บุคคลต้นแบบ

เกรเกอร์  เมนเดล


           เกรเกอร์ เมนเดล   บิดาแห่งพันธุศาสตร์ที่ชาวโลกรู้จักกันนั้น มีชื่อจริงว่า โจฮันน์ เมนเดล   เกิดเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม    ค.ศ. 1822   ในครอบครัวที่พูดภาษาเยอรมัน และนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก   ในเมืองไฮเซนดอร์ฟ อาณาจักรออสเตรีย


เขาเป็นบุตรชายคนกลางของบิดาชื่ออังตวน   เมนเดล และมารดาชื่อโรซีน   เมนเดล เขามีพี่สาว 1 คน และน้องสาว 1 คน    ครอบครัวจัดอยู่ในฐานะดีแต่ไม่ถึงกับมั่งคั่งนัก บิดาของเขาเป็นเกษตรกร   เขาจึงช่วยทำสวนอยู่เสมอ   ทำให้เมนเดล มีความรู้เกี่ยวกับพืชเป็นอย่างดีมาตั้งแต่เด็กๆ   นอกจากนี้เขายังเรียนรู้การทำสวน      และการเลี้ยงผึ้ง


เมนเดลเริ่มต้นการศึกษาขั้นแรกที่โรงเรียนมัธยมในเมืองทรอปโป  ในเวลาต่อมา บิดาของเขาได้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ   ทำให้ฐานะทางครอบครัวของเขานั้นยากจนลง เมนเดลต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยทำงานภายในฟาร์ม และเขาต้องทำงานอย่างหนักจน ล้มป่วย เมื่อเขามีอายุประมาณ 17 ปี


 ในที่สุด ครอบครัวของเมนเดลจึงตกลงขายที่ดินของไร่ที่มีอยู่ทั้งหมด และนำเงินมาแบ่งกัน   น้องสาวของเขาเห็นว่า เขามีความจำเป็นต้องใช้เงินในการศึกษา   เพราะเมนเดลเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็กๆ    เธอจึงมอบเงินส่วนของเธอให้กับเขาเพื่อศึกษาต่อจนจบ แต่เงินที่มีอยู่ก็ยังคงไม่เพียงพอ   ในระหว่างเรียนนั้น เมนเดลจึงทำงานไปด้วย ต่อมาใน ภายหลังเมื่อเมนเดลมีงานทำแล้วเขาก็ตอบแทนน้องสาวของ   เขาโดยส่งบุตรชายของเธอเรียนจนจบมหาวิทยาลัย


 


         พอเริ่มเป็นหนุ่ม    เขาเข้าเรียนที่สถาบันปรัชญาแห่ง    โอโลมุทส์ ซึ่งเป็นวิทยาลัยแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยแห่งโอโลมุทส์   โดยบรรดาอาจารย์สอนหนังสือในสถาบันแห่งนี้จะเป็นพระในนิกายออกัสติเนียน สถาบันแห่งนี้เน้นการเรียนการสอนด้านปรัชญา เทววิทยา    วรรณกรรมลาติน   ด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ขั้นพื้นฐาน   เมนเดลเข้าเรียนที่นี่ในปี ค.ศ. 1840   และเรียนได้เพียงภาคเรียนเดียวแต่ก็ต้องหยุดไปหนึ่งปีเพราะล้มป่วย จากนั้นเขาก็กลับมาเรียนใหม่จนกระทั่งจบการศึกษาในปี ค.ศ. 1843 และเริ่มการฝึกเพื่อเป็นพระ  จากการแนะนำของครูวิชาฟิสิกส์ให้แก่เขา   เขาจึงได้ไปบวชในนิกายออกัสติเนียน   ที่โบสถ์นิกายออกัสติเนียนแห่งเซนต์โธมัส ในบรึนโน ในปี ค.ศ. 1843 ซึ่งเมื่อตอนที่เขาเกิดมานั้นเขา  มีชื่อว่าโจฮันน์ เมนเดล แต่พอเมื่อบวชเป็นพระแล้วเขาได้ฉายานำหน้าชื่อเดิมว่า “เกรเกอร์” กลายเป็น “เกรเกอร์ โจฮันน์ เมนเดล” นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


 


ในปี ค.ศ. 1851 เขาถูกส่งตัวไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนา   และกลับมาทำงานที่โบสถ์เดิมในปี ค.ศ. 1853 เพื่อเป็นครูสอนวิชาฟิสิกส์ เขาสอนอยู่นานถึง 15 ปีและมีผลงานการสอนที่ดีเด่นเป็นที่ยอมรับ 


