งานครั้งที่ 1 ม.6/6

รูปภาพของ nbrpimsiri

 

ห้องเรียนออนไลน์ ครูพิมพ์สิริ พันธ์เตี้ย

โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย กทม. ภาคเรียนที่ 2/2558

 

ม. 6/6

สวัสดีค่ะ นักเรียนที่น่ารักทุกคน ขอต้อนรับนักเรียนทุกคนสู่การจัดการเรียนการสอนวิชาหน้าที่พลเมือง

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2558

 

งานครั้งที่ 1 ขอให้นักเรียนสืบค้นความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องมารยาทไทย คนละ 1 เรื่อง

( ห้ามซ้ำกันในแต่ละห้องเรียน )

เนื้อหาขั้นต่ำ 15 บรรทัด พร้อมภาพประกอบ

ส่งภายในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2558 เวลา 20.00 น.

 

มารยาทการใช้facebook

เป็นเพียง ข้อควรปฏิบัติ” สำหรับการใช้เฟซบุ๊กอย่าง สร้างสรรค์” นะครับ ไม่ใช่ ข้อบังคับกะเกณฑ์” อะไร แต่ถ้าทำได้ก็จะดีไม่น้อย

 

1. ควรใช้ถ้อยคำสุภาพ หลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำหยาบคายระดับรุนแรง คำด่าระดับรุนแรง หากจำเป็นต้องใช้ ควรเปลี่ยนเสียงพยัญชนะหรือใส่จุดแทนพยัญชนะบางตัว เช่น เ...ี้ย เป็นต้น

 

2. เมื่อแอดใครไป เขารับแอดแล้ว ควรไปโพสต์ขอบคุณ ยินดีที่ได้รู้จัก และแนะนำตัวสำหรับคนที่เพิ่งได้รู้จักกัน หรือแม้แต่คนที่รู้จักกันอยู่แล้วก็ควรเข้าไปทักทาย

 

3. ไม่ควรสอดรู้สอดเห็นเรื่องส่วนตัว เรื่องแฟนหรือเรื่องในครอบครัวของเพื่อนในเฟซบุ๊ก เว้นแต่เจ้าตัวไม่ประสงค์จะปกปิด

 

4. ควรไปอวยพรวันเกิดเพื่อนในเฟซบุ๊ก (หรือเฉพาะคนที่เรารู้จักตัวจริง) อย่าได้บกพร่อง ถ้าลืมก็ควรไปอวยพรย้อนหลัง

 

5. ถ้าไม่อยากใช้รูปตัวเองเป็นรูปโพรไฟล์ ควรมีรูปจริงของตัวเองอยู่ในอัลบั้มรูปอื่น ๆ ให้สำหรับคนที่เราแอดไปดูได้ว่าเราคือใคร

 

6. ควรระบุบอกให้แน่ชัดว่าเจ้าของเฟซเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

 

7. กด like หรือ ถูกใจ เมื่อชอบ การแสดงความคิดเห็นควรดูทิศทางลมให้ดี การแสดงความเห็นต่างสามารถทำได้ แต่ไม่ควรกวนประสาทเจ้าของโพสต์

 

8. การ share หรือ แบ่งปัน link โพสต์หรือรูปภาพของผู้อื่นควรบอกกล่าวขอแชร์ก่อน หรืออย่างน้อยที่สุดควรกด like ให้ก่อน (เพราะบางครั้งเจ้าของโพสต์ต้องการให้รับรู้เฉพาะกลุ่มเพื่อนในเฟซ)

 

9. ผู้บังคับบัญชา ผู้ปกครอง ไม่ควรใช้เฟซบุ๊กเพียงเพื่อ “ส่อง” ผู้ใต้บังคับบัญชาและลูกหลาน

 

10. ไม่ควรแอดใครไปยังกลุ่ม (group) ใด ๆ โดยไม่ถามความสมัครใจของเจ้าตัวก่อน และเมื่อขอเข้ากลุ่มใดและผู้ดูแลกลุ่มอนุมัติแล้วควรเข้าไปขอบคุณ และแนะนำตัว หรือฝากตัวทันที การพูดคุยสนทนาในกลุ่มควรให้เกียรติและเคารพในความเห็นของบุคคลอื่น

