หลากหลายกลายเป็นหนึ่ง

หลากหลายกลายเป็นหนึ่งก็เหมือนกับการสร้างสันติสุขในการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าจะเรื่องการเมืองการปกครอง หรือเรื่องชนชาติ ศาสนา ซึ่ง 3 เรื่องที่กล่าวมานี้ต้องพูดก่อนคิดซึ่งถ้าพูดไปแบบไม่คิดอาจทำให้เกิดปัญหาหรือมีการทะเลาะกันได้เนื่องจาก 3 เรื่องที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่ค้อนข้างระเอียดอ่อนต่อบุคลซึ่งโดยเฉพาะเรื่องศาสนาเพราะเรื่องศาสนานั้นเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลเราไม่ควรเอาตัวเองเป็นที่ตั้งเเล้วควรจะรับฟังผู้อื่นเเละคิดอย่างระมัดระวังก่อนตอบ ซึ่งมีบทความจากสะพานเชื่อมพี่น้องต่างศาสนา เขียนโดย พระไพศาล วิสาโล การอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างทางศาสนา  ในการสำรวจความเห็นของนักศึกษาและประชาชนบางส่วนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ปิยะ กิจถาวร อาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้พบข้อมูลที่น่าสนใจที่สะท้อนความเหมือนและความต่างระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม ในเรื่องหลักการสร้างสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้จากผลการสำรวจดังกล่าว ชาวพุทธมีความเห็นว่า หลักการสำคัญอันดับแรกก็คือ “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” รองลงมาคือ “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน” และลำดับที่สามคือ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติตามพิธีกรรมตามความเชื่อของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองไทย และไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”ส่วนชาวมุสลิมส่วนใหญ่มีความเห็นว่า หลักการสำคัญอันดับแรกในการสร้างสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการนับถือศาสนา ฯลฯ” รองลงมาคือ “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย ฯลฯ” ลำดับที่สามคือ “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้”
ทั้งสามหลักการนั้นเป็นบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แต่จะเห็นได้ว่าการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกนั้น มีความต่างกันระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม ในขณะที่ชาวพุทธเห็นว่า การเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ เป็นหลักการสำคัญลำดับแรก ชาวมุสลิมเห็นว่า เสรีภาพในการนับถือศาสนา เป็นหลักการสำคัญสูงสุดคนเรานั้นเมื่อแสดงความต้องการอะไรออกมาก็ตาม ใช่หรือไม่ว่าเขากำลังบอกถึงสิ่งที่เขาขาดแคลนหรือกลัวจะสูญเสียมันไป หรือพูดอีกอย่างคือมันกำลังบอกว่าเขากังวลอยู่กับเรื่องอะไรมากที่สุด มองในแง่นี้ การให้ความสำคัญแก่หลักการที่ต่างกันนั้นสะท้อนให้เห็นเป็นอย่างดีถึงความกังวลใจลึก ๆ ในหมู่ชาวพุทธและมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นก็คือในขณะที่ชาวพุทธมีความกังวลว่าประเทศไทยจะถูกแบ่งแยกดินแดน ชาวมุสลิมก็กังวลว่าเสรีภาพในการนับถือศาสนาของตนจะถูกคุกคามปฏิเสธไม่ได้ว่า ความกังวลดังกล่าวมิได้มีอยู่ในหมู่ชาวพุทธและมุสลิมที่ตอบแบบสอบถามเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในจิตใจของชาวพุทธและมุสลิมทั่วไปในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไรก็ตาม ผลการสำรวจดังกล่าวไม่ได้บอกถึงความต่างเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นความเหมือนระหว่างชาวพุทธและมุสลิม นั่นคือ เมื่อให้จัดลำดับหลักการสำคัญ ๖ ประการในการสร้างสันติสุขในสามจังหวัดชายแดนใต้ ปรากฏว่าทั้งชาวพุทธและมุสลิมเห็นเหมือนกันใน ๓ อันดับแรก ได้แก่หลักการ ๓ ประการที่กล่าวมาข้างต้น พูดอีกอย่างคือ ชาวพุทธเห็นว่า เสรีภาพในการนับถือศาสนาเป็นเรื่องสำคัญมากเช่นเดียวกับคนมุสลิม (แม้ไม่ใช่ลำดับแรก) ส่วนชาวมุสลิมก็เห็นว่า