งานครั้งที่ 1 ม.5/9

รูปภาพของ nbrpimsiri

 

ห้องเรียนออนไลน์ ครูพิมพ์สิริ พันธ์เตี้ย

โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย กทม. ภาคเรียนที่ 2/2558

 

ม. 5/9

สวัสดีค่ะ นักเรียนที่น่ารักทุกคน ขอต้อนรับนักเรียนทุกคนสู่การจัดการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมือง

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558

 

งานครั้งที่ 1 ขอให้นักเรียนสืบค้นความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องมารยาทไทย คนละ 1 เรื่อง

( ห้ามซ้ำกันในแต่ละห้องเรียน )

เนื้อหาขั้นต่ำ 15 บรรทัด พร้อมภาพประกอบ

ส่งภายในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 เวลา 20.00 น.

 

http://www.thaigoodview.com/node/205098

นาย ชนาธิป ชมงาม ม.5/9 เลขที่ 13

รูปภาพของ nbrpimsiri

 

ตรวจงานเรียบร้อยแล้วนะคะ

http://www.thaigoodview.com/node/204753

นายอานนท์ นงสันเที๊ยะ ม.5/9 เลขที่ 9

 

นาย ภาคภูมิ   ยี่สุน ม.5/9 เลขที่  6

การประพฤติปฏิบัติในพิธีต่างๆ

http://www.thaigoodview.com/node/204412

http://www.thaigoodview.com/node/202928

นายอภิชาติ หอมจันทร์ 5/9 เลขที่16

มารยาทบนรถโดยสารประจําทาง

1. ควรให้ความร่วมมือโดยปฏิบัติตามระเบียบและความเหมาะสมในการโดยสารรถประจำทาง เช่น 
- ขึ้นลงด้วยลำดับอย่างมีระเบียบ ไม่เบียดเสียดยื้อแย่งกัน ก่อนขึ้นควรคอยให้คนลงหมดเสียก่อน
-ขึ้นหรือลงตามป้าย ไม่ควรกระโดดขึ้นหรือลงในขณะที่รถกำลังแล่นหรือขณะรถหยุดตามสัญญาณไฟแดง
- ไม่ยื่นมือหรือศีรษะออกนอกรถ ไม่ยืนเกาะหรือโหนที่บันไดรถ เพราะอาจจะได้รับอันตราย

2. ควรเตรียมเงินไว้ให้พร้อมสำหรับจ่ายค่าโดยสาร และเมื่อได้ตั๋วแล้วควรเก็บรักษาตั๋วไว้ให้พนักงานตรวจตั๋วดูโดยสะดวกด้วย

3. ถ้าในรถมีที่ว่างควรเข้าไปนั่งหรือยืนเสียงข้างใน อย่ายืนออกันที่ประตู เป็นที่กีดขวางของผู้โดยสารอื่นที่จะขึ้นลงและทำให้ชักช้าเสียเวลา

4. ควรเอื้อเฟื้อให้ที่นั่งแก่พระภิกษุ สามเณร แม่ชี เด็ก สตรี คนชรา และคนพิการ ความเอื้อเฟื้อดังกล่าวอาจนำไปใช้ในการขึ้นลงรถประจำทาง เมื่อได้รับความเอื้อเฟื้อควรกล่าวขอบคุณ และเมื่อพลาดพลั้งกระทบผู้อื่นควรกล่าวขออภัย 

5. พึงใช้กิริยาวาจาสุภาพต่อพนักงานประจำรถและผู้โดยสารอื่นๆ 

6. พึงงดเว้นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เช่น แสดงอาการใกล้ชิดเกินควรระหว่างชาย หญิง

7. พึงงดการกระทำใดๆ อันไม่ชอบธรรม ในการขึ้นรถ เช่น ไม่ชำระค่าโดยสาร

8. ไม่ควรทำความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้อื่น เช่น สูบบุหรี่ ทะเลาะวิวาทหรือคุยเสียงดัง นั่งเขย่าขา นั่งกินที่ผู้อื่น นั่งเอนไปพิงหรือกระทบผู้อื่น วางสิ่งของในที่ว่างกีดกันผู้อื่น ปล่อยผมยาวให้ปลิวไปรบกวนผู้อื่น หรือชะโงกไปอ่านข้อความในหนังสือที่ผู้อื่นกำลังอ่านอยู่

9. ไม่ขากเสมหะหรือบ้วนน้ำลาย ไม่ทิ้งขยะลงบนรถหรือนอกรถ ซึ่งทำให้สกปรกเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและเสียมารยาท

10. ไม่พกพาอาวุธและสิ่งที่อาจเป็นอันตรายแก่ผู้อื่น

11. ไม่ควรเสพสุราหรือสิ่งมึนเมาในขณะที่อยู่บนรถประจำทาง

12. ไม่ควรขีดเขียนข้อความใดๆ ที่พนักหรืออื่นๆ ในรถประจำทาง

13. ไม่ควรนำสิ่งของที่มีกลิ่นแรงขึ้นรถประจำทาง

14. ไม่ควรประดับของมีค่าในการในการโดยสารรถประจำทาง เพราะอาจไม่ปลอดภัย

15. ไม่ควรรับประทานอาหาร เครื่องดื่ม หรือยาต่างๆ จากคนแปลกหน้า

16. ไม่ควรเล่นการพนันบนรถประจำทาง


แหล่งที่มา http://www.baanmaha.com/community/threads/48914

นายภาคภูมิ ยี่สุ่น ม.5/9 เลขที่7

www.thaigoodview.com/node/200080

นางสาวน้ำทิพย์   ศรีหาราช ม.5/9 เลขที่ 24

http://www.thaigoodview.com/node/200067

น.ส พิมพ์วิภา พ่วงคุ้ม ม.5/9 เลขที่ 27

http://www.thaigoodview.com/node/200061

น.ส.ศุภลักษณ์ มะปรางค์ ม.5/9 เลขที่ 24

http://www.thaigoodview.com/node/add/blog

นางสาว ธัญพิชชา จันทร ชั้นม.5/9 เลขที่ 16

http://www.thaigoodview.com/comment/edit/210128 

อภิรักษ์ พานไทยสงค์ เลขที่ 14

 


          

 
  อาคาร "โบสถ์" (Church) คือ อาคารศักดิ์สิทธิ์สร้างขึ้นเพื่อนมัสการพระเจ้าเป็นสถานที่ซึ่งบรรดาสัตบุรุษรวมตัวกันปฏิบัติคารวกิจสาธารณะ อาคารโบสถ์หมายถึง "บ้านของพระเจ้า" ด้วย คือบ้านที่มีไว้เพื่อให้ประชากรของพระมาชุมนุมพร้อมกันประกอบพิธีกรรมการมา ชุมนุมกันเพื่อนมัสการพระเจ้า เป็นเอกลักษณ์ประการหนึ่งของวิถีชีวิตคริสตชน และคริสตชนสำนึกตนเองว่าเป็นประชากรของพระเจ้า และพวกเขาก็มารวมตัวกันถวายนมัสการในฐานะที่เป็นประชากร
            มารยาทในการเข้าโบสถ์
 1 แต่งตัวให้เรียบร้อยสวยงาม ไม่ควรใส่กางเกงขาสั้นแขนสั้น
 2 เวลาเทศนาควรปิดมือถือ หรือ เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด หรือ เปิดเสียงเงียบ
 3 เวลาเทศนาห้ามคุยกันละเล่นมือถือ
 4 เวลาเทศนาต้องฟังผู้นำ ห้ามนอนหลับ
 5 ควรเตรียมเงินที่จะไปถวายก่อนที่บ้าน
 6 ตอนอธิษฐานห้ามคุยกัน
 7 ควรเตรียมพระคัมภีร์ไปทุกครั้งที่ไปโบสถ์
 8 ต้องรักษาวันของพระผู้เป็นเจ้า ห้ามขาดวันอาทิตย์
 9 ห้ามให้เงินวันอาทิยต์ 
10 ห้ามพูดสิ่งที่ได้ดี ภายในโบสถ์   

 

 

 



         

 

 

