สิ่งที่ฉันสนใจ

 

 

อสูรกายดำ AUDI R8 V10 FSI

  จักรกลทำความเร็วในระดับสุดขั้วของค่าย 4 ห่วง 525 แรงม้า 530 นิวตันเมตร 0-100 ใน 3.8 วินาที กับเจ้าของฉายา The Ironman นี่คือ Audi R8 V10 FSI Quattro ...

การเข้ามาควบรวมกิจการ Lamborghini ของค่ายรถสายพันธุ์เยอรมนี เจ้าของสัญลักษณ์ 4 ห่วงเมื่อกว่าสิบปีก่อนหมายรวมถึงเทคโนโลยีการวางเครื่องยนต์ไว้ที่กลางลำตัว และการ balanced น้ำหนักอันยอดเยี่ยมบนตัวรถสปอร์ตของพวกอิตาเลียนจะต้องตกไปอยู่ในมือของวิศวกรเยอรมนีอย่างช่วยไม่ได้ เป้าหมายของ Audi คือการสร้างซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางที่มีสมรรถนะเทียบเท่าหรือดีกว่า ซุปเปอร์คาร์จากอิตาลีอย่าง Ferrari และ Lamborghini เพื่อทำให้มันกลายเป็นบทพิสูจน์บนหน้าประวัติศาสตร์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตที่ยาวนานกว่า 70 ปีของบริษัท Audi หนึ่งในทีมแข่งผู้คว้าชัยชนะบนสนามแข่งรถยนต์ทางเรียบมากที่สุดติดอันดับต้นๆ ของโลก

Audi R8 ถือกำเนิดขึ้นจากตัวรถต้นแบบ Concept Car Le Mans Quattro ในปี 2003 โครงการรถสปอร์ตต้นแบบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อค้นคว้าและวิจัยความเป็นไปได้ในการผลิต Sport-Car เครื่องวางกลางลำขับเคลื่อน 4 ล้อ มันคือรถสปอร์ต 2 ที่นั่ง สไตล์ GT ที่ใช้โครงสร้างทั้งหมดผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอย ซึ่งใช้เทคนิคในการขึ้นรูปแบบพิเศษ หรือ Audi Space Frame -ASF มีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแกร่งสูง กระจกบังลมด้านหน้าขนาดใหญ่และลาดเอียงด้วยองศาที่สอดคล้องกับแนวหลังคาและ เส้นด้านข้างตัวถัง กระจกของเจ้า R8 ทุกรุ่นจะถูกเคลือบด้วยกรรมวิธี Hydrophobic Coating เพื่อลดการเกาะตัวของหยดน้ำ นอกจากนั้นมันยังถูกเคลือบด้วยสารป้องกันรังสี UV ช่วยลดอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร กระจังหน้าขนาดใหญ่ ไฟหน้าแบบ Projector Bi Xenon ปรับเปลี่ยนมุมของลำแสงได้แบบอัตโนมัติ พร้อมด้วยไฟ LED Daytime Runing ใช้หลอดไฟ LED ข้างละ 17 หลอดในชุดไฟสูง-ต่ำ ในปัจจุบัน Audi R8 คือรถที่ใช้หลอด LED มาก

ที่สุดในโลก ไฟหน้าในส่วนของไฟต่ำนั้น ใช้หลอด LED ที่ให้อุณหภูมิสีมากถึง 6,000 เคลวิน ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับแสงของดวงอาทิตย์ในตอนกลางวัน

