งานครั้งที่ 6 ม.6/6

รูปภาพของ nbrpimsiri

 

ม. 6/6

 

 

สวัสดีค่ะ  นักเรียนที่น่ารักทุกคน  

ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคนสู่การจัดการเรียนการสอน

 

 

วิชาหน้าที่พลเมือง   ภาคเรียนที่  2    ปีการศึกษา  2558

 

 

งานครั้งที่  6

 

 

จากการอยู่ร่วมกันของคนในสังคม  จะพบถึงความหลากหลายของเชื้อชาติ  ศาสนา  ความเชื่อ  และด้านต่าง ๆ อาจทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม  ดังนั้นนักเรียนในฐานะของเยาวชนของชาติ  จำเป็นต้องมีแนวคิด  และแนวทางในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในการอยู่ร่วมกัน  จากที่กล่าวมา  ให้นักเรียนเขียนเรียงความในหัวข้อ  " หลากหลายกลายเป็นหนึ่ง "  พร้อมทั้งยกตัวอย่างประกอบให้ชัดเจน

  ( เนื้อหาขั้นต่ำ  40  บรรทัด  และตกแต่งให้สวยงาม )

*** ห้ามคัดลอกจากอินเตอร์เน็ตเด็ดขาด ***

 

ส่งภายในวันที่  17  กุมภาพันธ์  2559  เวลา  22.00  น.

 

http://www.thaigoodview.com/node/205245

นางสาว ธันยพร แหม่มเพชร เลขที่ 16 ม.6/6

http://www.thaigoodview.com/node/205243

นายพัทธ์ดนย์ อิ่มไพบูลย์ เลขที่ 4 ม.6/6

รูปภาพของ nbrpimsiri

 

ตรวจงานเรียบร้อยแล้วนะคะ

http://www.thaigoodview.com/node/204691

นางสาว เอื้ออารี ศิริคุณ ม.6/6 เลขที่24

โอกาสได้พูดคุยกับผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดสถานที่วันปีใหม่ ซึ่งมาสะดุดตรงคำว่า "POWER OF UNITY" หรือ "พลังของความเป็นหนึ่งเดียว"

ก่อน อื่นต้องขอบอกก่อนว่าทำไมถึงได้สะดุดคำนี้ เพราะว่าความเป็นหนึ่งเดียวเป็นหนึ่งในคุณค่า12 ประการที่ถูกเลือกขึ้นมาใช้ในโครงการ "ให้คุณค่าชีวิตแก่กันเพื่อสร้างสรรค์โลก" (Sharing Our Values for a Better World) ในการฉลองครบรอบ 50 ปี ขององค์การสหประชาชาติ ปี 1995 สำหรับประเทศไทยได้ใช้วิธีการนำเสนอคุณค่า 12 ประการในรูปแบบของเสื้อผ้า (Fashion Show) ซึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสชมการแสดงดังกล่าว ขอบอกว่าน่าประทับมากไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเสื้อผ้าที่สื่อความหมายของคุณ ค่าได้อย่างลงตัวและสวยงาม การแสดงออกของนางแบบและนายแบบ รวมทั้งการให้ความหมายของคุณค่าที่เข้าใจง่าย และก็จำได้ว่าตัวเองมีหนังสือคุณค่าเพื่อชีวิตอยู่ก็จึงถือโอกาสใช้หนังสือ เล่มนี้ให้ความหมายของความเป็นหนึ่งเดียว ลองอ่านและพิจารณาดูซิว่าจริงไหม?