 

http://www.thaigoodview.com/node/199883

นางสาว นันทพร จุเเดง ม.5/9 เลขที่  20

http://www.thaigoodview.com/node/199883

นางสาว นันทพร จุเเดง ม.5/9 เลขที่  20

มารยาทในการใช้โทรศัพท์มือถือ

เราๆ ท่านๆ ทั้งหลายคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากในชีวิตประจำวันของเรากันมากแล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอะไรๆ ในสมัยนี้ก็ไร้สายกันไปซะหมด ไม่ว่าจะเป็น Wireless Lan ซึ่งจะเป็นระบบที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรือ ใน Pocket Pc และอีกเทคโนโลยีที่เราจะได้เห็นกัน เด่นชัดมากที่สุดก็คงจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันมือถือกลายเป็นปัจจัยที่ 5 , 6 , 7, 8 ไปแล้ว ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละคน ที่จะเรียงลำดับความสำคัญของสิ่งใดๆ ว่าจะสำคัญมากกว่ากัน

ว่ากันด้วยเรื่องของโทรศัพท์มือถือซึ่งเครื่องที่เราเห็นเครื่องเล็กๆ นั้นมันสามารถทำอะไรต่อมิอะไรได้มากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านความบันเทิงเช่น ดูรายการทีวี ดูละคร ผ่านมือถือ การอ่านข่าวสาร การเช็คผลบอลแบบเรียลไทม์ การพังเพลง Mp3 การดู Clip vdo การรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว หรือจะเป็นบริการ Content ต่างๆ เช่นการดาวน์โหลด ภาพ เพลง เกมส์บนมือถือ หรือจะเป็นในด้านการเงิน มือถือก็สามารถโอนเงินผ่านบัญชี หรือชำระค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าโน่น นี่ นั่น ได้สารพัด เรียกง่ายๆ ว่าวันๆ หนึ่งถ้าโทรศัพท์แบตเตอรี่ไม่หมดไป ซะก่อนละก็ ท่านแทบจะไม่ต้องออกไปไหนเลย

ไม่เพียงเท่านั้นโทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้งานได้ทุกสถานที่ไม่ว่าจะอยู่กับบ้าน อยู่ในที่ทำงาน อยู่บนรถ หรือแม้กระทั่งอยู่ในห้องน้ำ ตราบใดที่สัญญาณยังคงไปถึง ท่านก็ยังสามารถใช้งานมือถือได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางท่านไม่ได้มีโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียว (ผมด้วย) ซึ่งหากเป็นการทำธุรกิจก็สมควรที่จะใช้ แต่บางครั้งเราจะเห็นว่าเด็กๆ บางคนก็มีมือถือหลายเครื่องเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นเพราะแฟชั่น หรือตามสมัยนิยม หรือจะอะไรก็ตาม

เด็กบางคนติดเกมส์ที่เล่นบนมือถือชนิดที่ว่าแม้แต่อยู่ในห้องเรียนก็ยังอุตส่าห์แอบเล่นใต้โต๊ะ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่บางคนที่ใช้มือถือชนิดที่มีกล้องถ่ายภาพได้ในตัว ซึ่งหากผู้ใช้ขาดจิตสำนึกแล้วนำมือถือไปแอบถ่ายภาพไม่พึงประสงค์แล้วนั้น ผมถือว่าเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่งซึ่งไม่เป็นผลดีเอาซะเลยครับ ดังที่เราจะเห็นเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือในโทรทัศน์อยู่บ่อยๆ ว่าด้วยเรื่องการแอบถ่าย การถ่ายภาพโดยที่คนถูกถ่ายไม่รู้ตัวหรือไม่ต้องการให้ถ่าย

อีกสิ่งหนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนบทความนี้ก็คือการใช้โทรศัพท์มือถือในที่ๆ ไม่สมควรใช้ หรือถ้าจะให้เรียกกันแบบง่ายๆ คือ การใช้มือถือไม่ถูก กาลเทศะ ครับ มาดูกันครับว่าท่านไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือที่ไหนกันบ้าง

1. ในโรงภาพยนตร์ ท่านลองคิดดูสิครับหากท่านกำลังชมภาพยนตร์สักเรื่องหนึ่ง ในฉากที่พระเอกและนางเอกกำลังจะบอกรักกัน บรรยากาศในโรงหนัง กำลังอยู่ในระหว่างโรแมนติก และเงียบสงัด ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือของใครบางคนเกิดดังขั้นมา ท่านและคนข้างๆ หันไปหันมาหาว่าเสียงนั้นมากจากที่ไหน สรุปแล้วมาจากตัวท่านเองครับ ท่านจะรู้สึกอย่างไร แต่ท่านจะรู้สึกอย่างไรก็คงไม่สำคัญเท่ากับคนรอบๆ ข้างนั้นจะรู้สึกอย่างไร บรรยากาศ ที่โรแมนติกของภาพยนตร์คงหายไปพร้อมกับเสียงมือถือที่ดังขึ้นเป็นแน่ๆ ครับ ในกรณีนี้ผมว่าควรเปลี่ยนเป็นระบบสั่นครับ

2. ในที่ประชุม หากท่านกำลังประชุมกับเจ้านายที่แสนเฮี้ยบ ซึ่งบรรยากาศอยู่ในระหว่างความเครียด ทันใดนั้นเสียงเพลงโดราเอมอนเกิดดังขึ้นมาอีกผมว่า วงแตกแน่ครับ มันไม่ตลกเอาซะเลย ในกรณีนี้ผมว่าควรเปลี่ยนเป็นระบบสั่นเช่นกัน

3. ในวัด, โบสถ์, มัสยิด โดยส่วนตัวของผมเองนั้นนับถือศาสนาคริสต์ แต่ไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาใดๆ ตามผมเชื่อว่าทุกศาสนาสอนให้คนเราทำแต่ความดี และผมว่าการที่คนเราอยู่ในวัดนั้นเป็นการเข้าไปสงบจิตสงบใจ หรือแม้แต่การเข้าร่วมในพิธีใดๆ ซึ่งถือว่าต้องการสมาธิเป็นอย่างมาก เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนำโทรศัพท์มือถือเข้าไป สำหรับส่วนตัวผมนั้นผมจะเอาโทรศัพท์ทิ้งไว้ในรถเลย คือไม่ต้องพกติดตัว เมื่ออยู่ในระหว่างพิธีกรรมทางศาสนาจะได้ไม่ต้องพะวงหน้าพวงหลังว่าจะรับโทรศัพท์ดีไหม ถึงแม้จะสั่นได้ก็ตาม ท่านเองก็เช่นกันครับผมว่าควรจะปิดเครื่องหรืออย่างน้อยเปิดในมือถืออยู่ในโหมดไม่มีสัญญาณเสียง และไม่สั่นไปเลยดีกว่า ทำเหมือนว่าท่านกำลังหลับอยู่ดีไหมครับ เพื่อให้ท่านและคนอื่นๆ ที่อยู่ในพิธีจะได้มีสมาธิกันและได้บุญกันถ้วนหน้า

4. ในโรงพยาบาล เมื่อเข้าไปข้างในโรงพยาบาล ท่านอาจเห็นป้ายห้ามใช้โทรศัพท์มือถือนะครับ นั่นเป็นเพราะว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ มีผลต่อการทำงานของเครื่องมือแพทย์บางชนิดที่ต้องอาศัยความถี่ในการช่วยให้เครื่องทำงาน ซึ่งหากมีสัญญาณรบกวน อาจทำให้เครื่องมือนั้นๆ เกิดการทำงานผิดพลาดยกตัวอย่างเช่น เครื่องวัดชีพจร หากเครื่องนั้นไม่ได้ถูกชีลด์เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวน ก็อาจทำให้ค่าที่วัดออกมานั้นผิดพลาดได้

5. ในปั๊มน้ำมัน ท่านรู้หรือไม่ว่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถก่อให้เกิดประกายไฟได้ หากท่านนำโทรศัพท์มือถือไปใช้ใกล้สถานที่ๆ ที่ห้ามทำให้เกิดประกายไฟ เช่น โรงน้ำมัน หรือใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง ท่านควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตัวท่านเอง

