การสานเปลไม้ไผ่

การสานเปลไม้ไผ่

       "เปลไม้ไผ่" หรือเปลกระบอกไม้ไผ่ มักแขวนไว้ตามใต้ถุนบ้าน หรือ ตามใต้ร่มไม้ เพื่อใช้นอน หรือนั่งเล่นในยามว่าง บางทีใช้สำหรับเด็กๆนอนก็มีการใช้ไม้ไผ่มาทำเปลนั้นเพราะไม้ไผ่มีประโยชน์มากมายในท้องถิ่น มีทั้งขึ้นเองตามธรรมชาติและปลูกไว้ ใช้ประโยชน์อื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงใช้ไม้ไผ่ประดิษฐ์ ของนานาชนิด เปลไม้ไผ่จึงเป็นผลงานของบรรพบุรุษ ซึ่งทำไว้ ในสมัยก่อน ปัจจุบันไม่ค่อยมีการทำ เพราะมีวัสดุที่ใช้ทำแทนแล้ว เช่น เชือก เปลไนลอน หรือเปลญวน ซึ่งสะดวกต่อการใช้สอยและเก็บรักษา ซึ่งชาวบ้านฤกษ์อุดมยังเป็นหมู่บ้านที่ยังอนุรักษ์และเห็นคุณค่าของเครื่องใช้ ที่เป็นสิ่งที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยยังคงทำเครื่องมือ เครื่องใช้ จักสานด้วยไม้ไผ่หลายชนิด ซึ่งมีอยู่อย่างแพร่หลายในพื้นที่ ภาคอีสาน เช่น กระติบข้าว ตะกร้า ข้อง ซึ่ง การทำเครื่องมือเครื่องใช้ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็น อยู่ของชาวบ้านเอง นอกจากทำเครื่องมือเครื่องใช้แล้ว ก็จะมองหาสิ่งอำนวยความสะดวก และสามารถสร้างความอบอุ่นภายในครอบครัว เช่น การทำเปล ให้ลูกนอน การสานกระด้งไว้ใช้ เป็นต้น



      ลักษณะพิเศษของงานชิ้นนี้
      
เปลไม้ไผ่มีความแข็งแรง ทนทาน มีรูปทรงที่สวยงาม อ่อนช้อย และมีอายุการใช้งานนาน ๑๐ ปี เหมาะสำหรับใช้เป็นเปลนอนในพื้นที่ภาคอีสาน เพราะมีอากาศร้อน ไม้ไผ่จะระบายอากาศ บริเวณ ผิวหรือ ติวของไม้ไผ่จะมีความเย็นเป็นพิเศษ จึงทำให้ผู้ที่ทำงานหนักอากาศร้อน มานอนแล้วจะเย็น รูปทรงของเปลไม้ไผ่ เป็นลักษณะโปร่ง โค้งเข้ากับสรีระของร่างกายพอดี จึงทำให้สามารถนอนพักผ่อนได้ดี


       ขั้นตอนกระบวนการวิธีการทำเปลไม้ไผ่

       ๑. ขั้นเตรียมการ  คัดเลือกวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในการสานเปลไม้ไผ่ ประกอบด้วย
      ๑.๑ เปลไม้ไผ่ คือ “ไผ่สีสุก” โดยลักษณะของลำไม้ไผ่ที่เหมาะสมในการนำมาใช้ คือ มีลักษณะโค้งขึ้น คล้ายเรือ เมื่อนำมา สานจะได้เปลที่สวยงามโดยไม่ต้องดัดแปลงมาก แต้ถ้าหากไม่มีลักษณะดังกล่าว ก็สามารถนำไม้ไผ่ที่มีลักษณะเป็นเส้นตรงมาใช้ได้เช่นกัน เมื่อช่างจะทำการสานเปลไม้ไผ่ จะเลือกตัดไม้ไผ่สีสุกมา ๑ ลำ และมาแบ่งออกเป็น ๒ ชุด คือ ส่วนหนึ่งใช้ทำเป็นตัวโครง อีกส่วนหนึ่งนำมา จักตอก ทำเป็นเส้น เพื่อนำมาสาน โดยช่าง จะทำการสานเปลในขณะที่ไม้ไผ่ยังมีความสดอยู่ เพราะมีความเหนียว ยืดหยุ่นได้ดี

      ๑.๒ หวาย หวายที่ใช้ในการจักสานเปลไม้ไผ่นี้ เป็นหวายที่มีคุณภาพดี ซึ่งแต่เดิมใน ชุมชนบ้านฤกษ์อุดมปลูกไว้เพื่อใช้ประโยชน์เฉพาะในครัวเรือนใช้เมื่อจำเป็น และกิน ไม่ทัน จึงเหลือไว้ให้ เป็นหวายเส้น แต่ปัจจุบันหาได้น้อยมาก เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้มาก ช่างจึงหาวัตถุดิบ จากแหล่งอื่น เช่น หมู่บ้านใกล้เคียง ซึ่งหายากเช่นกัน จึงใช้หวายนำเข้า จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นหวายที่เหนียว และทนต่อการใช้งาน โดยการซื้อมาเก็บไว้เพื่อใช้งานตลอดปี เมื่อจะนำมาใช้ จะนำมาแช่ในน้ำไว้ก่อน ๕ -๑๒ ชั่วโมง
     
