ่มม้ง-เย้า
          3.    กลุ่มพม่า-ธิเบต รวมถึงมูเซอ ล่าฮู
          4.    กลุ่มมอญ-เขมร รวมถึงขมุ

การทอผ้าของกลุ่มชาวไท-ลาว ใช้เทคนิคการทอ 6 วิธี ได้แก่
          -  
มัดหมี่ หรือ IKAI (อีขัด)
          -  จก หรือ เทคนิค การเพิ่มด้ายเส้นพุ่งพิเศษเป็นช่วง ๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้าผ้า
          -  ชิด หรือเทคนิคการเพิ่มด้วยเส้นพุ่งพิเศษติดต่อกันตลอดหน้าผ้า
          -  เหยียบเกาะ หรือเทคนิคการทอแบบใช้เส้นด้ายหลายสีเกี่ยวหรือผูกเป็นห่วง (เป็นเทคนิคการทอของชาวไทลือ้)
          -  ตามุก หรือเทคนิคการเพิ่มด้ายเส้นยืนพิเศษ
          -  หมากไม หรือเทคนิคการปั่นด้ายเส้นพุ่ง 2 สีเข้าด้วยกัน


          ผ้าทอมีบทบาทสำคัญในชีวิตครอบครัว ของชาวไท-ลาว ทุกวันนี้พิธีแต่งงานแบบดั้งเดิมของ คนไท-ลาวยังคงใช้เครื่องแต่งกายที่งดงาม ประณีต ชุดเจ้าสาวทอด้วยไหมเส้นละเอียด สอดแทรก ด้วยเส้นเงินเส้นทอง ผ้าเบี่ยง ซิ่นและตีนซิ่น จะมีสีและลวดลายรับกัน เจ้าบ่าวนุ่งผ้านุ่งหรือผ้า เตี่ยวทอด้วยไหมละเอียดสีพื้น อาจะใช้เทคนิคการทอแบบ “หมากไม” คือการปั่นเส้นใย สวมเสื้อ แบบฝรั่ง มีผ้าพาดบ่าเพื่อเข้าพิธีสู่ขวัญ

การแต่งกาย
          ผู้หญิง นุ่ง Patoi (มีลักษณะคล้ายผ้านุ่งของไทย) นิยมทำเป็นลายทาง ๆ เชิงผ้าเป็น สีแดงแก่ หรือน้ำตาลเข้ม ถ้าผ้านุ่งเป็นไหม เชิงก็จะเป็นไหมด้วย มักจะทอทองและเงินแทรกเข้าไป ไว้ผมเกล้ามวยประดับดอกไม้

          ผู้ชาย นุ่ง Patoi เป็นการนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อชิ้น นอก กระดุมเจ็ดเม็ด


การแต่งกายของชาวลาว


 


 


 


ผู้หญิงลาวจะนุ่งผ้าซิ่น และเสื้อแขนยาวทรงกระบอก สำหรับผู้ชายมักแต่งกายแบบสากลหรือนุ่งโจงกระเบน สวมเสื้อชั้นนอกกระดุกเจ็ดเม็ดคล้ายเสื้อพระราชทานของไทย


 


 


      การนุ่งห่ม  และการแต่งกายตามประเพณีโบราณ



  1.  การนุ่งห่มในเวลาอยู่บ้าน  อยู่เรือน

ผู้ชาย  :  นุ่งผ้าสะโหร่งไหม  หรือ  ฝ้าย


กางเกงขาสั้น  หรือ  ขายาว


ส่วนเสื้อ เป็นเสื้อคอกลม  คอตั้ง  ซึ่งเป็นฝีมือของคนลาวโดยแท้


ผู้หญิง  :  นุ่งซิ่นมีหัวมีตีน  ผ้าซิ่นฝ้าย  หรือ  ไหม


ส่วนเสื้อมีทั้งแขนสั้นและแขนยาว  เสื้อหมากกะแหล่ง  ตามวัฒนธรรมอันดีงามของลาว


มาถึงทุกวันนี้  การนุ่งห่มพื้นเมือง  ที่เป็นผลิตภัณฑ์ ภูมิปัญญาของคนลาวได้รักษา และส่งเสริม เป็นอย่างดีในหลายรูปแบบ


 


2.  การนุ่งห่มในเวลาไปทำบุญ  และ  ประเพณีต่างๆ


ผู้ชาย  :  นุ่งกางเกงขายาว หรือ สะโหร่ง


เสื้อแขนยาว  หรือ  แขนสั้น  ไม่จำกัดสี  แต่ สุภาพเรียบร้อย


เบี่ยงผ้า  หรือ  มัดเอว


ถ้าไปงานศพญาติพี่น้องต้องนุ่งขาว


ผู้หญิง  :  นุ่งซิ่น  เสื้อแขนสั้น หรือยาว สีไหนก็ได้


เกล้าผม    เบี่ยงผ้าแพ ไม่นุ่งผ้าบางเกินไป


ใส่เครื่องประดับให้พอดีพองาม


 