แหล่งที่มา: http://www.ud.co.th/support_tips1.html

จัดทำโดย: นายณัฐวุฒิ  เจริญขวัญ  ม.5/9 เลขที่ 10

 

มารยาทในการฟัง

มารยาทในการฟัง ถือเป็นวัฒนธรรมประจำ ชาติอย่างหนึ่งที่ผู้ฟังควรยึดถือและปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสม การมีมารยาทในการฟังย่อมแสดงให้เห็นว่า บุคคลนั้นได้รับการอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นผู้มีวัฒนธรรมอันดีงาม การมีมารยาทที่ดี ถือเป็นการให้เกียรติต่อผู้พูด ให้เกียรติ ต่อสถานที่และให้เกียรติต่อชุมชน มารยาทเหล่านี้จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ทุกคนควรยึดถือ และปฏิบัติโดยเคร่งครัด

ความหมายของการฟัง

การฟัง หมายถึงการรับสาร หรือเสียงที่ได้ยินทางหู การฟังอย่างมีจุดมุ่งหมาย มีมารยาทและรู้จักพินิจพิเคราะห์เนื้อหาของสาร ที่รับว่ามีข้อเท็จจริง อย่างไร รู้จักจับใจความสำคัญ ใจความย่อย สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้รับสาร ได้ประโยชน์จากการฟังอย่างเต็มที่

มารยาทในการฟัง

        ผู้มีมารยาท ในการฟังควรปฏิบัติตน ดังนี้

        1. เมื่อฟังอยู่เฉพาะหน้าผู้ใหญ่ ควรฟังโดยสำรวมกิริยามารยาท ฟังด้วยความสุภาพเรียบร้อย และตั้งใจฟัง

        2. การฟังในที่ประชุม ควรเข้าไปนั่งก่อนผู้พูดเริ่มพูด โดยนั่งที่ด้านหน้าให้เต็มก่อนและควรตั้งใจฟังจนจบเรื่อง

        3. จดบันทึกข้อความที่สนใจหรือข้อความที่สำคัญ หากมีข้อสงสัยเก็บไว้ถามเมื่อมีโอกาสและถามด้วยกิริยาสุภาพ เมื่อจะซักถามต้องเลือกโอกาสที่ผู้พูดเปิดโอกาสให้ถาม หรือยกมือขึ้นขออนุญาตหรือแสดงความประสงค์ในการซักถาม ถามด้วยถ้อยคำสุภาพ และไม่ถามนอกเรื่อง

        4. มองสบตาผู้พูด ไม่มองออกนอกห้องหรือมองไปที่อื่น อันเป็นการแสดงว่าไม่สนใจเรื่องที่พูด และไม่เอาหนังสือไปอ่านขณะที่ฟัง หรือนำอาหารเครื่องดื่มเข้าไปรับประทานระหว่างฟัง

        5. ฟังด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสเป็นกันเองกับผู้พูด แสดงสีหน้าพอใจในการพูด ไม่มีแสดงกิริยาก้าวร้าว เบื่อหน่าย หรือลุกออกจากที่นั่งโดยไม่จำเป็นขณะฟัง

        6. ฟังด้วยความสุขุม ไม่ควรก่อความรำคาญให้บุคคลอื่น ควรรักษามารยาทและสำรวมกิริยา ไม่หัวเราะเสียงดังหรือกระทืบเท้าแสดงความพอใจหรือเป่าปาก

        7. ฟังด้วยความอดทนแม้จะมีความคิดเห็นขัดแย้งกับผู้พูดก็ควรมีใจกว้างรับฟังอย่างสงบ

        8. ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง ควรฟังเรื่องให้จบก่อนแล้วค่อยซักถามหรือแสดงความคิดเห็น

        9. ควรให้เกียรติวิทยากรด้วยการปรบมือ เมื่อมีการแนะนำตัวผู้พูด ภายหลังการแนะนำ และเมื่อวิทยากร พูด จบ

ประโยชน์ของการฟัง
         ประโยชน์ส่วนตน

        1.1 การฟังเป็นเครื่องมือของการเขียน ผู้ที่เรียนหนังสือได้ดีต้องมีการฟังที่ดีด้วย คือ ต้องฟังคำอธิบายให้รู้เรื่องและจับใจความสำคัญให้ได้จึงจะทำให้การเรียนมี ประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการฟังคำอธิบายในห้องเรียน การฟังอภิปราย การฟังบทความ ล้วนแต่ช่วยพัฒนาสติปัญญาทำให้เกิดความรู้และเกิดความเฉลียวฉลาดจากการฟัง

        1.2 การฟังช่วยให้ผู้ฟังพัฒนาความสามารถในการพูด พัฒนาความสามารถในการใช้ภาษา เพราะการฟังทำให้ผู้ฟังมีความรู้กว้างขึ้นและมีประสบการณ์มากขึ้น

        1.3 การฟังช่วยปูพื้นฐานความคิดที่ดีให้กับผู้ฟัง ซึ่งจะได้จากการฟังเรื่องราวที่มีคุณค่ามีประโยชน์จากผู้อื่น ช่วยพัฒนาสติปัญญาแก่ผู้ฟัง การได้รับข้อคิดเห็นที่มีประโยชน์ทำให้เกิดแนวความคิดใหม่ ๆ ได้

        1.4 การฟังช่วยให้ผู้มีมารยาทในการฟัง สามารถเข้าสังคมกับผู้อื่นได้เช่น รู้จักฟังผู้อื่น รู้จักซักถามโต้ตอบได้ตามกาลเทศะ

         ประโยชน์ทางสังคม

        2.1 การฟังทำให้เกิดความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง เช่น การฟังประกาศ ฟังปราศรัย ฟังการอภิปราย เป็นต้น

        2.2 การฟังช่วยให้ประพฤติดี ปฏิบัติให้สังคมเป็นสุข เช่น ฟังธรรม ฟังเทศนา ฟังคำแนะนำ การอบรม เป็นต้น

 

แหล่งที่มา: http://www.m-culture.go.th/ilovethaiculture/index.php/2013-09-03-09-34-32/km-travel/item

จัดทำโดย: นายภูวทฤธิ์   จิตร์วิภาต  ม.5/9 เลขที่ 2

http://www.thaigoodview.com/node/199652

 
 
นส.เจนจิรา มีโพธิ์ ม.5/9 เลขที่ 25

http://www.thaigoodview.com/node/199651

นางสาว จุฑาทิพย์ โพธิ์สูง ชั้นม.5/9 เลขที่ 23

มารยาทในห้องเรียน

                                                                                                         

       มารยาทในห้องเรียนซึ่งมีวิธีปฏิบัติง่ายๆและหลายๆคนก็พอจะรู้จักและปฏิบัติได้ดังนี้
     1 ต้องตั้งใจเรียน เป็นการแย่มากๆหากว่าเราจับกลุ่มคุยแข่งกับอาจารย์ที่สอนอยู่หน้าชั้นเรียนหรือสนใจในการอ่านหนังสือการ์ตูนมากกว่าบทเรียนในชั่วโมงทุกคนลองคิดดูว่าอาจารย์ผู้สอนเพียงคนเดียวไม่สามารถตะเบ็งเสียงแข่งได้
     2 ไม่รบกวนสมาธิของผู้อื่น ถึงแม้เราจะเบื่อในวิชานั้นๆก็ไม่ควรไปชวนเพื่อนคุยหรือรบกวนใดๆก็แล้วแต่ถ้าเราไม่เข้าใจหรือสงสัยอะไรให้ยกมือถามอย่าไปถามเพื่อนขณะเรียนเพราะเพื่อนอาจเรียนไม่รู้เรื่องเพราะเรา
     3 เชื่อฟังคำตักเตือนของอาจารย์ บางครั้งที่เราทำผิดหรือเราอาจจะดื้อรั้นกับอาจารย์ที่สอนอยู่ อาจารย์อาจจะต่อว่า ตักเตือนหรือตีก็ไม่ควรทำอวดดีหรือโต้เถียงใดๆทั้งสิ้น
     4 แสดงนำใจต่อเพื่อนๆ บางครั้งเพื่อนของเรามาเรียนไม่ทันหรือขาดเรียนไปเราควรอธิบายวิชาที่เราพอจะสามารถอธิบายใหเพื่อนเราฟังได้ หรือเพื่อนขาดอุปกรณ์การเรียน ถ้าเรามีก็ควรจะแบ่งปัน เพราะในการเรียนเราต้องพึ่งพาอาศัยกันเมื่อทำกิจกรรมต่างๆอยู่แล้ว
     5 มีความรับผิดชอบ นอกจากการเรียนในวิชาต่างๆแล้วยังต้องมีแบบฝึกหัดให้เราทดลองและเราจะต้องมีความรับผิดชอบโดยการทำส่งให้ครบตามกำหนดเวลา เพื่อไม่ให้มีนิสัยที่ไม่ดีติดตัว