      ๑.๓ ไม้โครง ช่างจะเตรียมไม้โครงไว้เพื่อช่วยในการกะระยะห่างของเส้นโครงให้มีความสม่ำเสมอ สวยงาม ซึ่งมีหลายขนาด เป็นการใช้เทคโนโลยีของชาวบ้าน ช่วยให้ชิ้นงานมีความสวยงามขนาดมาตรฐาน ไม้โครงนี้ ทำจากไม้ไผ่ มีเชือกไนล่อนเป็นตัวยึดไม้โครงกับไม้ไผ่ที่นำมาขึ้นรูปเป็นโครงสร้างของเปลไม้ไผ่

       ๒. ขั้นการผลิต
       
๒.๑ นำไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ที่มีอายุ ๓ ปีขึ้นไป มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ตั้งแต่ขนาด ๔ -๕ นิ้ว มีความยาว ๓ เมตร (๘-๙ ปล้อง) มาตกแต่งปล้องไม้ไผ่ โดยการเหลาปล้องกลาง เหลือไว้เฉพาะ ไม้ไผ่ที่อยู่ด้านหัวและท้าย
     
      ๒.๒ ใช้ตลับเมตรวัดปล้องไม้ไผ่หัว – ท้าย มีความยาวด้านละ ๑๒ นิ้ว ทำเครื่องหมายไว้ วัดเส้นรอบวงไม้ไผ่ แบ่งไม้ไผ่ออกเป็น ๓ ส่วน โดยเลือกไว้ ๒ ส่วน นำมาแบ่ง ช่องเป็น ๑๒ ช่องๆ ละเท่า ๆ กัน ส่วนที่เหลือใช้เลื่อยตัดส่วนหัวท้ายของไม้ไผ่ออก เป็น ๑ ส่วน

      ๒.๓ ใช้มีดปลายแหลม หรือเหล็กซี เจาะให้เป็นรู ตรงที่แบ่งไว้ ๑๒ ช่อง เป็น ๖ รู ให้เป็นแนวเดียวกัน ทั้งหัวท้าย แล้วนำมีดพร้ามาผ่าตามแนว โดยมีค้อนตอกสิ่วร่วมด้วย จากนั้นใช้มีดพร้าผ่าตกแต่ง แต่ละซี่ให้ตรงเป็น ลักษณะรี ขนาดประมาณ ๑.๕ เซนติเมตร โดยพยายามให้ทุกซี่มีขนาดเท่า ๆ กัน ในการเหลาไม้ไผ่ จะต้องเหลือเปลือกนอกไว้ทุกซี่

      ๒.๔ วัดขนาดความยาวจากหัวถึงท้ายไม้ไผ่ หาจุดกึ่งกลาง จากนั้นนำไม้มาจับยึดทั้งสองด้านของ ไม้ไผ่ไว้ โดยขึ้นรูปให้โค้งเล็กน้อย แล้วนำไม้โครงต้น แบบมาจับยึดจากเส้นโครงกลาง แล้วค่อยขยายตามแบบที่กะระยะให้มีแนวโค้งตามแบบ ให้มีระยะห่างเท่า ๆ กัน โดยไม้โครงต้นแบบ จะมีหลายขนาด การขึ้นโครงของเปลไม้ไผ่ จะใช้ไม้โครงต้นแบบ ๓ ช่วง คือ ช่วงกลาง และวัดจากตรงกลางออกไปครึ่งหนึ่ง ของระยะห่างจาก กลางไปถึงขอบแต่ละด้าน

      ๒.๕ นำหวายที่เตรียมไว้มาผ่าออกเป็น ๓ ส่วนเท่า ๆ กัน แล้วทำการเหลาให้ได้เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๐.๗ -๑ เซนติเมตร ความยาวประมาณ ๒๐๐ เซนติเมตร จำนวน ๑๐ เส้น แช่น้ำไว้แล้วตัดไม้ไผ่เตรียม ทกตอก โดยการเหลาตอกนี้จะต้องจักตอก ให้เป็นลักษณะวงรี เหลือผิวของไผ่ติดไว้ตลอด เมื่อเตรียมจักตอกเสร็จ นำหวายมาสานเข้ากับตัวโครงเปล บริเวณหัว -ท้าย โดยสานลายขัด ยกหนึ่ง ข่มหนึ่ง สานความยาว ข้างละ ๕ เส้น ต่อจากนั้น นำไม้ไผ่มาสานต่อ จนแล้วเสร็จ

      ๒.๖ นำไม้ไผ่ที่แก่แล้ว ความยาวเท่ากับขนาดของขอบเปล มาผ่าให้ได้ขนาดกว้าง ๒ นิ้ว เหลาให้เรียบร้อย จำนวน ๔ ท่อน และ จักตอกเป็นเส้นกลม ความยาว เท่าขอบเปล จำนวน ๖ เส้น โดยนำไม้ไผ่ มาประกบมัดด้วยหวาย ใช้คีมล็อคจับขอบช่วยยึด ระยะห่างประมาณ ๓ นิ้ว มัดไปจนติดขอบอีกด้านหนึ่ง โดยทำขอบทั้งสองด้านของเปลไม้ไผ่ เสร็จแล้ว ทำการเก็บรายละเอียดของเปล เพิ่มสีสัน และความคงทนโดยการ ทายูริเทน

      ๒.๗ เมื่อจะนำไปใช้ แขวนให้เจาะรูปล้องไม้ไผ่ โดยให้ห่างจากข้อ ประมาณ ๕ นิ้ว นำเหล็กที่เตรียมไว้มาใส่รู ให้ปลายของเหล็กทั้งสองข้างยื่นออกยาว ๕ นิ้ว
     

                           

 
ที่มา : http://www.m-culture.in.th/moc_new/album/123589/เปลไม้ไผ่/

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 44 คน กำลังออนไลน์