ขาดทุน คือ กำไร

....ขาดทุน คือ กำไร (Our loss is our gain) ...."

การเสีย คือ การได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุข เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้ 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสต่อปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๔ ตอนหนึ่งว่า 
        "..ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ต้องลงทุนต้องสร้างโครงการซึ่งต้องใช้เงินเป็นร้อย พันหมื่นล้าน ถ้าทำไปเป็นการจ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ ดีกินดี ราษฎรได้กำไรไป ถ้ามีรายได้รัฐบาลก็เก็บภาษีได้สะดวก เพื่อให้รัฐบาลได้ทำโครงการ ต่อไป เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ ถ้ารู้รักสามัคคี รู้ว่าการเสียคือการได้ ประเทศชาติ ก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้..." 
        ในการพัฒนาเศรษฐกิจนั้นพระองค์ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยทาง ด้านการเกษตรเป็นอย่างมากเพราะประเทศเราราษฎรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางด้าน การเกษตร ดังนั้นถ้า การเกษตรของประเทศเจริญเกษตรกรก็จะมีรายได้มากขึ้นเท่านั้นซึ่งจะเป็นผลทำ ให้เศรษฐ กิจของประเทศดีขึ้นด้วยพระองค์ได้มีพระราชดำรัสในเรื่องนี้ว่า 
        "..เศรษฐกิจของเราขึ้นอยู่กับการเกษตรมาแต่ไหนแต่ไร รายได้ของประเทศที่ได้มาใช้สร้างความเจริญต่างๆ เป็นรายได้จากการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงอาจกล่าวได้ว่าความเจริญของประเทศต้องอาศัยความเจริญของการเกษตรเป็น สำคัญและงานทุกๆ ฝ่ายจะดำเนินก้าวหน้าก็เพราะการเกษตรของเราเจริญ..." 
        ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงทดลองค้นคว้าและปฏิบัติด้วยพระองค์ เอง ทั้งในและนอกพระราชฐานภายในพระราชฐานสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เป็นพระราชวังแห่งเดียวในโลกที่มีการทดลองค้นคว้าทางด้านเกษตร เช่น การเลี้ยงปลาการทำนาข้าวทดลองการปลูกป่าสาธิตการปลูกพืชสมุนไพรโรงสีข้าวและ โคนมกับโครงการอื่นๆ อีกมาก ชาวไทยส่วนมากคง จะไม่ทราบว่าพระองค์ทรงทำนาปลูกข้าวด้วยพระองค์เองพระองค์ทรงมีพระราชดำรัส กับกลุ่มชาวนาว่า 
        "...ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาทดลองทำนามาบ้างและทราบดีว่าการ ทำนานั้นมีความยากลำบากเป็นอุปสรรคอยู่มิใช่น้อย จำเป็นต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดีและต้องใช้วิชาการ ต่างๆ ด้วยจึงจะเป็นผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่งที่นานั้นเมื่อสิ้นฤดูทำนาแล้วควรจะปลูกพืชอื่นๆ บ้างเพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วนช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ ลักษณะเนื้อดินดีขึ้นเหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป..." 
        การช่วยเหลือราษฎรของพระองค์นั้นก่อนอื่นพระองค์เสริมสร้าง ให้ราษฎรมีพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรงที่จะต่อสู้กับชีวิตในการทำงานหนักของ เกษตรได้ พระองค์ทรงช่วยเหลือ ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขเมื่อมีพลานามัยที่แข็งแรงจึงช่วยในการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมต่อไป ในขั้นต้นทรงวางแผนให้ราษฎรมีชีวิตอยู่ในขั้น "พอกินพออยู่" เสียก่อน แล้ว จึงขยับขยายให้ก้าวหน้าแบบถาวรต่อไป พระราชดำริของพระองค์นั้น เรียบง่ายแล้วปฏิบัติได้ ผล ดี อันเป็นที่ยอมรับทั้งนักวิชาการและฝ่ายปฏิบัติ 
        โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระองค์กว่า ๓,๐๐๐ โครงการนั้น สามารถนำ ไปปฏิบัติได้โดยง่าย ประหยัด และราษฎรจะสามารถพึ่งตนเองได้ทั้ง ในทางเศรษฐกิจ และ สังคม ดังพระราชดำรัสที่จะขออัญเชิญมาดังนี้ 
        "... การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้นตอนต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมีพอ กินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อนโดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อได้พื้นฐานที่มั่นคงพร้อมพอสมควรและปฏิบัติได้แล้วจึงค่อย สร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นไปตามลำดับ หากมุ่งแต่จะทุ่มเท สร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจให้รวดเร็วประการเดียวโดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับภาวะของ ประเทศและของประชาชนไทยสอดคล้องด้วยก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆ ขึ้นซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยาก ล้มเหลวได้ในที่สุด ดังเห็นได้ที่อารยะประเทศกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงในขณะ นี้..."