     6 เมื่อไม่เข้าใจบทเรียนใด ให้ไต่ถามครูผู้สอนให้ท่านอธิบายให้ใหม่ ไม่ควรปล่อยให้ผ่านไป

     7 ต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จและต้องส่งงานให้ทันตามกำหนด

     8 ต้องทบทวนฝึกทักษะวิชาต่าง ๆ อยู่เสมอ

    9. รู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่นอ่านหนังสือ ท่องคำกลอน เล่นเกมฝึกสมอง เป็นต้น

แหลงที่มา http://pootai.exteen.com/20090125/entry

อภิพัชร สีสุข ชั้น5/9 เลขที่4

http://www.thaigoodview.com/node/199613


นางสาวอัจฉรา เพ็งแจ่ม ชั้น 5/9 เลขที่ 29

  www.thaigoodview.com/node/199583

 นางสาว จุฑาทิพย์  โพธิ์สูง ม.5/9 เลขที่ 22

www.thaigoodview.com/node/199582

นางสาววิไลวรรณ  ยอดรักษ์ เลขที่ 19 ม.5/9

1. เมื่อได้รับเชิญไปรับประทานอาหารในงานพิธีใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานแบบไทยแบบฝรั่งย่อมใช้มารยาทสุภาพเช่นเดียวกันถ้าเป็นการรับประทานแบบนั่งเก้าอี้ก็ต้องนั่งตัวตรงเรียบร้อยแลใช้เครื่องใช้ในการรับประทานอาหารที่เป็นส่วนของตน เช่น จาน ชาม ช้อน ส้อม มีด จานแบ่ง ผ้าเช็ดมือ ถ้วยน้ำแลถ้วยเหล้า ถ้าเป็นอาหาร ไทยต้องใช้ช้อนกลางตักอาหารที่เป็นของกลาง ไม่ใช้เครื่องมือของตนเองตักอาหารซึ่งเป็นของกลาง

2. เวลารับประทานอาหารต้องรับประทานโดยระมัดระวัง ไม่ทำให้เลอะเทอะมูมมาม ควรหุบปากเวลาเคี้ยวอาหารเพื่อระวังมิให้มีเสียงดัง

3. ไม่ใช้มือของตนเองแตะต้องหรือหยิบอาหารที่ผู้อื่นจะบริโภค หรืออาหารที่เป็นของกลาง

4. ในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นต้องรอให้ผู้มีอาวุโสกว่านั่งก่อนจึงนั่ง แลผู้อาวุโสเริ่มรับประทานก่อนจึงรับประทาน

5. ถ้านั่งเก้าอี้ควรนั่งตัวตรง ไม่ท้าวศอกบนโต๊ะอาหารถ้านั่งกับพื้นควรนั่งพับเพียบเรียบร้อยแลตั้งตัวตรงไม่ท้าวแขน

6. การใช้ผ้าเช็ดมือ เมื่อเข้านั่งโต๊ะอาหารก่อนจะรับประทานควรหยิบผ้าเช็ดมือปูที่ตัก ก่อนดื่มควรใช้ผ้าเช็ดมือเช็ดปากก่อนทุกครั้งเพื่อมิให้แก้วเป็นคราบ ดื่มเสร็จแล้วเช็ดอีกครั้ง

7. ถือช้อนด้วยมือขวาแลส้อมด้วยมือซ้ายในเวลารับประทานอาหารแบบไทย

8. การซดน้ำซุบหรือน้ำแกง ย่อมซดจากข้างช้อนแลซดอย่างเงียบอย่าให้มีเสียงดัง

9. การใช้มีด มีไว้สำหรับตัดอาหาร จะนำไปจิ้มอาหารเข้าปากไม่ได้ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดใช้มีดส่งอาหารเข้าปากผู้นั้นเสียมารยาทอย่างมาก

10. ในการรับประทานอาหารน้ำชาหรือกาแฟ ช้อนกาแฟหรือช้อนชามีไว้สำหรับใช้คนเท่านั้นเมื่อคนเสร็จแล้วต้องว่างไว้ในจานรองถ้วยอย่าคาช้อนไว้ในถ้วย แลอย่าซดจากช้อนเป็นอันขาด

11. การรับประทานอาหารแบบไทยหรือแบบพึ่งตัวเอง เรารับประทานด้วยมองของเราเอง ก่อนรับประทานต้องล้างมือให้สะอาด ใช้ผ้าสะอาดปูลาดบนพื้นบ้าน ผู้ที่จะรับประทานนั่งลงล้อมวงกันตักข้าวใส่จานก้นตื้นให้ครับคนลงมือตักข้าวกับใส่จานด้วยช้อนกลาง ใช้มือขาวขยุ้มของที่ตักมากับข้าวในจานให้เป็นก้อนให้พอดีกับปากของตัว ใช้นิ้วหัวแม่มือผลักก้อนข้าว
ให้เข้าไปอยู่ในปาก ต้องระวังอย่าให้ร่วงหล่นออกจากปากจะเป็นการเสียมารยาท

12. การรับประทานอาหารชนิดช่วยตัวเองหรือบุ๊ฟเฟ่ท์ โดยมากจัดสำหรับเมื่อมีแขกมาก ๆ คือเจ้าของบ้านจะวางอาหารพร้อมทั้งคาวหวานแยกกันไว้เป็นหมู่ จัดอย่างสวยงามทั้งคาวหวาน แล้วเชิญแขกที่รับเชิญไปแบ่งรับประทานเองตามใจชอบ

13. ผู้รับเชิญจะเดินไปหยิบเครื่องมือสำหรับรับประทานก่อน เช่น จาน ชาม ส้อม ช้อน มีด และอื่น ๆ 

14. เมื่อมีเครื่องอุปกรณ์พร้อมแล้วจึงเดินเลือกอาหารตามใจชอบ

15. เราควรจะรู้จักกระเพาะอาหารของเราให้ดีว่าจะบรรจุอาหารนักเท่าใด แล้วแบ่งให้พอดีกับความต้องการของตน อย่าโลภตักแบ่งไปจนรับประทานไม่หมด และอย่าแบ่งโดยคุ้ยเขี่ยทำลายความสวยงามที่เขาตบแต่งอาหารไว้

16. เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้วก็วางไว้ที่ใดที่หนึ่งที่เหมาะแก่จานชามที่ใช้แล้ว หรือส่งให้คนรับใช้ที่เดินเก็บจานชามที่แขกรับประทานเสร็จแล้วก็ได้

 

แหล่งที่มา http://www.prapayneethai.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3

ชื่อ กัลยากร พรสวัสดิ์ 5/9 เลขที่ 28

มารยาทในการขับรถ

          รถคันแรกกว่าครึ่งมาพร้อมกับคนขับครั้งแรก อะไรบ้างที่จะเกิดตามมาเมื่อรถใหม่กับผู้ไร้ประสบการณ์ออกสู่ท้องถนนพร้อม ๆ  กันบอกได้เลยว่ามีปัญหาตามมาเยอะแยะแน่นอน ประเด็นที่สำคัญคือ ปัญหาด้านสังคม มันไม่ใช่เรื่องยากที่มือใหม่จะเรียนรู้ อย่าว่าแต่มือใหม่เลย มือเก่ากว่าครึ่งก็ไม่รู้และไม่ได้สนใจมาก่อน ลองมาดูว่ามารยาทที่มือใหม่และมือเก่าบางส่วนไม่เคยรู้มีอะไรบ้าง

