ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

รูปภาพของ ณัฏฐธิดา อินธิเดช

"น้ำเพื่อชีวิต" โครงการรักษาสิ่งแวดล้อม แบบธรรมชาติช่วยธรรมชาติ

                                           http://huahin4u.com/forum/userpix/

ปัญหาสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย และ ขยะ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยอย่างมากปัญหาหนึ่ง จนเป็นที่มาของ "โครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ซึ่งอยู่ภายใต้ความดูแลของ มูลนิธิชัยพัฒนา และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องโดยมี วิทยาลัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบในการศึกษาวิจัยโครงการ ซึ่งประกอบด้วย หนึ่ง-ระบบบ่อบำบัดน้ำเสีย สอง-ระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย สาม-ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม สี่-ระบบแปลงพืชป่าชายเลน จนปัจจุบันสามารถเป็นโครงการต้นแบบการกำจัดขยะและบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ ช่วยคืนความสดใสให้ธรรมชาติได้สำเร็จด้วยความเป็น "ต้นแบบ" ที่ประสบความสำเร็จนี้เอง ทำให้บริษัทไทยเอเชีย แปซิฟิค บริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งเป็นโรงงานผลิตเบียร์สากลระดับโลก ได้เอาแบบอย่างของโครงการมาเป็นส่วนสำคัญในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม บำบัดน้ำเสียของโรงเบียร์ อีกทั้งต้องการร่วมสนองเบื้องพระยุคลบาทตามแนวพระพระราชดำรบริษัทไทยเอเชีย แปซิฟิคฯ ได้จัดทำในรูปแบบโครงการ "น้ำเพื่อชีวิต" ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งตามนโยบาย พราวด์ ทูบี กรีน (Proud to be Green) ซึ่งเป็นความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท มุ่งเน้นส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม ลดการใช้พลังงาน และจัดการวัสดุเหลือใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และบำบัดน้ำเสียโดยวิธีธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปัญญา ผ่องธัญญา ผู้จัดการทั่วไปบริษัทไทยเอเชีย แปซิฟิคฯ เล่าว่า บริษัทได้ประสานงานกับวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำระบบบำบัดน้ำเสียของโครงการตามแนวพระราชดำริ มาทดลองใช้บำบัดน้ำเสียภายในโรงงาน โดยเป็นการบำบัดน้ำเสียแบบธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ด้วยเทคโนโลยีง่ายๆ ไม่ซับซ้อน ค่าใช้จ่ายต่ำ และสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนในท้องถิ่นที่มาช่วยกันปลูก ดูแล และตัดพืชเพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์ หรือทำเครื่องหัตถกรรมจักสานต่างๆ ซึ่งทางบริษัทได้วางเป้าหมายให้เป็นโรงงานต้นแบบ และเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับชุมชน "ปกติโรงงานใช้น้ำเป็นวัตถุดิบสำคัญในกระบวนการผลิต กว่าจะออกมาเป็นเบียร์ 1 ลิตร จะมีน้ำเสียที่ผ่านการใช้งานประมาณ 3-10 ลิตร ทำให้มีน้ำเสียจากโรงงาน 1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งน้ำเสียทั้งหมดจะผ่านระบบบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติ เป็นน้ำบริสุทธิ์คืนสู่ธรรมชาติ และยังสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้พนักงาน ครอบครัว และชุมชน เพราะน้ำที่ปล่อยคืนนั้นใช้ปลูกแปลงพืชน้ำ ซึ่งบริษัทได้จ้างชาวบ้านในชุมชนมาดูแล ไม่เพียงเท่านั้น ชาวบ้านสามารถเก็บเกี่ยวพืชที่โตไปใช้ประโยชน์ในการเลี้ยงสัตว์ หรือทำเครื่องหัตถกรรมจักสานต่างๆสร้างรายได้ต่อไป"

ขณะที่ ดร.เกษม จันทร์แก้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อม ประจำสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ผู้อำนวยการโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และ คณบดีวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล่าว่าใช้เวลาศึกษาเกือบ 2 ปี เพื่อเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับพื้นที่ และสภาพแวดล้อมของโรงงาน ในที่สุดสรุปว่าใช้วิธีธรรมชาติช่วยธรรมชาติ 2 ระบบ คือระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม และระบบพืชและหญ้ากรองน้ำเสีย มาทดลองในแปลงบนพื้นที่ 5 ไร่ของโรงงานไทยเอเชีย แปซิฟิคฯ ที่ ต.ไทรย้อย อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี

 

"วิธีการคือ จัดสร้างแปลงทดลองในระยะเริ่มต้น 5 แปลง แล้วปลูกพืชที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น 3 ชนิด ได้แก่ ธูปฤๅษี พุทธรักษา หญ้าสตาร์ และหญ้าคาลล่า ซึ่งเป็นพันธุ์หญ้าที่ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์ โดยปลูกพืชชนิดละ 1 แปลง ส่วนแปลงที่เหลือ 1 แปลง จะไม่มีการปลูก เนื่องจากใช้เป็นแปลงควบคุมระบบน้ำเสียลักษณะขั้นตอนการทำงานจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างพืชและจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ช่วยบำบัดสิ่งสกปรกจากน้ำ โดยจะปล่อยน้ำเสียเข้าสู่แปลงทดลองที่ไม่มีการปลูกพืช กว้าง 5 เมตร ยาว 100 เมตร ลึก 1 เมตร เหนือแปลงนี้จะมีบ่อคอนกรีตสำหรับดักตะกอน ส่วนน้ำที่ผ่านบ่อนี้จะไหลล้นจากขอบบ่อลงสู่แปลง ซึ่งเป็นแปลงพักน้ำเสีย ต่อจากนั้นจึงจะไหลลงสู่แปลงดินที่ปลุกพืชน้ำ"

 

"สำหรับแปลงดินจะรองด้วยทรายหยาบบดอัดแน่นชั้นหนึ่งก่อน แล้วเทดินผสมทรายทับลงไปอีกชั้น เกลี่ยให้เต็มพื้นที่แล้วจึงเติมน้ำขังไว้ในแปลง เพื่อให้เนื้อดินชุ่มชื้นและนิ่มพอที่จะปลูกพืชได้ เมื่อสภาพดินพร้อมจะนำต้นกล้าของพืชมาปลูก โดยใช้น้ำเสียจากโรงงานในการอนุบาลต้นกล้าประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อให้ปรับตัว ก่อนจะเริ่มปล่อยน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดอย่างต่อเนื่อง"

 

ดร.เกษมอธิบายว่า ความแตกต่างระหว่าง "ระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียม" กับ "ระบบพืชหญ้ากรองน้ำเสีย" แตกต่างกันที่วิธีและระยะเวลาในการขังน้ำเสียเพื่อบำบัด

 

โดยระบบพื้นที่ชุ่มน้ำเทียมจะปล่อยให้น้ำเสียไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง จากนั้นน้ำเสียใหม่จะไปดันน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วให้ไหลออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติต่อไป

 

ส่วนระบบพืชหญ้ากรองน้ำเสีย จะเป็นการปล่อยน้ำเข้าสู่แปลงดิน ขังไว้ 5 วัน จึงปล่อยน้ำที่ผ่านการบำบัดไหลออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ แล้วปล่อยทิ้งให้แปลงดินแห้ง 2 วัน จึงเริ่มปล่อยน้ำเสียเข้าสู่ระบบบำบัดหมุนวนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

 

"เมื่อพืชเติบโตเต็มที่จะดูดสารอาหารลดลงตามระยะเวลาและชนิดของพืชนั้นๆ จึงต้องมีการตัดออก โดยธูปฤๅษีจะมีอายุ 90 วัน ส่วนพุทธรักษา และหญ้าเลี้ยงสัตว์ จะมีอายุ 45 วัน ซึ่งทางโรงงานได้จ้างชาวบ้านในละแวกนั้นให้ช่วยดูแล และตัดพืชนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น นำไปผลิตเป็นเครื่องจักรสาน ส่วนหญ้าก็นำไปเลี้ยงสัตว์ นับเป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่ง" ดร.เกษมกล่าว

 

ทั้งหมดจึงเป็นวิธีการบำบัดน้ำเสียที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากมายมหาศาล ที่สำคัญเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ไม่ว่าชาวบ้านหรือชุมชน ซึ่งเดิมที่ผ่านมามักจะได้รับผลกระทบที่เป็นด้านลบจากโรงงานมากกว่าจะเป็นด้านบวก

ความประทับใจ   :    ที่ประทับใจในโครงการข้อนี้เพราะมีการนำธรรมชาติด้วยกันเองมาประโยชน์และทำให้เกิดผลสำเร็จที่ดีอีก

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 90 คน กำลังออนไลน์