หลักการทรงงานในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ( หลักที่ 5 )

หลักการทรงงานในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 

 

"...พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันก็จะสร้างป่า"…ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเน้นเรื่องชลประทาน การเกษตร และการพัฒนาชนบท โดยโปรดเกล้าฯจัดหาแหล่งน้ำให้ราษฎรได้มีน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เพราะทรงตระหนักดีว่า “น้ำคือต้นกำเนิดของชีวิต”  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่เกื้อหนุนกัน โดยทรงเน้นเรื่องป่าและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้ลูกหลานไทย นอกเหนือจากการพระราชทานอาชีพเสริมแก่ราษฎรให้สามารถเลี้ยงตัวเองอย่างยั่งยืน และทรงดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน

 

“...ก็ได้พระบารมีของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงดูแลสั่งสอนมาตลอดว่า สิ่งใดควรทำไม่ควรทำบ้าง ทรงสอนให้ข้าพเจ้ารู้จักว่า การที่จะเป็นพระราชินีของ ไทย จะต้องวางตนอย่าง ไรบ้าง และมีหน้าที่อย่างไรบ้าง ข้อสำคัญรับสั่งว่า ต้องเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของราษฎร ให้เขามีความสนิทสนมที่ราษฎรจะออกปากเล่าความทุกข์ ของเขาให้ฟังได้ และพระองค์ท่านก็ได้ปฏิบัติ พระองค์เป็นตัวอย่าง ทำ ให้ข้าพเจ้ารู้จักการทำตนใกล้ชิดกับราษฎร เช่น เวลามีพระราชปฏิสันถารกับราษฎร ไม่โปรดทรงยืน ทรงถือขนบธรรมเนียม ไทยที่จะไม่ยืนค้ำผู้เฒ่าผู้แก่ จะประทับลงรับสั่งกับ ราษฎรเสมอมา แม้จะ เป็นตอนเที่ยงแดดร้อนเปรี้ยงก็ตาม...”

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเล่าถึงเมื่อครั้งทรงเริ่มโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวไปทรงงานในภูมิภาคต่างๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 ส.ค.2534สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปทรงเยี่ยมเยือนพสกนิกรครั้งแรก เมื่อปี 2498 นับจากนั้นมาก็ได้ทรงงานเคียงข้างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทถิ่นทุรกันดาร ทรงตรากตรำพระวรกายบุกป่าฝ่าดง ขึ้นเขาลงห้วย เพื่อทรงบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ราษฎร ตลอดเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทรงอุทิศพระองค์อย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อทรงค้นหาหนทางช่วยเหลือให้พสกนิกรของพระองค์มีชีวิตที่ดีขึ้น และได้พออยู่พอกิน โดยพระราชทานแนวพระราชดำริในการดำเนินโครงการต่างๆไว้หลากหลายด้านถึง 4,000 กว่าโครงการ เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชน และสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้โดยเสด็จพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวไปทุกหนแห่ง ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่มีที่แห่งใดบนผืนแผ่นดินไทยที่ทั้งสองพระองค์ไม่เคยเสด็จฯไปถึง ทรงเพียรพยายามทุกวิถีทางที่จะตระหนัก รู้ถึงความเดือดร้อนและความต้องการของราษฎร เพื่อพระราชทานความช่วยเหลือได้อย่างสอดคล้องกับสภาพปัญหาแท้จริง ทรงเริ่มตั้งแต่การแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ตลอดจนวางรากฐานการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน

ปรัชญาการทรงงานของสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงทำตามและยึดแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นหลัก โดยตั้งอยู่บนพื้นฐาน สำคัญ 5 ประการ คือ ทรงให้ความสำคัญกับการ แก้ปัญหาในระดับพื้นฐานของประเทศ อันได้แก่ ชนบท และเกษตรกร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารของประเทศ, ทรงเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีคนเป็นศูนย์ กลาง, ทรงให้ความสำคัญกับโอกาสของ ราษฎร ที่จะได้รับการพัฒนาและมีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยทรงมั่นพระทัยว่า ราษฎรนั้นมีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว เพียงแต่ให้โอกาสพวกเขาได้แสดงออก, ทรงเน้นการพัฒนาด้านจิตใจของคนในชาติ เพื่อปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม นำไป สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน และทรงให้ความสำคัญกับการทรงงานพัฒนาเพื่อส่งเสริมงานพัฒนาหลักของรัฐบาล

