พระราชดำรัส ความรู้คู่คุณธรรม

 

 

 

 

 

คนมีคุณธรรมความรับผิดชอบ
ในพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

       

 การทำให้เกิด ”ความรู้คู่คุณธรรม” เป้าหมายคือการพัฒนาคนอยู่ที่การกระทำให้คนมีคุณภาพและคุณธรรม         
คนมีคุณภาพ หมายถึง คนที่มีความรู้ ความสามารถ ความชำนาญ ในวิชาชีพจนสามารถ เลี้ยงตนเองและครอบครัว         
คนมีคุณธรรม หมายถึง เป็นคนดี คิดดี และประพฤติดี ไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่นในสังคม และมีเมตตากรุณาตนเอง และผู้อื่น เป็นคนใฝ่รู้อยู่เสมอ รู้จักตนเอง เสียสละเพื่อส่วนรวม มองการณ์ไกล ไม่ประมาท และมีศีลธรรม         
หลักการเสริมสร้างคุณธรรมตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในสายพระเนตร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องของคุณธรรมความรับผิดชอบ ที่จะต้องมีประจำอยู่ในตัวบุคคลที่มีคุณภาพ และคุณธรรม จะเห็นได้จากแบบอย่างพระราชจริยวัตร และพระราชกรณียกิจที่สะท้อนถึงคุณธรรมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดเป็นคุณธรรมประจำพระองค์ทรงตั้งพระราชปณิธาน อันแน่วแน่ที่จะทรงกระทำหน้าที่พระมหากษัตริย์ โดยอาศัยธรรมะแห่งพระพุทธศาสนา โดยอาศัยธรรมะที่เรียกกันว่า ราชธรรมหรือธรรมะของพระราชา (ทศพิธราชธรรม)         
คุณธรรมต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงย้ำและแสดงไว้ในพระบรมราโชวาท และพระราชดำรัสเป็นคุณธรรมสำคัญในชีวิต ทั้งในแง่ของการทำให้ปัจเจกบุคคลสามารถดำรงชีวิต อยู่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรมและสามารถค้ำจุนสนับสนุนให้ดำเนินงานต่างๆ ในหน้าที่สำเร็จลุล่วง ไปด้วยดี         
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีคุณธรรม “ความรับผิดชอบ”ประจำพระองค์ในการ ทรงปฏิบัติภาระหน้าที่พระมหากษัตริย์ของแผ่นดินไทย ความหมายของคุณธรรม “ความรับผิดชอบ” คือสภาพที่รู้จักภาระหน้าที่ และทำงานหรือดำเนินการตามภาระหน้าที่ให้บังเกิดผลลัพธ์มากที่สุด และเงื่อนไขที่ต้องมี คือการรู้ (เรียนรู้และ/หรือรับรู้) ว่าภารกิจที่ต้องกระทำในหน้าที่นั้นๆ มีอะไรบ้าง หรืออีกนัยหนึ่งคือ รู้หน้าที่นั่นเอง การมีคุณธรรม ความรับผิดชอบ “สื่อการมีคุณธรรม” การรู้จักหน้าที่ นั่นคือการมีความสำนึกในหน้าที่         
จากความหมายของคุณธรรมตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่อง ของการรู้จักหน้าที่แล้ว ยังประกอบไปด้วยคุณธรรมความรับผิดชอบในเรื่องอื่นๆ ดังนี้         
ความรับผิดชอบกับการมีวินัย เป็นเรื่องที่สำคัญบุคคลที่มีหน้าที่รับผิดชอบจักต้องเป็นคน ที่ “มีวินัย” คือ การปฏิบัติตามระเบียบกฎเกณฑ์ และวิธีการที่ได้กำหนดไว้สำหรับภารกิจในบทบาทหน้าที่นั้นๆ ถ้ามีการปฏิบัติตนที่แตกต่างไปจากวิธีการ และ/หรือระเบียบกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้แล้วโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินการย่อมมีน้อย และไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ให้เป็นไปตามคาดหวังไว้ในบทบาทหน้าที่นั้นๆ การมีวินัยจึงมักกล่าวเชื่อมโยงกับ “ความอดทน” “ความพากเพียร” ที่จะดำเนินการ ให้บังเกิดผลตามที่ต้องการ
ความหมายของ “การมีวินัย” จึงกินความไปถึงความเพียรพยายาม ความบากบั่น ตลอดจนความอดทนที่เกิดขึ้นอย่างอยู่ตัว และจริงจังเพื่อให้บังเกิดผลงานที่คาดหวัง        
 ความรับผิดชอบกับการตรงต่อเวลา ผู้มีวินัยแล้วจะเป็นผู้ที่ “ตรงต่อเวลา” ในการปฏิบัติงานใดๆ ไม่ว่าจะเป็นบทบาท/หน้าที่อะไรก็ตาม จะเกี่ยวกันกับเวลาเสมอ ทั้งแง่เวลาที่ต้องใช้ในการ ทำกิจกรรม และเวลาที่เป็นตัวกำหนดการทำงานแต่ละขั้น ผู้ที่มีความรับผิดชอบเมื่อดำเนินตรงตามเวลา ผลงานที่บังเกิดขึ้นก็จะเป็นไปตามความต้องการทั้งในแง่ปริมาณ คุณภาพ และเวลา        
