ภูมิปัญญาการทอผ้าไหม

 ภูมิปัญญาการทอผ้าไหม

 

             ประวัติความเป็นมา ชาวอิสลามเชื้อสายปัตตานีและไทรบุรีเปอร์เซีย ได้อพยพมาทางเรือในสมัยศรีวิชัยรุ่งเรือง และได้ตั้งถิ่นฐานบริเวณเมืองไชยา คือบริเวณบ้านสงขลา ปัจจุบันคือหมู่ที่ 2 บ้านหัวเลน ตำบลพุมเรียง อำเภอไชยา ชาวไทยอิสลามในตำบลพุมเรียง สืบทอดเชื้อสายมาจากชาวอิสลาม เชื้อสายมาจากอิสลามสายเปอร์เซีย และเชื้อสายปัตตานีไทรบุรีมาตั้งแต่สมัยกรุงรัตนโกสิทธิ์รุ่งเรืองจนถึงปัจจุบัน หลังจากชาวอิสลามได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณอ่าวพุมเรียงแล้ว กอรปกับความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรศรีสิชัย อ่าวพุมเรียงยังเป็นเมืองเก่า เมืองเศรษฐกิจ ท่าเทียบเรือ ซึ่งเป็นทางผ่านไปสู่เมืองตะกั่วป่า เมืองนครศรีธรรมราช ปัตตานี โดยเรือสำเภาผ่านมาและพักแรมและตั้งถิ่นฐานบริเวณอ่าวพุมเรียง เพื่อทำอาชีพค้าขายในแถบนั้น “ชาวจีนคนหนึ่งยึดอาชีพทำทอง(ค้าทองคำ) อีกคนหนึ่งทำอาชีพทอผ้าไหม” ซึ่งสันนิฐานว่าเป็นผู้นำวิธีการทอผ้า มาเผยแพร่ที่พุมเรียงเป็นคนแรก หลังจากเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวจีนไหหลำ ก็มาถึงยุคกรุงรัตนโกสิทธิ์ได้มีชาวอินเดีย เดินทางมาที่พุมเรียง และได้นำผ้าซึ่งมีลวดลายต่าง ๆ มาเผยแพร่จนทำให้เป็นที่นิยมของคนในยุคสมัยนั้น ต่อมาสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงนำผ้าไหมมาเผยแพร่ทางภาคอีสานที่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นแห่งแรกและต่อจากนั้นได้เผยแพร่สู่จังหวัดต่าง ๆ รวมทั้งที่ชุมชนพุมเรียงและได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองและชื่อเสียงให้กับผ้าไหมพุมเรียงจนเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัยจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนการทอผ้า เพื่อส่งเสริมอาชีพการทอผ้าและพัฒนาการทอผ้าหลากหลายชนิด เช่น การทอผ้าพื้น ผ้าลาย ผ้ายกดอก โดยเฉพาะผ้าลายต่าง ๆ ตามแบบชาวอินเดีย โดยนางเมียด ทิพย์ธารักษ์ ได้เล่าให้ทีมงานบันทึกตำนานว่า “ประมาณปี พ.ศ.2489 ในขณะนี้มี จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มี “นายมานิตย์(ไม่ทราบนามสกุล ซึ่งเป็นปลัดตำบลพุมเรียง นำครูสอนการทอผ้าชื่อ นายหมัด ถิ่นวาศ มาสอนการทอผ้าด้วยกี่(กี่กระตุก) ให้กับชาวพุมเรียง โดยนางเมียด เข้ามาเป็นนักเรียนทอผ้าพุมเรียง รุ่นที่ 1 และในเวลาเดียวกันที่อำเภอไชยาก็ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนสอนการทอผ้า โดยใช้บริเวณที่เป็นตลาดเข้าของเทศบาลตำบลตลาดไชยาในปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาราษฎรทั้งในเขตตลาดไชยาและพุมเรียงบริเวณบ้านหัวเลนก็ได้ยึดอาชีพทอผ้าแถบทุกครัวเรือน ซึ่งยังนิยมทอได้แก่ผ้าห่ม ผ้าขาวม้า ผ้าปูที่นอน และมุ้ง เป็นต้น รวมทั้งมีการพัฒนารุ่น แบบ ฝีกมือทั้งเรื่องความสวยงาม สีสัน ลายผ้า โดยมีบุคคลที่นับว่าเป็นครูแห่งปัญญาหรืออัจฉริยะของกาสรทอผ้าที่เป็นที่ยกย่องและยอมรับของชาวพุมเรียงในยุคนั้น ได้แก่ นางติม๊ะ จบสมัย ได้นำลายผ้าต่าง ๆ มาเผยแพร่ต่อ ๆ มา ต้นปี พ.ศ.2491 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี นับเป็นยุครุ่งเรืองแห่งการทอผ้ายก โดยนายสุเทพ จบสมัย ซึ่งเป็นบุตรของนางติม๊ะ จบสมัย ได้สืบทอดการทอผ้าโดยใช้ชื่อว่า ส.ไหมไทย และสร้างชื่อเสียงเกี่ยวกับผ้ายกดอก เพื่อจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทั้งจำหน่ายในเขตพุมเรียงและส่งไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ ถือเป็นยุคทองของการทอผ้าด้วยมือของชาวพุมเรียง ต่อมาในยุคจอมพลถนอม กิติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี การทอผ้า เนื่องจากวัสดุที่ใช้ในการทอผ้าเริ่มหายากมีราคาแพง ประกอบกับความเจริญทางด้านอุตสาหกรรมได้มีผ้าทอด้วยเครื่องจักรส่งเข้ามาขายเป็นจำนวนมากและมีราคาถูก ชาวบ้านสามารถซื้อได้ง่ายและสะดวกกว่าการทอผ้าใช้เอง ชาวไทยพุทธส่วนใหญ่และชาวอิสลามในอำเภอไชยา จึงละทิ้งการทอผ้าและกลับไปประกอบอาชีพอื่น เช่น การเกษตร การค้าขาย เป็นต้น ส่วนสตรีชาวพุมเรียงยังคงยึดอาชีพการทอผ้า ทั้งทอไว้ใช้เองและสำหรับขายคนทั่วไปมาจนถึงปัจจุบัน เอกลักษณ์/จุดเด่นผลิตภัณฑ์ - เป็นผ้าลายโบราณที่ไม่เหมือนจังหวัดอื่น มีการถ่ายทอดการทอผ้าจากรุ่นสู่รุ่นมีการอนุรักษ์ลายผ้า เช่น ลายดอกพิกุล ลายสร้อยแสงจันทร์ ลายกระดุมทอง ลายเครือวัลย์ ลายพิกุลทอง - มีการจ้างงานสตรีที่จบการศึกษาภาคบังคับแล้วไม่ได้เรียนต่อเข้ามาทำงาน