เป้าหมายสำคัญในการทรงงานของสมเด็จพระนางเจ้าฯ  พระบรมราชินีนาถคือ ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน และความสงบร่ม เย็นของประเทศชาติ ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า “กำไรของแผ่นดิน” คำนี้ได้พระราชทานไว้เมื่อผู้ถวายงานในโครงการฟาร์มตัวอย่างกราบบังคมทูลว่า ได้จ้างชาวเขามาทำงานในฟาร์มตัวอย่างที่บ้านขุนแตะ จังหวัดเชียง-ใหม่ เพียง 40 คน ถ้าจ้างคนงานมากๆ อาจจะต้องขาดทุน เพราะผลผลิตยังน้อยอยู่ พระองค์มีรับสั่งว่า “อย่ามาพูดเรื่องกำไรขาดทุนกับฉันนะ ฉันต้องการให้คนจนมีงานทำมากๆ ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน”...คำว่า “กำไรของแผ่นดิน” คือ การที่ทำให้คนยากจนในชุมชนนั้นๆมีงานทำมีรายได้ไปเลี้ยงครอบครัวไม่ต้องไปเป็นโจรขโมย หรือยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติ รวมทั้งไม่ตัดไม้ทำลายป่า ชุมชนนั้นจะมีความสุขความสงบ หากทุกชุมชนเป็นเช่นนี้ ก็จะแผ่วงกว้างเป็นความสุขความสงบของตำบล อำเภอ จังหวัด และประเทศชาติเป็นที่ทราบกันดีว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไว้ให้ลูกหลานไทย โดยมีแนวพระราชดำริว่า คน ป่า และสัตว์ป่า สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างอาศัย เกื้อกูลกัน โดยต่างให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน คนสามารถใช้ประโยชน์จากผืนป่ามาสร้างอาชีพและรายได้อย่างพอเพียง ในลักษณะของ “บ้านเล็กในป่าใหญ่” คนที่เคยตัดไม้ทำลายป่าก็กลับใจมาช่วยปกป้องและพิทักษ์รักษาป่า รวมทั้งขยายพันธุ์สัตว์ป่าให้คงอยู่คู่ประเทศไทยต่อไป ช่วยให้เกิดความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่แก่ตนเองและชุมชน ในฐานะ “ราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า” ตลอดจนเกิดความรักความสามัคคีในชุมชน ทรงใช้หลักการ “ปลูกป่าในใจคน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ การปลูกจิตสำนึกในการรักผืนป่าให้แก่คนเสียก่อน รวมถึงการปลูกไม้ใช้สอย ไม้ผล และไม้ยืนต้น ที่จะเติบโตเป็นป่า นอกจากนี้ ทรงอุทิศพระองค์ในการแก้ไขปัญหาดินที่เสื่อมสภาพและแห้งแล้งให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งทรงจัดหาแหล่งน้ำให้ราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยจัดตั้งโครงการต่างๆมากมาย อาทิ โครงการป่ารักน้ำ, โครงการคืนช้างสู่ธรรมชาติ, โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ, โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงในพื้นที่ต่างๆ และโครงการหมู่บ้านยามชายแดนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 

 

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมากมายหลายด้าน โดยได้เป็นที่ประจักษ์ ในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศเสมอมา พระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ได้สะท้อนให้เห็นถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกร ทรงบำเพ็ญโดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ด้วยพระปรีชาสามารถ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ ด้วยขันติธรรมและด้วยพระราชปณิธานมุ่งมั่นที่ทรงห่วงใยประชาราษฎร์และแผ่นดินใต้ร่มพระโพธิสมภารของพระองค์อย่างแท้จริง

     ตลอดระยะเวลาที่ทรงงาน ภาพที่เราเห็นกันจนชินตาคือ ทรงประทับอยู่ท่ามกลางประชาชนและทรงงานโดยไม่ถือพระองค์ มีราษฎรนั่งอยู่รายรอบ โดยพระองค์ทรงแย้มพระสรวล และทรงสนทนาไต่ถามทุกข์สุขของราษฎรด้วยพระพักตร์ที่ทรงแสดงออกถึงความห่วงใย เมื่อทรงทราบถึงปัญหาของราษฎร

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้โดยเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎรเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2498 นับตั้งแต่นั้นมา เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมเยียนราษฎร ณ ที่แห่งใด เกือบทุกครั้ง จะเห็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงประทับและทรงงานเคียงข้างอยู่เสมอ โดยจะทรงรับฟังปัญหาและความทุกข์สุขของราษฎรอย่างตั้งพระราชหฤทัย ดังพระราชปณิธานที่ทรงเคยมีพระราชดำรัสไว้ถึงสาเหตุที่ต้องทรงงานหนัก ความตอนหนึ่งว่า

     “…ความจริงที่ข้าพเจ้ามีกำลังใจและกำลังกายที่จะปฏิบัติหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ก็เนื่องด้วยเหตุนึกถึง คำของพ่อที่สอนมาตั้งแต่เล็กๆ และก็เมื่อแต่งงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสอนตลอดมาว่า แผ่นดินนี้มีคุณ มีบุญคุณแก่ชีวิตของพวกเรามากมายนัก เพราะฉะนั้นชีวิตที่เกิดมานี้อย่าได้ว่างเปล่า จงตอบแทนให้รู้สึกตัวเสมอว่าเป็นหนี้บุญคุณ…”

