ไม่ยึดติดตำรา

รูปภาพของ chitsanupong

ไม่ติดตำรา  คือ  การพัฒนาตามแนวพระราชดำรินั้น  มีลักษณะของการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับสภาพธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสภาพของสังคมจิตวิทยาแห่งชุมชน คือ  ไม่ผูกมัดติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริงของคนไทยปกติเข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ  เช่น  การนำน้ำดีขับไล่น้ำเสียหรือเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดี ตามจังหวะการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้ำหรือการบำบัดน้ำเน่าเสียโดยให้ผักตบชวาซึ่งมีตามธรรมชาติให้ดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ  เป็นต้น

 

ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม มูลนิธิชัยพัฒนา เทิดพระเกียรติในหลวง ระบุทรงเป็นนักพัฒนาที่หาได้ยาก ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล และทรงมีความรู้อย่างลุ่มลึก รู้แจ้งแทนตลอด ย้ำทรงไม่ยึดติดตำรา ก่อให้เกิด 3,799 โครงการพระราชดำริ ในจำนวนนี้เป็นโครงการด้านสิ่งแวดล้อมถึง 902 โครงการ

      

       ศ.ดร.เกษม จันทร์แก้ว คณบดีวิทยาลัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวถึงพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทรงเป็นนักพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีพระปรีชาสามารถที่หาได้ยากยิ่ง

      

       เนื่องจากพระองค์ทรงมองปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยให้ทุกๆ ปัจจัยในระบบมีบทบาทหน้าที่ของตัวมันเอง หากการทำหน้าที่ของปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเกิดเปลี่ยนแปลงไปก็จะส่งผลกระทบต่อระบบทั้งหมด จะต้องรีบดำเนินการแก้ไขโดยทันที และหากปัจจัยใดไม่มีหน้าที่ก็ต้องหาหน้าที่ให้ทำ

      

       ศ.ดร.เกษม ให้มุมมองเกี่ยวกับโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริว่า ล้วนแล้วแต่มีจุดร่วมอยู่ด้วยกัน 3 จุดคือ 1.การใช้อย่างยั่งยืน 2. การกำจัด บำบัด ฟื้นฟูของเสียที่เกิดขึ้น และ 3.จะต้องมีการควบคุมกิจกรรมนั้นๆ ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างของโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมแหลมผักเบี้ย อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ที่แม้แต่ชื่อโครงการก็ได้ระบุมิติของโครงการไว้อย่างรอบด้าน เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่ง

      

       นอกจากนั้น ยังพบอีกว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นผู้ศึกษาวิจัย พัฒนา และแก้ปัญหาต่างๆ อย่างมองการณ์ไกลกว่าคนทั่วไปมาก ซึ่งปกตินักวิจัยเองก็จะได้รับคำสอนให้วิจัยเพื่อแก้ปัญหาอนาคตอยู่แล้ว (Research for Tomorrow) แต่พระองค์กลับมีสายพระเนตรยาวไกลกว่านั้นมาก (Research for after Tomorrow) พร้อมกันนี้ ศ.ดร.เกษม ยังเห็นด้วยกับที่มีผู้กล่าวว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักเทคโนโลยี สังเกตได้จากโครงการที่แหลมผักเบี้ยเพียงที่เดียว ด็ทรงทำให้เกิดงานวิจัยย่อยขึ้นมาอีกถึง 400 โครงการ

      

       “พระองค์ทรงวิจัยโดยไม่ยึดติดตำรา ผิดกับระเบียบวิธีวิจัยของหน่วยงานต่างๆ ที่มีข้อกำหนดมากมาย แต่พระองค์จะทรงใช้เวลาสั้นๆ ศึกษาและอธิบายให้เราฟังได้ หากดูทีวีจะพบว่าหลายทีพระองค์จะสอนนักเรียนโรงเรียนไกลกังวลในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งจริงๆ แล้วทรงไม่ได้สอนเพียงนักเรียนโรงเรียนไกลกังวลเท่านั้น แต่พระองค์ทรงสอนคนทั้งประเทศ ซึ่งบางที คนก็ไม่ดูแต่เปลี่ยนช่องไปดูอย่างอื่นแล้ว พระองค์เคยมีกระแสรับสั่งว่าพวกเรานี่บาปนะ บาปที่ทำให้น้ำเสีย ทำให้ปลาในน้ำตาย”

      

