ภูมิปัญญา วรรณกรรมไทย

รูปภาพของ Teerapong Bualapha

วรรณกรรม

วรรณกรรม หมายถึง วรรณกรรมที่ถ่ายทอดอยู่ในวิถีชีวิตชาวบ้าน โดยครอบคลุมวรรณกรรมที่ถ่ายทอดโดยวิธีการบอกเล่า และที่เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แบ่งออกเป็น

๑. นิทานพื้นบ้าน หมายถึง เรื่องเล่าที่สืบทอดต่อๆ กันมา เช่น นิทานจักรๆวงศ์ๆ นิทานศาสนา นิทานคติ นิทานอธิบายเหตุ นิทานเรื่องสัตว์ นิทานเรื่องผี มุขตลกนิทานเรื่องโม้ นิทานเข้าแบบ

๒. ตำนานพื้นบ้าน หมายถึง เรื่องเล่าเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของสถานที่ บุคคล ศาสนวัตถุ และศาสน-สถานที่สำคัญๆ ในท้องถิ่นต่างๆ และเรื่องเล่าที่อธิบายความเป็นมาของความเชื่อและพิธีกรรมในท้องถิ่นต่างๆ

๓. บทสวดหรือบทกล่าวในพิธีกรรม หมายถึง คำสวดที่ใช้ประกอบในพิธีกรรมต่างๆ เช่น บททำขวัญ คำบูชา คำสมา คำเวนทาน บทสวดสรภัญญ์ คาถาบทอานิสงส์ บทประกอบการรักษาโรคพื้นบ้าน คำให้พร คำอธิษฐานฯลฯ

๔. บทร้องพื้นบ้าน หมายถึง คำร้องที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมาในโอกาสต่างๆ เช่น บทกล่อมเด็ก บทร้องเล่น บทเกี้ยวพาราสี บทจ๊อย คำเซิ้งฯลฯ

๕. สำนวน ภาษิต หมายถึง คำพูดหรือคำกล่าวที่สืบทอดกันมา มักมีสัมผัสคล้องจองกัน เช่น โวหาร คำคม คำพังเพย คำอุปมาอุปไมย คำขวัญ

คติพจน์ คำสบถสาบาน คำสาปแช่ง คำชม คำคะนองฯลฯ

๖. ปริศนาคำทาย หมายถึง คำหรือข้อความที่ตั้งเป็นคำถาม คำตอบ ที่สืบทอดกันมา เพื่อให้ผู้ตอบได้ทายหรือตอบปัญหา เช่น คำทาย ปัญหาเชาวน์ ผะหมี

๗. ตำรา หมายถึง องค์ความรู้ที่มีการเขียนบันทึกในเอกสารโบราณ เช่น ตำราโหราศาสตร์ ตำราดูลักษณะคนและสัตว์ ตำรายาฯลฯ

วรรณกรรม ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆสมัยรัชกาลที่ 4 ใน พ.ศ. 2405 หมอบรัดเลย์ผู้ริเริ่มธุรกิจการพิมพ์ในเมืองไทย ได้ซื้อลิขสิทธิ์หนังสือเรื่องนิราศลอนดอน ของหม่อมราโชทัยเพื่อนำไปพิมพ์จำหน่าย นับเป็นการซื้อขายลิขสิทธิ์วรรณกรรมครั้งแรกของประเทศไทย