 

 

 

     1.    ไม่ขับแช่ขวา

 

        เป็นเรื่องที่หลายคนไม่รู้ และหลายคนก็เข้าใจผิดเอาเรื่องที่ไม่ค่อยรู้กันก่อนว่า บนถนนที่มีมากกว่าสองเลนขึ้นไปนั้นเราไม่ควรขับแช่ขวา แม้ว่าเราจะขับตามความเร็วที่กฎหมายกำหนดก็ตามที บนถนนที่โล่งแม้ว่าคุณจะขับมาเร็วเท่าไหร่ก็ตามทีก็ไม่ควรวิ่งแช่เลนขวา

 

        ปัญหาที่เราเจอกันทุกวันนี้คือเรื่องของมารยาทในการับขี่กับเรื่องนี้มากขึ้น หลายครั้งบนถนนมีสภาพการจราจรหนาแน่น เคลื่อนตัวไปอย่างช้า ๆ เมื่อสามารถไล่เลาะหาช่องว่างเพื่อแทรกไปข้างหน้าสุดได้กลับพบว่ามีรถวิ่งแช่ขวาด้วยความเร็วคงที่ อาจจะตามกฎหมายกำหนดพอดี แต่มันทำให้รถที่มาข้างหลังติดยาวเป็นแพหลายกิโลเมตร

 

         ดังนั้นไม่ว่าจะถนนโล่งหรือไม่ จะขับช้าหรือขับเร็ว ควรวิ่งเลนกลางหรือเลนที่สองถัดจากเลนขวาสุด และโปรดจำไว้เสมอว่าถ้าวิ่งเลนขวาแล้วมีรถมาจ่อท้ายเมื่อไหร่นั่นแสดงว่าคุณวิ่งช้าไป โดยมารยาทแล้วคุณต้องเปิดไฟเลี้ยวซ้ายและหลบให้ทางรถที่มาข้างหลัง

 

        หลายครั้งผู้ที่ไม่รู้มารยาทเรื่องนี้กลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ หาว่ารถคันหลังยกไฟสูงไล่ อันที่จริงมันก็ถูกของเขาเพราะเลนขวาคือเลนสำหรับรถที่เร็วกว่า ไม่อย่างนั้นจะมีป้าย “ขับช้าชิดซ้าย” บนท้องถนนทำไม และอย่าลำพองว่าก็วิ่งมา 160-170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แล้วมันช้าตรงไหนตอบได้เลยว่ามันช้าเพราะคันที่มาข้างหลังเขาเร็วกว่านั่นเอง

 


     2.    
ไม่ขับจี้ท้ายคันหน้า

 

        นอกจากขับแช่ขวาแล้วนี่เป็นอีกเรื่องที่ทำให้เกิดปัญหาบนท้องถนน ทั้งเรื่องอุบัติเหตุและเรื่องของการวิวาทบนท้องถนน มือใหม่มักจะขับรถคล้าย ๆ กับต้นแบบไม่ว่าจะเป็นครูผู้สอน ญาติพี่น้อง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาพที่เห็นและเป็นความเคยชินนั่นเอง

 

     ทำไมถึงไม่ควรขับจี้ท้ายรถคันหน้า ง่าย ๆ ก็คือเรื่องของอุบัติเหตุนั่นเอง ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าอุบัติเหตุกรชนท้ายบ้านเรานั้นส่วนมากมักจะเกิดครั้งละหลาย ๆ คัน บางจุดบางแห่งชนท้ายกันนับสิบคันก็มี และพบได้บ่อยครั้ง

 

        ลองคิดง่าย ๆ ว่าเวลาคุณเดินในที่ชุมชนมีผู้คนเยอะ ๆ ลองเดินชิดคนด้านหน้าห่างสัก ช่วงแขนเดียว ถ้าคนหน้าสูงเท่ากันหรือสูงกว่าคุณ คุณจะมองอะไรด้านหน้าไม่ค่อยเห็นนอกจากแผ่นหลัง มุมมองคุณจะแคบลงมาก

 

        กรณีที่คนด้านหน้าหลบอะไรก็ตามโอกาสที่คุณจะหลบทัน หรือกรณีหยุดเดินกะทันหันโอกาสจะชนก็มีมากตามไปด้วย เมื่อเราเว้นระยะห่างให้มากขึ้นเป็นสองหรือสามช่วงแขนจะเห็นชัดเจนว่าเรามีมุมมองกว้างขึ้น เมื่อคนหน้าหลบหรือหยุดกะทันหันเราจะมีเวลาหลบหรือหลีกเลี่ยงการชนได้มากขึ้น

 

        การขับรถก็เช่นกัน ด้วยความเร็วที่มากขึ้นระยะห่างจากรถคันหน้าก็ต้องมีมากขึ้นตามไปด้วย รวมถึงปัญหาที่ตามมาด้านกฎหมายรถที่ขับตามกันมาต้องเว้นระยะห่างจากคันหน้า เพียงพอที่จะหยุดได้อย่างปลอดภัยเมื่อคันหน้าเกิดอุบัติเหตุหรือหยุดอย่างกะทันหันหมายความว่าถ้าขับตามกันมาแล้วคุณไปชนท้ายเขาก็หมายความว่าคุณผิดเต็ม ๆ หลายครั้งหลังการชนผู้ที่มาชนท้ายกลับลงมาโวยวายว่ารถคันหน้าเบรกกะทันหันทำไม ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นฝ่ายผิด แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนใหญ่ที่แม้แต่มือเก่าก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง

 

 

 

     3.    ต้องให้รถทางขวาไปก่อน

 

        เมื่อคุณขับมาถึงทางร่วม ทางแยก และวงเวียนคนส่วนมากไม่รู้เลยว่า “ต้องให้รถทางขวาไปก่อน” เมื่อขับมาถึงทางแยกใหญ่ไม่ว่าจะสามแยกหรือสี่แยกกรณีที่ไม่มีสัญญาณไฟจราจรรวมถึงเมื่อขับเข้าวงเวียนต้องให้รถทางขวาไปก่อนเสมอ เนื่องจากบ้านเราขับเลนซ้าย เมื่อถึงแยกหรือวงเวียนรถที่มาทางขวาจะถือว่ามาก่อน ดังนั้นต้องลดความเร็วและดูให้ปลอดภัยก่อนเสมอ

 

        เมื่อคุณจะเข้าทางหลัก เช่น วิ่งอยู่ถนนคู่ขนานแล้วจะเบี่ยงขวาเข้าช่องหลัก ก็ต้องชะลอให้รถที่มาทางตรงไปก่อน เช่นกัน พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าจะเปลี่ยนจากช่องทางเดิมไปช่องทางคนอื่นก็ต้องหาจังหวะและให้รถทางหลักไปก่อน กรณีที่คุณวิ่งทางหลักแล้วจะออกถนนคู่ขนานก็ต้องระวังรถทางซ้ายให้ดี เพราะเข้ากรณีที่เปลี่ยนไปใช้ช่องทางของคนอื่นเขา

 

 

 

     4.    รักษาเลนของตัวเองเวลาเลี้ยว

 

        ช่วงหลังพบปัญหาเหล่านี้บ่อยครั้งมาก ๆ เวลาจอดอยู่ตามแยกใหญ่ที่มีหลายคน บางครั้งเราขับเลนขวาสุดเมื่อเราเลี้ยวขวาแล้วก็ต้องรักษาช่องทางขวาเอาไว้ ถ้าคุณมาเลนที่สองจากขวา เมื่อเริ่มเลี้ยวก็ต้องรักษาช่องทางตั้งแต่เริ่ม จนเลี้ยวขวาเสร็จก็ต้องรักษาเลนที่สองจากขวาไว้

 

        หลายครั้งเจอคนที่ไม่รู้ หลังจากเลี้ยวเสร็จไม่รักษาเลนของตัวเองไว้ เช่นจากเลนที่สองจากขวาเมื่อเลี้ยวแล้วก็ปาดมาขวาสุดทันใด ทำให้เกิดการเบียดเสียดกลางแยก รถไปได้ช้า หลายครั้งก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุด้วย ต้องจำไว้เสมอว่าถ้าคุณอยู่เลนไหนเลี้ยวแล้วก็ต้องรักษาแนวให้อยู่ในเลนนั้น

