บุคคลต้นแบบ

           

        บุคคลต้นแบบของข้าพเจ้า คือ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์  โดย มาร์กาเร็ต แธตเชอร์ เกิดเมื่อวันที่ 13 ตุลาคมปี 2468 ที่แคว้นลินคอร์นเชียร์ทางตอนเหนือของอังกฤษ ชีวิตในวัยศึกษาเล่าเรียนของแทตเชอร์นั้น เธอเข้าเรียนในโรงเรียนเด็กหญิงเคสตีเวนและแกรนแธม หลังจากเรียนจบเธอได้ยื่นทุนเรียนดีเข้าเรียนด้านเคมี โดยเลือกลงเรียนวิชาเอก "ผลิกศาสตร์" (Crystallography) (ชาว eduzones ไม่ต้องแปลกใจครับ เพราะผลิก กับ ผลึก เป็นคำที่ให้แทนกันได้) ที่ มหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด (Oxford University) นอกจากนี้ความโดดเด่นในการศึกษาและความเป็นผู้นำสมัยเรียนเธอยังได้รับตำแหน่งประธานสมาคมอนุรักษนิยมแห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด และเธอจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมและเข้าทำงานเป็นนักเคมี ให้กับบริษัท British Xylonite และ บริษัท J. Lyons and Co. โดยได้พัฒนาวิธีการในการเก็บรักษาไอศกรีม เธอยังอยู่ในทีมที่พัฒนาไอศกรีมแบบอ่อนนุ่มเป็นรายแรกๆ อีกทั้งยังเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์ก่อนที่จะมาทำงานด้านการเมืองอีกด้วย

แทตเชอร์เข้าสู่วงการการเมืองโดยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งฟินช์เลย์เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2502 โดยร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเงาเมื่อ พ.ศ. 2510 และดำรงตำแหน่งเลขาธิการการศึกษาสหราชอาณาจักร (Education Secretary) และใน พ.ศ. 2520 เธอได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์นิยม แทนนายเอดเวิร์ด ฮีท โดยเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ

เธอมีแววของการเป็นผู้นำมาตั้งแต่สมัยเรียนเธอศึกษาวิชาเคมีที่วิทยาลัยซอมเมอร์วิลล์ เมืองอ็อกฟอร์ด และดำรงตำแหน่งประธานสมาคมอนุรักษ์แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด โดยเป็นผู้หญิงคนที่ 3 ที่ดำรงตำแหน่งนี้ ในปี 2492 แธตเชอร์ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในนามของพรรคอนุรักษ์นิยมในการชิงที่นั่งในเมืองดาร์ทฟอร์ท มณฑลเค้นท์แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะไม่ชนะการเลือกตั้ง แต่เธอได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนอย่างล้นหลามจนโดดเด่น และถูกสื่อมวลชนจับตามองในนักการเมืองรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรง   นางแทตเชอร์เข้าสู่การเมืองได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งฟินช์เลย์เป็นครั้งแรก พ.ศ. 2502 ร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเงา พ.ศ. 2510 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาศาสตร์ในปี พ.ศ. 2513-2517 เป็นอัครมหาเสนาบดีเงาร่วม (joint shadow Chancellor) พ.ศ. 2517-18 และใน พ.ศ. 2520 ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษนิยมแทนนายเอดเวิร์ด ฮีท แทตเชอร์เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองสตรีคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษ ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรหลังจากชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2522 ด้วยการนำโดยแทตเชอร์ พรรคอนุรักษนิยมได้กลายเป็นพรรคขวาจัดมากขึ้น ทำให้การเมืองและสังคมของประเทศอังกฤษแบ่งขั้วมากที่สุดนับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลแทตเชอร์ได้ใช้นโยบายปฏิรูปที่ค่อนข้างรุนแรง สนับสนุนกิจการเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจทั้งอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภคที่รัฐบาลก่อน ๆ ยึดเป็นของรัฐคืนเอกชนด้วยการกระจายหุ้น ลดบทบาทสหภาพแรงงานลดภาษีเงินได้ และพยายามจัดตั้งบรรษัทขึ้นดูแลการศึกษาและสาธารณสุขที่เป็นหน้าที่ของรัฐ นางแทตเชอร์ได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 2 ในปี พ.ศ. 2526 โดยได้เสียงข้างมากทั้ง ๆ ที่อัตราการว่างงานของอังกฤษต่ำที่สุดในรอบ 50 ปี สงครามฟอล์กแลนด์และความระส่ำระสายของพรรคฝ่ายค้านทำให้ความนิยมแทตเชอร์เพิ่มมากขึ้นและได้รับเลือกกลับเข้ามาเป็นรัฐบาลวาระที่ 3 ในปี พ.ศ. 2530 และเมื่อถึงปี พ.ศ. 2531 แทตเชอร์ได้ทำสถิติกลายเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษ ที่ 20 แทตเชอร์ได้รับการขนานนามว่า “ลัทธิแทตเชอร์” (Thatcherism) และด้วยเหตุผลที่แทตเชอร์เป็นผู้ดึงดันยึดมั่นในนโยบายอย่างมั่นคงไม่ว่าจะถูกคัดค้านจากนักวิจารณ์ว่าอย่างไร รวมทั้งจากการกังขาไม่แน่ใจของผู้สนับสนุนรัฐบาลเองด้วย    

ในฐานะนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ แธตเชอร์ต้องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศโดยลดบทบาทของรัฐ และส่งเสริมการค้าเสรี ด้วยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจรวมถึงหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคที่บริหารโดยรัฐบาล แปรรูปเป็นของเอกชน     นโยบายเหล่านี้ส่งผลให้กรุงลอนดอนกลายเป็นหนึ่งในมหานครด้านการเงินที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่นโยบายนี้สร้างความไม่พอใจให้กับคนงานกว่า 3 ล้านคน ที่ตกงานจากแผนแปรรูปกิจการของรัฐไปเป็นการบริหารงานในเอกชนจนทำให้มีกระแสการประท้วงจนคนงานไปทั่วประเทศ   อีกเหตุการณ์หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการตัดสินใจที่เด็ดขาดของนางแธตเชอร์คือการทำสงครามเพื่อชิงเกาะฟอล์คแลนด์คืนจากกองทัพอาร์เจนติน่า เมื่อเดือนเมษายนปี 2525 สงครามดังกล่าวกินเวลา 74 วัน และจบลงด้วยชัยชนะของกองทัพอังกฤษ ในขณะที่อาร์เจนติน่าสูญเสียทหาร 649 นาย ชัยชนะจากสงครามฟอล์คแลนด์ ทำให้คะแนนนิยมในตัวแธตเชอร์พุ่งสูงอีกครั้งจนชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2    ในยุคของสงครามเย็นผู้นำอังกฤษได้ทำงานร่วมกับอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกนของสหรัฐฯอย่างใกล้ชิด และเธอเป็นผู้เปิดการเจรจากับนายมิคาอิลกอร์บาชอฟ ผู้นำอดีตสหภาพโซเวียตซึ่งการเจรจาระหว่างประเทศมหาอำนาจได้นำไปสู่การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต   นางแทตเชอร์ได้ลาออกจากตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2533 สืบเนื่องจากการต่อสู้ภายในพรรคและการถกเถียงโต้แย้งกับฝ่ายค้านในประเด็นที่แทตเชอร์ไม่ยอมเสียเอกราชในการเข้าเป็นสมาชิกเศรษฐกิจประชาคมยุโรป รวมทั้งการเสื่อมความนิยมจากการไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับนโยบายผู้มีสิทธิ์ออกเสียง  บทบาทที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งของแท็ตเชอร์ ก็คือการเป็นกาวใจเชื่อมระหว่างสหรัฐฯและรัสเซีย ในยุคสงครามเย็น โดยนางแท็ตเชอร์มองว่า อังกฤษสามารถทำธุรกิจร่วมกับรัสเซียได้ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นพันธมิตรกันก็ตาม ส่วนสหรัฐฯ นั้นแน่นอนว่า เป็นพันธมิตรกับอังกฤษมาช้านาน อีกทั้ง ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ก็ยังมีมุมมองเรื่องเศรษฐกิจที่คล้ายคลึงกับเธอเป็นอย่างมาก

 
นับตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา นางแท็ตเชอร์เริ่มไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชน โดยบุตรสาวของเธอเปิดเผยว่า เธอป่วยด้วยโรคความจำเสื่อม ซึ่งอาการดังกล่าวปรากฏชัดหลังจากที่สามีของเธอเสียชีวิตในปี 2546 โดยเธอได้กล่าวไว้อาลัยให้แก่ เดนิส ผู้เป็นสามีของเธอเป็นครั้งสุดท้ายว่า การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นตำแหน่งที่โดดเดี่ยว คุณไม่สามารถเป็นผู้นำได้ จากการสนับสนุนของฝูงชนแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่การที่เธอมีเดนิส ทำให้เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเดนิสเป็นทั้งสามี และเพื่อนของเธอ

นางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ถึงแก่อสัญกรรมอย่างสงบเมื่อเช้าวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556 ด้วยอาการอุดตันของเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง ทำให้เส้นเลือดตีบ รวมอายุได้ 87 ปี  

       แธตเชอร์เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก และคนเดียวของอังกฤษ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3สมัย อยู่ในตำแหน่งนานถึง 11 ปี ถือเป็นผู้นำอังกฤษที่อยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดในช่วงศตวรรษที่20

       เหตุผลที่มี มาร์กาเร็ต แธตเชอร์   เป็นบุคคลต้นแบบ เพราะ เธอเป็นคนที่มีความเข้มแข็ง และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอ เธอเป็นผู้หญิงที่เก่ง กว่าเธอจะได้รับการยอมรับให้ได้เป็นนายกได้เธอก็ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองเป็นเวลานาน ไม่เคยนึกถึงประโยชน์ของตัวเองเลย มุ่งหวังให้ประเทศที่ตนปกครองมีความเจริญรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดีมีสุข เธอเป็นคนที่มีความคิดเห็นที่เด็ดขาด ความคิดเห็นที่ชื่นชอบของ มาร์กาเร็ต แธตเชอร์    คือ “การยืนอยู่กลางถนนเป็นอะไรที่อันตรายมาก เพราะคุณอาจโดนชนจากทั้งสองฝั่งถนน” เพราะถึงเธอจะรู้ว่าอันตรายแต่เธอก็เลือกที่จะยืนอยู่ตรงนั้น และแนวคิดของเธอข้าพเจ้าจะนำมาปฏิบัติใช้ในชีวิตประจำ อาจจะไม่เก่งได้เท่าเธอ แต่ก็จะทำตามความฝันให้ถึงที่สุด

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 61 คน กำลังออนไลน์