ศิลปกรรมไทย และภูมิปัญญาไทย "ผ้าไหมมัดหมี่ "

 ผ้าไหมมัดหมี่ ภูมิปัญญาไทย 

                      

ประวัติ ผ้าไหมมัดหมี

        “ชนบท” เป็นเมืองเก่าที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน มีการตั้งเป็นเมืองมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2326 โดยกวนเมืองแสน สมุหกลาโหมแห่งเมืองสุวรรณภูมิ พาสมัครพรรคพวกอพยพหนีออกจากเมือง สุวรรณภูมิ แคว้นจำปาสัก ในประเทศลาว มาตั้งเมืองที่บ้านหนองกองแก้ว ต่อมาในปี พ.ศ. 2335 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกรัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านหนองกองแก้วขึ้นเป็นเมือง พระราชทานนามว่า “ชลบถพิบูลย์” ซึ่งแปลว่าทางน้ำหรือเมืองที่มีน้ำล้อมรอบ และตั้งท้าวคำพาวเป็นเจ้าเมือง ตำแหน่งพระจันตะประเทศ จากนั้นได้มีการจัดเขตการปกครองและเมืองชนบทได้ถูกยุบรวมหลายครั้ง จากอำเภอเป็นตำบล ขึ้นกับอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น จนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2509 ทางราชการจึงได้ตั้งเมืองชนบทขึ้นเป็นอำเภออีกครั้งหนึ่ง ในชื่อ “ชนบท” จนถึงปัจจุบัน   
         ชาวชนบทมีการประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ทุกครัวเรือนจะมีที่ดินทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ นอกจากอาชีพทำนาแล้ว ก็มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย เพื่อนำเส้นไหมและฝ้ายมาทอเป็นผืนผ้า ดังคำกล่าวที่ว่า “ยามว่างจากนา ผู้หญิงทอผ้า ผู้ชายจักสาน” ในอดีตที่ผ่านมา การทอผ้าถือเป็นหน้าที่สำคัญของผู้หญิงชาวอีสาน เพราะจะต้องทอผ้าเพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในชีวิตประจำวัน ผู้หญิงอีสานต้องเรียนรู้และฝึกหัดการทอผ้ามาตั้งแต่เด็ก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต ดังคำผญาที่สอนสตรีชาวอีสานว่า “ทอหูกบ่เป็นแจ ทอแพรบ่เป็นฝาต้อน เลี้ยงม่อนบ่ฮู้โตลุกโตนอน อย่าฟ้าววอนเอาผัว” การทอผ้าเพื่อใช้ในครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้หญิงอีสานจะต้องเรียนรู้ และฝึกหัด โดยเริ่มจากผู้เป็นแม่ได้ถ่ายทอดความรู้และเทคนิควิธีการทอผ้าให้ลูกหลาน สืบทอดกันมาไม่ขาดสาย ผ้าไหมที่ทอได้ นิยมสวมใส่ไปทำบุญที่วัด หรือในงานพิธีและงานมงคลต่างๆ รวมทั้งเก็บไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน
        อำเภอชนบท เริ่มมีการทอผ้ามาตั้งแต่เมื่อไร ไม่สามารถสืบประวัติได้ แต่มีหลักฐานสำคัญคือ ผ้าไหมมัดหมี่หน้านาง หรือผ้าปูม อายุ กว่า 220 ปี ที่เจ้าเมืองชนบทคนแรกได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โดยทายาทของเจ้าเมืองเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ซึ่งต่อมา คนชนบทได้นำมาเป็นต้นแบบในการทอผ้าไหมมัดหมี่หน้านาง ที่มีชื่อเสียงและเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของผ้าไหมชนบทในปัจจุบัน จึงสันนิษฐานว่าการทอผ้าของอำเภอชนบทน่าจะมีมาไม่ต่ำกว่า 100 ปี หรืออาจจะมีมาตั้งแต่เริ่มตั้งเมืองชนบท คือ ประมาณ 200 กว่าปีที่แล้ว

  ลวดลายและกรรมวิธีการทอ

       ผ้าที่ทอด้วยมือที่มีชื่อเสียงที่ สุดของอำเภอชนบท ได้แก่ “ผ้าไหมมัดหมี่” โดยมีขั้นตอนเริ่มจากการคัดเลือกเส้นไหม การออกแบบลายหมี่ การให้สี การทอเป็นผืนผ้า ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ผ้าไหมชนบทมีจุดเด่นคือ มีความสวยงาม ลวดลายละเอียดแตกต่างจากที่อื่น 
      เอกลักษณ์ของผ้าไหม ชนบท คือ “ลาย”และ “เทคนิคการทอผ้า” ลายเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาและถือว่าเป็นลายต้นแบบและเป็นลายเก่าแก่ของผ้า เมืองขอนแก่น คือ ลายหมี่กง ลายขันหมากเบ็ง ลายขอพระเทพหรือลายเชิงเทียน โดยส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดจะเป็นการทอผ้าแบบ 3 ตะกอ ทำให้เนื้อผ้าแน่น สม่ำเสมอ มีลักษณะสีและลวดลายของผ้าด้านหนึ่งสีทึบกว่าอีกด้าน สีที่เป็นเอกลักษณ์ดั้งเดิมคือ สีม่วง สีแดง สีเขียว สีเม็ดมะขาม
       เอกลักษณ์ ของการทอผ้าอีกแบบหนึ่งของชาวชนบท คือ ผ้าปูมหรือผ้าหน้านาง ซึ่งมีลักษณะแบบโจงกระเบน ประกอบด้วย ลายมัดหมี่บริเวณท้องผ้า ลายมัดหมี่หน้านาง และลายมัดหมี่ริมชายผ้าทั้งสองด้าน