ความเป็นหนึ่งเดียวคืออะไร?
ความเป็นหนึ่งเดียวคือ ความกลมกลืนภายในตนเองและความสอดคล้องของแต่ละบุคคลภายในกลุ่ม ความเป็นหนึ่งเดียวคงอยู่ได้ด้วยการรวมพลังงานและพลังความคิด ด้วยการยอมรับและเห็นคุณค่าในความหลากหลายของสมาชิก ซึ่งมีผลงานอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเป็นการคงอยู่ด้วยศรัทธาที่มีต่อกันและต่อ งานที่ทำ

ความเป็นหนึ่งเดียวกัน เกิดจากการมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน ความหวังที่ยึดมั่นอยู่ในใจ เป้าหมายที่ไม่เห็นแก่ตัว ความเป็นหนึ่งเดียวให้การหล่อเลี้ยง พละกำลัง และความกล้าหาญที่จะทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้กลายเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เมื่อความเป็นหนึ่งเดียวที่มาพร้อมกับความมุ่งมั่นและการอุทิศตน ย่อมทำให้งานที่หนักที่สุดกลายเป็นสิ่งที่ง่ายดาย

ในหนังสือเล่มนี้ได้ เปรียบเทียบความเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มหรือองค์กรกับวงดนตรี เครื่องดนตรีแต่ละชนิดมีความสำคัญเช่นเดียวกันกับสมาชิกภายในกลุ่มหรือ องค์กร ด้วยการยอมรับและเห็นคุณค่าของสมาชิกภายในกลุ่มว่ามีความแตกต่างและความหลาก หลาย ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ ความคิด ความสามารถ เช่นเดียวกับการเห็นคุณสมบัติของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด หลายคนคงเคยสังเกตก่อนที่จะมีการแสดงดนตรีจะต้องนำเครื่องดนตรีแต่ละชนิดมา ตั้งเสียง เพื่อที่ให้เสียงที่ออกมามีความสูงต่ำสอดคล้องกลมกลืนกัน ถึงจะเกิดความไพเราะ ดังนั้น การปรับตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อก่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียว

เราก็ได้ทราบกันแล้วว่าความเป็นหนึ่งเดียวจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ความเป็นหนึ่งเดียวไม่สามารถคงอยู่ได้

สาเหตุของความแตกแยก
เพียงหนึ่งเสียงของความไม่เคารพในบทบาทและหน้าที่ การสอดแทรกการกระทำของผู้อื่น การวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่สร้างสรรค์และยืดยาวเกินควร การคอยจับตามองความผิดหรือการควบคุมผู้อื่น เปรียบเหมือนเสียงดนตรีที่ดังแสบแก้วหู กระทบต่อสายใยและความสัมพันธ์อย่างรุนแรง ความหลงทะนงก่อให้เกิดเสียงที่ไม่สอดประสานกัน ความหิวโหยการยอมรับจากผู้อื่น ไปจนถึงความอิจฉา ทำให้เกิดความไม่สอดคล้อง ซึ่งบางครั้งแม้ในเรื่องเล็กน้อย ก็เกิดอารมณ์เสีย โกรธเคือง ก้าวร้าวรุนแรงต่อกัน จากนั้นก็แยกตนออกเป็นกลุ่มเล็กๆ สร้างความแตกร้าวและความขัดแย้งในที่สุด

เราต้องรู้รักสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวงั้นงานทุกอย่างจึงจะสำเร็จไปได้ด้วยดีและรวดเร็ว

นาย ชินพัฒน์ เติมนวโสภณ ม.6/6 เลขที่ 2

การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตามหลักธรรมของศาสนาในสังคมโลก

 

         ในปัจจุบันปัญหาความรุนแรงกำลังแพร่ กระจายไปทั่วโลก ซึ่งปัญหานี้ก่อให้เกิดความขัดแย้งนำไปสู่การทำลายล้างกันเกิดขึ้น โดยมีความพยายามที่จะนำเอาศาสนาเข้ามาเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความชอบธรรม ในการกระทำของตนอีกด้วย เช่น ความรุนแรงในอินเดียระหว่างศาสนาอิสลามกับฮินดู ความรุนแรงในอิรักระหว่างศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ กับนิกายชุนนี หรือความพยายามจะนำศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา กับกลุ่มอัลเคดา เป็นต้น