มุมหน้าตอนล่างของชุดโคมไฟหน้าใช้หลอด LED 22 หลอด เรียงรายกันอยู่ภายในส่วนของ Ultra-high performance LED ส่วนเลนส์ไฟท้ายใช้หลอด LED 40 หลอดต่อข้าง ไฟเบรกดวงที่สามบริเวณกึ่งกลางบั้นท้ายด้านบนของขอบกระจกบานหลังใช้หลอด LED อีก 26 หลอด และไฟเลี้ยวรอบคันใช้หลอด LED สีเหลือง จำนวน 32 หลอด หลอด LED ดังกล่าวนี้ นอกจากจะมีอายุการใช้งานที่ทนทานกว่าหลอดไฟปกติแล้ว ยังติดได้เร็วกว่าและกินพลังงานในรูปของกระแสไฟต่ำมากกว่าหลอดธรรมดา โคมไฟหน้าของเจ้า R8 ใช้ไฟเพียงข้างละ 14 วัตต์ ในขณะที่โคมไฟแบบฮาโลเจนต้องใช้กระแสไฟถึง 300 วัตต์ ต่อข้าง จึงจะมีความสว่างเทียบเคียงหลอด LED

อากาศพลศาสตร์คือหนึ่งในความสำคัญอันดับต้นๆ ของ Super Car รถ R8 ถูกทดสอบในอุโมงค์ลมในขั้นตอนการพัฒนาเพื่อลดค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานของอากาศที่มีผลไปถึงการทำความเร็วและการทรงตัว ตัวถังถูกออกแบบมาให้วิ่งทะลุกำแพง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีวิงหลังอัตโนมัติที่จะยกตัวขึ้นเองหากความเร็วเกิน 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะซ่อนตัวเองอย่างมิดชิดจนแทบจะเป็นชิ้นเดียวกับส่วนของบั้นท้ายหากความเร็วไม่ถึงระดับดังกล่าว โครงสร้างที่หนักแค่ 210 กิโลกรัมอัดแน่นไปด้วยความแข็งแกร่ง มันต้องรองรับแรงบิดแรงกระชากจากเครื่อง V10 525 แรงม้า รวมถึงอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ รถ Audi R8 V10 FSI มีมวลทั้งสิ้น 1,620 กิโลกรัม และถือได้ว่าเป็นสปอร์ตคาร์รุ่นหนึ่งที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ในระดับดีเยี่ยม

แอร์โรไดนามิกส์ บนตัวรถ R8 มีค่าแรงกดตัวถังหรือ Down Force ในระดับที่ดีและมีความสัมพันธ์ไปกับแรงยกของตัวถัง หรือ Lift Force การใช้ตัวถังที่ลู่ลมมากจนเกินไปนั้นจะทำให้ประสิทธิภาพการยึดเกาะของยางลดลง ซึ่งจะส่งผลกระทบไปถึงการควบคุมในย่านความเร็วสูง วิศวกรของ Audi ใช้วิงหลังที่สร้างแรงกดได้ดี บนตัวเลข 0.36 ที่อยู่ในระดับเดียวกันกับ Lamborghini Gallardo LP560/4 หรือเทียบเคียงได้เท่ากันกับ Ferrari F430 ช่องรับลมทุกช่องบนตัวถังผ่านการคำนวณค่าการไหลของอากาศอย่างละเอียด กระแสลมความเร็วสูงที่เคลื่อนผ่านพื้นผิวของตัวถังจะถูกดึงมาใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด รถทดสอบ Audi R8 V10 FSI ใส่ล้ออัลลอยลายใหม่ล่าสุดแบบ 10 ก้านคู่ ห่อรัดด้วยยางซิ่งเกรดแข่งของ Pirelli รุ่น P Zero Corsa ยางล้อหน้าไซส์ 235/35/ZR19 ล้อหลังไซส์ 295/35/ZR19 เบรกหน้าใช้จานเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาด 380 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์เบรกอัลลอยสีเงินแปะตรา Audi แบบ 6 Pot ส่วนด้านหลังเป็นจานเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาด 356 มิลลิเมตร กับคาร์ลิปเปอร์เบรก 4 Pot (จานเบรกคาร์บอนเป็นอุปกรณ์เสริมพิเศษ)