 

11. ไม่แอดใครสุ่มสี่สุ่มห้า หรือแอดดะ ควรแอดเฉพาะคนที่รู้จักกันมาก่อน หรือคนที่เป็นเพื่อนของเพื่อน หากต้องการแอดคนที่มีความสนใจร่วมกันแต่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หากเขาไม่รับแอดก็อาจส่งข้อความ (หลังไมค์) ไปแนะนำตัว

 

12. ไม่ควรแอดเฟซบุ๊กส่วนตัวของบุคคลสาธารณะ เช่น ดารา นักร้อง นักแสดง นักการเมือง นักกีฬา ควรหาแฟนเพจ (Fan page) แล้วกด like หน้าเพจนั้น ในทางกลับกันบุคคลสาธารณะข้างต้น รวมถึงบริษัทห้างร้าน หน่วยงาน รายการโทรทัศน์ ก็ไม่ควรใช้บัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวในการสื่อสารกับลูกค้าและแฟนรายการ ควรตั้งเป็นแฟนเพจต่างหาก (สร้างแฟนเพจ ที่นี่ http://www.facebook.com/pages/create.php)

 

13. ระวังบุคคลที่แอดมา โดยมีข้อน่าสงสัยว่าจะเป็นพวก tag โฆษณา หรือพวกสร้างตัว “อวตาร” (Avatar) คือใช้รูปโพรไฟล์เป็นบุคคลอื่นและพยายามแสดงออกด้วยบุคคลิกของบุคคลอื่นนั้น

 

14. ไม่ควร tag รูปที่ไม่ได้มีลักษณะเหมือนหรือใกล้เคียงกับอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของเพื่อน  เพราะเมื่อมีคนมาเม้นท์เยอะอาจสร้างความรำคาญให้เพื่อนที่ถูก tag ได้

 

15. เรื่องสำคัญที่อาจเป็นความลับ หรือเรื่องที่เพื่อนไม่อยากให้คนอื่นรู้ ไม่ควรโพสต์ถามหน้าวอล ควรส่งข้อความไปหาหลังไมค์

 

16. ไม่ควรส่งคำเชิญ หรือคำขอต่าง ๆ เกี่ยวกับเกมส์ไปยังเพื่อนที่ไม่ได้เล่นเกมส์นั้น เพราะสร้างความรำคาญอย่างมาก

 

17. ไม่ควรชวนเพื่อนคุยในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับโพสต์นั้น เพราะคนที่มาเม้นท์ก่อนหน้าอาจรู้สึกรำคาญได้

 

18. การกดไลก์เป็นการให้กำลังใจกับผู้โพสต์ทางหนึ่ง ถ้าไม่รู้จะเม้นท์อะไร

 

19. ควรใช้เฟซบุ๊กให้ตรงกับคุณสมบัติของแต่ละกลไก บัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว แฟนเพจ กรุ๊ป มีความแตกต่างกันในแง่ของการใช้งาน

 

- บัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็น เรื่องส่วนตัวของเราโดยแท้ เป็นพื้นที่ของเราที่เรามีเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกอย่างเต็มที่เท่า ที่ไม่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดี เป็นสิ่งที่ไว้ใช้ติดต่อกับญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและคนรู้จัก

 

- แฟนเพจ มีไว้สำหรับแฟนคลับที่มีความสนใจร่วมกันในบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน

เช่น เพจสามก๊ก http://www.facebook.com/samkokview

เพจ STAR WARS THAI http://www.facebook.com/starwarsthai

เพจ Asian Studies เอเชียศึกษา https://www.facebook.com/AsianStudiesTH

 

- กรุ๊ป มีไว้พูดคุยในกลุ่มวงของเพื่อน ชมรม หรือผู้สนใจเรื่องเดียวกันที่ต้องการ “จำกัด” หรือ “คัดกรอง” สมาชิก

เช่น กรุ๊ปสามก๊ก https://www.facebook.com/groups/samkokview

กรุ๊ปย้อนรอยการ์ตูนดังในอดีต http://www.facebook.com/groups/theremembrancecartoonsfanclubpage/ 

 