 


     ในการเป็นพระนั้น เขาต้องเดินทางไปในที่ต่างๆ   เพื่อเยี่ยมเยียนผู้เจ็บป่วย ด้วยสุขภาพที่ไม่ค่อยแข็งแรงจึงล้มป่วยและถูกเรียกตัวกลับวัด    ในเวลาเดียวกันกับที่เขาบวชเป็นพระนั้น    เขาก็ได้สอบเพื่อรับประกาศนียบัตรวิชาชีพครูด้วย แต่สอบตก  เพราะได้คะแนนวิชาชีววิทยาต่ำ เพราะตอนที่เขาได้สอบเป็นครูประจำตำบลนั้นคณะกรรมการไม่เข้าใจในคำตอบจึงลงความเห็นว่าเมนเดลมีความรู้น้อย   จนแทบจะสอบชั้นประถมไม่ได้เลย ทั้งที่ความเป็นจริงเมนเดลมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างดี


 


ก่อนที่จะมาเป็น “บิดาแห่งพันธุศาสตร์” ได้นั้น เขาได้รับแรงบันดาลใจจากบรรดาศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเวียนนาและเจ้าอาวาสของโบสถ์ คือ  ซีริล ฟรานซ   แนปป์   ที่สนับสนุนและกระตุ้นให้เขาศึกษาความหลากหลายของพืช   และแหล่งที่เป็นสถานศึกษาเกี่ยวกับพืชของเขานั้น   นั่นก็คือสวนของโบสถ์นั้นเอง แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ปลูกฝังเขามาในด้านนี้คือ   การที่เขามีบิดาเป็นชาวไร่ จึงทำให้เขาชอบศึกษาการแพร่พันธุ์ของพืชชนิดต่างๆ


 


     จากการที่เมนเดลเคยทำงานในไร่มาก่อน จึงทำให้เขามีความรู้ด้านพืชเป็นอย่างดี เมนเดลได้ปลูกพืชชนิดต่างๆ เป็นจำนวนมากในสวนหลังโบสถ์   เขาเริ่มสังเกตเห็นความแตกต่างของต้นไม้แต่ละต้นทั้งที่เกิดจากต้นกำเนิดเดียวกันและต่างพันธุ์กัน   ดังนั้นเขาจึงเริ่มหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องพันธุศาสตร์ และเริ่มทำการทดลอง


 


    เขาทำงานในสวนของวัดยามว่างเป็นประจำ    ที่นั่นมีพันธุ์พืชมากมายหลายชนิด แต่ละชนิดแตกต่าง  หลากหลายอย่าง     ความแตกต่างนี้ทำให้เมนเดลนึกสงสัย   เขาเกิดความสงสัยว่าอะไรเป็นสาเหตุของสิ่งมีชีวิตทั้งๆที่อยู่ในตระกูลเดียวกันก็ทำให้สี   ขนาด    


 


 และรูปร่างแตกต่างกันไป   อีกทั้งเขาไม่พอใจและไม่เห็นด้วยกับทฤษฏีกำเนิดชีวิตของชาร์ล ดาร์วิน   จึงได้เริ่มทำการทดลองด้วยการปลูกถั่วและบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามวิธีการของเขาเอง ระหว่างปี   ค.ศ. 1856    ถึงปี ค.ศ. 1863 เขาได้ทดลองเพาะต้นถั่วราว 29,000 ต้น เขาได้ผสมพันธุ์ถั่วเดียวกันและต่างพันธุ์ เป็นจำนวนแตกต่างถึง 22 ชนิดของต้นถั่ว เพื่อศึกษาลักษณะทั้งหมด  เป็นเวลารวม 8 ปีเต็ม


 