 แหล่งที่มา http://car.kapook.com/view58523.html

จัดทำโดย นาย ศรายุธ  ขันถม ม 5/9 เลขที่ 12

www.thaigoodview.com/node/199579

นายธนพล ธำรงธนกิจการ เลขที่ 9  ม.5/9

มารยาทในการแต่งตัวไปวัด

การแต่งกายให้ถูกต้อง และสุภาพไปวัดเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะ วัด เป็นสถานที่สำคัญในการปลูกฝังพระธรรม คือ ทาน ศีล ภาวนา ให้แก่ประชาชนสำหรับไว้ต่อสู้ทำลายล้างกิเลส โดยมีพระภิกษุเป็นผู้แนะ ได้แก่ อบรมสั่งสอนชี้ทางถูก และผู้นำ ได้แก่ ประพฤติประพฤติชอบให้ดูเป็นตัวอย่าง

  วัด นอกจากเป็นแหล่งอบรมปลูกฝังพระธรรมแล้ว ยังเป็นจุดรวมให้ประชาชนเข้ามา วัด หรือสอบตัวเองว่าการให้ทาน รักษาศีล การเจริญภาวนาของตัวมีอยู่และถูกต้องหรือไม่ วัดกิริยามารยาท คุณสมบัติผู้ดี คุณธรรมต่างๆ ฯลฯ ของแต่ละคนว่าจะมีหรือไม่ จะมีมากหรือน้อยกว่ากันอย่างไร จะได้แก้ไขปรับปรุงให้มีและดียิ่งๆ ขึ้นไป

วัด เมื่อเป็นสถานที่ปลูกฝังพระธรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดแห่งชีวิต จึงนับว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เมื่ออยู่วัด ทุกคนต้องระมัดระวังจนให้ คิด พูด ทำ แต่ในสิ่งที่สมควรเสมอ คือ ช่วยกันรักษาความสงบ ความสะอาด ความเรียบร้อย ทั้งของตนเองและของวัดให้ดี ถ้าคนใดประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมภายในบริเวณวัด ก็จะเป็นความเสื่อมอย่างยิ่งทั้งแก่ตนเอง ผู้อื่น และพระพุทธศาสนา

 

                ารแต่งกายให้ถูกต้อง และสุภาพไปวัดเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะ วัด เป็นสถานที่สำคัญในการปลูกฝังพระธรรม คือ ทาน ศีล ภาวนา ให้แก่ประชาชนสำหรับไว้ต่อสู้ทำลายล้างกิเลส โดยมีพระภิกษุเป็นผู้แนะ ได้แก่ อบรมสั่งสอนชี้ทางถูก และผู้นำ ได้แก่ ประพฤติประพฤติชอบให้ดูเป็นตัวอย่าง

     วัด นอกจากเป็นแหล่งอบรมปลูกฝังพระธรรมแล้ว ยังเป็นจุดรวมให้ประชาชนเข้ามา วัด หรือสอบตัวเองว่าการให้ทาน รักษาศีล การเจริญภาวนาของตัวมีอยู่และถูกต้องหรือไม่ วัดกิริยามารยาท คุณสมบัติผู้ดี คุณธรรมต่างๆ ฯลฯ ของแต่ละคนว่าจะมีหรือไม่ จะมีมากหรือน้อยกว่ากันอย่างไร จะได้แก้ไขปรับปรุงให้มีและดียิ่งๆ ขึ้นไป

     วัด เมือ่เป็นสถานที่ปลูกฝังพระธรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดแห่งชีวิต จึงนับว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เมื่ออยู่วัด ทุกคนต้องระมัดระวังจนให้ คิด พูด ทำ แต่ในสิ่งที่สมควรเสมอ คือ ช่วยกันรักษาความสงบ ความสะอาด ความเรียบร้อย ทั้งของตนเองและของวัดให้ดี ถ้าคนใดประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมภายในบริเวณวัด ก็จะเป็นความเสื่อมอย่างยิ่งทั้งแก่ตนเอง ผู้อื่น และพระพุทธศาสนา

 

 

การแต่งกายของสุภาพชน ?

 

      ปกติการแต่งกายออกนอกบ้านของสุภาพชน ย่อมคำนึงถึงเหตุผล 3 ประการต่อไปนี้ เพื่อประโยชน์สุขของตนเอง และส่วนรวม คือ


ความสะอาด
ความสุภาพ
ความเหมาะสมกับสถานที่ที่จะไป

เมื่อจะไปวัดควรแต่งกายดังนี้


      1) เสื้อผ้าควรเป็นสีขาวทั้งชุด หรืออย่างน้อยก็เสื้อสีขาว ยกเว้นเครื่องแบบของข้าราชการ
      2) เนื้อผ้า ไม่ควรโปร่งบาง ประณีตมาก หรือหรูหราราคาแพงเกินไป
      3) การตัดเย็บควรให้หลวมพอสมควร ไม่รัดรูป เพื่อสะดวกในการกราบไหว้พระและนั่งสมาธิ(Meditation) ผู้หญิงไม่ควรนุ่งกระโปรงสั้น หรือชะเวิกชะวากผ่าหน้าผ่าหลัง ควรนำผ้าคลุมเข่าไปด้วย เพื่อใช้คลุมเข่าขณะนั่งพับเพียบหรือนั่งสมาธิ
      4) ทรงผม ผู้ชายควรตัดให้สั้น ถ้าไว้ยาวก็หวีให้เรียบร้อย ส่วนผู้หญิงอย่าแต่งผมประณีตเกินไป ผู้ผมเห็นจะได้ไม่เกิดความคิดฟุ้งซ่าน
      5) ไม่ควรใช้น้ำมันใส่ผม ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรเป็นชนิดที่มีกลิ่นอ่อนที่สุด จะได้ไม่รบกวนผู้อื่น
      6) น้ำหอม ควรเว้นเด็ดขาด
      7) การแต่งหน้า เขียนคิ้ว ทาปาก ทาเล็บ ฯลฯ จนเกินงาม ไม่ควรกระทำ
      8) เครื่องประดับราคาแพง เช่น แหวนเพชร นาฬิกาเรือนทอง หรือสร้อยทองคำเส้นโตๆ ฯลฯ ไม่ควรสวมใส่เด็ดขาด

 

เรื่องการแต่งกาย พึงระลึกเสมอว่า

 

      วัด - ไม่ใช่เวทีประกวดความงาม หรือสถานที่พลอดรัก
      วัด - ไม่ใช่สถานที่อวดความมั่งมี
      วัด - ไม่ใช่สนามกีฬา
      วัด - ไม่ใช่ตลาดขายสินค้า
      วัด - ไม่ใช่โรงมหรสพ
      วัด - เป็นสถานแสวงบุญ

       ดังนั้น กิเลสใดที่พอจะกำจัดได้เอง ควรกำจัดทิ้งไว้นอกประตูวัดเสียก่อน

แหล่งที่มาhttp://www.dmc.tv/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94.html

จัดทำโดย นางสาว วิชนาลัย  พงษ์เผือก ม5 /9 เลยที่ 21

มารยาทในการแต่งตัวไปวัด

การแต่งกายให้ถูกต้อง และสุภาพไปวัดเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะ วัด เป็นสถานที่สำคัญในการปลูกฝังพระธรรม คือ ทาน ศีล ภาวนา ให้แก่ประชาชนสำหรับไว้ต่อสู้ทำลายล้างกิเลส โดยมีพระภิกษุเป็นผู้แนะ ได้แก่ อบรมสั่งสอนชี้ทางถูก และผู้นำ ได้แก่ ประพฤติประพฤติชอบให้ดูเป็นตัวอย่าง