20. ทุกอย่างมี  “ขอบเขต”  มี “เส้นแบ่ง” การคบกันบนเฟซบุคไม่ควร “ล้ำเส้น” กัน

นายกฤษภูมิ  กองจันทร์ เลขที่7 ม.6/6

รูปภาพของ nbrpimsiri

 

ตรวจงานเรียบร้อยแล้วนะคะ

มารยาทในสถานที่สาธารณะ

http://www.thaigoodview.com/node/204283

นาย กฤตเมธ เห้งกุล ม.6/6 เลขที่ 6

มารยาทในการสื่อสารทางโทรศัพท์

          การรับโทรศัพท์อย่างมืออาชีพเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร พนักงานต้อนรับหรือเลขานุการจำเป็นต้องมีทักษะในการพูดคุยกับลูกค้าผ่านทางโทรศัพท์ ทำให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจและความประทับใจ สร้างความรู้สึกดีในการติดต่อสื่อสาร ในฐานะเป็นทัพหน้าประจำเมืองหน้าด่าน พนักงานต้อนรับหรือเลขานุการจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการโทรศัพท์ ดังต่อไปนี้

  1. การพูดคุยทางโทรศัพท์เป็นการสื่อสารผ่านคำพูด ผู้ที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งไม่สามารถเห็นสีหน้า หรือท่าทางของคุณ ดังนั้นการสื่อสารที่ชัดถ้อยชัดคำด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรและเป็นมืออาชีพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง น้ำเสียงที่ใช้ควรเป็นน้ำเสียงปกติ ไม่ตะโกน และไม่ใส่อารมณ์ในขณะที่พูดโทรศัพท์
  2. ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำขณะปฏิบัติหน้าที่ เพราะการรับโทรศัพท์ในขณะที่มีอาหารอยู่ในปากแสดงถึงความไม่สุภาพ ไม่ให้เกียรติลูกค้า และไม่เป็นมืออาชีพ
  3. ไม่ควรใช้ศัพท์สแลง คำหยาบ หรือแม้แต่คำสบถสาบาน ภาษาที่เหมาะสมคือภาษาพูดที่เป็นทางการ
  4. ทักษะในการฟังเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ต้องรู้จักรับฟังว่าลูกค้าต้องการสิ่งใด และกล่าวทวนข้อความอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้แน่ใจว่าคุณรับข้อมูลมาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน
  5. หากลูกค้ารู้สึกไม่พอใจ ให้รับฟังลูกค้าด้วยความอดทน โดยไม่พูดแทรก ย้อนคำ เถียง หรือแสดงพฤติกรรมที่เป็นการไม่ให้เกียรติลูกค้า เมื่อลูกค้าพูดจบ ให้แสดงความกระตือรือร้นที่จะให้ข้อมูลต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า
  6. หากต้องรับสายพร้อมกันหลายสาย ควรกล่าวอย่างสุภาพหากต้องการให้ลูกค้ารอสาย และไม่ควรให้ลูกค้ารอสายเป็นเวลานาน ลูกค้าอาจไม่พอใจและวางสายไปก่อน
  7. มีสมาธิกับลูกค้าที่อยู่ในสาย พยายามอย่าให้ผู้คนรอบข้างคุณหันเหความสนใจของคุณออกจากลูกค้า หากมีใครแทรกแซงคุณในขณะที่คุณติดสายอยู่ ให้กล่าวอย่างสุภาพว่าคุณกำลังติดสายอยู่และคุณจะรีบไปหาเขา หรือโทรกลับไปทันทีที่คุณวางสาย

          ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นการให้ความสำคัญกับลูกค้าที่ติดต่อมาทางโทรศัพท์ ถึงแม้จะไม่ได้เห็นหน้ากัน แต่คำพูดและน้ำเสียงก็สามารถสร้างความรู้สึกทางบวกหรือทางลบให้กับลูกค้าได้เท่า ๆ กัน ดังมีคนกล่าวไว้ว่า 3 สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีกคือ เวลา โอกาส และคำพูด

http://www.thaigoodview.com/comment/edit/212676

น.ส.ปิยะวดี แสงสีแก้ว ม.6/6 เลขที่28

http://www.thaigoodview.com/node/200209

นายเตชินทร์ กิ่งแก้ว ม.6/6 เลขที่1

http://www.thaigoodview.com/node/200195

น.ส. เกศินี   จันทจิตต์ ม.6/6 เลขที่ 26

http://www.thaigoodview.com/node/199939

น.ส.นันทิกานต์  บูรณทอง ม.6/6 เลขที่ 18

http://www.thaigoodview.com/node/199810

นางสาว  สุมิตรา แถลงกณฑ์  ม.6/6 เลขที่ 30

http://www.thaigoodview.com/node/199726

น.ส สุรภา  วงศ์วิชา ม.6/6 เลขที่ 23

http://www.thaigoodview.com/node/199724

น.ส. อรวรรณ จับจิตต์ ม.6/6 เลขที่ 31

http://www.thaigoodview.com/node/199719

น.ส.ศรสวรรค์ แก้วหาไว ม.6/6 เลขที่ 11

http://www.thaigoodview.com/node/199714

น.ส.ปราณีกำลังยงค์ ม.6/6 เลขที่ 25

http://www.thaigoodview.com/node/199714

น.ส.ปราณีกำลังยงค์ ม.6/6 เลขที่ 25

http://www.thaigoodview.com/node/199616

นาย ภาสกร วุฒิชาติวิจิตรกุล ม.6/6 เลขที่  9

http://www.thaigoodview.com/node/199615

น.ส.ทิวาพร บำรุงกลาง ม.6/6 เลขที่ 12

http://www.thaigoodview.com/node/199614

 

นาย สุทธิพัฒน์ สุนทรศร ม.6/6 เลขที่ 10

http://www.thaigoodview.com/node/199527

น.ส.รัชนีพร  ชูทับทิม  เลขที่29 ม.6/6

http://www.thaigoodview.com/node/199503

นางสาว นัฐนิชา ศรีตรรกยานันท์ เลขที่19 ม.6/6

http://www.thaigoodview.com/node/199470

น.ส.ปวีณา หลงสมบุญ ม.6/6 เลขที่ 13

http://www.thaigoodview.com/node/199469

นาย ชินพัฒน์ เติมนวโสภณ ม.6/6 เลขที่ 2

http://www.thaigoodview.com/node/199464

น.ส.เมทินี วิสุทธิพงษ์ ม.6/6 เลขทีี่ 21

http://www.thaigoodview.com/node/199463

น.ส. นิรัชพร ศรีคำ ม.6/6 เลขที่ 27

http://www.thaigoodview.com/node/199422

นายธนัท นพรัตน์  ม.6/6 เลขที่ 8

http://www.thaigoodview.com/node/199399

นาย ธนกร ตอสี ม.6/6 เลขที่ 3

http://www.thaigoodview.com/node/199362

นางสาว สมฤทัย ชิตทนนท์ ม.6/6 เลขที่ 15

http://www.thaigoodview.com/node/199359

นางสาว ธันยพร แหม่มเพชร ม.6/6 เลขที่ 16

http://www.thaigoodview.com/node/199358

นายพัทธดนย์ อิ่มไพบูลย์ ม.6/6 เลขที่ 4

มารยาทในการอ่าน

 
มารยาทในการอ่าน
และการสร้างนิสัยในการอ่าน
ผลการเรียนรู้
๑.รู้และเข้าใจหลักในการใช้มารยาทในการอ่านที่ถูกต้อง
๒.เข้าใจถึงประโยชน์ของการสร้างนิสัยการอ่าน
๓.มีมารยาทและนิสัยรักการอ่านอย่างสม่ำเสมอ
ในปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป้นอย่างยิ่งในการพัฒนาตนเอง และพัฒนาสังคมและเป็นทักษะที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก ดังนั้น การรู้จักมารยาทในการอ่านและตระถึงการประพฤติตนในการอ่านให้มีความระมัดระวังและมีมารยาทที่ดีจะได้รับการยกย่องในสังคมว่าเป็นผู้มีการศึกษา และมีอารยธรรมที่เหมาะสม นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการสร้างนิสัยรักการอ่าน อ่าให้มากและมีความสม่ำเสมอจะทำให้เป็นผู้มีความสามารถ มีสมองอันกว้างไกล รู้จักพัฒนาตนเอง พัฒนาสังคมตลอดไป