          การที่จะลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ได้ ทุกคนในสังคมโลกต้องปฏิบัติตนตามแนวทางคุณธรรมในศาสนาที่ตนนับถือพระพุทธ ศาสนา สอนหลักธรรมเรื่องไตรลักษณ์ คือ กฎธรรมชาติ 3 ป ระการ ซึ่งเกิดแก่ทุกคนและทุกสิ่งเป็นธรรมดาเหมือนกัน ได้แก่ อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง (ความทุกข์) และอนัตตา (ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง) ความเข้าใจในหลักธรรมนี้จะทำให้คนตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท มีการปล่อยวางไม่เห็นแก่ตัว สอนหลักธรรมอริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐประกอบด้วย ทุกข์ (ปัญหาต่าง ๆ) สมุทัย (สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา) นิโรธ (การแก้ปัญหา) และมรรค (ทางปฏิบัติเพื่อให้เห็นถึงวิธีการแก้ปัญหา) ความเข้าใจเรื่องอริยสัจ 4 จะทำให้บุคคลแก้ปัญหาอย่างสันติ แก้ปัญหาอย่างถูกวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง เป็นต้น

     ศาสนาอิสลาม สอนหลักธรรมเรื่องการบริจาคทาน (ชะกาต) เพื่อการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือสังคม การถือศีลอดในเดือนเราะมะเพื่อฝึกฝนความอดทนและความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งคำสอนในศาสนาอิสลามประกอบด้วยศรัทธาที่เรียบง่าย มีเหตุมีผล สอนให้มนุษย์ชำระล้างจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ รักสันติสุข มีเมตตาต่อกัน เป็นต้น

     ศาสนาคริสต์ สอนหลักธรรมเรื่องหลักบัญญัติ 10 ป ระการ เช่น สอนให้นับถือบิดามารดา อย่าฆ่าคน อย่างล่วงประเวณี อย่าคิดโลภ เป็นต้น สอนเรื่องหลักความรัก เช่น จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเราเอง เป็นต้น ศาสนาคริสต์สอนให้บุคคลมีจิตสำนึกอันบริสุทธิ์หลีกเลี่ยงอบายมุขไม่ทำบาป ไม่โกรธ และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นต้น

     ศาสนาฮินดู สอนหลักธรรมเรื่องอาศรม 4 เพื่อเป็นแนวทางดำเนินชีวิต ได้แก่ พรหมจารี (การศึกษาและแสวงหาความรู้) คฤหัสถ์ (หลักการครองเรือน) วานปรัสถ์ (การศึกษา สันยาสี (การออกบวชเพื่อหลุดพ้น) ศาสนาฮินดูสอนให้รักสันติภาพไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทำร้ายกัน ให้กระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเพื่อมนุษย์ เป็นต้น

     ศาสนาสิกข์ สอนหลักธรรมเรื่องวิญญาณเป็นอมตะนิรันดร ถ้าบุคคลใดต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์และไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก ก็ต้องชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ และสอนว่ามนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคกัน เป็นต้น

     จะ เห็นว่าศาสนาทุกศาสนามีหลักคำสอนที่เป็นแนวเดียวกันคือ ต้องการให้ทุกคนเป็นคนดี ทำแต่สิ่งดีงาม แสวงหาสันติสุข รักความสงบ ดังนั้นไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาใดก็ตามสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

ทุกศาสนาสอนให้ทุกคนทำความดีแค่เราทำความดีไม่ว่าจะอยู่ศาสนาใดประเทศใดเราก็จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

นายภาสกร วุฒิชาติวิจิตรกุล ม.6/6 เลขที่9

 

   การอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งความหลากหลาย

 

