หลักการทรงงาน

           การพัฒนาชนบทต้องระเบิดจากข้างใน

  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งเมื่อวันที่  4  ธันวาคม  2540  แต่ถ้าหากใครติดตามความคิดแนวพระราชดำริ  แนวพระราชกระแสมาตลอดจะเห็นว่าทรงยึดเรื่องนี้มาตลอด 53  ปี   ที่ทรงครองราชย์มา  ไม่ว่างานอะไรก็ตามจุดหมายปลายทางจะอยู่ตรงนี้

            จะเห็นได้ว่าพระองค์ท่านทรงเดินเส้นทางสายกลางไม่เคยมุ่งเพื่อเกิดความร่ำรวยหรืออะไรต่ออะไรเลย  เพราะว่าได้ทรงเห็นตลอดเวลาว่าความร่ำรวยต้องเกิดจากความพร้อม   แต่การที่เราไม่มีกินเป็นเรื่องอันตรายมากกว่า  จะเห็นว่าทรงใช้คำว่า  การพัฒนาชนบทต้องระเบิดจากข้างใน

            คำว่าระเบิดจากข้างในหมายความว่าให้คนข้างในพร้อมก่อน  ไม่ใช่ทำจากข้างบนลงมา  การนำโครงการต่างๆ  ไปใส่ให้โดยที่ชาวบ้านไม่พร้อมที่จะรับ   ผลสุดท้ายคนที่พร้อมกว่าก็มาฉกฉวยโอกาสเอาผลประโยชน์ต่างๆ  ไปหมด

            ยกตัวอย่างที่เห็นง่ายๆ  เช่น  การตัดถนนเข้าหมู่บ้านห่างไกลนักพัฒนาก็ชื่นชมว่า  หมู่บ้านนี้เจริญแล้ว   เดินทางเข้าเมืองได้แล้ว  แต่คนที่ได้ใช้ถนนคนแรกคือคนมีรถยนต์   ชาวบ้านที่ไหนจะเอาเกวียนมาใช้บนถนน  วัวมันก็ร้อง  เพราะมันร้อนเท้า  ทางเกวียนคือทางเกวียน  ทางรถคือทางรถเพราะฉะนั้นคนที่มีความพร้อมกว่า  มีอะไรมากกว่าก็จะเข้าไปสูบฉีด  ผลสุดท้ายชาวบ้านดูเสมือนว่าจะมีสถานะดีขึ้น  แต่กลับกลายว่าเป็นหนี้สินทั้งนั้น

 

    ผมทำงานในชนบทมาตลอด 30 ปี  ไปถามได้เลยทุกหมู่บ้านชาวบ้านเป็นหนี้เป็นสินเขาหมด  เพราะความต้องการใหม่ๆ  ถูกอัดฉีดขึ้นไปด้วยเกิดความหลงระเริง  กู้เงินมาลงทุน  จะได้รวยเอาความรวยเป็นที่ตั้ง” การปรับวิถีชีวิต

            สิ่งที่ในหลวงพูดมา   คนก็ไม่ฟังมาโดยตลอด  หลงระเริงกับฟองสบู่  เป่ากันเล่น  สนุกสนาน  แตกแล้วแตกอีกก็ยังไม่รู้สึก   ผลสุดท้ายท่านก็มาเน้นย้ำในวันที่ 4 ธันวาคม  2540  อีกทีหนึ่งซึ่งสถานการณ์รอบด้านเอื้อให้คนฟังแล้วตอนนี้

            จากกระแสพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 4  ธันวาคม  2540  ผมจับความที่ทรงสั่งสอนในวันนั้นได้  2  ประการด้วยกัน  ประการแรกคือ  ให้เปลี่ยนวิถีชีวิตมายึดเอาระบบเศรษฐกิจพอเพียง   ซึ่งตรงกันข้ามกับเศรษฐกิจการค้า  (trade   economy)  ซึ่งพระองค์ท่านรับสั่งเองว่าการค้าขาย   การลงทุนต้องกู้เงิน   ต้องทำอะไรต่ออะไรอีก  ให้กลับมาสู่เศรษฐกิจพอเพียง   นั่นเป็นคำแรกที่พระองค์ท่านสอน            คำที่ 2  คือต้องอยู่อย่างเฉลียวฉลาด   คือการทำอะไรต้องมีสติปัญญา   อย่าหลงกระแสไปเรื่อยๆ  เวลานี้เราบ้าประชาธิปไตย  บ้าสิทธิมนุษยชน  บ้าสิ่งแวดล้อม  จนกระทั่งไม่รู้ว่าประโยชน์อยู่ตรงไหน  ตรงไหนมีประโยชน์  ตรงไหนไม่มีประโยชน์  ไม่รู้  มันดี  พูดกันอย่างนี้แล้วสนุกดี  ก็ต้องไปอย่างนี้   พระองค์ท่านจึงต้องให้มีความเฉลียวฉลาด  ให้รู้ว่าประโยชน์ของตัวเองอยู่ตรงไหน  ยังไง  แล้วก็รู้สึกว่ามีระบบจัดการ   ไม่ใช่หลงกระแสแล้วไม่ทำอะไรเลย   ลองสังเกตดูจะเห็นชัด  พวกหลงกระแสว่าเป็นพวกสิ่งแวดล้อม  ก็จะตีความว่าไม่ทำอะไรเลย   อย่าไปแตะต้อง  ซึ่งเป็นไปไม่ได้   เพราะต้องมีการจัดการ   แต่จะจัดการอย่างไรให้มีของใช้หรือมีทรัพยากรใช้อย่างต่อเนื่อง   ตรงกับคำว่าการพัฒนาแบบยั่งยืนต่างหาก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน  ต้องมุ่งพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนและครอบครัวในชุมชนที่เข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่งหลายชุมชนยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว จึงไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่ความล่มสลายได้การทำสิ่งใดต้องสร้างฐาน ต้องเริ่มจากความพร้อม ความเห็นพ้องต้องกันในกลุ่มเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยๆ ก่อ จะมั่นคงถาวร 

         การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากจนกระทั่งหลงไปสู่จุดหนึ่ง  ผลสุดท้ายระบบที่สร้างขึ้นมาหลอกๆ  บนพื้นฐานความไม่พร้อมก็พังครืนลงมาทับตัวเองเราผลิตคนของเราไม่ทัน   ข้างบนก็เป็นคนต่างชาติเข้ามา   ในระยะช่วงฟองสบู่เราพองเต็มที่   เราต้องซื้อคนนักบริหารบ้านเมืองมีอยู่กระหยิบมือเดียว   บริษัทนั้นก็ชอบบริษัทนี้ก็ต้องการ   เงินเดือนก็แพงขึ้น   แพงขึ้นมีเงินเดือนก็ซื้อของ   ซื้อๆๆๆ รถเบนซ์   ซื้อกันหมด   เพราะต้องการรวยเร็วผลสุดท้ายพระองค์ท่านบอกมันไม่ใช่  พระองค์ท่านไม่ได้ปฏิเสธความร่ำรวยแต่รวยอย่างมั่นคงได้ไหม  ทีละขั้น  ทีละขั้น  ค่อยเป็นค่อยไป  สร้างพื้นฐานให้เกิดความพร้อมขึ้นก่อน

การนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

1. เพื่อสร้างความเข้มแข็งในจิตใจของตัวเองก่อน

2. ตัดสินใจในชีวิตประจำวันอย่างมีเหตุผล

3. สร้างความพอดีให้กับตนเอง โดยคิดถึงความสมควร

4. พัฒนาตัวเองจากภายในสู่ภายนอก

5. ฝึกให้ตัวเองเหมือนน้ำครึ่งแก้ว พร้อมรับการพัฒนาเสมอ

ความรู้สึกประทับใจ

      การระเบิดจากภายใน เป็นเหมือนสิ่งแรกที่สำคัญที่สุด เพราะเราต้องเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวต่อสิ่งเร้าต่างๆรอบกาย มันเป็นการสร้างจินใจและจิตสำนึกให้พร้อมรับการพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้เกินการเจริญทางสังคม และจิตสำนึกของเราเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของร่างกาย

 

 

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 16 คน กำลังออนไลน์