๑.มารยาทในการอ่าน
การอ่านในชีวิตประจำวัน มีทั้งการอ่านในใจและอ่านออกเสียง การอ่านจึงต้องมีความระมัดระวังในการปฏิบัติตน เช่น การจัดหาที่นั่งให้สะดวกสบายและถูกสุขลักษณะ อ่านหนังสือในระยะที่เหมาะสมกับสายตา นอกจากนั้นจึงต้องคำนึงถึงมารยาทในการอ่านอีกด้วย ข้อพึงปฏิบัติและมารยาทการอ่านที่สำคัญ ดังนี้
(๑)ไม่อ่านออกเสียงดังจนรบกวนผู้อื่น
(๒) ออกเสียงถูกต้องชัดเจน ตามอักขรวิธี
(๓) กรณีอ่านหนังสือในห้องสมุด ต้องไม่ส่งเสียงหรือทำเสียงดังรบกวนผู้อื่น
(๔) เลือกอ่านหนังสือที่มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
(๕) อ่านอย่างมีวิจารณญาณ มีเหตุผล ไม่หลงเชื่อในสิ่งงมงายไร้เหตุผล
(๖) ระมัดระวังในการถือหนังสือมิให้เกิดความเสียหาย
(๗) ถ้าต้องการเรื่องหนึ่งเรื่องใดจากหนังสือ อาจเพื่อนำไปเป็นหลักฐานอ้างอิงควรถ่ายสำนวนไว้ ไม่ควรฉีกออกไปจากเล่ม
(๘) การแสดงความคิดเห็นในการอ่านต้องมีเหตุผล ไม่มีอคติในการอ่าน
(๙) เมื่อนำเนื้อหาส่วนหนึ่งส่วนใดจากเรื่องที่อ่านไปใช้อ้างอิงในงานเขียน เช่น รายงานควรใส่อ้างอิงถูกต้องตามหลักการ เพื่อเป็นการให้เกียรติผู้เขียน
(๑๐) ถ้าบังเอิญทำหนังสือเสียหาย ควรซ่อมหนังสือให้ถูกต้องตาม ซ่อมหนังสือเพื่อมิให้หนังสือชำรุดยิ่งขึ้น
๒.การสร้างนิสัยรักการอ่าน
การปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน ต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก โดยผู้ปกครองผู้ใหญ่ในบ้าน ครูอาจารย์ ตลอดจนการสื่อต่างๆ ในสังคมควรช่วยส่งเสริม การเลือกหนังสือที่เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนแต่ละระดับ ย่อมมีส่วนจูงใจให้เด็กอยากอ่านอยากรู้อยากเห็น อยากค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อจะได้เป็นนักอ่านที่ดีตลอดไป
ในวัยแรกที่เริ่มหัดอ่านนั้น ผู้ใหญ่อาจเร้าความสนใจด้วยหนังสือที่มีภาพประกอบสวยๆ หนังสือการ์ตูนนิทานที่สนุกสนานมีภาพประกอบ หรือเมื่อเริ่มโตขึ้นเริ่มมีหนังสือสารคดี นวนิยาน เรื่องสั้น ที่ตรงกับความสนใจ ทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่าหนังสือนั้นมีประโยชน์ มีคุณค่า และมีความหมายต่อเขามาก การเลือกหนังสือเข้าห้องสมุดให้เหมาะสมกับวัยผู้เรียน จะมีส่วนอย่างมากในการจูงใจให้เด็กเข้าห้องสมุด และหยิบหนังสือมาอ่านจนเกิดความเคยชินกับการอ่าน หนังสือที่เหมาะกับวัยและรสนิยมของเด็กจะช่วยให้เกิดความรักและมีความสุขกับการอ่านหนังสือ เมื่อเขาเติบโตขึ้นก็ควรได้รับการปลูกฝังให้รักการอ่านด้วยตนเอง ดังนี้
(๑) ร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน เช่น อ่านแล้วนำเรื่องมาเล่าต่อ ขณะที่อ่านควรบันทึกชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง แนวคิดสำคัญของเรื่องและคุณค่า ฯลฯ ลงในบัตรทุกครั้ง (๒) จดบันทึก ข้อความ ถ้อยคำ เรื่องราว ข้อคิด ความรู้ที่มีประโยชน์ หรืออาจลืมได้ง่าย เก็บไว้เพื่อเตือนความจำหรือแบบให้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้