ภายใน Cockpit แบบรถแข่ง เจ้าของจะพบกับงานคาร์บอนไฟเบอร์เงาวาวประดับตกแต่งอยู่แทบจะทุกจุดของห้องโดยสารแบบสองที่นั่ง ไล่เรียงกันมาตั้งแต่วงพวงมาลัยแบบสามก้านทรงฐานตัดบนงานตัดเย็บหนังแท้ให้เข้ากับงานคาร์บอน สวิตช์แป้นแพดเดิ้ลชิฟคาร์บอน แผงประตูและมือจับคาร์บอน คอนโซลกลางเดินงานหุ้มขอบด้วยคาร์บอน บ่งบอกถึงความมีตัวตนในภาพลักษณ์ซุปเปอร์คาร์เพียงแค่ชายตามอง มันคืองานดีไซน์ห้องโดยสารที่สวยงามของค่าย Audi ส่งถ่ายจินตนาการไปยังผู้ขับได้อย่างหมดจดที่สุดแล้วในยุคนี้ จอ MMI คือศูนย์รวมหรือสมองกลไฟฟ้าของระบบต่างๆ สามารถปรับตั้งค่าของการทำงานในโปรแกรมที่ถูกพัฒนามาให้ใช้งานได้ง่ายเพียงแค่ใช้การเรียนรู้ไม่กี่ครั้ง มันสามารถปรับโหมดการขับได้ถึง 4 ระดับ ปรับตั้งระดับของระบบรองรับ ต่อพ่วงกับอุปกรณ์ให้ความบันเทิงเริงรมย์ภายนอกชนิดสุดขั้ว ปุ่ม สวิตช์ต่างๆ มีรูปแบบที่ล้ำอนาคต ให้ผิวสัมผัสในระดับสูง โดยเฉพาะคันเกียร์ออโต้งานอัลลอยสีเงินอันละเอียดอ่อน ปุ่มควบคุมชุดแอร์ และสวิตช์ทรงกลมที่ควบคุมจอ Multifunction Display -MMI ทั้งหมดทั้งปวงภายในห้องโดยสารของ R8 คืองานประติมากรรมระดับสุดยอดที่รวบรวมงานฝีมืออันประณีตประสานไปบนรูปแบบไฮเทคอย่างลงตัว

หน้าปัดทรงรี อยู่ภายในคอนโซลโค้งมนขนาดกะทัดรัด ซึ่งจัดวางอยู่หน้าคนขับ มาตรวัดด้านซ้ายมือเป็นวัดรอบเครื่องยนต์ที่มีขีดลากไปจนถึง 10,000 รอบ!! และประทับตรา V10 เพื่อไม่ให้เจ้าของหลงลืมว่ากำลังควบคุมเจ้า Ironman ที่มีเครื่อง V10 5.2 ลิตร 525 แรงม้า วางอยู่เลยแผ่นหลังคนขับเพียงแค่ไม่ถึงฟุต กรอบมาตรวัดเล็กๆ ที่มุมด้านซ้ายบอกอุณหภูมิของน้ำมันหล่อลื่น มาตรวัดด้านขวามือเป็นมาตรวัดความเร็ว ใช้ตัวเลขแบบไมล์ต่อชั่วโมงอยู่ด้านนอก โดยมีตัวเลขกิโลเมตรต่อชั่วโมงซ้อนกันอยู่ภายในอย่างสวยงาม มีตัวเลขในแบบกิโลเมตรต่อชั่วโมงมาให้ถึง 330 กิโลเมตร มุมขวาเป็นกรอบมาตรวัดเล็กๆ บอกระดับของไฟในแบตเตอรี่ ส่วนมุมบนสุดตรงกึ่งกลางหน้าปัดมีกรอบมาตรวัดเล็กอีกสองชุด ขวามือแจ้งระดับน้ำมันเชื้อเพลิง ส่วนซ้ายมือจะคอยแจ้งอุณหภูมิการทำงานของเครื่องยนต์ ต่ำลงมาเป็นจอ Multifunction Display วางตัวเองอยู่ตรงกึ่งกลางมาตรวัดใหญ่ทั้งสองเพื่อทำให้สังเกตได้ง่าย เป็นจอ Multifunction ที่คอยแจ้งเตือนการทำงานในระบบต่างๆ อุณหภูมิภายนอก ระยะทางที่น้ำมันในถังสามารถวิ่งถึง เบาะคู่หน้าแบบหนังแท้สีดำออกแบบโดยใช้มุมมองให้คล้ายกับกล้ามเนื้อของนักกีฬา นั่งได้กระชับและโอบอุ้มสรีระของผู้ขับขี่ได้ดี มันคือเบาะรถสปอร์ตที่มีทั้งความสวยงามและดุดันแฝงอยู่ครบๆ ภายในที่ลงตัวประกอบไปด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ตกแต่งที่อยู่ในระดับสูงสุด จะทำให้คุณไม่มีทางที่จะไม่ชอบห้องโดยสารของเจ้ารถคันนี้อย่างแน่นอนชนิดนั่งแล้วไม่อยากลุกกันเลยทีเดียว