  •          นับจากสมัยรัชการที่ 5 ได้เกิดนักวิชาการทางวรรณกรรมขึ้น คือ ผู้ที่ไปศึกษาในยุโรปได้สัมผัสกับวรรณกรรมสำหรับสามัญชน และนำรูปแบบใหม่เข้ามาในเมืองไทย รวมทั้งการใช้นามปากกาในการเขียนวรรณกรรม ที่ได้รับความนิยมมาก คือ บทละครพูดและบทละครร้องผู้ที่เด่นที่สุดในการประพันธ์บทละคร คือ ประเสริฐอักษร ทรงประพันธ์บทละครร้องเรื่องสาวเครือฟ้า
  •          งานเขียนร้อยแก้วที่ได้รับความสนใจมากอีกประเภทหนึ่ง ได้แก่ สารคดีเรื่องที่คนติดใจอ่านมาจนถึงทุกวันนี้ คือ ไกลบ้าน  นับเป็นสารคดีท่องเที่ยวที่แต่งดีอย่างยิ่งเล่มหนึ่ง พระราชนิพนธ์สำคัญในรัชกาลที่ 5 อีกเล่มหนึ่งได้แก่พระราชพิธีสิบสองเดือน  มีคุณค่าทางการศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม
  •          เมื่อการเขียนการอ่านเพิ่มขึ้น ผลที่ตามมาก็คือ เกิดอาชีพขายหนังสือ ออกหนังสือรายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน ตีพิมพ์งานเขียนสู่ตลาดให้ทันความต้องการของคนที่อ่านหนังสืออก มีนิตยสารออกมามากฉบับ
  •          รัชการที่ 6 ทรงมีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมวรรณกรรมไทย  ทรงสนับสนุนให้มีการสร้างสรรค์วรรณกรรมอย่างกว้างขวาง
  •          ในช่วงกลางสมัยรัชกาลที่ 6 นักเขียนนวนิยายไทยแต่งเรื่องเองมากขึ้น แทนที่จะอาศัยนักแปลฝ่ายเดียว นวนิยายไทยจึงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆและเจริญขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 7
  •          หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆวรรณกรรมไทยสะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงจากระบบสังคมแบบเก่าไปสู่ระบบสังคมแบบใหม่ นวนิยายเด่นๆในระยะนี้ เช่น เรื่องข้างหลังภาพ ของศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) เป็นเรื่องรักสะเทือนอารมณ์ ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นความแตกสลายของชนชั้นสูงที่ปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ไม่ได้ เรื่องผู้ดี ของดอกไม้สด สะท้อนภาพชนชั้นสูงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เป็นต้น
  •          ในช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินนโยบายรัฐนิยมอย่างเข้มงวดและมีการปฏิวัติภาษาไทยอย่างขนานใหญ่ รัฐบาลส่งเสริมงานเขียนที่มีลักษณะส่งเสริมความคิดชาตินิยม ความรักชาติ โดยเฉพาะงานเขียนประวัติศาสตร์ นิยายหรือบทละครองประวัติศาสตร์มักจะเขียนในลักษณะยกย่องความยิ่งใหญ่ ความรุ่งเรืองของชาติไทยในอดีต ดังเช่นงานของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งมีทั้งงานเขียนประวัติศาสตร์
  •          หลังสงครามมหาเอเชียบูรพา วรรณกรรมเริงรมย์แนวพาฝันได้รับความนิยมสูงสุด เพราะช่วยให้ผู้อ่านลืมสภาพทุกข์ยากในชีวิตจริงไปอยู่ในโลกจินตนาการ ขณะเดียวกันนักเขียนมีเสรีภาพมากขึ้นจึงเกิดวรรณกรรมแบบก้าวหน้าหรือวรรณกรรมแนวสังคมการเมืองขึ้นมากมาย
  •          ในยุคเผด็จการของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ นักเขียนถูกปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดวรรณกรรมก้าวหน้าหยุดการเผยแพร่ จนถึงสมัยของจอมพล ถนอม กิตติขจร ประชาชาเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญ  หลังจากเหตุการณ์นี้งานของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งสะท้อนถึงความทุกข์ยากลำเค็ญของชาวไร่ชาวนาและกรรมกรซึ่งเรียกว่า วรรณกรรมเพื่อชีวิต ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย วรรณกรรมไทยระยะต่อมาจึงเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมอย่างกว้างขวางมากขึ้น