  วัด นอกจากเป็นแหล่งอบรมปลูกฝังพระธรรมแล้ว ยังเป็นจุดรวมให้ประชาชนเข้ามา วัด หรือสอบตัวเองว่าการให้ทาน รักษาศีล การเจริญภาวนาของตัวมีอยู่และถูกต้องหรือไม่ วัดกิริยามารยาท คุณสมบัติผู้ดี คุณธรรมต่างๆ ฯลฯ ของแต่ละคนว่าจะมีหรือไม่ จะมีมากหรือน้อยกว่ากันอย่างไร จะได้แก้ไขปรับปรุงให้มีและดียิ่งๆ ขึ้นไป

วัด เมื่อเป็นสถานที่ปลูกฝังพระธรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดแห่งชีวิต จึงนับว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เมื่ออยู่วัด ทุกคนต้องระมัดระวังจนให้ คิด พูด ทำ แต่ในสิ่งที่สมควรเสมอ คือ ช่วยกันรักษาความสงบ ความสะอาด ความเรียบร้อย ทั้งของตนเองและของวัดให้ดี ถ้าคนใดประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมภายในบริเวณวัด ก็จะเป็นความเสื่อมอย่างยิ่งทั้งแก่ตนเอง ผู้อื่น และพระพุทธศาสนา

 

                ารแต่งกายให้ถูกต้อง และสุภาพไปวัดเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะ วัด เป็นสถานที่สำคัญในการปลูกฝังพระธรรม คือ ทาน ศีล ภาวนา ให้แก่ประชาชนสำหรับไว้ต่อสู้ทำลายล้างกิเลส โดยมีพระภิกษุเป็นผู้แนะ ได้แก่ อบรมสั่งสอนชี้ทางถูก และผู้นำ ได้แก่ ประพฤติประพฤติชอบให้ดูเป็นตัวอย่าง

     วัด นอกจากเป็นแหล่งอบรมปลูกฝังพระธรรมแล้ว ยังเป็นจุดรวมให้ประชาชนเข้ามา วัด หรือสอบตัวเองว่าการให้ทาน รักษาศีล การเจริญภาวนาของตัวมีอยู่และถูกต้องหรือไม่ วัดกิริยามารยาท คุณสมบัติผู้ดี คุณธรรมต่างๆ ฯลฯ ของแต่ละคนว่าจะมีหรือไม่ จะมีมากหรือน้อยกว่ากันอย่างไร จะได้แก้ไขปรับปรุงให้มีและดียิ่งๆ ขึ้นไป

     วัด เมือ่เป็นสถานที่ปลูกฝังพระธรรม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดแห่งชีวิต จึงนับว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เมื่ออยู่วัด ทุกคนต้องระมัดระวังจนให้ คิด พูด ทำ แต่ในสิ่งที่สมควรเสมอ คือ ช่วยกันรักษาความสงบ ความสะอาด ความเรียบร้อย ทั้งของตนเองและของวัดให้ดี ถ้าคนใดประพฤติปฏิบัติตนไม่เหมาะสมภายในบริเวณวัด ก็จะเป็นความเสื่อมอย่างยิ่งทั้งแก่ตนเอง ผู้อื่น และพระพุทธศาสนา

 

 

การแต่งกายของสุภาพชน ?

 

      ปกติการแต่งกายออกนอกบ้านของสุภาพชน ย่อมคำนึงถึงเหตุผล 3 ประการต่อไปนี้ เพื่อประโยชน์สุขของตนเอง และส่วนรวม คือ


ความสะอาด
ความสุภาพ
ความเหมาะสมกับสถานที่ที่จะไป

เมื่อจะไปวัดควรแต่งกายดังนี้


      1) เสื้อผ้าควรเป็นสีขาวทั้งชุด หรืออย่างน้อยก็เสื้อสีขาว ยกเว้นเครื่องแบบของข้าราชการ
      2) เนื้อผ้า ไม่ควรโปร่งบาง ประณีตมาก หรือหรูหราราคาแพงเกินไป
      3) การตัดเย็บควรให้หลวมพอสมควร ไม่รัดรูป เพื่อสะดวกในการกราบไหว้พระและนั่งสมาธิ(Meditation) ผู้หญิงไม่ควรนุ่งกระโปรงสั้น หรือชะเวิกชะวากผ่าหน้าผ่าหลัง ควรนำผ้าคลุมเข่าไปด้วย เพื่อใช้คลุมเข่าขณะนั่งพับเพียบหรือนั่งสมาธิ
      4) ทรงผม ผู้ชายควรตัดให้สั้น ถ้าไว้ยาวก็หวีให้เรียบร้อย ส่วนผู้หญิงอย่าแต่งผมประณีตเกินไป ผู้ผมเห็นจะได้ไม่เกิดความคิดฟุ้งซ่าน
      5) ไม่ควรใช้น้ำมันใส่ผม ถ้าจำเป็นต้องใช้ ควรเป็นชนิดที่มีกลิ่นอ่อนที่สุด จะได้ไม่รบกวนผู้อื่น
      6) น้ำหอม ควรเว้นเด็ดขาด
      7) การแต่งหน้า เขียนคิ้ว ทาปาก ทาเล็บ ฯลฯ จนเกินงาม ไม่ควรกระทำ
      8) เครื่องประดับราคาแพง เช่น แหวนเพชร นาฬิกาเรือนทอง หรือสร้อยทองคำเส้นโตๆ ฯลฯ ไม่ควรสวมใส่เด็ดขาด

 

เรื่องการแต่งกาย พึงระลึกเสมอว่า

 

      วัด - ไม่ใช่เวทีประกวดความงาม หรือสถานที่พลอดรัก
      วัด - ไม่ใช่สถานที่อวดความมั่งมี
      วัด - ไม่ใช่สนามกีฬา
      วัด - ไม่ใช่ตลาดขายสินค้า
      วัด - ไม่ใช่โรงมหรสพ
      วัด - เป็นสถานแสวงบุญ

       ดังนั้น กิเลสใดที่พอจะกำจัดได้เอง ควรกำจัดทิ้งไว้นอกประตูวัดเสียก่อน

แหล่งที่มาhttp://www.dmc.tv/pages/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94.html

จัดทำโดย นางสาว วิชนาลัย  พงษ์เผือก ม5 /9 เลยที่ 21

www.thaigoodview.com/node/199571

นางสาวปลูกขวัญ  ประจำถิ่น เลขที่26 ม.5/9

มารยาทการบริการ

การบริการ (Service)  คือ การให้ความช่วยเหลือ หรือการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นการบริการที่ดี ผู้รับบริการก็จะได้รับความประทับใจ และชื่นชมองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งดีสิ่งหนึ่งอันเป็นผลดีกับองค์กรของเรา  เบื้องหลังความสำเร็จเกือบทุกงาน มักพบว่างานบริการเป็นเครื่องมือสนับสนุนงานด้านต่าง ๆ เช่น งานประชาสัมพันธ์ งานบริการวิชาการ เป็นต้น ดังนั้น ถ้าบริการดี ผู้รับบริการเกิดความประทับใจ ซึ่งการบริการถือเป็นหน้าเป็นตาขององค์กร ภาพลักษณ์ขององค์กรก็จะดีไปด้วย

การปฏิบัติในการให้บริการ

ทางกาย ต้องดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสดชื่นด้วยอาการกระปรี้กระเปร่า  ไม่ง่วงเหงาหาวนอน  เซื่องซึม  มีลักษณะทะมัดทะแมง  กระฉับกระเฉง  กระชุ่มกระชวน  หน้าตาสดใส  หวีผมเรียบร้อย ไม่ปล่อยผมรุงรัง  หรือหัวยุ่งเป็นกระเซิง  การแต่งกายเรียบร้อย  ยิ้ม  ไหว้  หรือทักทายเหมาะสม  กิริยาสุภาพ  เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐาน  นอกจากนั้นต้องวางตัวเป็นมิตร  เปิดเผย  จริงใจ  สนองความต้องการของผู้รับบริการอย่างกระตือรือร้น  แสดงความเต็มใจที่จะให้บริการ