หัวใจอันเป็นที่มาของแรงบิด 530 นิวตันเมตร คือ เครื่องยนต์เบนซินขนาด 10 กระบอกสูบรูปตัว V พัฒนามาจากรุ่น RS4 แต่ใช้เทคโนโลยีของรถแข่งเข้าเสริม มีเสถียรภาพและมีความน่าเชื่อถือสูงจากความทนทานแม้จะโดนอัดที่รอบสูงต่อเนื่องยาวนาน รอบเครื่องสูงสุดจัดจ้านถึง 8250 รอบต่อนาที ปริมาตรความจุ 5.2 ลิตร หรือ 5204 ซีซี วางทำมุม 90 องศาแบบกลางลำตัวรถ และถูกออกแบบให้มีจุดยึดต่ำมากเพื่อลดค่าจุดศูนย์ถ่วง แรงม้าทั้ง 525 ตัวมาแบบล้นๆ ที่ 8000 รอบต่อนาที เรดไลน์มีให้ลากกันถึง 8700 รอบต่อนาที ที่รอบเครื่องยนต์สูงสุด ลูกสูบของเจ้า R8 จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วกว่า 26.9 เมตร/วินาที แรงบิด 530 นิวตันเมตรมาในรอบเครื่อง 6500 รอบต่อนาที ที่รอบต่ำในระดับ 1000 รอบต่อนาที จะมีแรงบิดให้ใช้มากถึง 400 นิวตันเมตร สามารถขนเอามวลของตัวรถที่หนัก 1.6 ตันให้ปลิวไปตามลมได้เลยบนตัวเลข 0-100 กิโลเมตร ใน 3.8 วินาที รุนแรงเกือบเท่ารถแข่ง Formura 1 เลยทีเดียว จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า FSI พร้อมด้วยอ่างน้ำมันเครื่องแบบ Dry Sump ป้องกันปัญหาน้ำมันเครื่องไปหล่อลื่นไม่ทันเนื่องจากวิ่งมุดเข้า-ออกโค้งด้วยความเร็วสูง เป็นระบบหล่อลื่นที่ซุปเปอร์คาร์ส่วนใหญ่รวมถึงรถแข่งนิยมนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย แรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางหรือแรง G จะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อระบบหล่อลื่นของรถ R8