3.  ลักษณะการนุ่งห่ม –  แต่งกายของผู้หญิงตามประเพณีที่ดีงาม


– นุ่งซิ่นมีหัวมีตีน  ไม่นุ่งสั้น  และไม่ยาวเกินไป  หัวผ้าซิ่น ยาวเกินสะดือ  ตีนซิ่นเลยคนเข่าลงมา


– นุ่งเสื้อปิดต้นแขน และส่วนอก  ไม่นุ่งบาง จนเห็นเนื้อหนัง  เครื่องนุ่งไม่ลวดลาย แหกหน้าแหกหลัง  เกล้าผม  หรือ  มัดผมให้เรียบร้อยสวยงาม


– การนุ่งห่ม –  การ แต่งกายในสมัยปัจจุบัน


มีการเปลี่ยนแปลงไป  โดยเฉพาะรูปแบบของการนุ่งห่ม และคุณภาพของการนุ่งห่ม  นั่นมีความทันสมัยและสากลไปกว่าเดิม


 


ผู้ชาย  :  โดยทั่วไปมีการนุ่งห่มหลายแบบเช่น  นุ่งชุดซาฟารี  เสื้อแขนสั้น  แขนยาว  คอตั้ง  กางเกงขายาว  (ไม่นิยมนุ่งกางเกงสีแดง  และ สีเหลือง)  นุ่งชุดสุภาพธรรมดา  เอาเสื้อเข้าข้างในกางเกง ใส่เข็มขัดสีดำ  ตัดผมจอน  หวีผมเป้ย  หรือ  หวีไปทางตั้ง  การใช้นำหอม สเปย์ ให้พอเหมาะสม


 


ผู้หญิง  :  การนุ่งห่มมีหลายแบบกว่าผู้ชาย  แต่โดยทั่วไปแล้ว  นุ่งซิ่นฝ้าย  ซิ่นไหม  สีเรียบ  เสื้อแขนสั้น  แขนยาว  เอวปล่อย  หรือ  เสื้อเข้าขางใน  ใส่เข็มขัด  รองเท้ารัดส้น  หวีผมเรียบร้อยด้วยการมัด  ปล่อยผม  นุ่งเครื่องให้ถนอมร่างกาย ไม่นุ่งกางเกง  และ เสื้อสายเดี่ยว  การใช้เครื่องสำอางให้พอดีพองามกับกาลเทศะนั้นๆ


 


 


ชุดประจำชาติ สปป.ลาว


 


 


 


 


ผู้หญิงลาวจะนุ่งผ้าซิ่น หรือ patoi  มีลักษณะคล้ายผ้านุ่งของไทย ที่ทอเป็นลวดลาย เชิงผ้าเป็น สีแดงแก่ หรือน้ำตาลเข้ม ถ้าผ้านุ่งเป็นไหม เชิงก็จะเป็นไหมด้วย มักจะทอทองและเงินแทรกเข้าไป และเสื้อแขนยาวทรงกระบอก ห่มสไบเฉียงพาดไหล่ เกล้าผมมวยประดับดอกไม้ สำหรับผู้ชายมักแต่งกายแบบสากลหรือนุ่งโจงกระเบน ถ้าเป็นข้าราชการหรือผู้มีฐานะดีนิยมนุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อชั้นนอก กระดุมเจ็ดเม็ด (คล้ายเสื้อพระราชทานของไทย) และเนื่องจากผ้าทอมีบทบาทสำคัญในชีวิตครอบครัวของชาวไท-ลาว ทุกวันนี้พิธีแต่งงานแบบดั้งเดิมของ คนไท-ลาวยังคงใช้เครื่องแต่งกายที่งดงาม ประณีต ชุดเจ้าสาวทอด้วยไหมเส้นละเอียด สอดแทรก ด้วยเส้นเงินเส้นทอง ผ้าเบี่ยง ซิ่นและตีนซิ่น จะมีสีและลวดลายรับกัน เจ้าบ่าวนุ่งผ้านุ่งหรือผ้า เตี่ยวทอด้วยไหมละเอียดสีพื้น อาจะใช้เทคนิคการทอแบบ “หมากไม” คือการปั่นเส้นใย สวมเสื้อ แบบฝรั่ง มีผ้าพาดบ่าเพื่อเข้าพิธีสู่ขวัญ


 


 


 


    ใน ปัจจุบันถึงแม้จะมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีจนทำให้วัยรุ่นสาวของประเทศลาวนุ่ง กางเกงหรือใส่สายเดี่ยวนั้น แต่เวลามีงานบุญต่างๆก็จะได้เห็นภาพที่น่าประทับใจ คือแม่ยิงลาวจะพร้อมใจกัน “นุ่งซิ่น เบี่ยงแพ”


