พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องโครงการฟันเทียมพระราชทาน

     วลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง Laughing

 

            พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดำรัสด้วยความเป็นห่วงทุกข์สุขของพสกนิกร เมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา ว่า "เวลาไม่มีฟัน กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง" จากพระราชดำรัสของพระองค์ 'โครงการฟันเทียมพระราชทาน' ท่านจึงเป็นที่มาของ  ซึ่งมีเป้าหมายที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพปากและฟันจำนวนถึง 8 หมื่นราย


       
       นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พระองค์ทรงห่วงใยสุขภาพของผู้สูงอายุ วันหนึ่งเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพชรา เตชะกำพุช ได้ถวายการรักษาพระทนต์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์จึงตรัสถามว่า "ในหลวงปวดฟันก็มีหมอมารักษาให้ แล้วประชาชนที่อยู่ห่างไกลล่ะ ถ้าปวดฟันมีใครไปรักษาให้ไหม"  จากนั้นจึงมีการจัดตั้ง 'หน่วยทันตกรรมพระราชทาน' ขึ้นเมื่อปี 2513 เพื่อให้การรักษาประชาชนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพชรา เป็นผู้อำนวยการฯ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวจำนวนทันตแพทย์ในประเทศไทยมีน้อยมาก และในบางจังหวัดเท่านั้นที่มีทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาล    ดังนั้น เนื่องในวาระอันเป็นมหามงคลที่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระชนมายุครบ 80 พรรษา ในปี 2550 กระทรวงสาธารณสุขจึงได้จัดทำ 'โครงการฟันเทียมพระราชทาน' เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพชรา เตชะกำพุช ผู้อำนวยการหน่วยทันตกรรมพระราชทาน ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ปรึกษา  โดยผู้สูงอายุที่จะขอรับบริการฟันเทียมพระราชทานนั้นต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป และประสบปัญหาไม่มีฟันในการบดเคี้ยวอาหาร ซึ่งผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันเลยจะได้รับการพิจารณาเป็นอันดับแรกๆ หรือหากยังมีฟันอยู่ก็ต้องมีความจำเป็นที่จะต้องใส่ฟันจำนวน 16 ซี่ขึ้นไป ซึ่งผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติดังกล่าวสามารถขึ้นทะเบียนเพื่อขอรับบริการได้ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่งทั่วประเทศ    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือน ม.ค.2548 และมีเป้าหมายที่จะให้บริการใส่ฟันเทียมแก่ผู้สูงอายุจำนวนทั้งสิ้น 80,000 ราย   ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่าปัจจุบันผู้สูงอายุที่ไม่มีฟันสำหรับบดเคี้ยวอาหารเลย มีจำนวนสูงถึง 8.4% ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด หรือประมาณ 400,000 กว่าคน ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีปัญหาด้านสุขภาพตามมา ซึ่งการจัดตั้ง'โครงการฟันเทียมพระราชทาน' นับเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาปัญหาด้านสุขภาพปากและฟันให้แก่ผู้สูงอายุ    โดยทันตแพทย์จากทุกภาคส่วนต่างพร้อมใจกันร่วมดำเนินโครงการฟันเทียมพระราชทาน ทั้งทันตแพทย์ที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงกลาโหม กรุงเทพมหานคร ทันตแพทตย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงทันตแพทย์จากโรงพยาบาลเอกชน นอกจากนั้นยังมีเจ้าหน้าที่จากมูลนิธิ พอ.สว.(มูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ซึ่งเป็นมูลนิธิที่ดำเนินการด้านทันตสาธารณสุข ก็อาสาที่จะเข้าร่วมโครงการด้วย

             สำหรับงบประมาณที่ใช้ในการดำเนิน 'โครงการฟันเทียมพระราชทาน' นั้นเป็นงบสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งให้การสนับสนุนงบประมาณในการใส่ฟันเทียมให้แก่ผู้สงอายุ จำนวน 30,000 ราย นอกจากนั้นมูลนิธิ พอ.สว.ยังให้การสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการใส่ฟันเทียมจำนวน 2,400 ราย แต่เป็นการสนับสนุนงบประมาณเพียง 50% ของค่าใช้จ่ายแต่ละรายเท่านั้น ดังนั้นจึงยังขาดแคลนงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินโครงการอีกเป็นจำนวนมาก

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 156 คน กำลังออนไลน์