 “มนุษย์”เป็นสัตว์สังคมที่อาศัยอยู่ ร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยมี ลักษณะความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันหลากหลายรูปแบบ เช่น อาชีพ อายุ เพศ ศาสนา ฐานะ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ โดยเป้าหมายของการอยู่ร่วมกันนั้นก็เพื่อสร้าง สัมพันธไมตรีต่อกัน พึ่งพาอาศัย และช่วยเหลือเกื้อกูล ซึ่งกันและกัน เมื่อสังคมประกอบไปด้วยผู้คนมากมาย โดยแต่ละ คนมีฐานความเชื่อและความรู้สึกนึกคิดที่เก็บสะสมจาก ประสบการณ์หรือถูกถ่ายทอดกันมาแตกต่างกันออกไปึงส่งผลให้เกิดทัศนคติในแง่มุมต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน การ อยู่ร่วมกันจึงจำเป็นต้องมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ เพื่อมิให้ ความแตกต่างก่อให้เกิดความแตกแยก และที่สำคัญการ กำหนดกฎเกณฑ์จึงต้องมีความระมัดระวังมิให้เกิดการ ละเมิดสิทธิทางความเชื่อของคนในสังคมด้วย นอกเหนือจากกฎหมายข้อบังคับที่สังคมได้ตี กรอบเพื่อให้มนุษย์ในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขแล้ว การทำความเข้าใจถึงความเป็นมนุษย์ก็ถือเป็นรากฐานที่ สำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุขได้ แม้ว่าจะมีความเชื่อ ทางศาสนาที่แตกต่างกันก็ตาม

  ชาติพันธุ์ (Ethnicity) คือ กลุ่มคนที่มีจุดก าเนิดของบรรพบุรุษร่วมกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นแบบแผนเดียวกัน รวมถึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม เชื้อชาติและสัญชาติสอดคล้องกัน ส าหรับผู้คนที่ อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน มักมีความรู้สึกผูกพันทางสายเลือดและทางวัฒนธรรมพร้อมๆกันไป โดยเป็น ความรู้สึกผูกพันที่ช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลและของชาติพันธุ์ และในขณะเดียวกัน ก็สามารถเร้า อารมณ์ความรู้สึกให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผู้ที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์นั้น นับถือศาสนาเดียวกัน หรือได้รับอิทธิพลจากกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมแบบเดียวกัน

   ในอดีตคนต่างชาติที่เข้ามาอยู่ส่วนใหญ่เริ่มจากการเข้ามาทำการค้าหรือการทำแรงงาน เกิดการสร้างชุมชนบนวิถีชาติพันธุ์ของตนเอง เช่น กลุ่มอินเดีย กลุ่มจีน กลุ่มไทย เป็นต้น ทำงานตามความถนัดความสามารถ และยังคงความเป็นอัตลักษณ์ของตนเองไม่ทิ้งความเป็นตนเอง แต่ในขณะเดียวกันเมื่ออยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลายก็มีความเคารพในอัตลักษณ์ของสังคมรอบข้าง

   นอกจากนี้ เรื่องของสิทธิเสรีภาพจะต้องให้อยู่บนฐานของกฏหมายร่วมกัน เช่น การเข้าถึงด้านบริการทางการแพทย์สาธารณสุขที่ปัจจุบันคนจากทุกเชื้อชาติสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน อีกประเด็นที่ประเทศมาเลเซียให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ ด้านการศึกษา โดยมีการกำหนดนโยบายให้กลุ่มคนหลากหลายสามารถใช้ภาษาของชาติตนเอง ในการเรียนการสอนในประเทศ สามารถก่อตั้งโรงเรียนที่สอนด้วยภาษาของประเทศนั้นๆ ทั้งนี้ เยาวชนบุตรหลานของชาติพันธุ์ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าเรียนในเฉพาะโรงเรียนของชาติตนเอง แต่สามารถเลือกศึกษาได้ในทุกโรงเรียนโดยไม่มีข้อจำกัด และนี่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนในประเทศมาเลเซียสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมหลากวัฒนธรรม

 