วัตถุดิบและส่วนประกอบ

1. เส้นใยไหม

2. ดิ้นเงิน ดิ้นทอง

3. วัสดุย้อมผ้า

ขั้นตอนการผลิต

1. ขั้นตอนการฟอกไหม ครือ การนำไหมดิบฟอกให้สะอาด เพื่อที่จะได้นำมาย้อมสี

2. การย้อมเส้นไหม นำไหมที่ฟอกแล้วมาย้อมเป็นสีต่าง ๆ ตามต้องการ

3. ขั้นตอนการกรอเข้าหลอด นำไหมที่ย้อมเสร็จแล้วนำมาใส่ระวิง(ใช้กรอไหมเข้าหลอดด้าย) นำกรอใสหลอดด้าย หลอดใหญ่ด้วย” “เครื่องกรอไหมพุ่ง” จากนั้นก็นำไหมหลอดใหญ่ที่ได้ไปกรอใส่หลอดเล็กหรือลูก โดยใช้”เครื่องกรอหลอดเล็ก” จากนั้นนำไหมหลอดเล็กไปใส่กระสอบเพื่อทอเป็นเส้นพุ่ง

4. ขั้นตอนการเตรียมเส้นไหมยืน - เมื่อย้อมสีไหมแล้วก็นำมากรอที่ “เครื่องกรอหลอดไหมยืน”ได้เส้นไหมยื่นใส่ในแถบหลอดใหญ่ - นำแถบหลอดใหญ่มาใส่ ”เครื่องสาวไหมหรือเครื่องดันไหม” เพื่อเตรียมสวาเข้าพัวม้วน - นำไหมจากรางมาผ่านช่องพับพันห่วงและนำไปผ่านพับฟันกี่อีกครั้ง - นำเส้นไหมที่ผ่านฟัน มาเกี่ยวกับ ”เครื่องสาวไหม” - สาวไปเรื่อย ๆ จนจำนวนเส้นครบตามต้องการ - เมื่อสาวไหมครบจำนวนที่กำหนดแล้ว ตัดเส้นไหมออกจากฟันกี่แล้วนำมาเกี่ยวกับหัวม้วนไม้ และต้องลากเส้นเหลือออก

5. การใส่ฟืม นำเส้นไหมยืนที่ได้จากเครื่องดัน มาสอดเข้าไปในฟันอีกครั้ง เสร็จแล้วนำไปติดตั้งในที่ทอผ้าเพื่อการทอต่อไป กลุ่มผู้ผลิตและผู้ประกอบการทอผ้าพุมเรียง ได้สั่งซื้อไหมกับมาจากภาคอีสาน เช่น จังหวัดขอนแก่น ภาคเหนือ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นการนำผ่านกระบวนการสาวเป็นเส้นใยไหมที่จังหวัดชุมพร และนำสู่ขั้นตอนการย้อมสีด้วยวิธีธรรมดา และวิธีวิทยาศาสตร์ที่ตำบลพุมเรียง โดยการออกแบบ ลวดลาย สีสัน หลากหลายชนิดตามเอกลักษณ์ของแต่ละกลุ่มผู้ผลิตเป็นสำคัญ

เทคนิค/เคล็ดลับการผลิต

1 . พัฒนาลายผ้าตามความนิยมของตลาดและผู้ใช้

2. รักษาเอกลักษณ์ลายผ้าเดิม (ผ้าพุมเรียงมีชื่อ สัญลักษณ์ของดอกไม้ เช่น ดอกพิกุลล้อม ลายเครือวัลย์

3. ใช้สีธรรมชาติในการย้อม เช่น ขมิ้น

4. ใช้วัตถุในท้องถิ่นและพื้นที่ใกล้เคียง

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 29 คน กำลังออนไลน์