ทางวาจา  ต้องใช้ถ้อยคำชวนฟัง  น้ำเสียงไพเราะชัดเจน  พูดมีหางเสียง  มีคำขานรับเหมาะสม  กล่าวต้อนรับและสอบถามว่าจะให้ช่วยบริการอย่างไร  พูดแต่น้อยฟังให้มาก  ไม่พูดแทรก  ไม่กล่าวคำตำหนิ  อาจพูดทวนย้ำสิ่งที่มีผู้มาติดต่อต้องการให้เขาฟังเพื่อความเข้าใจตรงกัน  พูดให้เกิดประโยชน์ต่อผู้รับบริการ  ไม่พูดมากจนเกินจริง  พูดเพื่อความสบายใจของผู้รับบริการ  และใช้ถ้อยคำเหมาะสม

ทางใจ  ต้องทำจิตใจให้เบิกบานแจ่มใส  ยินดีที่จะต้อนรับ ไม่รู้สึกขุ่นเคืองที่จะต้องรับหน้า  หรือพบปะกับคนแปลกหน้าที่ไม่คุ้นเคยกันมาก่อน  แต่มาเรียกร้องต้องการนั่น ต้องการนี่  ไม่ปล่อยให้จิตใจหม่นหมอง  ใจลอยขาดสมาธิในการทำงาน  เศร้าซึม  เบื่อหน่ายหรือเซ็ง

 

ข้อควรคำนึงเกี่ยวกับการบริการ

 การให้บริการเป็นงานที่ล่อแหลม ทำดีก็เสมอตัวผิดพลาดก็ได้รับคำตำหนิจึงเป็นงานที่ต้องการความรับผิดชอบสูง และมีจิตใจหนักแน่น ผู้ซึ่งทำงานบริการแล้วเกิดผิดพลาด บางคนก็เสียอกเสียใจ

 ตีอกชกหัว ฟูมฟายน้ำตา แต่กลับกัน  ผู้ซึ่งไม่มีความรับผิดชอบมักกล่าวโทษผู้อื่นป้ายความผิดให้คนต่าง ๆ แม้แต่ผู้มารับบริการ เป็นเรื่องการหาแพะรับบาปหรือหาเหตุผลมากล่าวอ้างต่าง ๆ นานาให้พ้นไปจากความรับผิดชอบของตน วิธีการให้บริการอันจะทำให้ผู้รับบริการพอใจ จะต้องรู้ความคาดหวังของเขา และปฏิบัติตามความคาดหวังเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะการปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ต่อคนต่าง ๆ ให้สามารถสนองความต้องการของผู้รับบริการแต่ละประเภท ทุกระดับย่อม

 มีความยากลำบาก  การที่จะให้บริการเป็นที่พอใจของทุก ๆ คนดูจะเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้  แต่ก็ไม่พ้นวิสัยที่จะทำให้คนส่วนใหญ่พึงพอใจ  หากเรามีความมุ่งมั่นที่จะปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการอยู่เสมอ

 ข้อควรระวังในการให้บริการ

 1. ไม่สนใจความต้องการของผู้รับบริการ

 การให้บริการในทุกกรณีจะต้องแสดงว่าผู้รับบริการมีความสำคัญ  จึงต้องระวังไม่แสดงกิริยาที่เพิกเฉยไม่สนใจผู้รับบริการอย่างจริงจัง

 2. ให้บริการขาดตกบกพร่อง

 เป็นสิ่งที่ต้องย้ำเตือนอยู่เสมอว่า  การให้บริการจะขาดตกบกพร่องไม่ได้เลย  เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วจะทำลายงานบริการในส่วนอื่น ๆ ที่ดีอยู่แล้วให้เกิดผลเสียหายตามไปด้วย

 3. ดำเนินการล่าช้า

 เป็นลักษณ์ที่ไม่ดีอย่างยิ่ง เพราะความล่าช้าไม่ตรงเวลา ทำความเสียหายให้ผู้รับบริการได้

 4. ใช้กิริยา  วาจา  ไม่เหมาะสม

 การให้บริการสามารถจะรู้สึกได้จากกิริยาท่าทาง  การใช้คำพูดและน้ำเสียง ผู้ให้บริการ

 อาจไม่มีความตั้งใจจะแสดงกิริยาต่อผู้รับบริการในทางที่ไม่ดี  แต่อยู่ในอารมณ์ที่ขุ่นมัว  และไม่ควบคุมอารมณ์ของตนจึงแสดงออกด้วยท่าทีและคำพูดที่ทำให้เสียความรู้สึกต่อผู้รับบริการ

 5. ทำให้ผู้รับบริการผิดหวัง

 บริการที่ทำให้ผู้รับบริการผิดหวังมีได้ในหลายกรณีนับแต่การต้อนรับที่เย็นชาหรือการพูดโทรศัพท์ที่ไม่เหมาะสม  การให้บริการอย่างไม่เต็มใจ  ไม่ใส่ใจในการให้บริการ  การบริการผิดพลาดทำความเสียหายให้แก่ผู้รับบริการ

 หัวใจของการให้บริการ

 1. ต้องการความรวดเร็ว ยิ่งภาวะการแข่งขันยุคปัจจุบัน ความรวดเร็วของการปฏิบัติงาน

ความรวดเร็วของการให้บริการจากการติดต่อจะเป็นที่พึงประสงค์ของทุกฝ่าย ดังนั้น การให้บริการที่รวดเร็วจึงเป็นที่ประทับใจ เพราะจะไม่ต้องเสียเวลารอคอย สามารถใช้เวลาได้คุ้มค่า ในช่วงเวลาสั้น ๆ สามารถทำงานได้หลายอย่าง ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณและคุณภาพของงานได้

   2. ประหยัดเงินและเวลา การให้บริการที่รวดเร็ว ช่วยให้ประหยัดเงินในการจ้างหรือใช้จ่าย  การให้บริการ เช่นแทนที่จะใช้เงินจ้างบุคคลทำงาน 3 วัน แต่ผู้ให้บริการทำงานด้วยน้ำใจ การให้บริการด้วยความซื่อสัตย์รวดเร็ว ทำให้การใช้จ่ายเงินน้อยลง เพราะงานเสร็จเร็วทำให้ทุกฝ่าย ประหยัดเงินและเวลาและทำให้ผู้มารับบริการสามารถปฏิบัติงานอื่นได้อีก จึงจะสามารถเพิ่มคุณค่าและรายได้ให้กับทุกฝ่าย

   3.  เกิดความรู้ที่ดีต่อผู้ให้บริการ ผู้มาติดต่อขอรับบริการ เมื่อผลลัพธ์เกิดขึ้นเร็ว และด้วยน้ำใจบริการที่ดี จะสร้างสัมพันธ์ที่ดีซึ่งกันและกัน ระหว่างผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ผู้รับบริการจะเกิดความประทับใจ และยินดีที่จะกลับมาติดต่อและมารับบริการอีก และยังจะนำผลที่เกิดขึ้น หรือความประทับใจที่มีไปบอกต่อเป็นการช่วยประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่ง

   ความสำคัญและจำเป็นต่อผู้บริหาร               

 การเป็นข้าราชการโดยแท้จริงแล้วคือ  ผู้ให้บริการ  ผู้สานประโยชน์ที่จะทำให้งานของ  “ราชา”  หรือประเทศได้ประสบความสำเร็จตามจุดประสงค์ ทำให้ประเทศพัฒนา การแบ่งหน่วยงาน การแบ่งฝ่าย แผนก และงานต่างๆ เป็นการแบ่งภารกิจหน้าที่ในหน่วยย่อย เพื่อเสริมให้หน่วยใหญ่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานราชการส่วนใดก็ตาม มีเป้าหมายเดียวกัน คือ การดำเนินงานสู่จุดประสงค์คือความก้าวหน้าของประเทศตามบทบาทหน้าที่แห่งตน ทำให้ข้าราชการทุกคนต้องเป็นนักบริการไปด้วย ซึ่งจะช่วยบอกให้ว่า จะเป็นผู้บริการในฐานะข้าราชการที่ดี

 

              

 

 

 แหล่งที่มา: https://www.gotoknow.org/posts/355352             

จัดทำโดย: นายธนวัฒน์  ปิ่นสกุล ม.5/9 เลขที่ 11

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 34 คน กำลังออนไลน์