ระบบส่งกำลังของ R8 V10 FSI ใช้ชุดเกียร์ R-Tronic พัฒนาจากสนามแข่งขันโดยวิศวกรของ Audi มันใช้การอัพเกรดมาจากเกียร์ DSG หรือพวกเกียร์ทวินคลัตช์ มาพร้อมกับโหมดปรับแต่ง Launch Control โดยผ่านการควบคุมด้วยสมองกลไฟฟ้าเชื่อมต่อกับระบบจ่ายเชื้อเพลิง FSI ความเร็วในการทำงานของกลไกคลัตช์ ความเร็วในการเปลี่ยนเกียร์ที่รวดเร็วมากกว่าการตัดสินใจของมนุษย์นับ 10 เท่า รวมถึงยังเชื่อมโยงกับชุดขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro อันลือลั่นของค่ายนี้ ประสิทธิภาพของมันคือ อัตราเร่งจาก 0-200 กิโลเมตร ใน 8.1 วินาที ถ้าหากเป็นระบบเกียร์ธรรมดาที่เจ้าของต้องยัดเกียร์เองจะต้องใช้เวลาถึง 12.08 วินาที ในการตะกายให้ถึงย่าน 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Quattro ของรถ Audi R8 V10 FSI คือพัฒนาการล่าสุดในระดััับ Gen5 ถือได้ว่าเป็นกลไกขับเคลื่อน 4 ล้อที่สมบูรณ์แบบมากที่สุดแล้วในยุคนี้ มันจะรับหน้าที่กระจายแรงบิดจากระบบส่งกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลังให้สัมพันธ์กับสภาวะของการขับขี่ตามการตัดสินใจของสมองกลไฟฟ้าในชุดควบคุมปรับตั้ง เมื่อขับในสภาพปกติทั่วไป ชุดขับเคลื่อน 4 ล้อ Quattro จะส่งกำลังไปยังล้อคู่หน้า 30% และล้อคู่หลัง 70% หรือสามารถปรับอัตรากระจายแรงบิดที่ 15:85 ด้วยชุดขบวนเฟือง Torsen Center Differential ระบบ Quattro Gen5 ของ R8 V10 ใช้กลไกล้วนๆ ในการทำงานโดยอาศัยความแตกต่างของความเร็วรอบในการหมุนของล้อ ทั้ง 4 มาใช้ปรับเปลี่ยนระดับของการกระจายกำลังไปยังล้อทั้งหมด จากกลไก Torsen Center Differential ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อนแต่ทรงประสิทธิภาพมากเมื่อมันทำงาน การปรับเปลี่ยนแรงหมุนของล้อทั้งสี่จึงเกิดขึ้นในลักษณะแปรผันไปตามความเป็นจริงทั้งหมด ช่วยรักษาตัวรถให้มีความเสถียรถึงแม้จะอัดเข้าโค้งด้วยความเร็วที่ใกล้จุด สูงสุดที่ระบบควบคุมการทรงตัวจะสามารถรองรับเอาไว้ได้ก็ตาม

จากสภาพการขับแบบอัดไม่เลี้ยงบนการทดสอบของหนังสือรถหัวนอกที่ได้ลองควบเจ้า V10 อาการหน้าดื้อโค้ง หรือ Understeering ซึ่งจะเกิดขึ้นกับล้อหน้าเมื่อวิ่งเข้าสู่ทางโค้งด้วยความเร็วสูง ล้อหน้าจะมีอาการสลิปหรือหมุนเร็วกว่าล้อหลังอย่างไร้สมดุลที่ถูกต้อง ระบบ Quattro Gen5 ของ R8 จะเข้ามาแทรกแซงทันทีด้วยการลดกำลังของล้อคู่หน้า แล้วแปรผันแรงบิดไปยังล้อคู่หลัง เมื่อล้อหน้าหมุนช้าลงและล้อหลังหมุนเร็วขึ้น หน้ารถที่กำลังแหกจะถูกดึงกลับเข้าสู่สภาพความสมดุลที่ดี การตอบสนองทั้งหมดของระบบเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น ในทางกลับกัน หาก R8 V10 5.2 FSI กำลังเกิดอาการท้ายปัด หรือ Oversteering ในโค้งมุมแคบ ซึ่งเกิดจากสภาพการที่ล้อหลังหมุนเร็วกว่าล้อหน้า ท้ายรถเริ่มขาดการยึดเกาะและเริ่มกวาดออกด้านข้าง ระบบ Quattro Gen5 จะเข้ามาลดกำลังของล้อหลัง แล้วเติมไปยังล้อคู่หน้า สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามสภาพการณ์ของการขับขี่จนทำให้ผู้ขับสามารถแก้อาการแหกโค้งได้ดีกว่าระบบอื่นๆ ที่มีใช้อยู่ในซุปเปอร์คาร์ยุคปัจจุบัน กลไกของระบบ Quattro ในตัวรถ Audi ทำงานโดยขึ้นตรงกับความเร็วของตัวรถ รูปแบบของโค้งและสภาพการยึดเกาะที่ถูกเฝ้ามองโดยคอมพิวเตอร์ความเร็วสูง การปรับเปลี่ยนแปรผันแรงบิดของล้อทั้งสี่จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาจนระบบตรวจจับได้ว่าตัวรถกลับมามีความเสถียรอีกครั้ง.

