บุคคลต้นเเบบ

 

มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของประเทศจีน"แจ๊ค หม่า"


           ชื่อจีนว่า “หม่าหยุน” ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์นำบริษัท E-Commerce ที่ใหญ่ที่สุดในจีน (และโลก) อย่าง Alibabaเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่นิวยอร์ก ทุบสถิติ IPO มูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ กล่าวคือ หุ้นเปิดตัวของอาลีบาบาเฉลี่ยที่ 68 ดอลลาร์ต่อหุ้นระดมทุนให้กับบริษัทได้ถึง 22,000 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 700,000 ล้านบาท นอกจากนั้น ในการซื้อขายอย่างเป็นทางการวันแรกราคาหุ้นยังพุ่งขึ้นไปเกือบ 40% ในวันเดียว ปิดซื้อขายที่ราคา 93.89 ดอลลาร์   ทุกสายตาจึงร่วมทึ่งไปกับความสำเร็จของ Alibaba ซึ่งปัจจุบันมีพนักงานในประเทศจีนมากกว่า 20,000 คน มียอดขายผ่านเว็บไซต์คิดเป็นมูลค่า 240,000 ล้านดอลลาร์ ต่อปี คิดเป็นสองเท่าของยอดขายของ Amazon และสามเท่าของยอดขายของ EBAY ในสหรัฐอเมริกา โดยเว็บไซต์ในเครือ Alibaba มีผู้ใช้งานประมาณ 231 ล้านคนยึดส่วนแบ่งการตลาด 80% ของ E-Commerce ในจีน นักวิเคราะห์มองว่าอนาคตของบริษัทยังไปได้อีกไกล เพราะยังมีชาวจีนอีกหลายร้อยล้านคนที่ยังไม่เคยชอปปิงออนไลน์ มีการประเมินว่าในปี ค.ศ. 2030 ตลาด E-Commerce ของจีนจะใหญ่กว่าตลาด E-Commerce ของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ทั้งหมดรวมกันเสียอีก
 
           แต่เบื้องหลังความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ตัวแจ็คผู้ก่อตั้ง Alibaba ได้ผ่านประสบการณ์ความล้มเหลวมามากมาย ดังที่แจ็คเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตั้งแต่เด็ก ไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันในชีวิตได้ และแม้เมื่อเริ่มทำธุรกิจแล้ว ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะไปรอด
 