    สาเหตุที่เขาเลือกต้นถั่วเพื่อการทดลองนี้   เนื่องจากต้นถั่วเป็นพืชล้มลุก   ใช้ระยะเวลาในการเจริญเติบโตสั้น   และมีพันธุ์ที่แตกต่างกันมากมายหลายพันธุ์ เช่น ชนิดต้นใหญ่ ต้นเตี้ย   ส่วนเมล็ดบางชนิดสีเขียว   สีเหลือง  และสีน้ำตาล    ดังนั้นดอกก็ย่อมมีสีที่ แตกต่างกันด้วย เช่นกัน  คือ   ดอกบางชนิดสีขาว สีม่วงแกมแดง ซึ่งลักษณะของดอกต้นถั่วนี้คือเหตุผลที่สำคัญที่สุดเนื่องจากดอกของต้นถั่วซึ่งเรียกกันตามลักษณะทางพฤกษศาสตร์ว่า ดอกสมบูรณ์เพศ  คือ   ดอกที่มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ย่อมเป็นการง่ายต่อการนำมาทดลองซึ่ง   ในขั้นต้นเมนเดลได้หว่านเมล็ดพืชลงบริเวณแปลงทดลอง ในเรือนเพาะชำ   และปล่อยให้ต้นถั่วผสมพันธ์และเจริญเติบโตกันเองตามธรรมชาติ   จากผลการทดลองพบว่าต้นถั่วมีขนาดไม่เท่ากันบางต้นสูง  บางต้นเตี้ย   อีกทั้งเมล็ดก็มีสีต่างกัน บางต้นเหลืองอ่อน   บางต้นสีน้ำตาล การทดลองครั้งแรกจึงไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเมนเดลไม่สามารถหาข้อสรุปได้


 


     จากนั้นเขาจึงทำการทดลองอีกครั้งหนึ่ง   โดยการใช้กระดาษห่อดอกที่ต้องการผสมพันธุ์เพื่อป้องกันไม่ใช้เกิดการผสมพันธุ์กันเอง  จากนั้นเมนเดลได้คัดเลือกเกสรของพันธ์ถั่วชนิดต่างๆ   ที่มากถึง 7 พันธุ์   มาผสมข้ามพันธุ์กัน โดยการทดลองครั้งนี้เมนเดลได้มุ่งประเด็นไปที่ความสูงและความเตี้ยของต้นถั่วเป็นสำคัญ


 


    เมนเดลนำเกสรตัวผู้ของต้นสูง   มาผสมกับเกสรตัวเมียของต้นเตี้ย   จากผลการทดลองปรากฏว่าได้พันธุ์ทาง (Hybrid) ที่มีต้นเตี้ยและต้นสูง   และไม่มีต้นที่มีความสูงระดับปานกลาง   จากนั้นเขาจึงทำให้การทดลองต่อไปโดยการสลับกัน   คือ นำเกสรตัวผู้ของต้นเตี้ย   มาผสมกับเกสรตัวเมียของต้นสูง  จากนั้นเขาได้สลับไปมาระหว่างต้นสูง และต้นเตี้ยกว่า 10 ครั้ง ทำให้เมนเดลมีเมล็ดถั่วจำนวนมาก เมนเดลได้นำเมล็ดถั่วมาทดลองปลูกปรากฏว่าต้นถั่วชุดแรกได้พันธุ์สูงทั้งหมด   ตามลักษณะเช่นนี้ เมนเดลได้สันนิษฐานว่า พันธุ์ต้นสูงเป็นลักษณะพันธุ์เด่นที่ข่มพันธ์เตี้ยซึ่งด้อยกว่าไว้


 


   จากนั้นเมนเดลได้ปล่อยให้ต้นถั่วผสมพันธุ์กันเอง และเมื่อเมนเดลเก็บเมล็ดถั่วมาปลูกในปีต่อมา   ผลปรากฏว่าในจำนวน 1,064 ต้น   เป็นต้นสูง 787 ต้น   ต้นเตี้ย 277 ต้น จากสิ่งที่ปรากฏขึ้นทำให้เมนเดลเกิดความสงสัยเป็นอันมาก   ดังนั้นเขาจึงทำการทดลองต่อไปในครั้งที่ 3    ซึ่งใช้วิธีการเดียวกับครั้งแรกและครั้งที่ 2   คือ ปล่อยให้ผสมกันเองตามธรรมชาติ ผลปรากฏว่าได้พันธุ์แท้ตามลักษณะของพ่อแม่พันธุ์ คือ ต้นสูงได้ต้นสูง ต้นเตี้ยได้ต้นเตี้ย


 


     จากผลการทดลองหลายครั้งซึ่งในเวลานานหลายปีเขาสามารถสรุปได้ และเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมว่า   ลักษณะเด่นและด้อยที่อยู่ในแต่ละพันธุ์จะไม่ถูกผสมกลมกลืน แต่ยังคงเก็บลักษณะต่างๆ   ไว้เพื่อถ่ายทอดให้กับลูกหลานภายใน 2-3 ชั่วอายุ   ซึ่งลูกที่ออกมาจะเป็นไปในอัตราส่วน พันธุ์เด่น: พันธุ์ด้อย เท่ากับ 3: 1 เสมอ แต่ถ้ามี การผสมข้ามพันธุ์ไปอีกย่อมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปอีกเช่นกัน   ส่วนนี้เป็นเรื่องของพันธุ์ทาง   แต่ถ้าเป็นพันธุ์แท้  คือไม่มีการผสมข้ามพันธุ์แล้วลูกย่อมมีลักษณะเช่นเดียวกับพ่อแม่ แม้จะต่อไปถึง 2-3 ชั่วอายุแล้วก็ตาม