       อย่างไรก็ดี ศ.ดร.เกษม บอกด้วยว่า อีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเป็นนักวิจัยที่ดีซึ่งมีในพระองค์ยังได้แก่ การเป็นนักปรัชญาหรือนักปราชญ์ในตัวเอง คือมีความรู้แจ้งแทงตลอด มีความลุ่มลึก ซึ่งการวิจัยเพื่อประโยชน์ของประชาชนที่พระองค์ทำอยู่จะมีความลุ่มลึกมากๆ เห็นเหตุของเหตุของปัญหาหลายชั้น เห็นแล้วทราบเรื่องราวได้ทันที ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อีกทั้งยังทรงคิดแบบครบวงจรด้วย

      

       ทั้งนี้ คุณสมบัติของนักวิจัยในพระองค์ที่มีเต็มพร้อมยังได้แก่ 1.ทรงมีความอยากรู้อยากเห็น 2. ทรงมีความขยัน อดทน และรับผิดชอบมากกว่าผู้อื่น สังเกตจากที่ทรงงานจนดึกดื่น 3.ทรงมีความช่างสังเกตแบบนักวิทยาศาสตร์ และมีความสามารถในการสร้างกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ดี

      

       4.ทรงมีพื้นฐานความรู้ดี ซึ่งรับรู้จากประสบการณ์ตรงที่ได้เคยสนองงาน 5.ทรงทำงานอย่างมีเมตตาธรรม อยากช่วยเหลือผู้อื่น และวงวิชาการนั้นๆ คือเอื้อประโยชน์ให้ผู้อื่น ไม่ทำงานวิจัยแล้วก็เก็บไว้กับตัวคนเดียว และ 6.ทรงเป็นผู้ที่มีสมาธิในการทรงงานต่อเนื่อง ทำงานจดจ่อชั่วโมงต่อชั่วโมง

      

       ด้านหลักการทำงานในพระองค์ยังได้แก่ การที่ทรงไม่ยึดติดตำรา ทำเรื่องราวให้ง่ายลง ประชาชนสามารถเข้าถึงและนำไปใช้ประโยชน์ได้ ทรงแก้ปัญหาจากจุดเล็กไปสู่จุดใหญ่ เช่น การแก้ไขปัญหาน้ำเสียในบึงมักกะสัน ทรงใช้อธรรมปราบอธรรม เช่น การใช้วัชพืชน้ำอย่างผักตบชวามาเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำ และช่วยดูดซับสารอินทรีย์และโลหะหนักในแหล่งน้ำ ทรงใช้วิธีแก้ปัญหาแบบประหยัด ใช้วัสดุในท้องถิ่น ขณะที่ประชาชนได้ประโยชน์ โดยไม่คิดแต่มูลค่าที่เป็นตัวเงินทองเพียงอย่างเดียว

      

       ทั้งนี้ ลักษณะสำคัญของโครงการในพระองค์ยังรวมถึง การที่ทรงทำงานซึ่งมักเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่มีผู้ใดสนใจทำ และจะเชื่อมโยงโครงการต่างๆ ที่ทำอยู่แล้วเข้าไว้ด้วยกัน

      

       สุดท้ายนี้ ศ.ดร.เกษม กล่าวอีกว่า จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3,799 โครงการนับตั้งแต่ปี 2496 เป็นต้นมาจวบจนถึงปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีโครงการด้านสิ่งแวดล้อมถึง 902 โครงการกระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ประชาชนของพระองค์ อาทิ ปัญหาอุทกภัย ดินและโคลนถล่ม ความแห้งแล้ง พายุ แผ่นดินไหว ไฟไหม้ ฯลฯ โดยเฉพาะแนวพระราชดำริที่ว่า “น้ำคือชีวิต”

      

       “เท่าที่ผมได้รับใช้พระองค์ท่านมา ผมคิดว่าผมเองได้อะไรหลายอย่าง แม้หลายเรื่องอาจไม่รู้ลึกเหมือนอีกหลายท่าน แต่ถ้าถามว่าพระองค์ทรงเป็นนักวิจัยหรือไม่ จะเห็นได้ว่า การหานักวิจัยที่มีความลุ่มลึกนั้นเป็นเรื่องยาก ซึ่งพระองค์ทรงเป็นผู้ที่มองการณ์ไกล คาดคะเนเรื่องราวล่วงหน้าได้กว้างไกลมาก ที่สำคัญคือทรงไม่ทำตามตำรา ไม่ยึดติดตำรา ทำให้สร้างประโยชน์ต่างๆ ได้มากมาย ซึ่งหน่วยงานต่างๆ น่าจะน้อมไปปฏิบัติ” ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าว

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 36 คน กำลังออนไลน์