ภาษาอังกฤษวันล่ะนิด

คำศัพท์เกี่ยวกับร่างกาย 


 


        ในภาษาอังกฤษคำว่า “หน้าอก” “ศรีษะ” “หลัง” “ใบหน้า” คือคำใด  head หมายถึง “ศรีษะ” แต่หมายรวมถึง “ส่วนศรีษะทั้งหมด” ซึ่งรวมใบหน้าด้วย และถ้าไล่ลงไป ตั้งแต่ face “ใบหน้า”,back “หลัง”, waist “เอว” ที่ใช้เรียกแทนส่วนที่คอดที่สุดของท้อง ที่คนส่วนมากมองหากัน   ส่วน “หน้าอก” ทั้งหมดใช้คำว่า chest และประโยคที่ว่า “เจ็บหน้าอก” ก็จะใช้ว่า I have a pain in my chest. แต่ถ้าเป็นส่วนหน้าของหน้าอก (เต้านม) จะใช้คำว่า breast 

        และถ้าจะเปรียบกับ  “ต้นไม้” (tree) “ทั้งต้น” จะมี “ลำต้น”(trunk), “กิ่งก้านสาขา” (branches) “ใบ” (leaves) ในฐานะ “ส่วนประกอบ” เช่นเดียวกันกับร่างกายมนุษย์ก็จะถูกแสดงให้เห็นด้วยความสัมพันธ์ของ “บางส่วนกับทั้งหมด” ความสัมพันธ์นั้นจะเปลี่ยนไปแล้วแต่ว่าเรามุ่งเน้นอะไรให้เป็น “ทั้งหมด” เช่น ถ้าจะทำ “ใบหน้า”  (face) ให้เป็นทั้งหมด ส่วนต่างๆเช่น “ตา”  (eye), “จมูก” (nose) , “แก้ม” (cheek) , “คาง” (jaw) , ก็จะถูกหยิบยกมากล่าว นอกจากนี้ ถ้าทำ “ตา” ให้เป็นทั้งหมด ก็จะมี “คิ้ว” (eyebrow) , “เปลือกตา” (eyelid) ประกอบเป็นส่วนขึ้น “แขน” เรียกว่า arm ส่วนประกอบจะมี “ข้อศอก” (elbow) , “รักแร้” (armpit) , “ข้อมือ” (wrist) , “มือ” (hand) , ส่วน “ขา” เรียกว่า leg ส่วนประกอบนั้นได้แก่ “เท้า” (foot) , “ข้อเท้า” (ankle) , “ส้นเท้า” (heel) , “ขาอ่อน” (thigh) , “หัวเข่า” (knee) , “หน้าแข้ง” (shin) , “น่อง” (calf) , “เอ็นร้อยหวาย” (Achilles’ tendon) เป็นต้น
 
        รู้จักส่วนต่างๆของร่ายกายกันไปแล้ว คราวนี้ลองมารู้จักการใช้คำที่เกี่ยวกับ disease และ sickness กันบ้างดีกว่าถ้ากล่าวถึงคำว่า “โรคภัยไข้เจ็บ” ก็จะนึกไปถึง disease , sickness , illness แต่คำว่า disease จะแสดงถึงโรคจากการเจ็บป่วยนั้นๆ ส่วนคำว่า sickness และ illness จะแสดงถึง “อาการเจ็บป่วย” ดังนั้น “โรคกระเพาะ” จึงใช้คำว่า stomach disease ส่วน “โรคหัวใจ” ใช้คำว่า heart disease ในขณะที่ประโยคที่ว่า “ฉันรู้สึกไม่สบาย” จะใช้คำว่า sick ในประโยคภาษาอังกฤษว่า I’m sick. และ “การคลื่นเหียนวิงเวียน” ก็จะใช้คำว่า motion sickness ในบางครั้งมีการบรรยายไว้ว่า ill จะใช้ในเวลาที่ป่วยหนักมากกว่าคำว่า sick แต่ทั้งนี้ sick อาจถูกใช้ในรูปแบบของคำที่มีความหมายว่า “โรคภัยไข้เจ็บ” ได้เช่นกัน
 
        ลองมาดูโรคที่กล่าวกันว่าเป็น “โรคทันสมัย” เช่น “อาการแพ้เกษรดอกไม้” จะใช้คำว่า pollinosis/pollen allergy , “อาการอักเสบที่ผิวหนังอย่างรุนแรง” จะใช้คำว่า atopic dermatitis ,  “โรคที่เกิดจากมลภาวะ” จะใช้คำว่า pollution-triggered disease (โรคที่เกิดจากมลพิษ) ส่วนโรคที่เกี่ยวกับความเครียด ได้แก่ “อาการนอนไม่หลับ” (insomnia) , โรคที่เกิดจากการผิดปกติทางจิตอันเป็นผลมาจากอารมณ์เกี่ยวกับร่างกายและจิตใจ” (psychosomatic disease) , “อาการไม่สมดุลของระบบประสาทอัตโนมัติ ” (automatic imbalance) , “โรคจิตหลอน” (autism) เป็นต้น “เอดส์” (AIDS) เป็นคำที่ย่อมาจาก acquired immune deficiency syndrome (อาการของภูมิคุ้มกันโรคบกพร่อง) ส่วน SARS ก็นับเป็นโรคทันสมัยโรคหนึ่งที่ย่อมาจาก Severe Acute Respiratory Syndrome ในระยะหลังนี้ประเด็นดังต่อไปนี้มักจะถูกหยิบยกมาพูดถึงในสื่อต่างๆ เช่น “หน่วยพันธุกรรมที่ได้รับการถ่ายทอดทางโครโมโซม” (gene) “พันธุศาสตร์” จะใช้คำว่า genetics และ “พันธุวิศวกรรมศาสตร์” จะใช้คำว่า gene engineering สำหรับ “การรวมพันธุกรรมใหม่” (gene recombination) และ “การเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม” (gene manipulation) ได้กลายเป็นปัญหาทางศีลธรรม แต่ “การบำบัดรักษาโรคด้วยพันธุกรรม” (gene therapy) นั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเข้าถึงเนื้อแท้ของการเจ็บป่วยของมนุษย์ได้และสามารถที่จะเป็น “ธนาคารพันธุกรรม” (gene bank) ซึ่งจะเก็บรักษาส่วนประกอบของยีนเพื่อใช้ในการค้นคว้าวิจัยได้ด้วย 


 
สร้างโดย: 
นางสาวรัตนาภรณ์ ทองอยู่

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 17 คน กำลังออนไลน์