  ความหลากหลายทางวัฒนธรรม

 ความหลากหลายทางวัฒนธรรม (อังกฤษ: cultural diversity) เป็นความเชื่อที่ค่อนตรงกันให้หมู่นักมานุษยวิทยาว่ามนุษย์มีกำเนิดในทวีปแอฟริกาเมื่อประมาณ 2 ล้านมาแล้ว จากนั้นได้เริ่มกระจายตัวไปทั่วโลก ประสบความสำเร็จในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ที่แตกต่างหลากหลาย และบ่อยครั้งที่ต้องประสบกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากภัยพิบัติร้ายแรงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศทั้งในระดับพื้นถิ่นและระดับทั่วโลก สังคมที่แยกจากห่างกันที่เกิดขึ้นในที่ต่างๆ ของโลกมีความแตกต่างกันชัดเจน และความแตกต่างกันระหว่างวัฒนธรรมยังคงมีความต่อเนื่องสืบมาถึงปัจจุบัน

  การประกันการเคารพในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมพร้อมด้วยการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคมภายใต้กรอบแห่งประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมในการสร้างบรรยากาศแห่งความสร้างสรรค์และทำให้วัฒนธรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาสังคมนั้นๆ จากข้อนี้
1. กระแสโลกาภิวัตน์ที่มาจากพลังตลาดโดยไม่รู้ตัว ทุกวันเราถูกกระแสโฆษณาซึ่งเป็นกระแสหลักของการตลาดให้เราใช้สบู่ แชมพู ยาสีฟันและแต่งตัว เลือกสีผมและสีผิว
2. การไหลบ่าข้ามดินแดน การโยกย้ายถิ่นฐานของมนุษย์เป็นไปอย่างรวดเร็ว ง่ายดาย และไม่มีใครสามารถห้ามการเดินทางเหล่านี้ได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนที่ทำให้ความหลากหลายเกิดขึ้น หรืออาจเป็นอันตรายต่อความหลากหลายในตัวของมันเอง วัฒนธรรมท้องถิ่นอาจกลายพันธุ์ ถ้าไม่มีการอนุรักษ์หรือรักษาไว้ก็อาจสูญหายได้
3. ช่องว่างทางความรู้ ซึ่งบางครั้งใช้คำว่าช่องว่างทางดิจิทัล เพราะว่าความรู้อยู่ที่คลิกเดียว แค่เข้าไปในอินเตอร์เน็ต เราไม่รู้ก็ได้รู้เพียงแค่อ่านหนังสือเป็น แต่ตอนนี้ช่องว่างทางดิจิทัลก็กลายเป็นปัญหาของคนที่มีความสามารถในการใช้อินเตอร์เน็ต และมีความสามารถในการใช้ภาษา เพราะในกรณีที่ไม่สามารถอ่านภาษาตัวเองจากอินเตอร์เน็ตได้ ก็อาจมีความรู้ตรงนั้น

4.เราต้องให้ความเคราพซึ่งกันและกัน

5.ไม่เหยีบย่ำวัฒนธรรมของกันและกัน

6.มีน้ำใจไมตรต่อกัน

7.มีความสามัคคีปรองดองกัน

 

นางสาว สุรภา  วงศ์วิชา ม.6/6 เลขที่ 23

 

 

 

 

 

 

 

http://www.thaigoodview.com/node/204501

นางสาว อรวรรณ จับจิตต์ เลขที่ 31

http://www.thaigoodview.com/node/204400

นาย กฤตเมธ เห้งกุล ม.6/6 เลขที่6

http://www.thaigoodview.com/node/204391

น.ส.นันทิกานต์  บูรณทอง ม.6/6 เลขที่ 18

http://www.thaigoodview.com/node/204290

นาย ธนกร ตอสี ม.6/6 เลขที่ 3

http://www.thaigoodview.com/node/203990

นางสาว ปิยะพร แต่งตั้ง เลขที่ 17

              

             หลากหลายกลายเป็นหนึ่ง

 

 