(๓) ใช้พจนานุกรมและสารานุกรมช่วยในกรณีที่พบถ้อยคำ สำนวน หรือคำศัพท์ยากที่ไม่เข้าใจความหมาย หรือต้องการตรวจสอบความถูกต้อง
(๔) สำรวมสมาธิในการอ่าน เพื่อจับสาระสำคัญ หรือสารประโยชน์อื่นๆ ตามจุดประสงที่ตั้งไว้
(๕) ปรับอารมณ์ให้สอดคล้องกับข้อเขียน เพื่อสร้างจินตนาการและความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น
(๖) รู้จักลักษะเฉพาะของวรรณกรรม เข้าใจศิลปะของภาษาในคำประพันธ์ รวมทั้งถ้อยคำโวหารในงานนั้น
(๗)สะสมประสบการณ์และความรู้เชิงภาษาให้กว้างขวางและมากพอจนสามารถเข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้อย่างรวดเร็ว รับรสจากการอ่านได้อย่างซาบซึ้ง
๓.๑ แนวทางพัฒนาทักษะการอ่าน
การอ่านเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยาก แต่คนเป็นจำนวนมากไม่ค่อยรักการอ่าน นักเรียนซึ่งอยู่ในวัยเรียน จะได้รับความรู้จากการอ่านเป็นส่วนใหญ่ จึงต้องฝึกฝนตนให้เป็นนักอ่านมีความอยากอ่าน จนติดเป็นนิสัยรักการอ่านไปตลอดชีวิต
แนวทางพัฒนาทักษะในการอ่าน ควรดำเนินการ ดังนี้
(๑) สร้างนิสัยในการอ่านด้วยวิธีง่ายๆ
เริ่มต้นอ่านหนังสือที่ตนชอบด้วยการซื้อเป็นสมบัติส่วนตนหรือเข้าห้องสมุดเมื่อมีเวลาว่าง 
อ่านหนังสือทุกประเภทในเวลาว่าง นอกเหนือจากหนังสือเรียน หรือหนังสือที่ชอบ
อ่านประกาศต่างๆ ในสถานที่ที่เข้าไปติดต่อ
(๒) เข้าร่วมกิจกรรมอ่านออกเสียง อ่านบทร้อยกรอง ร้อยแก้ว ความเรียง เช่น 
อ่านข่าว เล่านิทาน อ่านทำนองเสนาะ ฯลฯ เพื่อเพิ่มทักษะการอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเว้นวรรคตอน การอ่านคำควบกล้ำ ขณะที่อ่านควรใช้น้ำเสียงมีชีวิตชีวาตามเนื้อหาที่อ่าน
(๓)สะสมข้อความประทับใจที่อ่านพบ ไว้ใช้ในโอกาสที่เหมาะสมด้วยการบันทึกลงบัตรและเก็บสะสมบัตรไว้ใช้ต่อไป
(๔) บันทึกผลการอ่านทุกครั้ง ตั้งแต่ที่มาของหนังสือ สาระสำคัญของเรื่อง ความเห็นของผู้อ่าน
(๕) อ่านหนังสือให้มากและรู้จักเลือกหนังสือที่มีคุณค่า เพิ่มพูนความรู้และคุณธรรมของตนเอง
(๖) สร้างบรรยากาศการอ่านให้เป็นที่น่าพึงพอใจ หาที่นั่งที่สบาย อากาศดี แสงสว่างพอเพียง และไม่มีเสียงรบกวน
(๗) พยายามอ่านหนังสือทุกวัน ทั้งหนังสือประเภทที่ชอบข่าวสารต่างๆ ในหนังสือพิมพ์ที่ช่วยให้ผู้อ่านทันโลก
(๘) ฝึกฟัง เพราะการฟังเป็นพื้นฐานของการอ่าน ถ้าฟังการวิจารณ์เรื่องที่เรากำลังอ่าน จะช่วยให้ทัศนะในเรื่องที่อ่านกว้างขึ้น
(๙) เมื่อจิตใจ ท้อแท้ เบื่อหน่าย เครียด สมองทำงานหนัก ควรอ่านหนังสือประเภทขบขัน หนังสือประเภทให้ความเพลิดเพลินทางปัญญาและอารมณ์ หนังสือชี้ชวนดูโลกในแนวใหม่หรือให้สัจธรรม จะช่วยขจัดความรู้สึกอันไม่พึงปรารถนาได้ และช่วยให้จิตใจสดชื่นเห็นความงามในชีวิต ช่วยให้กำลังใจเข้มแข็งและความรู้สึกรักการอ่านช่วยให้มีความสุขได้