 ความรับผิดชอบกับความเป็นเลิศ คนที่มีความรับผิดชอบจักต้องเป็นคนที่มีวิญญาณของ การเรียกร้อง “ความเป็นเลิศ” (Pursuit of excellence) จากตัวเองขณะเดียวกันต้องมีความพากเพียรพยายาม และต้องมี “การเสียสละ” ตัวเอง (ในรูปของเวลา แรงกาย พลังสมอง การพักผ่อนหย่อนใจ) กล่าวคือไม่ใช่การทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชาม” เพื่อทำให้วันและเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ทำงานด้วยความ กระดือร้น การทุ่มเทพลังกายพลังสมอง เพื่อให้บังเกิดผลลัพธ์ตามที่ต้องการ         
ขณะเดียวกันย่อมมีโอกาสทำให้เกิดความริเริ่มใหม่ และการสร้างสรรค์นวัตกรรม (innovation) ในบุคคลผู้นั้นอันเป็นผลจากความพยายาม การเรียกร้องความเป็นเลิศจากตัวนี้เอง ก็จัดเป็นสภาพหนึ่งของ “ความใฝ่สำเร็จ” (need for achievement or anachievement) การที่บุคคลยอมบากบั่นพากเพียรเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการดำเนินงานย่อมต้องเรียกร้องความเป็นเลิศจากตัวเองเพื่อนำ ไปสู่ความสำเร็จดังกล่าว         
ความรับผิดชอบกับความก้าวหาญ คนที่มีคุณธรรมความรับผิดชอบ จักมี “ความกล้าหาญ” ที่จะดำเนินการใดๆ โดยไม่รีรอ มีความเด็ดขาดแน่วแน่ในการตัดสินใจอันเป็นหนึ่งขององค์ประกอบในบุคลิกของผู้ที่มีความรับผิดชอบ ซึ่งตรงกันข้ามกับการผัดวันประกันพรุ่งหรือการรีรอไม่ดำเนินการ ในภารกิจนั้นๆ ด้วยความไม่กล้าตัดสินใจการดำเนินงานไม่สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ความกล้าหาญจึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งในคุณธรรมความรับผิดชอบที่สำคัญเช่นกัน         
ความรับผิดชอบกับความซื่อสัตย์ ผู้ที่มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง และมีวินัย ที่จะปฏิบัติตามระเบียบเกณฑ์ที่กำหนด กล่าวคือ การเป็นผู้ที่ปฏิบัติตนให้เป็นไปตามจรรยาบรรณ ของอาชีพหรือการงานนั้นๆ ดังนั้นผู้ที่มีความรับผิดชอบจึงอยู่ในสภาพที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อภาระหน้าที่ ของตนเองไม่ดำเนินการอื่นใดที่จะผิดแผกแปลกไปจากแนวปฏิบัติที่กำหนด โดยจรรยาบรรณของอาชีพ และการงาน ไม่หรอกลวงทั้งทางด้านการให้บริการ ผลผลิตที่มีเจตนาดำเนินการทุจริตให้ผลผลิตมีคุณภาพต่ำ ก่อให้เกิดความเสียหาย ขาดคุณธรรมความรับผิดชอบกับความซื่อสัตย์เป็นเรื่องอันตรายมาก         
ความรับผิดชอบกับการคำนึงถึงผู้อื่นในการดำเนินงานใดๆ ก็ตามจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น การไม่สร้างภาระหรือปัญหาให้แก่ผู้อื่นโดยคำนึงถึงผู้อื่นเป็นคุณธรรมรับผิดชอบที่ตระหนักถึงบุคคล จะต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน และกระทบกับงานที่กระทำ        
ความรับผิดชอบเป็นคุณธรรมที่สำคัญครอบคลุมความหมายของคุณธรรมความรับผิดชอบ ที่กล่าว มาข้างต้น คือให้คนเรามีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ การทำงาน ในเรื่องเวลา ฯลฯ หากจะพิจารณาจากทรรศนะของตัวบุคคล และบทบาท/หน้าที่ต่างๆ ของบุคคลในสังคมแล้วอาจจำแนกความรับผิดชอบ ของคนเราในเชิงกิจกรรมได้ 3 ประเภทคือ ความรับผิดชอบในการใช้ชีวิต ความรับผิดชอบในการทำงาน ความรับผิดชอบในบทบาท/หน้าที่อื่นๆ         
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีหลักปรัชญาส่วนพระองค์ที่กำกับการปฏิบัติพระองค์ ตลอดช่วงเวลาที่พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นประมุขของชาวไทย ที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชปณิธานที่จะทรงเป็น “ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์” โดยทรงเลือกที่จะสร้างสรรค์“ประโยชน์ สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”         
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เหนือกว่าความคาดหวังที่พึงมี จากบทบาท และหน้าที่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ จัดเป็นการปฏิบัติพระองค์เยี่ยงผู้มีคุณธรรม “ความรับผิดชอบ” ที่ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือนในโลก
 

แนวทางพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม 

 
สภาพปัญหาของสังคมไทยในปัจจุบัน  เราจะเห็นว่าสถิติการเพิ่มขึ้นของจำนวนคดีอาญาที่เข้าสู่ระบบกระบวนการยุติธรรมที่มีจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะคดีอาญาในช่วง 7 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นจากจำนวน 503,805 คดีในปี พ.ศ. 2541 เป็น 559,763 ในปีพ.ศ. 2545  ก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย เช่นปัญหาการแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรม, งบประมาณค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู    และแนวโน้มอาชญากรรมที่เข้าสู่ระบบยุติธรรมใน 20 ปีข้างหน้า จึงแนวโน้มมากขึ้นและมุ่งกลุ่มผู้มีความรู้ ผู้หญิงและเด็กเยาวชนมากขึ้นตามลำดับ    อีกทั้งปัญหาของข้าราชการที่ประพฤติตัวไม่เหมาะสมมีพฤติกรรมการคอร์รัปชั่น ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรข้ามชาติตามมามากมาย   ตามข่าวสารรากฐานไทย ฐานข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศกล่าวว่า  ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของแก๊งอาชญากรข้ามชาติ เพราะคนของรัฐส่วนหนึ่งเห็นช่องทางรวยลัดแสวงรายได้จากการตรวจตรา เมื่อพบคนต่างด้าวที่เป็นอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งเป็นบุคคลต้องห้ามเหล่านี้ ใช้กฎหมายเป็นอาวุธเป็นเครื่องต่อรองแลกเอาผลประโยชน์เงินทอง โดยยอมให้พวกเหล่านั้น ใช้เงิน “ซื้อ” ข้าราชการชั่วผู้ถือกฎหมาย เรียกว่า “มาเฟียเหนือมาเฟีย” นอกจากนี้ยังมีข่าวปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์มากมาย  เช่น การโกงเงินของบริษัทโดยผู้บริหารบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า หรือที่นายธนาคารมหานคร ที่ถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตและฟอกเงินยึดทรัพย์  ก็ถือว่าเป็นการกระทำความผิดของผู้มีความรู้ ซึ่งเมื่อเกิดการกระทำความผิดขึ้นแล้วก็มีการลงโทษ ตามกระบวนการยุติธรรม เช่นยึดทรัพย์, จำคุก, ประหารชีวิตฟื้นฟูแก้ไข เป็นต้น อันเป็นการแก้ไขที่ “ปลายเหตุ” ที่ต้องรอให้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นก่อนจึงแก้ไขแล้วทั้งสิ้น                             
จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นข้างต้น ทำให้มองเห็นหรือสะท้อนถึงความเสื่อม หรือความถดถอยของสังคมไทย ที่มีต่อคุณธรรม บ่งบอกถึงการหายไปของหลักการยึดมั่นในคุณธรรมของสังคมแนวทางในการสร้างความรู้คู่คุณธรรมจึงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกแถลงกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน  เพราะดูจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะมาเป็นตัวช่วยในการกำหนดพฤติกรรมให้คนในสังคมไทยได้สำนึกในความเป็นไทย, สำนึกต่อประเทศ และสังคม นอกเหนือจากการเป็นเพียงแค่ “คนเก่ง” แล้วต้องเป็น “คนดี”   อันนับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ “ต้นเหตุ” เป็นการ “ป้องกัน” อย่างแท้จริง.แนวคิดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณภาพและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีสงบสุขได้นั้น  จึงเกิดแนวคิดว่าจะต้องพัฒนาร่างกายให้แข็งแรงควบคู่กับการพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งมั่นคง  ไม่หวั่นไหว พร้อมทั้งพัฒนาสมองให้มีวิชาความรู้มีสติปัญญา มีคุณธรรมและจริยธรรมที่ดีงามจึงจะงอยร่วมกันได้อย่างสงบสุข              สภาพปัญหาทั้งหมดดังกล่าวข้างตน  ไม่ใช่เกิดในเมืองไทยเท่านั้นในต่างประเทศเองก็ประสบปัญหาการมีแต่คนเก่งแต่ขาดคนดีด้วยกันทั้งสิ้น   โดยมีพื้นฐานปัญหาคล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  สังคม  ศาสนา  และปัญหาโรคภัย  ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เราจะเห็นได้ว่าเป็นปัญหาที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เองบ้าง  จากภัยธรรมชาติบ้าง  โดยประเด็นปัญหาที่สำคัญสรุปได้เป็น 2  ประเด็น คือ
1.   ปัญหาทางกายภาพหรือปัญหาภายนอก  เช่นปัญหาขาดปัจจัยสี่  หรือปัญหาที่เกี่ยวกับร่างกายชองเราเองหรือเกี่ยวข้องกับบุคคลอื่นและสิ่งอื่น
2.   ปัญหาในหรือปัญหาทางด้านจิตใจ  เป็นปัญหาที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์วิตกกังวลเศร้าโศรกเสียใจหรือปัญหาเกิดจากจิตใจที่คิดผิดและปัญหาสมองที่เกิดจากความรู้ผิด เห็นผิด
 แนวทางในการแก้ปัญหาที่ถูกต้องนั้นจะต้องแก้ที่ใจก่อน  ตั้งสติคิดพิจารณาด้วยสติปัญญา  เมื่อจิตใจมีสติ  สมาธิ ปัญญา  จึงหาวิธีแก้ปัญหาภายนอกด้วยจิตใจที่สติปัญญาและเข้มแข็งอดทน   หากสุดวิสัยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ต้องวางใจเป็นอุเบกขาวางใจเป็นกลางซึ่งจะเห็นได้ว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ  พัฒนาจิตใจให้มีความรู้คู่คุณธรรมพัฒนาจิตใจของตนให้เป็นมนุษย์ทั้งกายและจิตใจ   อันดับแรกต้องมีมนุษยธรรมคือ  ศิล 5 มีการฝึกอบรมจิตใจให้มีสติ สมาธิ ปัญญา มีเมตตา กรุณา เป็นการป้องกันไม่ให้คนหลงผิดคิดชั่ว ไม่ทำความชั่วทั้งทางกาย วาจาและใจ  ประเด็นนี้นักพัฒนาไม่ควรมองข้าม  การพัฒนาให้คนเป็นมนุษย์และใจได้นั้น  จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปลูกฝังตั้งแต่เด็กให้มีการพัฒนาชีวิตในทางที่ดีเป็นคนดี  และมีความดี 5 ประการในตน 
ได้แก่  ความรู้ดี  ความสามารถดี  ความคิดดี  ความประพฤติดีและความมีจิตใจที่ดีงาม  โดยการปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐานในเด็กซึ่งได้แก่1.      ความขยันหมั่นเพียร  
 2.      ความฉลาดมีสติปัญญา รู้จักแก้ปัญหาในการทำงานและรู้จักดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง
3.      ความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
4.      ความเสียสละต่อส่วนรวม มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เสียสละต่อผู้อื่น สังคมและประเทศชาติ
5.      ความมีวินัย  เคารพกฎหมาย กฎกติกาของสังคม จึงจะอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข
6.      ใจเมตตา  มีความรักความปรารถนาดีต่อตนเองและต่อผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งด้วยกาย วาจา ใจ
7.      ความสามัคคี  รู้จักให้อภัย
8.      หนีความชั่ว  มีหิริ  ความละอายต่อบาปต่อความชั่วไม่ทำผิดไม่ทำชั่ว
9.      กลัวความผิด  มีโอตตัปปะปะความเกรงกลัวต่อบาป
10.  คิดช่วยศาสนา  เมื่อมีการศึกษาดี สร้างตน มีฐานะหลักฐานพอสมควรแล้วก็ให้ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น
แนวทางการปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐานให้แก่เด็ก
