พระบรมราโชวาท

พระบรมราโชวาท ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยวิชาการศึกษา วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๑๕    
 

    "...เยาวชนทุกคนมิได้ต้องการทำตัวให้ตกต่ำหรือให้เป็นปัญหาแก่สังคมประการใดแท้จริงต้องการเป็นคนดีมีความสำเร็จ มีฐานะ มีเกียรติ และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น แต่การที่จะบรรลุถึงประสงค์นั้น จำเป็นต้องอาศัยผู้แนะนำควบคุมให้ดำเนินไปโดยถูกต้อง ในฐานะหน้าที่ที่เป็นครู เป็นอาจารย์ เป็นผู้บริหารการศึกษา ท่านจะช่วยเขาได้มากที่สุด เพราะมีส่วนควบคุมดูแลใกล้ชิดอยู่ทุกๆ ด้านรองลงมาจากบิดามารดา       ด้งนั้น จึงใคร่ขอให้ท่านทำตัวเป็นผู้นำและเป็นที่พึ่งที่แท้จริง เพียรพยายามใช้วิชาความสามารถที่มีอยู่ฝึกฝนอบรมด้วยเหตุผลและความฉลาด ด้วยความกรุณาปรานีและความบริสุทธิ์ใจ ประสิทธิประสาทความรู้ความคิดที่ดีที่ปราศจากโทษให้เสมอหน้า อนุเคราะห์และนำพาไปในทางถูกทางเจริญ เพื่อช่วยให้เยาวชนของเรามีอนาคตอันมั่นคงแจ่มใสต่อไป...

 

 

ความประทับใจ

  ข้าพเจ้าได้อ่านพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้วมีความประทับใจในการการกล่าวถึงการศึกษาว่า  การศึกษาจะทำให้เรามีความรู้และความสามารถ    เราสามารถที่จะเข้าชีวิตรอดในสังคมและไม่เป็นปัญหาต่อสังคมอีกด้วย การที่เราจะอยู่ในสังคมอย่างมรความสุขเราต้องทำตัวเองให้ดีและไม่นำความเดือดร้อนมาให้สังคม   ไม่ว่าเราจะจบในสาขาวิชาอะไรเราก็จะสามารถที่จะให้ความรู้ ความสามารถในวิชานั้นๆที่เราได้ศึกษาให้แก่คนรุ่นต่อๆไปได้    การศึกษาไม่ว่าจะเป็นสายอาชีพอะไรเราก็สามารถที่จะทำให่เรามีความคิดที่ดี  ขึ้นเหมือนกับว่าเราได้ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งๆนั้นมานานแล้ว  จึงสามารถที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างอิสระ  การศึกในทุกระดับชั้นนั้นอาจจะ วัดความรู้ทางด้านความจำของเราได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะวัดความสามารถที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองได้ เราจะต้องมีเหตุและผลในการตัดสิ้นใจ ในการทำสิ่งต่างๆออกมา การที่เราม่ใช่เหตุผลในการทำงานหรือการศึกษาก็จะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตัวเองหวัง  การที่เราทำอะไรด้วยความบริสุทธิ์ใจเราก็จะได้ในสิ่งที่ดีกลับคืนมา แต่ถ้าเราทำอะไรในสิ่งที่ไม่ดีและไร้สามันสำนึกสิ่งได้เราจะได้ตอบแทนมาก็ จะเหมือนที่เราทำไว้กับเขา

         การเขียนหนังสือเป็นทักษะที่ยากยิ่งกว่าทักษะการอ่าน คนที่เขียนหนังสือเป็น เขียนหนังสือได้ดีต้องผ่านการฝึกฝน ต้องมีนิสัยรักการเขียน และต้องเป็นผู้ที่อ่านมามาก การที่จะสามารถเขียนหนังสือได้น่าอ่านได้อย่างมีเหตุมีผล ได้เนื้อหา ได้ใจความตรงตามที่ตนเองต้องการ คนคนนั้นจะต้องเป็นนักอ่านมามาก รู้วิธีการที่นำเสนอได้ดีมีระบบ เป็นขั้นเป็นขั้นเป็นตอน เรียงลำดับได้เหมาสม ทักษะการเขียนต้องผ่านการฝึกฝน เด็กไทยส่วนมากเขียนหนังสือไม่เป็น จึงต้องมีการศึกษาที่ดีและมีครูที่ดีในการสอนการสร้างนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนไม่ใช่สิ่งที่ครูสอนกันบอกกันในห้องเรียนได้ การสร้างนิสัยอย่างนี้ต้องอาศัยกิจกรรมที่เหมาะสม สร้างแรงจูงใจ กระตุ้นให้เกิดความอยากความหิวกระหาย ให้ผู้เรียนสามารถต่อยอดได้เองหลังจากออกจากห้องเรียนไป ครูต้องจุดแบตเตอรี่ในหัวใจเด็กให้ได้ ให้เขาสามารถเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ ได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องรอครู ทุกหนแห่งคือห้องเรียน แล้วครูจะได้ไม่เหนื่อย โดยธรรมชาติ เด็กไทยก็เหมือนเด็กทั่วโลกคือมีความอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลองอยากทำสิ่งใหม่ แต่พอผ่านระบบการศึกษาที่ผิดพลาด พฤติกรรมความอยากมันหายไป มันเพราะอะไร เพราะรอครูจัดให้หรือ เพราะรอพ่อแม่จัดให้หรือ เพราะรอนายจ้างสั่งหรือ ให้คิดเองให้ทำเองทำไม่เป็นคิดไม่เป็นหรือ

 

 อ้างอิง https://sites.google.com/site/watluangpreechakul/thai-study

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 22 คน กำลังออนไลน์