(๑๐) เมื่อตอบคำถามหรือสนองความอยากรู้อยากเห็นของตนไม่ได้ด้วยวิธีอื่นๆมราเหมาะสม ควรอ่านหนังสือเพื่อตอบคำถามเหล่านั้น เมื่ออ่านไปมากๆ ก็จะพบคำตอบทำให้เป็นผู้รักการอ่าน
(๑๑) เมื่ออ่านหนังสือหรือพัฒนาจนถึงขั้นแตกฉาน ก็จะเกดความรู้สึกรักที่จะอ่านหนังสือให้มากขึ้น การอ่านได้มากๆ ต้องฝึกอ่านเร็ว ต้องมีสมาธิแน่วแน่ในการอ่าน ตาและสมองต้องอยู่กับสิ่งที่เราอ่าน เมื่อมีสมาธิจะอ่านได้เร็ว รู้เรื่อง และจับประเด็นได้ ก็จะยิ่งรู้สึกรักที่อ่านมากขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาการอ่านได้มากยิ่งขึ้น
๓.๒ การเสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน
การเสริมสร้างลักษณะนิสัยรักการอ่าน สามารถทำได้โดยวิธีการ ดังนี้
(๑) รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ
ทุกครั้งที่มองเห็นหนังสือหรือวัสดุการอ่านใดก็ตาม ขอให้นักเรียนสร้างความรู้สึกว่าเป็นเพื่อนที่ดี เป็นสิ่งที่มีคุณค่า สมควรอ่าน ยิ่งอ่านยิ่งมากก็ทวีประโยชน์แก่ตนเอง ยิ่งกว่านั้นนักเรียนทราบหรืไม่ว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งในอดีตและปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะคุณสมบัติ ที่เหมือนกันทุกประการหนึ่ง คือเป็นผู้ที่รักการอ่าน หากต้องการที่จะประสบความสำเร็จ ก็ขอให้เริ่มอ่านและการอ่านตั้งแต่บัดนี้
(๒) สร้างนิสัยใฝ่รู้ 
เมื่อเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการอ่านแล้ว จะต้องมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหา
ความรู้สึกอยู่เสมอ และคิดเสมอว่าความรู้เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงต้องเอาใจใส่ติดตามเป็นประจำ มิฉะนั้นจะเป็นคนล้าหลัง นอกจากนั้นต้องรู้จักแสวงหาความรู้ได้โดยตนเอง ทั้งในและนอกโรงเรียน ความรู้ดังกล่าวอาจเป็นความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังเรียน และความรู้โดยทั่วไปที่จะช่วยเสริมให้เป็นคนรอบรู้ด้วย
๓) เตรียมพร้อมทุกด้าน
ก่อนการอ่านทุกครั้งที่สำรวจความพร้อมของตนด้วยว่ามีมากน้อยเพียงใด ความพร้อมที่กล่าวถึงนี้หมายรวมถึงความพร้อมทางกาย ทางใจ และสภาพแวดล้อม
(๑) ความพร้อมทางกาย ได้แก่ สุขภาพดี ไม่มีปัญหาด้านสายตา หรือหากมีปัญหาก็ควรปรึกษาแพทย์
(๒) ความพร้อมทางใจ ได้แก่ ต้องมีจุดมุ่งหมายแน่ชัดในการอ่านว่าอ่านข้อความนี้เพื่ออะไร เพื่อความรู้ เพื่อสอบ หรือเพื่อความบันเทิง เป็นต้น นอกจากนั้นต้องมีสมาธิในการอ่านปราศจากความกังวลใดๆ
(๓) ความพร้อมทางสภาพแวดล้อม หมายถึง ควรเลือกอ่านในสถานที่ที่เหมาะกับการอ่าน บรรยากาศดี แสงสว่างเพียงพอ และปราศจากเสียงรบกวน แต่หากไม่สามารถหาสภาพแวดล้อมที่ดีพร้อมได้ก็มิใช่ว่าจะไม่ต้องอ่าน เพราะความจริงที่สำคัญมากในการอ่านคือสมาธิ หากผู้มีสมาธิดีแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใดย่อมไม่หวั่นไหวและสามารถอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๔) จัดสรรเวลาในการค้นคว้า