 


     เมนเดลยังคงอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ว่า   ลักษณะทางพันธุกรรมที่ว่านี้ถูกกำหนดโดย    Heredity Atoms ซึ่งอยู่ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด   ปัจจุบันรู้จักกันดีในชื่อของ ยีนส์ ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปยังลูกหลาน   โดยหน่วยของยีนส์จะอยู่ในทั้งเซลล์สืบพันธุ์ตัวผู้   และเซลล์สืบพันธุ์ตัวเมีย หลังจากการทดลองและพบความจริงของธรรมชาติเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ในสมัยนั้นมีความเชื่อว่า   ลูกที่เกิดมาต้องมีรูปร่างหน้าตาเหมือนพ่อแม่ทุกอย่าง    เมนเดลสามารถอธิบายให้   เห็นว่าเด็กที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกันมีความเหมือนและแตกต่างจากพ่อแม่อย่างไร ปัจจุบันนี้ ทฤษฎีของเมนเดล   ช่วยให้เราสามารถผสมพันธุ์พืชและสัตว์ให้ได้พันธุ์ที่ดีตามต้องการ


 


การบันทึกข้อสังเกตต่างๆ  ที่ได้จากการทดลองได้ทำให้เมนเดลพบกฎแห่งพันธุกรรม และเขียนงานวิจัยของเขาเรื่องนี้ออกมาในชื่อว่า “Experiments on Plant Hybridization” และเขาได้นำเสนองานชิ้นนี้ที่การประชุมของสมาคมธรรมชาติวิทยา


 


แห่งบรุนน์    ในเมืองโมราเวีย เมื่อปี ค.ศ. 1865 และถูกตีพิมพ์ในวารสาร “Proceedings of the Natural History Society of Brünn” เมื่อปี ค.ศ. 1866 แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจมากนัก


 


      และในเวลาเดียวกันนั้น   เขาก็ได้ส่งรายงานการวิจัยฉบับเดียวกันนี้ไปให้ Karl Nageli   ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผสมพันธุ์พืชอ่านด้วย แต่เมื่อ Nageli อ่านรายงานของเมนเดลแล้ว   เขามีความรู้สึกสงสัยและเคลือบแคลงในผลสรุปของเมนเดลมาก  เขาจึงได้เสนอแนะให้เมนเดลทดลองใหม่โดยพืชชนิดอื่นแทน   แต่เมนเดลก็มิได้ดำเนินการใดๆ    ตามที่ Nageli เสนอ เพราะเขาได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าอาวาสประจำโบสถ์ที่ภาระงานบริหารได้ทำให้เขาไม่มีเวลาทำการทดลอง


 


เขาเก็บรายงานการทดลองไว้ในห้องสมุดของวัด  และในช่วง 35 ปีต่อมา มีการอ้างอิงถึงผลงานการค้นพบการทดลองของเขาเพียง 3 ครั้งเท่านั้น    อีกทั้งงานของเขายังได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก   ณ เวลานั้น แต่ปัจจุบันงานของเขากลับเป็นผลงานที่มีอิทธิพลอย่างมากในภายหลัง


 


      หลังจากที่เขาทดลองกับถั่วเป็นผลสำเร็จ   เขาก็หันมาทดลองกับผึ้ง   เพื่อขยายการทดลองของเขาจากพืชไปยังสัตว์   เขารวบรวมราชินีพันธ์ผึ้งจากสายพันธ์ยุโรป อียิปต์ และอเมริกา และทดลองผสมข้ามสายพันธ์กัน แต่ก็ล้มเหลวในการให้คำอธิบายเรื่องกฎพันธุกรรมของผึ้ง   เพราะเขาไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการผสมพันธุ์ของผึ้งนางพญาได้


 