  •          ปัจจุบันวรรณกรรมได้มีการนำเสนอรูปแบบใหม่ทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหาที่หลากหลายโดยเน้นไปที่การแสดงออกทางความคิดในแง่มุมต่างๆและสะท้อนให้เห็นสภาพสังคม การเมือง เศรษฐกิจ วิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในยุคสมัยปัจจุบัน วรรณกรรมหลายประเภทได้ปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ในช่วง  ๓๐ - ๔๐  ปี มานี้ มีการสำรวจพบเอกสารตัวเขียน ในรูปของคัมภีร์ใบลาน สมุดข่อย และสมุดสา ตามวัดในท้องถิ่นต่างๆ เป็นจำนวนมาก เอกสารดังกล่าวนี้มีเนื้อหาที่หลากหลาย มีทั้งตำราสมุนไพร ตำราพิธีกรรม ตำราโหราศาสตร์ กฎหมาย ตำนานบ้านตำนานเมือง และที่มีจำนวนมากที่สุดคือ วรรณคดีท้องถิ่น ซึ่งในแต่ละภาค พบเป็นจำนวนหลายร้อยเรื่อง จากการค้นพบวรรณคดีท้องถิ่นในภาคต่างๆ ทำให้เกิดการตื่นตัวที่จะรวบรวม วิเคราะห์วิจัย และนำออกเผยแพร่ ทำให้การศึกษาวรรณคดีในประเทศไทยมีขอบเขตกว้างขวางลึกซึ้งยิ่งขึ้น
  • ด้วยเหตุนี้ วรรณกรรมจึงมีความหมายครอบคลุมกว้าง ถึงประวัติ นิทาน ตำนาน เรื่องเล่า ขำขัน เรื่องสั้น นวนิยาย บทเพลง คำคม เป็นต้น
  • วรรณกรรมเป็นผลงานศิลปะที่แสดงออกด้วยการใช้ภาษา เพื่อการสื่อสารเรื่องราวให้เข้าใจระหว่างมนุษย์ ภาษาเป็นสิ่งที่มนุษย์คิดค้น และสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อใช้สื่อความหมาย เรื่องราวต่าง ๆ ภาษาที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารได้แก่
  • 1. ภาษาพูด โดยการใช้เสียง
  • 2.ภาษาเขียน โดยการใช้ตัวอักษร ตัวเลข สัญลักษณ์ และภาพ
  • 3.ภาษาท่าทาง โดยการใช้กิริยาท่าทาง หรือประกอบวัสดุอย่างอื่น
  • ความงามหรือศิลปะในการใช้ภาษาขึ้นอยู่กับ การใช้ภาษาให้ถูกต้อง ชัดเจน และ เหมาะสมกับเวลา โอกาส และบุคคล นอกจากนี้ ภาษาแต่ละภาษายังสามารถปรุงแต่ง ให้เกิดความเหมาะสม ไพเราะ หรือสวยงามได้ นอกจากนี้ ยังมีการบัญญัติคำราชาศัพท์ คำสุภาพ ขึ้นมาใช้ได้อย่างเหมาะสม แสดงให้เห็นวัฒนธรรมที่เป็นเลิศทางการใช้ภาษาที่ควรดำรงและยึดถือต่อไป ผู้สร้างสรรค์งานวรรณกรรม เรียกว่า นักเขียน นักประพันธ์ หรือ กวี (Writer or Poet)
  • วรรณกรรมไทย แบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ
  • 1.ร้อยแก้ว เป็นข้อความเรียงที่แสดงเนื้อหา เรื่องราวต่าง ๆ
  • 2.ร้อยกรอง เป็นข้อความที่มีการใช้คำที่สัมผัส คล้องจอง ทำให้สัมผัสได้ถึงความงามของภาษาไทย ร้อยกรองมีหลายแบบ คือ โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และร่าย
  • มีความหมายตามนัยยะ หมายถึง กรรม ที่เกิดขึ้นจากต่างคน ต่างวรรณะ หมายความว่า วรรณะหรือชนชั้นต่างกันก็จะใช้คำต่างกัน คำคำนี้ มีปรากฏขึ้นครั้งแรกในพระราชบัญญัติคุ้มครองวรรณกรรมและศิลปกรรม พ.ศ. 2475 คำว่า วรรณกรรม อาจเทียบเคียงได้กับคำภาษาอังกฤษว่า Literary work หรือ general literature ความหมายแปลตามรูปศัพท์ว่า ทำให้เป็นหนังสือ ซึ่งดูตามความหมายนี้แล้วจะเห็นว่ากว้างขวางมาก นั่นก็คือการเขียนหนังสือจะเป็นข้อความสั้น ๆ หรือเรื่องราวสมบูรณ์ก็ได้ เช่น ข้อความที่เขียนตามใบปลิว ป้ายโฆษณาต่าง ๆ ตลอดไปจนถึงบทความ หรือ หนังสือที่พิมพ์เป็นเล่มทุกชนิด เช่น ตำรับตำราต่าง ๆ นวนิยาย กาพย์ กลอนต่าง ๆ ก็ถือเป็นวรรณกรรมทั้งสิ้น จากลักษณะกว้าง ๆ ของวรรณกรรม สามารถทำให้ทราบถึงคุณค่ามากน้อยของวรรณกรรมได้โดยขึ้นอยู่กับ วรรณศิลป์ คือ ศิลปะในการแต่งหนังสือนั้นเป็นสำคัญ ถ้าวรรณกรรมเรื่องใดมีคุณค่าทางวรรณศิลป์สูง เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นหนังสือดี วรรณกรรมก็อาจได้รับยกย่องว่าเป็น วรรณคดี อย่างไรก็ตามการที่จะกำหนดว่า วรรณกรรมเรื่องใดควรเป็นวรรณคดีหรือไม่นั้น ต้องคำนึงถึงระยะเวลาที่แต่งหนังสือนั้นยาวนานพอควรด้วย เพื่อพิสูจน์ว่าคุณค่าของวรรณกรรมนั้นเป็นอมตะ เป็นที่ยอมรับกันทุกยุคทุกสมัยหรือไม่ เพราะอาจมีวรรณกรรมบางเรื่องที่ดีเหมาะสมกับระยะเวลาเพียงบางช่วงเท่านั้น ดังนั้นอาจสรุปได้ว่า วรรณคดีนั้นก็คือวรรณกรรมชนิดหนึ่งนั่นเอง กล่าวคือ เป็นวรรณกรรมที่กลั่นกรองและตกแต่งให้ประณีต มีความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ อันเป็นคุณค่าของการประพันธ์ หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่ง วรรณคดีนั้นเป็นวรรณกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นวรรณคดีเสมอไป

นายธีรพงศ์ บัวละภา ม.6/2 เลขที่ 11

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 45 คน กำลังออนไลน์