การแบ่งเวลาไว้สำหรับศึกษาค้นคว้าและพัฒนาตนเองเป็นเร่องที่สำคัญ
หากเป็นไปได้ควรหาช่วงเวลาที่ตนเห็นว่าเหมาะสม โดยควรกำหนดไว้ให้ค้นคว้าทุกวันเพื่อความต่อเนื่องเมื่อถึงเวลาก็จะเกิดความพร้อมที่จะค้นคว้า ในที่สุดก็จะกระทำจนเป็นนิสัย
สำหรับนักเรียนนั้น การแบ่งเวลาเพื่อการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาตนเอง อาจทำได้ ๒ ลักษณะ คือ (1) การแบ่งเวลาในการทบทวนทำความเข้าใจกับบทเรียน นักเรียนต้องพิจารณาว่าควรใช้เวลาดูหนังสือในช่วงใดที่จะดีที่สุด คือมีสมาธิในการอ่านและทำความเข้าใจได้ดี
(๒) การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง นักเรียนต้องกำหนดว่าใช้เวลาช่วงใด อาจใช้เวลาที่อยู่ในโรงเรียนเข้าห้องสมุดเพื่อศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม หรืออาจจะไปใช้บริการห้องสมุดจากหน่วยงานอื่นก็ได้ หากนักเรียนสนใจหนังสือบางเล่มเป็นพิเศษก็อาจชี้อ่านเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้วยตนเอง 
๕) นำความรู้ให้เกิดประโยชน์
ความรู้ที่สะสมได้จากการศึกษาค้นคว้า ควรจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในการเรียนและชีวิตประจำวัน เพราะยิ่งนำความรู้มาใช้มากเพียงใด ก็จะจะยิ่งทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆเพิ่มเติมมากขึ้นเพียงนั้น ทั้งก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองด้วย
การจะฝึกนิสัยรักการอ่านให้ได้ครบทั้ง ๕ และฝึกด้วยต่อเนื่องนั้น คงจะต้องใช้เวลาและความตั้งใจจริงของผู้ฝึกด้วย ดังนั้น หากนักเรียนต้องการจะเป็นอ่านที่ดี และต้องการที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตก็ควรจะเริ่มต้นฝึกฝนโดยไม่ท้อถ้อย
สรุป
การอ่านเป็นกระบวนการสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคน ถ้าคนไทยมีนิสัยรักการอ่านอ่านมาก อ่านอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือ รู้จักเลือกอ่านหนังสือและสื่อสารสนเทศที่มีคุณค่า ก็จะทำให้เป็นผู้มีความรู้และสามารถใช้ที่ได้จากการอ่านมาพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคมและพัฒนาประเทศชาติในที่สุด
แหล่งที่มาhttp://dekza78.blogspot.com/2010/01/blog-post.htmlg

file:///C:/Users/xxx/Desktop/hqdefault.jpg

นาย ศุภกฤต ศรีนวล ม.6/6 เลขที่ 5

http://www.thaigoodview.com/node/199349

น.ส.ศิริลักษณ์ นุโนชา  ม.6/6 เลขที่ 14

http://www.thaigoodview.com/node/199347

นางสาว พิชามญชุ์ สังข์มี ม.6/6 เลขที่ 22

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 65 คน กำลังออนไลน์