ด้วยพระเมตตาและห่วงใยต่อราษฎรให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะกรรมการอาสาสมัครและอาสาสมัครสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ถึงสาเหตุที่ทรงงานหนักเพื่อพสกนิกรชาวไทย เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2510 ณ พระที่นั่งอัมพรสถานความตอนหนึ่งว่า

     “…เรามีความสุขแต่ลำพังโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีเมตตาจิตหวังประโยชน์ส่วนรวมย่อมรู้จักแบ่งปันความสุขเพื่อผู้อื่น และพร้อมที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่นตามกำลังและโอกาสเสมอ…”

…ความมุ่งหวังในการพัฒนาประเทศ ไม่ควรจะมุ่งหมายแต่เพียงการอยู่ดีกินดีเฉพาะแต่ในพระนครเท่านั้นชาวบ้านเมืองเราจะเจริญก้าวหน้าได้ก็ต่อเมื่อทุกครอบครัวทั่วในประเทศมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเป็นลำดับ…”

…บ้านเมืองของเราจะทำนุบำรุงให้เจริญรุ่งเรือง เพียงเท่าที่ตาเห็นภายนอกนั้นไม่พอ ต้องให้เจริญทั้งข้างนอกและข้างในไปพร้อมๆกัน…ซึ่งเรื่องนี้เราจะใช้เงินทุ่มแต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ทุกคนต้องทุ่ม “น้ำใจ” เข้าไปด้วย…”

หลักการที่ห้า คือ ทรงให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและของรัฐบาล ดังพระราชดำรัสเกี่ยวกับการกำเนิดโครงการศิลปาชีพและการทรงงานด้านต่างๆเช่น พระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคลในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2534 ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต ความตอนหนึ่งว่า

     “…ข้าพเจ้าได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำของพระราชทานไปช่วยเหลือราษฎร…แล้วทรงรับสั่งกับข้าพเจ้าว่า การช่วยเหลือแบบนี้เป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า ซึ่งไม่สำคัญ ช่วยเขาไม่ได้จริงๆ ไม่เพียงพอ ทรงคิดว่าทำอย่างไรจึงจะช่วยเหลือชาวบ้านเป็นระยะยาว คือ ให้เขามีหวังที่จะอยู่ดีกินดีขึ้น ลูกหลานได้เข้าโรงเรียนได้เรียนหนังสือ ซึ่งในเรื่องนี้รัฐบาลได้พยายามส่งเสริมอยู่แล้ว… แต่ชาวนาชาวไร่บอกว่า เขาส่งให้ลูกไปเรียนหนังสือไปเข้าโรงเรียนไม่ได้ เพราะต้องอาศัยลูกเป็นกำลังช่วยทำมาหากิน… ข้าพเจ้าจึงเริ่มคิดหาอาชีพเสริมให้แก่ครอบครัวชาวนาชาวไร่ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงหาแหล่งน้ำให้การทำไร่ทำนาของเขาเป็นผลต่อประเทศชาติต่อบ้านเมือง เสด็จพระราชดำเนินไปดูตามไร่ของเขาต่างๆ ทรงคิดว่า นี่เป็นการให้กำลังใจ และที่ทรงให้ข้าพเจ้าดูแลพวกครอบครัว ก็เลยเป็นที่เกิดของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ…”

ความคิดเห็นส่วนตัวสำหรับหลักในการทำงานหลักที่ 5 ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

 จากภาพนี้จะเห็นได้ว่า ทุกหนทุกเเห่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จไปทรงงานในถิ่นต่างๆ ก็จะมีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถคอยตามเสด็จไปด้วย เเละหลักการทรงงานหลักที่ 5 ก็ทรงทำให้เห็นถึงการที่พระองค์ได้เห็นความสำคัญของศิลปาชีพเเละการงานในด้านต่างๆของประชาชนคนไทย ได้พัฒนา ปรับปรุง เเก้ไข จนทำให้มีความเจริญก้าวหน้าด้านศิลปาชีพมาจนถึงทุกวันนี้ พระองค์ไม่เคยเหนื่อยที่จะหยุดพัฒนา พระองค์ได้ทรงติดตามงานมาตลอดระยะเวลาการทำงานของพระองค์  พระองค์ทรงสร้างรายได้เเละทำให้ประชาชนคนไทยได้มีชีวิตที่ดีขึ้น จากการที่พระองค์ได้เห็นความสำคัญของศิลปาชีพเเละการงานของประชาชน

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 19 คน กำลังออนไลน์