     ในปี ค.ศ. 1868 เขาได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นเจ้าอาวาสของโบสถ์ ทำให้การทดลองทางวิทยาศาสตร์ของเขาต้องยุติลง   เพราะภาระงานบริหารได้ทำให้เขาไม่มีเวลาทำการทดลอง น่าเสียดายว่าในช่วงเวลาที่เขามีชีวิตอยู่นั้นผลงานของเขาได้รับการปฏิเสธและไม่เป็นที่ยอมรับในแวดวง   จนกระทั่งเขาเสียชีวิตแล้วผลงานของเขาถึงจะได้รับการยอมรับ


 


     ในบั้นปลายของชีวิตนั้น เมนเดลไม่ค่อยมีความสุขนัก   เพราะนอกจากเรื่องระหองระแหงกับรัฐบาลแล้ว ยังมีเรื่องแบ่งแยกเชื้อชาติเกิดขึ้น ทำให้ประเทศออสเตรียเกิดปัญหาที่จะมีการแบ่งแยกประเทศ   นอกจากนี้สุขภาพของเขาก็แย่ลงด้วยโรคภาวะไตอักเสบ    วันที่ 6 มกราคม ค.ศ. 1884    เมนเดลก็เสียชีวิตลงที่โบสถ์นิกายออกัสติเนียนแห่งเซนต์โธมัส ในเมืองบรึนโน ปัจจุบันอยู่ในประเทศเชคโกสโลวาเกีย ด้วยโรคไตอักเสบเรื้อรัง ศพของเขาได้ถูกนำไปฝังที่สุสานใกล้โบสถ์   ในพิธีศพมีสานุศิษย์และชาวบ้านที่ได้เดินทางมาไว้อาลัยแก่เขาในฐานะนักบวชคนหนึ่ง   ผู้ซึ่งได้อุทิศชีวิตให้ทานแก่ผู้ยากไร้ นับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากว่าหลังจากที่เขาเสียชีวิต เจ้าอาวาสของโบสถ์คนต่อมาได้เผางานเขียนของเมนเดลทั้งหมด


 


     หลังจากนั้น   ในปี ค.ศ. 1900 มีนักวิทยาศาสตร์ทำการวิจัยเกี่ยวกับรื่องพันธุกรรม และได้ค้นเจอหนังสือของเมนเดลเกี่ยวกับการทดลองเรื่องถั่วในห้องสมุดเป็นผลงาน ของเมนเดลที่ได้เสนอต่อสมาคมตั้งแต่ปี ค.ศ.1865 ซึ่งการทดลองนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งของความลับในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต   รวมถึงมนุษย์ด้วย นอกจากนี้ยังมีบันทึกที่เกี่ยวกับสิ่งอื่นๆ อีกได้แก่การศึกษาชีวิตของผึ้ง   ระยะเวลาของการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์    อุณหภูมิประจำวัน ทิศทางของลม และการศึกษาการเจริญเติบโต    การขยายพันธ์ของพืชชนิดอื่นๆ   ซึ่งนับว่ามีประโยชน์อย่างมากสำหรับวงการวิทยาศาสตร์


 


     นักวิทยาศาสตร์ทั้งสามคนนี้ ต่างก็ได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์กฎของเมนเดล โดยได้ทดลองตามที่เมนเดลได้กระทำไปแล้ว    ผลการทดลองสอดคล้องกับเมนเดลทุกประการ ไม่มีผู้ใดสามารถคัดค้านกฎของเมนเดลได้    นักชีววิทยา ทั้ง 3 คนนี้ ได้ค้นพบหลักการถ่ายทอดกรรมพันธุ์   เช่นเดียวกันโดยเอกเทศ   ซึ่งต่อมาเรียกว่ากฎของเมนเดล จากนั้นเป็นต้นมาชื่อของเมนเดล จึงเป็นที่รู้จักกันในนามของบิดาแห่งพันธุศาสตร์


 


ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงเมนเดลขึ้น ที่เมืองบรุนน์ ในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1910 


                จากประวัติของเมนเดล ทำให้รู้ว่าเขาเป็นคนที่มีความขยัน อดทน ใฝ่รู้ใฝ่เรียน มุ่งมั่น ตั้งใจ และไม่ย่อท้อ ถึงแม้ผลงานของเขาจะถูกละเลยเป็นเวลากว่าสามสิบปีก็ตาม นอกจากนี้เขายังรู้คุณคนที่ช่วยให้เงินเขาเรียนหนังสือต่อ เขาช่างสังเกตและพยายามหาคำตอบให้กับข้อสงสัยของตัวเองโดยไม่ปล่อยผ่านไปเฉยๆ



 


 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 17 คน กำลังออนไลน์