1.      การทำซ้ำ ๆ   การปลูกฝังคุณธรรมโดยการทำซ้ำๆ นับเป็นหัวใจสำคัญของความจำ ซึ่งเป็นคำของนักปราชญ์ ที่มีมาแต่โบราณ ในสอนแก่บุตรหลานให้รู้จักทำดี  ซึ่งหมายถึง การที่จะให้มนุษย์สามารถจดจำได้อย่างดีนั้น ต้องสอนหรือให้กระทำซ้ำๆหรือบ่อยๆ ในเรื่องเดิมหรือในเรื่องที่ต้องการจะให้จดให้จำ ดังนั้นหากต้องการที่จะปลูกฝังค่านิยม หรือความคิดใดๆให้กับใครๆไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็ใช้วิธีการ “ซ้ำๆซากๆ” ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การเล่านิทาน, การใช้ภาพยนตร์ ภาพนิ่ง เครื่องบันทึกเสียง, การตั้งความหวัง, การยกคำพูดผู้อื่นมาอ้าง, การอธิบาย การเทศนา การตักเตือน, การยกย่อง สรรเสริญ ชมเชย, การแก้ไขวิจารณ์ข้อบกพร่อง, การตัดสิน และให้รางวัล การให้คะแนน การประกวด การประเมินค่า, ระเบียบข้อบังคับ, เกณฑ์, การสาบาน, พิธีกรรมต่างๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี, การใช้วิธีปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม จริยธรรม เดือนละเรื่อง, การใช้สัญลักษณ์, ป้ายประกาศ, คำขวัญ คำคม คำพังเพย สุภาษิต, อบรมคุณธรรม ค่านิยม จริยธรรม, ให้อธิบายคำถามทางจริยธรรม, สอนจริยศาสตร์สอนเด็กให้มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่น, หาวิธีให้เด็กรู้คุณค่าของตนเอง เช่น การเล่นกีฬา เป็นต้น
2.      สอดแทรกคุณธรรมลงในกระบวนการเรียนรู้            กระบวนการเรียนรู้สามารถพัฒนาคุณธรรมให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนได้โดยไม่ต้องมีวิชาคุณธรรมให้เรียนเป็นพิเศษ เช่น การฝึกทดลองทำงานร่วมกับผู้อื่น ฝึกทดลองด้วยตนเอง เพราะการทำงานร่วมกับผู้อื่นต้องมีความรับผิดชอบ ความตรงต่อเวลา ความอดทน ความเสียสละ ความซื่อสัตย์ สุจริต หากทำได้มากๆ บ่อยๆ ก็จะกลายเป็นเจตคติ เป็นความเชื่อ หากปฏิบัติอยู่เสมอก็จะกลายเป็นความเคยชิน เป็นสำนึกที่จะต้องปฏิบัติเช่นนั้นอยู่เสมอ            การปลูกฝังคุณธรรม  ต้องเลือกว่าจะปลูกฝังเรื่องใดแก่ใครก่อน แล้วจึงออกแบบวิธีการต่างๆข้างต้น สุดท้ายจึงนำไปฝังให้กับบุคคลเป้าหมาย โดยผ่านทางประสาทตา หู หรือประสาทสัมผัสอื่นๆ เพื่อให้เข้าไปอยู่ในบันทึกความทรงจำของสมอง โดยการทำซ้ำๆซากๆ กลายเป็นความทรงจำ ความเชื่อ และสำนึก  
                    สุดท้ายการพัฒนาจิตใจให้มีความรู้คู่คุณธรรมนั้นก็ต้องพัฒนาผู้ใหญ่ควบคู่กันไปไม่ว่าจะเป็น  พ่อแม่ ครูอาจารย์  ข้าราชการ นักการเมือง  ต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้คู่คุณธรรม และผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็ก สื่อมวลชนต้องเสนอข่าวคนดีที่เป็นตัวอย่างที่ดี  ยกย่องคนดีอย่าส่งเสริมสิ่งที่ยั่วยวนให้กำเริบซึ่งส่งผลให้เกิดเป็นปัญหาสังคมอย่างที่เห็นในปัจจุบัน  เราต้องช่วยกันเผยแพร่คุณธรรมเข้าสู่จิตใจประชาชน  เมื่อคนในสังคมรู้ธรรมและมีศิลธรรมประจำใจจะเป็นเหตุให้คิดดี  ทำดี  พูดดี  ความสุขสงบจะเกิดขึ้นในครอบครัว ในสังคม  อย่างแน่นอน
 

 

แหล่งอ้างอิง
 https://www.gotoknow.org/posts/73419
http://www.oknation.net/blog/Tatcha-Bloggy/2008/01/24/entry-9
 

 

จัดทำโดย

น.ส. เอื้ออารี  ศิริคุณ  ม.6/6  เลขที่ 24

 

 

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 54 คน กำลังออนไลน์