พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว : ความสันติสุข

รูปภาพของ nbr10975

 

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

 

 

“ การที่ในประเทศใดมีประชาชนทั้งหมดอยู่ร่วมกัน โดยสันติ ก็เป็นสิ่งที่ปรารถนาของทุกคน

ไม่มีใครอยากให้มีความวุ่นวายในหมู่คณะในประเทศชาติ เพราะว่าถ้ามีความวุ่นวายนั้นเป็นความทุกข์

ทุกคนต้องการความสุข หากความสุขนั้นก็จะมาจากความปรองดอง และความที่ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปโดยยุติธรรม ”

 

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในโอกาสที่รองประธานศาลฎีกานำผู้พิพากษาประจำกระทรวงเข้าเฝ้าฯ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๓๗

 

          การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  หมายถึง  การที่มนุษย์มาอยู่ร่วมกันเป็นสังคมสามารถปฏิบัติตามกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกันในรูปของกฎระเบียบหรือกฎหมายและมีคุณธรรมจริยธรรมในการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  การมีส่วนร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสังคม เช่น การมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเมืองการปกครอง  การมีส่วนร่วมในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติตามคุณธรรมของการอยู่ร่วมกันตามหลักศาสนาที่ตนเองนับถือจะทำให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

 

คุณธรรมของการอยู่ร่วมกันตามหลัก พระพุทธศาสนา

          พระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่สำคัญที่หล่อหลอมให้พุทธศาสนิกชนเป็นคนรักสันติ  รักอิสรเสรี  มีนิสัยโอบอ้อมอารี มีเมตตากรุณาต่อกัน  ได้แก่

 

1.สังคหวัตถุ 4 หมายถึง หลักธรรมสำหรับสงเคราะห์หรือเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของคนในสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  ได้แก่

  •  ทาน  คือ  การให้ แบ่งปัน เสียสละ เผื่อแผ่
  •  ปิยวาจา  คือ  การกล่าววาจาสุภาพ อ่อนหวาน
  •  อัตถจริยา  คือ  การกระทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
  •  สมานัตตตา  คือ  การวางตัวเหมาะสม เสมอต้น เสมอปลาย 

 

2.พรหมวิหาร 4  หมายถึง คุณธรรมของผู้ใหญ่ซึ่งต้องมีประจำในอยู่ตลอดเวลา มี  4  ประการ ดังนี้

  •  เมตตา  คือ  ความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
  •  กรุณา  คือ  ความสงสารมีความปรารถนาช่วยผู้อื่นหรือสัตว์ที่ประสบความทุกข์  ให้พ้นทุกข์
  •  มุทิตา  คือ  ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
  •  อุเบกขา  คือ  ความวางเฉยหรือความรู้สึกเป็นกลางๆ ไม่ดีใจหรอเสียใจเมื่อเห็นผู้อื่นประสบความสุขหรือความทุกข์

 

3.สัปปรุริสธรรม 7 หมายถึง  หลักธรรมของคนดีหรือหลักธรรมของสัตบุรุษ 7 ประการ  ได้แก่

  •  ธัมมัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักเหตุ
  •  อัตถัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักผล
  •  อัตตัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักตน
  •  มัตตัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักประมาณ
  •  กาลัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา
  •  ปริสัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักปฏิบัติ การปรับตนและแก้ไขตนให้เหมาะสม
  •  ปุคคลัญญุตา  คือ  ความเป็นผู้รู้จักปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับบุคคลซึ่งมีความแตกต่างกัน

 

4.สาราณียธรรม 6  หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งให้ระลึก ธรรมเป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน ธรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคี หลักการอยู่ร่วมกันมีดังนี้