 

 


        พระองค์ทรงให้ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นอย่างยิ่ง เพราะน้ำนั้นเป็นทั้งความสุขและความทุกข์ของแผ่นดิน หากขาดแคลนน้ำก็จะเกิดความเดือดร้อน หากมีน้ำท่วม น้ำเน่า ก็จะเกิดการสูญเสียเกิดภัยพิบัติแก่บ้านเมืองพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ต้องมี น้ำบริโภค น้ำใช้ น้ำสำหรับทำการเพาะปลูกเพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น... เมื่อมีน้ำเสียอย่าง ราษฎร ก็จะไม่ละทิ้งถิ่นฐาน..." ได้มีการทำเขื่อนกักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในหน้าฝนและปล่อยน้ำให้ราษฎรใช้ ในหน้าแล้งหรือทำอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง พระองค์ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวน ๖๐,๐๐๐ บาท ให้กรมชลประทานสร้างอ่างเก็บน้ำเขาเต่า อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรี ขันธ์ ที่เป็นพื้นที่แล้งมีฝนตกน้อยราษฎรขาดแคลนน้ำสร้างเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๖ เสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ นับเป็นอ่างน้ำแห่งแรกที่พระองค์ได้สร้างขึ้น ในการทำฝนหลวงนั้นพระองค์ศึกษา และ ทดลองถึง ๑๒ ปี จึงนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนได้ผู้ที่สนองพระราชดำริร่วมกันคือ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ หม่อมเจ้าจักรพันธุ์ เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ และหม่อมราชวงศ์ เทพฤทธิ์ เทวกุล พระองค์ทรงพระราชทานคำแนะนำ เพิ่มเติมหลายประการจนสามารถใช้ได้กล่าวคือ ต้องดูลักษณะเมฆที่มีศักยภาพให้เกิดฝนได้ ถ้าไม่มีเมฆจะต้องสร้างเมฆขึ้นความชื้นจะต้องอยู่ระดับ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ การปฏิบัติงานจึงจะ ได้ผล การสร้างเมฆคือการสร้างความชื้นในอากาศโดยใช้เคมีภัณฑ์หลายชนิด ทดลองแล้วได้ผลดีและปลอดภัยต่อชีวิตมนุษย์ พื้นที่แห้ง แล้งขาดแคลนน้ำหรือฝนทิ้งช่วง หรือกิจการที่ ต้องการน้ำ เช่นการเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนฝน หลวงก็ช่วยได้

 

 

จากพระราชดำรัสดังกล่าว คือหลักการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพสกนิกรไทย “การให้” และ “การเสียสละ” เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือความอยู่ดีมีสุขของราษฎร ซึ่งสามารถสะท้องให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนได้ดังพระราชดำรัสที่ได้พระราชทาน แก่ตัวแทนของปวงชนชาวไทยที่ได้เข้าเฝ้าฯถวายพระพรเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระ ชนมพรรษา เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๓๔ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระตำหนักจิรดารโหฐาน ความตอนหนึ่งว่า…

 

“... ประเทศต่างๆ ในโลกในระยะ ๓ ปีมานี้ คนที่ก่อตั้งประเทศที่มีหลักทฤษฎีในอุดมคติที่ใช้ในการปกครองประเทศล้วนแต่ ล่มสลายลงไปแล้ว เมืองไทยของเราจะสลายลงไปหรือ เมืองไทยนับว่าอยู่ได้มาอย่างดี เมื่อประมาณ ๑๐ วันก่อน มีชาวต่างประเทศมาขอพบ เพื่อขอโอวาทเกี่ยวกับการปกครองประเทศว่าจะทำอย่างไร จึงได้แนะนำว่า ให้ปกครองแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคี มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอด ไม่เหลือกับคนที่ทำตามวิชาการที่เวลาปิดตำราแล้วไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกเริ่มต้นใหม่ ถอยหลังเข้าคลอง ถ้าเราใช้ตำราแบบอะลุ้มอะล่วยกัน ในที่สุดก็เป็นการดี ให้โอวาทเขาไปว่า ขาดทุนเป็นการได้กำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์คงค้านว่าไม่ใช่ แต่เราอธิบายได้ว่า ถ้าเราทำอะไรที่เราเสีย แต่ในที่สุดที่เราเสียนั้น เป็นการได้ทางอ้อม ตรงกับงานของรัฐบาลโดยตรง เงินของรัฐบาลหรืออีกนัยหนึ่งคือเงินของประชาชน ถ้าอยากให้ประชาชนอยู่ดี กินดี ก็ต้องลงทุนต้องสร้างโครงการซึ่งต้องใช้เงินเป็นร้อย พัน หมื่นล้าน ถ้าทำไปเป็นการจ่ายเงินของรัฐบาล แต่ในไม่ช้าประชาชนจะได้รับผล ราษฎรอยู่ดีกินดีขึ้น ราษฎรได้กำไรไป ถ้าราษฎรมีรายได้รัฐบาลก็เก็บภาษีได้สะดวก เพื่อให้รัฐบาลได้ทำโครงการต่อไป เพื่อความก้าวหน้าของประเทศชาติ ถ้ารู้ รัก สามัคคี รู้เสียสละ คือการได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่คนอยู่ดีมีสุขนั้น เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้...”

ใช้ในชีวิตประจำวัน

การลงทุงเพื่อได้สิ่งตอบแทนที่คุมค่ากว่ามา

ยอมลงทุนเพี่ยงนิดเดี่ยวและได้รับรู้สิ่งใหม่ๆได้รับความสุข

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 7 คน กำลังออนไลน์