 

 

 

Audi R8 V10 FSI Quattro Specification

แบบ............................................สปอร์ต 2 ประตู 2 ที่นั่ง

ผู้ผลิต..........................................Audi เยอรมนี

เครื่องยนต์..................................V10 วางทำมุม 90 องศา กลางลำ

ปริมาตรความจุ..........................5.2 ลิตร 5,204 ซีซี

กระบอกสูบxช่วงชัก...................84.5มิลลิเมตรx92.8 มิลลิเมตร

อัตราส่วนกำลังอัด.....................12.5:1

วาล์ว...........................................4 วาล์วต่อ 1 กระบอกสูบ=40 วาล์ว

ระบบหล่อลื่น...............................Dry Sump

ระบบจ่ายเชื้อเพลิง......................หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ FSI Direct Petrol Injection

แรงม้าสูงสุด................................525 แรงม้าที่ 8,000 รอบต่อนาที

แรงบิดสูงสุด...............................530 นิวตันเมตรที่ 6,500 รอบต่อนาที

อัตราเร่ง......................................0-100 กิโลเมตรใน 3.8 วินาที

ความเร็วสูงสุด............................320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

BMEP.........................................1304 kPa 189.1psi

Unitary capacity..........................520.4 cc per cylinder

Specific torque............................103.77 Nm/litre

CO2 Emissions...........................323.0 g/km

ระบบขับเคลื่อน...........................ขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลาด้วยระบบ Quattro Gen 5

ระบบบังคับเลี้ยว.........................แรคแอนด์พีเนียน พร้อมปั๊มพาวเวอร์ไฟฟ้า EPS

ระบบส่งกำลัง..............................เกียร์อัตโนมัติ R-Tronic 7 สปีด

ระบบช่วยทรงตัว.........................ESP

ระบบกันสะเทือน.........................Independent Double Wishbone Suspension ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

 

ล้อและยาง

ล้อหน้า.........................................อัลลอยขนาด 19 นิ้ว ยาง Pirelli P Zero Corsa 235/35/ZR19

ล้อหลัง.........................................อัลลอยขนาด 19 นิ้ว ยาง Pirelli P Zero Corsa 295/30/ZR19

ระบบเบรก

ด้านหน้า.......................................จานเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาด 380 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์เบรก Audi แบบ 6 Pot

ด้านหลัง.......................................จานเบรกคาร์บอนเซรามิกขนาด 356 มิลลิเมตร คาร์ลิปเปอร์เบรก Audi แบบ 4 Pot

 

มิติตัวถัง

ความกว้าง...................................1,930 มิลลิเมตร

ความยาว.....................................4,435 มิลลิเมตร

ความสูง.......................................1,252 มิลลิเมตร

น้ำหนัก.........................................1,602 กิโลกรัม

ปริมาตรความจุถังเชื้ิอเพลิง..........75 ลิตร

ราคา.............................................13 ล้านบาท

ขออภัยเจ้าของรถด้วยน้ะครับ

 

 

นาย วัลลภ มะโพงเพ็ง ม 5/10 เลขที่ 21

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 3 คน กำลังออนไลน์