        แจ็คต้องเรียนซ้ำชั้นอนุบาลถึง 7 ปี เพราะมีพัฒนาการช้า พอขึ้นชั้นประถม ก็เป็นเด็กเกเรจนเกือบถูกโรงเรียนไล่ออก เขาเรียนวิทย์คณิตไม่รู้เรื่อง แต่ยังโชคดีที่สนใจภาษาอังกฤษ เพราะเห็นว่าดูเท่ห์ดี ช่วงวัยรุ่น เขาขี่จักรยานจากบ้านไปที่โรงแรมในเมืองเป็นเวลา 45 นาที ทุกวัน เพื่อพูดคุยกับฝรั่งและอาสาพาเที่ยวฟรี โดยหวังว่าจะได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วยในตัวพอจบมัธยมปลาย เขาสอบเอ็นทรานซ์ตกสองครั้ง จนครั้งที่สาม จึงสอบเข้าได้เรียนภาษาอังกฤษในวิทยาลัยครูเล็กๆ แห่งหนึ่ง เมื่อจบมา เขาพยายามสมัครทำงาน KFC ซึ่งเพิ่งเข้ามาเปิดกิจการในจีน แต่ได้รับการปฏิเสธ สุดท้ายจึงสอบบรรจุเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่วิทยาลัยเล็กๆ ในชนบทและค่อยๆ ตั้งบริษัทรับแปลงานเป็นของตัวเองเพื่อเสริมรายได้     ในปี คศ. 1995 เขารับงานล่ามเดินทางไปสหรัฐอเมริกา แต่สุดท้ายปรากฏว่าถูกหลอก ไม่ได้รับเงินค่าจ้าง แต่ในระหว่างที่เขาได้มีโอกาสไปเปิดหูเปิดตาที่อเมริกาเป็นครั้งแรกนั้น เขากลับมองเห็นโอกาสทอง ที่ชื่อว่า “อินเทอร์เน็ต” ซึ่งเป็นของที่ยังใหม่มากในขณะนั้น เขาลองเสิร์ชคำว่า “China” ดู ปรากฏว่าไม่มีเว็บเพจอะไรขึ้นมาเลย เพราะในขณะนั้นจีนยังไม่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองเลย   เมื่อเขากลับมาถึงประเทศจีน เขาจึงอยากทำเว็บไซต์ของตัวเองขึ้น ทั้งๆ ที่ไม่มีความรู้คอมพิวเตอร์แม้แต่นิดเดียว เขาจึงลงทุนใช้เงินเก็บของตัวเองจ้างนักศึกษาคอมพิวเตอร์มาทำเว็บไซต์ China Pages เป็นเหมือนสมุดปกเหลืองออนไลน์ไว้ค้นหารายชื่อต่างๆ ในจีน นับเป็นเว็บไซต์แรกๆ ของจีน แต่กลับปรากฏว่าล้มเหลว ไม่มีคนเข้าใช้สักเท่าไร อินเทอร์เน็ตยังเป็นของใหม่มากในจีนในขณะนั้น   เขาผันตัวเองไปรับราชการในกระทรวงพาณิชย์จนประมาณปี ค.ศ. 1999 เป็นช่วงที่อินเทอร์เน็ตเริ่มบูม เต็มที่ในสหรัฐอเมริกาเขาชวนเพื่อน 17 คน มาทานข้าวที่บ้าน และชวนกันก่อตั้งบริษัทอินเทอร์เน็ต Alibaba โดยเป็นไอเดียของเขาเอง (ขณะนั้นทางฝรั่งเองก็ยังไม่มีเว็บไซต์ลักษณะนี้) แจ็คคิดว่าน่าจะมีเว็บไซต์ที่เปิดให้ผู้ผลิตสามารถนำสินค้าของตัวเองไปโพสต์ไว้ได้ ให้ผู้ค้าเล็กๆ สามารถสั่งซื้อจากเว็บไซต์ได้โดยตรง ตัดปัญหาพ่อค้าคนกลาง และตัดปัญหาผู้ค้าต้องคอยเที่ยวเสาะหาผู้ผลิตตามโรงงานหรือเทรดแฟร์ต่างๆ  ปรากฏว่าเพื่อน 16 คน ไม่เห็นด้วย ส่วนใหญ่บอกว่าแจ็คไม่มีความรู้คอมพิวเตอร์เลย จะทำสำเร็จได้อย่างไร อีก 1 คน ที่เหลือ บอกว่า ดูท่าจะยาก แต่ถ้าอยากทำมาก ก็ลองดูสิ ล้มเหลวอีกสักครั้งก็ค่อยกลับมารับราชการใหม่
 
 
แจ็คตั้งเป้าตั้งแต่วันแรกว่า Alibaba จะต้องเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตของโลก ไม่ใช่เฉพาะของประเทศจีนเท่านั้น เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นโลกใหม่ที่ไร้พรมแดน และยังจะต้องเป็นบริษัทที่ช่วยตอบโจทย์สังคม คือช่วยผู้ค้ารายย่อยให้เข้าถึงสินค้าและวัตถุดิบราคาถูก ตัดปัญหาพ่อค้าคนกลางทิ้งไป   เขาเริ่มขยายบริษัทอย่างเร่งรีบ โดยตั้งสำนักงานที่สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ จนเกือบต้องล้มเหลวอีกครั้งเพราะบริษัทมีแต่ค่าใช้จ่าย แต่รายได้กลับมีเข้ามาน้อยมาก เพราะเว็บไซต์ไม่ได้เก็บเงินผู้ผลิตที่มาโพสต์ เนื่องจากหากเก็บเงิน ก็จะไม่มีผู้ผลิตเข้ามาใช้บริการ สุดท้ายแจ็คตัดสินใจปิดสำนักงานที่สหรัฐอเมริกาและทั่วโลก เพื่อกลับมาทำธุรกิจภายในประเทศจีนให้แข็งแกร่งเสียก่อนต้องรอถึง 5 ปีหลังจากที่ก่อตั้งบริษัท Alibaba จึงสามารถทำกำไรได้เป็นครั้งแรกโดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากค่าโฆษณา ซึ่งเมื่อเว็บไซต์มีผู้เข้าใช้งานจำนวนมากแล้ว ผู้ผลิตจึงยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อให้เสิร์ชถึงชื่อบริษัทตัวเองได้ง่ายขึ้น

            ขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้ดีนั้น ในปี ค.ศ. 2003 ยักษ์ใหญ่อย่าง eBay ก็ประกาศบุกตลาด E-Commerce ในจีน จน Alibaba เกือบจะต้องล้มอีกครั้งแจ็คต้องตั้งทีมงานเล็กๆ เพื่อทำเว็บไซต์ Taobaoให้ประชาชนทั่วไปมาโพสต์ขายของได้ โดยประกาศให้โพสต์ฟรี 3 ปีแรก และต่อมาก็ประกาศไม่คิดเงินอย่างถาวร (ขณะที่ eBay เก็บเงิน) ผลคือจากเดิมที่ eBay ประสบความสำเร็จสูงมากในจีน สามารถครองตลาดถึง 85% กลับค่อยๆ มีส่วนแบ่งการตลาดลดลงเรื่อยๆ จนต้องปิดเว็บไซต์จีนไปในที่สุดในปี ค.ศ. 2006

            หลังจากผ่านความล้มเหลว ลองผิดลองถูกมามากมาย ปัจจุบัน Alibaba เป็นผู้ทำธุรกิจ E-Commerce ครบวงจร โดยมีเว็บไซต์หลัก 3 แห่ง ได้แก่ alibaba.com บริการอีคอมเมิร์ซแบบ B2B (Business to Business) สำหรับผู้ผลิตสินค้าในจีนกับผู้ซื้อจากทั่วโลก taobao.com อีคอมเมิร์ซแบบ C2C (Customer to Customer) ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้ซื้อและผู้ค้านับตั้งแต่รายย่อยรายใหญ่กว่า 7 ล้านรายมีสินค้ากว่า 800 ล้านรายการและ tmall.com บริการแบบ B2C (Business to Customer) เพื่อให้แบรนด์สินค้ากว่า 70,000 รายขายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรงส่วนการชำระเงินนั้น ก็ใช้ระบบพิเศษของบริษัท เรียกว่า อาลีเพย์ (alipay.com) ซึ่งเงินจะถูกเก็บไว้ที่บริษัทตัวกลางก่อนที่จะโอนไปให้ผู้ขายต่อเมื่อผู้ซื้อได้รับสินค้าและตรวจสอบคุณภาพสินค้าแล้วเท่านั้น

           แจ็คพูดเสมอว่า ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของตัวเขาและ Alibaba ปรัชญาสำคัญคือต้องปรับตัวและตื่นตัวกับสถานการณ์จริงและสนามแข่งขันจริงเสมอ ไม่ยึดตำราหรือลอกเลียนโมเดลทางธุรกิจของใคร การเรียนรู้จากความล้มเหลวนี่แหละที่ทำให้เขาเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของจีนได้ในวันนี้

 2894914374_1b1d42c24e_z

 

    ความประทับใจ : บุคคลนี้เป็นบุคคลที่น่านับถือมาก ในเรื่องเเนวคิดของเขา เพราะเขาเป็นคนที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่ว่าชีวิตจะล้มเหลวมากแค่ไหน เขาก็ยังยืนหยัดที่จะสู้ต่อ เหมือนดังคำกล่าวที่เขาเคยพูดว่า"ความสำเร็จอยู่ที่ตัวเราเอง"

แนวคิดที่ได้จากบุคคลต้นแบบ : ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะล้มเหลวหรือประสบความสำเร็จ ประสบการณ์ที่ได้มาก็ถือว่าเป็นความสำเร็จของมันเอง เราควรจะฝันถึงความสำเร็จอยู่เรื่อยๆ เพราะว่าวันหนึ่งความฝันนั้นอาจเป็นจริงก็ได้

  แนวทางการนำแนวคิดที่ประทับใจมาใช้ในชีวิตประจำวัน : เราต้องไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่ว่าในชีวิตของเราจะต้องพบเจอกับความล้มเหลวมากแค่ไหน เราก็ต้องสู้ต่อไป

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 118 คน กำลังออนไลน์