                                         

ผ้าหน้านาง หรือผ้าปูม ซึ่งเป็นของเจ้าเมืองชนบท อายุกว่า 220 ปี

         ลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ชนบทลวดลายดั้งเดิม เป็นลวดลายที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ใช้วิธีการมัดหมี่และทอแบบดั้งเดิม อาจเปลี่ยนแปลงสีสันได้ตามความต้องการ ลายดั้งเดิมลายขนาดเล็ก ได้แก่ ลายกง ลายโคม ลายหมากจับ ลายปลาซิว ลายดอกแก้วน้อย ลายดั้งเดิมลายขนาดกลาง ได้แก่ ลายแมงมุม ลายกนกเชิงเทียน ลายขอพระเทพ ลายขันหมากเบ็ง ลายต้นสน ลายขาเปียน้อย ลายตำลึงเครือ ลายดั้งเดิมลายใหญ่ ได้แก่ ลายนาคเกี้ยว ลายขอเกี้ยว ลายสำเภาหลงเกาะ ลายต้นสนใหญ่ ลายนกยูง เป็นต้น
         กรรมวิธีการทอผ้าไหมมัดหมี่ชนบท เป็นการทอผ้ามัดหมี่เส้นพุ่ง คือมีการมัดลวดลายและย้อมสีเฉพาะเส้นพุ่ง ส่วนเส้นยืนใช้เส้นไหมย้อมสีตามที่ต้องการแต่ไม่มีการมัดทำลวดลาย ซึ่งเป็นกระบวนการในการทอผ้ามัดหมี่ส่วนใหญ่ของประเทศไทย

                               

           

1. คัดเส้นไหมที่จะนำมาทอ
2. นำด่างฟอกขาวลงไปต้มกับน้ำให้เดือด นำเส้นไหมที่คัดแล้วลงไปต้มประมาณ 20-30 นาที นำไปล้าง ผึ่งให้แห้งจะได้เส้นไหมที่นุ่ม และมันวาว
3. กวักไหม นำเส้นไหมที่ผ่านการฟอกแล้วไปกวักใส่อัก เพื่อนำไปใช้ในการค้นและมัดหมี่
4. การค้นเครือหูก (ด้ายยาว) เพื่อกำหนดความยาวของผ้าที่จะทอและกำหนดความหนาของเนื้อผ้า
5. มัดหมี่ มัดเป็นปอย (ด้ายพุ่ง) นำเส้นไหมที่เตรียมไว้ไปใส่โฮง เพื่อมัดเป็นลวดลาย ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะเป็นขั้นตอนที่ออกแบบลวดลาย ต้องมัดให้แน่น ถ้ามัดแน่นผ้าก็จะออกมาได้ลายสวยงามตามที่ต้องการ
6. ย้อมสี นำสีลงไปต้มกับน้าให้เดือด จากนั้นนำเส้นไหมที่มัดแล้วลงไปต้ม สีหนึ่งจะต้ม 2 ครั้ง ในการต้มแต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 30 นาที คือ ครั้งแรก ต้ม 30 นาที เสร็จแล้วนำเส้นไหมขึ้นมาทุบ ให้หมาด แล้วนำไปต้มครั้งที่ 2 อีก 30 นาที ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบทุกสีตามลายผ้า เสร็จแล้วนำไปผึ่งให้แห้ง
7. สืบหูก ขั้นตอนนี้เป็นการต่อเส้นไหมด้ายยืนเข้ากับฟืมทีละเส้นจนครบทุกเส้น การต่อเส้นด้ายทีละเส้นเรียงตามลำดับที่ค้น จะข้ามไม่ได้แม้แต่เส้นเดียว เพราะถ้าข้ามเส้นลายก็จะเปลี่ยนไป
8. ปั่นหลอด (ดั่งเดิมใช้เครือไม้ไส้ต้น ปัจจุบันใช้หลอดพลาสติกแทน) นำเส้นไหมร้อยเป็นพวง เรียงตามลำดับการปั่นใส่หลอด นำไหมที่มัดแล้วใส่กง ปั่นใส่หลอด หลอดละสี เพื่อนำไปใส่กระสวยใช้ทอในขั้นตอนต่อไป
9. การทอ นำเส้นไหมที่สืบแล้ว ไปขึงเข้ากับกี่ ผู้ทอจะเหยียบไม้เหยียบทีละข้าง ( 3 ตะกอ หรือมีไม้)
การนำไปใช้ประโยชน์  
          นำมาตัดเย็บเป็นผ้านุ่งสำหรับสวมใส่ไปงานสำคัญ เช่น งานบุญ งานวัด งานบวช งานแต่ง และงานมงคลต่างๆ

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 11 คน กำลังออนไลน์