              ศาสนาทุกศาสนาล้วนแต่จะสั่งสอนให้คนทุกคนในสังคมที่นับถือศาสนาแต่ละศาสนานั้นเป็นคนดี บุคคลที่นับถือศาสนาไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม ย่อมมีสิทธิในการเข้าร่วมพิธีกรรมต่างๆตามความเชื่อของเราเอง สิ่งที่จะทำให้ต่างศาสนานั้นอยู่ร่วมกันได้อีกอย่างหนึ่งก็คือการรู้จักรักใคร่กัน ไม่แตกแยก ทะเลาะเบาะแว้งกัน ใช้เหตุผลในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆ รู้จักระงับอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน อะไรที่เราสามารถให้อภัยกันได้ก็ควรที่จะให้อภัยกัน ไม่ควรคิดร้าย อาฆาตแค้น ต่อผู้อื่น ควรที่จะช่วยกันดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ไม่ควรเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน

               คนเราไม่ว่าจะเกิดประเทศไทยเราก็มีสิทธิในการเลือกที่จะนับถือศาสนา นิกายของศาสนาหรือลัทธิต่างๆ เมื่อเราเลือกที่จะนับถือศาสนานั้นๆแล้วเราก็มีสิทธิในการปฏิบัติพิธีกรรมต่างๆตามศาสนาความเชื่อถือของตัวเราเอง ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนทุกคนในสังคมปฏิบัติตนเป็นคนดีไม่ทุจริตไม่โกงคนอื่น สอนให้คนในสังคมทำ  แต่ความดีไม่ทำ  ความชั่ว  และการที่เราจะอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างของศาสนาในสังคมไทยให้มีความสุข ความแตกต่างหลากหลายของศาสนาเชื่อชาติเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นในสังคมต่างๆแต่เราควรวางตัวให้เข้ากับสังคมให้ได้ไม่ดูถูกพูดจาดูหมิ่นต่างศาสนา เราควรให้เคารพในการที่ผู้อื่นจะนับถือศาสนาต่างจากเรา สิ่งที่แต่ละศาสนาที่สอนเหมือนกันคือการทำ ความดีไม่ทำ ความชั่วมีความเสียสละไม่เอาเปรียบคนในสังคม และการที่เราจะอยู่ร่วมกันต่างศาสนาให้มีความสุขคือการที่เราให้เกีรยติซึ่งกันเเละกัน อย่าดูถูกกันเเละกัน มีความสามัคคีช่วยเหลือซึ่งกันเเละกันจะทำอะไรก็ต้องคิดก่อนทำ  มีการทำกิจกรรมร่วมกัน การคิดหาแนวทางการพัฒนาประสิธิภาพของตัวเองให้ดีในสังคม เเละก่อนที่เราจะพูดดูถูกหรือกล่าวว่าร้ายใส่ใครเราควรที่จะดูจากตัวเองเป็นหลักว่าเรานั้นทำดีพอแค่ไหนที่จะต้องไปว่าหรือกล่าวร้ายให้ผู้อื่น การที่เราอยู่ต่างศาสนากันไม่ใช่ว่าเราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ไม่ใช่ว่าเราจะรังเกียจกันเราจะต้องรู้จักรักกันอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมให้ได้ เพราะคนเรานั้นเกิดมาอยู่ในสังคมอยู่ในแผ่นดินเดียวกันอยู่ในโลกเดียว เราควรให้อภัยซึ่งกันเเละกันปฏิบัติตนเองให้ถูกต้องตามความเหมาะสม

               การที่เราฝึกตัวเองให้เป็นคนมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่นั้น นอกจากจะทำให้เราเองนั้นมีความสุข มีจิตใจที่ดีแล้ว ยังจะทำให้คนในสังคมยอมรับและชื่นชมในสิ่งที่เรากระทำลงไปต่อผู้อื่นอีกอย่างด้วย และอีกอย่างจะทำให้เราเจอเเต่เพื่อนมิตรที่ดีๆและเพื่อนมนุษย์ในสังคมที่ดีอีกด้วย