  •  เมตตากายกรรม คือ ช่วยเหลือผู้ร่วมหมู่คณะด้วยความเต็มใจ แสดงกิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและรับหลัง 
  •  เมตตาวจีกรรม  คือ  ช่วยบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์สั่งสอน  แนะนำตักเตือนด้วยความหวังดี  กล่าววาจาสุภาพ  แสดงความเคารพนับถือกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง
  •  เมตตามโนกรรม  คือ ตั้งจิตปรารถนาดี  คิดทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกัน  มองกันในแง่ดี  ทั้งต่อหน้าและลับหลัง
  •  สาธารณโภคิตา คือ เมื่อได้สิ่งใดมาโดยชอบธรรม  แม้เป็นของเล็กน้อยก็ไม่หวงไว้แต่ผู้เดียว  นำมาแบ่งปัน  เฉลี่ย  เจือจานให้ได้ใช้  สอยร่วมกัน
  •  สีลสามัญญตา  คือ มีความประพฤติสุจริตดีงาม  ถูกต้องตามระเบียบวินัย  ไม่ทำตนให้เป็นที่รังเกียจ ของหมู่คณะ
  •  ทิฏฐิสามัญญตา คือ มีความเห็นชอบร่วมกัน  ในข้อที่เป็นหลักการสำคัญ  ที่จะนำไปสู่ความสิ้นทุกข์  หรือขจัดปัญหา

 

 5.อธิปไตย 3  หมายถึง ความเป็นใหญ่ ภาวะที่ถือเอาเป็นใหญ่

  •  อัตตาธิปไตย  คือ ความมีตนเป็นใหญ่  ถือตนเป็นใหญ่  กระทำการด้วยการยึดตนเป็นใหญ่
  •  โลกาธิปไตย  คือ ความมีโลกเป็นใหญ่  ถือโลกเป็นใหญ่  กระทำตามความนิยมของโลกเป็นใหญ่
  •  ธัมมาธิปไตย คือ ความมีธรรมเป็นใหญ่  ถือธรรมเป็นใหญ่  กระทำการโดยยึดความถูกต้อง  

 

6.อริยวัฑฒิ(อารยวัฒิ) 5 หมายถึง ความเจริญอย่างประเสริฐ, หลักความเจริญของอารยชน

  •  ศรัทธา คือ ความเชื่อ ความมั่นใจในพระรัตนตรัย ให้หลักแห่งความจริงอย่างดีงามอันมีเหตุผล
  •  ศีล คือ ความประพฤติดี มีวินัย เลี้ยงชีพสุจริต
  •  สุตะ คือ การเล่าเรียนสดับฟังศึกษาหาความรู้ 
  •  จาคะ คือ การเผื่อแผ่เสียสละ เอื้อเฟื้อ มีน้ำใจช่วยเหลือ ใจกว้าง พร้อมที่จะรับฟังและร่วมมือ ไม่คับแคบเอาแต่ตัว
  •  ปัญญา คือ ความรอบรู้ รู้คิด รู้พิจารณา เข้าใจเหตุผล รู้จักโลกและชีวิตตามความเป็นจริง

 

 ข้อปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

  •  มีความรับผิดชอบ
  •  มีระเบียบวินัย
  •  มีความซื่อสัตย์
  •  มีความสามัคคี
  •  มีความเสียสละ

มารยาทในสังคม

  •  รู้จักการวางตน
  •  รู้จักการประมาณตน
  •  รู้จักการพูดจา
  •  รู้จักการควบคุมอารมณ์
  •  ความมีน้ำใจไมตรี

ลักษณะของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในสังคม

  •  สมาชิกในสังคมร่วมมือกันทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมที่อาศัยอยู่
  •  สมาชิกในสังคมประกอบอาชีพที่สุจริต
  •  สมาชิกในสังคมมีน้ำใจ รักใคร่สนิทสนมกัน
  •  สมาชิกในสังคมมีคุณธรรม จริยธรรม

 

     ความประทับใจ : มีความประทับอย่างสุดซึ้งเพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแสดงถึงความเป็นห่วงต่อประชาชนที่จะต้องอยู่ร่วมกันในสังคมซึ่งต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันในด้านต่างๆ แสดงความมีน้ำใจไมตรีมีเมตตากรุณาที่ดีต่อกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันและร่วมมือกันพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า อีกทั้งยังต้องมีความสามัคคีปรองดองและมีความเป็นยุติธรรม เพื่อนำมาซึ่งความสงบสุขเรียบร้อยซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนปรารถนา  

 

 

 

 

 

 


 

แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.cca.chula.ac.th

                       http://www.trueplookpanya.com

                       http://www.kr.ac.th

                       http://www.southinsider.com

แหล่งที่มารูปภาพ : http://www.kalyanamitra.org

                        http://www.9artgallery.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 37 คน กำลังออนไลน์