     มีคำกล่าวว่าแม่ยิงลาวเกี่ยวข้องและผูกพันกับการ“นุ่งซิ่น” และ “ต่ำหูก” อย่างแยกกันไม่ออก การต่ำหูก เป็นคุณสมบัติประจำตัวของแม่ยิงลาว แม่ยิงเป็นผู้รักษาวัฒนธรรมของชาติไว้ ในตำนานการต่ำหูกของลาวได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของแม่ยิงที่สามารถต่ำหูก ได้ ว่าเป็นคนที่มีคุณค่าเป็นที่ยอมรับของสังคม ในคำผะหยาเกี้ยวสาว หรือคำสุภาษิตของลาว ก็มีคำยกย่อง ชื่นชมแม่ยิงที่ต่ำหูกเป็น และเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มต่ำหูก หมายถึง การทำผ้าซิ่นประเภทหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละครอบครัวในประเทศลาว
แม่ยิง หมายถึง คนที่สามารถต่ำหูกเป็น
     งานบุญต่างๆที่เอ่ยถึงในตอนต้นนั้น เช่น งานบุญตักบาตรพระธาตุหลวง ที่เวียงจันทร์ ซึ่งเป็นงานประเพณีที่สำคัญ ทุกคนจะไปร่วมทำบุญตักบาตร การแต่งกายตามวัฒนธรรมและประเพณีเป็นสิ่งที่คนลาวให้ความสำคัญมากการที่แม่ ยิงลาวนุ่งซิ่นจึงนับว่าเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งของลาว ความสวยงามของลวดลายผ้าซิ่นแต่ละผืนเกิดจากฝีมือการต่ำหูกของแม่ยิงลาว ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษซิ่นบางแบบถูกกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อใช้นุ่ง เฉพาะในงานบุญประเพณีอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ซึ่งซิ่นแบบอื่นไม่สามารถใช้แทนกันได้ ลวดลายในผืนซิ่นไม่เพียงแต่จะสะท้อนให้เห็นวิวัฒนาการทางศิลปะหัตกรรม ความเชื่อถือ และบ่งบอกสภาพของผู้ใช้ในสังคมเท่านั้น แต่ยังบอกเล่าถึงพิธีกรรมและบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่าง หนึ่ง ที่นักโบราณคดีสามารถใช้ค้นคว้าเรื่องราวและวิถีชีวิตของผู้คนในอดีตได้เป็น อย่างดี ทำให้เราทราบว่าแม่ยิงลาวรู้วิธีการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม ผลิตเส้นไหม นำมาย้อมสี และต่ำหูกเป็นลวดลายต่าง ๆ ได้ไม่ต่ำกว่า 3,000 - 4,000 ปีมาแล้ว


 



 


     ตามประเพณีดั้งเดิมแล้ว แม่ยิงลาวจะฝึกต่ำหูกตั้งแต่เด็ก โดยจะบอกสอนกันภายในครอบครัว ซึ่งถือว่าเป็นการขัดเกลาทางสังคมอย่างหนึ่ง จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังพบว่าแม่จะสอนต่ำหูกให้ลูกสาวตั้งแต่อยู่ชั้น ป.2 ซึ่งมีอายุเพียง 7-8 ปี แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเด็กแม่ยิงลาวเมื่อจบชั้นป.5 และไม่ได้เรียนต่อก็จะเริ่มฝึกต่ำหูกจากบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้อง โดยการบอกปากเปล่าแล้วให้ฝึกอย่างสม่ำเสมอ ลูกสาวซึ่งเห็นแม่ ต่ำหูกในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ก็ค่อยๆ ซึมซับวิธีการต่ำหูกจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ดังนั้น
     เมื่อเริ่มฝึกก็จะเป็นเร็วโดยแม่ไม่ต้องบอกสอนมากนัก วิธีสอนต่ำหูกดังกล่าวก็ยังใช้ได้ดีมาจนถึงปัจจุบัน และแม่ยิงลาวก็ยังฝึกต่ำหูกตั้งแต่เด็กเหมือนเดิมคือถ้าขาเหยียบหูกถึงก็ สามารถฝึกเรียนต่ำหูกได้แล้ว แต่ที่สำคัญคือผู้เรียนต้องมีใจรักและมีความตั้งใจจึงจะฝึกต่ำหูกได้ เนื่องจากการต่ำหูกเป็นงานที่ละเอียดประณีต และต้องใช้ความอดทนสูงมาก เทคนิคสำคัญที่ใช้ในการสอนคือแม่จะใช้หูกขนาดเล็กที่พอเหมาะกับตัวเด็ก และเริ่มฝึกจากลาย ง่ายๆไปจนถึงลายที่ซับซ้อน เราจึงพบว่าแม่ยิงลาวที่ต่ำหูกในปัจจุบันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยรุ่น นับว่าเป็นการสร้างค่านิยมที่ดีแก่เยาวชนทั้งในแง่การอนุรักษ์วัฒนธรรม การประกอบอาชีพ และทำให้อยู่ห่างไกลจากอบายมุขและสิ่งเสพติดและที่สำคัญคือวัยรุ่นเหล่านี้ จะมารวมกลุ่มกันทอผ้าในครัวเรือนซึ่งเป็นบ้านของญาติคนใดคนหนึ่ง จึงเป็นสิ่งที่ทำให้หลายคนเกิดความมั่นใจว่าการทอผ้าของลาวจะยังคงอยู่ได้ อีกนาน