              การที่เราจะอาศัยอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขนั้น สมาชิกในสังคมทุกคนจะต้องมีความสัมพันธ์กันไม่ว่าจะอยู่ในสถาบันใดก็ตาม ในด้านต่างๆเช่น การพึ่งพาอาศัยกัน การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ความสามัคคีของแต่ละสถาบันต่างๆ และความร่วมมือกันของแต่ละสถาบันเพื่อพัฒนาสังคมของเราให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆและจะทำให้สังคมของเรานั้นมีแต่ความสงบสุข น่าอยู่ยิ่งขึ้น ความในสังคมอาจจะมีการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันหรือความสัมพันธ์ต่างๆเกี่ยวข้องกันบ้าง ได้มีการพบปะ พูดคุยกันเล่าสู่กันฟัง ปรึกษาหารือต่างๆด้วยกัน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อต่างๆ พึ่งพาอาศัยกันในเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นร่วมกัน ช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆหาทางออกที่ถูกต้องเพื่อที่จะไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทหรือปัญหาที่เป็นผลกระทบกับตัวเราหรือคนรอบข้างที่ทำให้ได้รับความเสียหาย ได้รับบาดเจ็บน้อยที่สุดหรือไม่เกิดขึ้นเลย ใช้สติในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหาหรือตัดสินใจปัญหาต่างๆ ซึ่งการที่เราช่วยกันแก้ไขปัญหาต่างๆหรือทำอะไรร่วมกันนั้นมันจะทำให้เราเกิดความสามัคคีร่วมมือกันในสังคม ถ้าเราเกิดความสามัคคีกันในสังคม สังคมของเราก็จะสงบสุขและน่าอยู่มากขึ้น  การที่เราจะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุขได้นั้นเราจะต้อง 1. มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่เราได้รับหมอบหมาย ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดทำให้เต็มความสามารถของเราเท่าที่เราจะทำได้ และควรทำให้สำเร็จในเวลาที่กำหนด ไม่ควรเอารัดเอาเปรียบคนอื่นในสังคม ไม่ควรละเลยต่อหน้าที่ของเราเพราะมันจะทำให้คนอื่นๆในสังคมนั้นมาดูถูกเราได้ 2. การมีระเบียบวินัย คนเราควรที่จะมีระเบียบวินัย ปฏิบัติตามกฎต่างๆหรือข้อบังคับต่างๆอย่างเคร่งครัด เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อตัวเราเองและต่อสังคม แต่ละสังคมนั้นก็จะมีข้อประพฤติปฏิบัติ กฎต่างๆที่ให้คนในสังคมนั้นได้ปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดความสงบสุขกันในสังคม ไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทหรือปัญหาต่างๆตามมา 3. ความซื่อสัตย์  คนเรานั้นควรที่จะมีความซื่อสัตย์ต่อตัวเองและต่อคนอื่นในสังคม ตรงไปตรงมา ไม่ควรเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มีความยุติธรรม ไม่คิดทรยศหรือคดโกงผู้อื่น ไม่หลอกลวงหักหลังผู้อื่น เพื่อที่จะให้สังคมนั้นน่าอยู่ ไม่เดือดร้อน ไม่เกิดความร้าวฉาน แตกแยกกัน 4. ความสามัคคี ถ้าทุกคนในสังคมนั้นไม่เห็นแก่ตัว คิดถึงประโยชน์ส่วนเรามากกว่าประโยชน์ส่วนตัวนั้น ก็จะทำให้สังคมของเราประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ จะทำให้สังคมของเรานั้นมีแต่ความเจริญก้าวหน้าที่ดี คนในสังคมจะชื่นชอบ มีแต่คนรักและคอยสนับสนุนในเรื่องที่ดีต่างๆ ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน 5. การมีความเสียสละต่อกัน ไม่เห็นแก่ตัว คนทุกคนในสังคมนั้นควรที่จะรู้จักการเสียสละ รู้จักแบ่งปันต่างๆซึ่งกันและกัน เช่น แบ่งปันอาหารให้น้องๆเพื่อนๆ หรือครอบครัวของเรา แบ่งปันสิ่งของที่เราไม่ใช้แล้วให้กับคนอื่นที่มีความต้องการและอยากได้สิ่งของนั้นๆ แค่เรารู้จักแบ่งปันเล็กๆน้อยๆ สังคมเราก็จะน่าอยู่ยิ่งขึ้น

               มารยาทของการที่จะอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนในสังคมนั้น เราจะต้องรู้จักเคารพ นอบน้อมคนที่มีอายุมากกว่า การไหวถือเป็นการทักทายอย่างหนึ่งของคนในสังคมไทย  แสดงให้เห็นถึงความเคารพที่เรามีต่อผู้อื่น ซึ่งจะทำให้คนในสังคมนั้นชื่นชม ชื่นชอบเราไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีแต่คนรัก คนหลงในมารยาทของเรา บางครั้งการที่เรารู้จักการไหว้ เคารพผู้อื่นนั้นก็อาจจะเป็นการบ่งบอกถึงการที่เราถูกเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนมาเป็นอย่างดี การพูดก็เช่นกัน การที่เราจะพูดจาเราจะต้องมีหางเสียงรู้จักกล่าวคำว่าครับ/คะ นั้นก็หมายถึงมายาทอย่างหนึ่งเช่นกัน เราควรที่จะพูดจาให้ไพเราะ ติดปาก ไม่ว่ากับใครก็แล้วแต่ไม่ใช่แค่ครอบครัวของเรา เราจะต้องพูดจาให้ไพเราะกับทุกๆคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม การไหว้และการพูดจาที่ไพเราะ น่าฟังนั้น ปัจจุบันเริ่มห่างหายไปจากสังคมเรื่อยๆ ซึ่งในมุมมองของข้าพเจ้าคิดว่า การไหว้และการพูดจาที่ไพเราะนั้นเป็นเอกลักษณ์สำคัญของคนในสังคมที่ควรปฏิบัติกัน เราควรที่จะช่วยกันรักษาประเพณีวัฒนธรรมไทยของเราไว้อยู่สืบต่อไป

              

             

http://www.thaigoodview.com/node/203957

น.ส. ปราณี กำลังยงค์ ม.6/6 เลขที่ 25

http://www.thaigoodview.com/node/203911

นางสาวเมทินี วิสุทธิพงษ์ เลขที่ 21

http://www.thaigoodview.com/node/203901

น.ส.ศรสวรรค์  แก้วหาไว ม.6/6 เลขที่ 11

http://www.thaigoodview.com/node/203709

นางสาว พิชามญชุ์ สังข์มี เลขที่ 22 

น.ส.รัชนีพร   ชูทับทิม   ม.6/6   เลขที่29

http://www.thaigoodview.com/node/203670

 

 

 

http://www.thaigoodview.com/node/203501

น.ส.ปิยะวดี แสงสีแก้ว ม.6/6 เลขที่ 28

นาย ธนัท นพรัตน์ ม.6/6 เลขที่ 8

http://www.thaigoodview.com/node/203440

นาย ธนัท นพรัตน์ ม.6/6 เลขที่ 8

http://www.thaigoodview.com/node/203440

http://www.thaigoodview.com/node/203146

น.ส.ศิริลักษณ์ นุโนชา ม.6/6 เลขที่ 14

 

 

http://www.thaigoodview.com/node/203130

นายศุภกฤต  ศรีนวล  ม.6/6 เลขที่ 5

http://www.thaigoodview.com/node/203118

นางสาวสมฤทัย ชิตทนนท์ ม.6/6 เลขที่15

http://www.thaigoodview.com/node/203087 

นางสาว  สุมิตรา แถลงกัณฑ์  ม.6/6  เลขที่ 30 

 

 

http://www.thaigoodview.com/node/203084

พัชราภรณ์ ทัศน์สูงเนิน ม.6/6 เลขที่ 20

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 24 คน กำลังออนไลน์