การที่ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรหนึ่งเดียวอันแบ่งแยกมิได้ ก็เป็นเรื่องสำคัญมากเช่นเดียวกับชาวพุทธ (แม้จะไม่ใช่สิ่งสำคัญสูงสุด)คนเราจะเห็นอะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเป็นอะไรเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราตั้งใจมองอะไรด้วย หากตั้งใจมองความแตกต่าง ก็จะเห็นแต่ความแตกต่าง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและแตกแยกได้ง่าย แต่ถ้าเราพยายามมองความคล้ายคลึง ก็จะเห็นความคล้ายคลึง ซึ่งนำไปสู่ความกลมเกลียวกันได้ง่ายชาวพุทธกับชาวมุสลิม มีความแตกต่างกันหลายประการ แต่ก็มีความคล้ายคลึงกันหลายอย่างเช่นกัน ชาวพุทธกับมุสลิมอาจเห็นต่างกันในเรื่องการให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกแก่หลักการสร้างสันติสุขในภาคใต้ แต่ใช่หรือไม่ว่าทั้งสองฝ่ายก็เห็นเหมือนกันว่า ประเทศไทยจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผู้คนเสมอภาคกันทางกฎหมาย และบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาการมองเห็นถึงความคล้ายคลึงกัน จะช่วยให้ชาวพุทธและมุสลิมเป็นมิตรกันมากขึ้น ระแวงกันน้อยลง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าชาวพุทธจำนวนมากทีเดียวมีความระแวงว่าชาวมุสลิมจำนวนไม่น้อยสนับสนุนการแยกดินแดนโดยมีศาสนาเป็นสาเหตุประการหนึ่ง แต่การสำรวจความเห็นดังกล่าวน่าจะช่วยให้ชาวพุทธลดความหวาดระแวงลง เพราะถึงอย่างไรชาวมุสลิมโดยรวมก็ยังอยากอยู่ประเทศไทยและไม่เห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดน เช่นเดียวกับชาวพุทธแม้ว่าชาวพุทธกับมุสลิมจะมีความคล้ายคลึงกันหลายอย่าง ทั้งในฐานะมนุษย์ที่รักสุขเกลียดทุกข์ และในฐานะคนไทยที่รักแผ่นดินไทยและเชิดชูเสรีภาพการนับถือศาสนา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน ความคล้ายคลึงดังกล่าวนับวันจะถูกมองข้ามไป ขณะที่ความแตกต่างระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมถูกขับเน้นให้เด่นชัด และบางครั้งก็เกินเลยไป สาเหตุนั้นมิได้อยู่ที่บทบาทของสื่อในการเน้นความต่างมากกว่าความเหมือนเท่านั้น หากยังอยู่ที่ช่องว่างที่ถ่างกว้างมากขึ้นระหว่างชาวพุทธกับมุสลิมทั้งทั้งในชายแดนใต้และส่วนอื่น ๆ ของประเทศช่องว่างที่ถ่างกว้างขึ้นนั้น สาเหตุสำคัญประการหนึ่งได้แก่ การมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง ต่างคนต่างอยู่กันมากขึ้น ดังนั้นจึงรับรู้เรื่องราวของกันและกันผ่านสื่อหรือคำบอกเล่า ซึ่งอาจมีการต่อเติมเสริมแต่ง ดังนั้นถ้าหากเห็นถึงความจำเป็นในการลดช่องว่างระหว่างชาวพุทธกับมุสลิม สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องเร่งทำคือ การอำนวยให้ทั้งชาวพุทธและมุสลิมมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น เช่น มีการพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ หรือทำกิจกรรมร่วมกันโครงการของพล.อ.สุรยุทธ์ จุฬานนท์ ที่นำเยาวชนมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปพบปะและใช้ชีวิตร่วมกับเยาวชนในกรุงเทพ ฯ หรือจังหวัดอื่น เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนและควรส่งเสริมให้แพร่หลาย แต่ที่ไม่ควรละเลยการสร้างสัมพันธภาพระหว่างชาวพุทธและมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ภาครัฐและภาคประชาชนในพื้นที่ควรสนับสนุนให้มีกิจกรรมที่ชาวพุทธและมุสลิมมาทำร่วมกัน เช่น การเยี่ยมเยือนสถานที่สำคัญทางศาสนา การร่วมเทศกาลทางศาสนา การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เช่น ศิลปะ ดนตรี รวมไปถึงการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม และการจัดมหกรรมกีฬา จะเป็นการดีหากมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่มาจากตัวแทนของชาวพุทธและมุสลิมในท้องถิ่น หรืออาจทำในลักษณะที่เป็นทางการน้อยลง เช่น ทำในรูปของชมรม โดยเริ่มจากระดับจังหวัด ลงไปถึงระดับอำเภออันที่จริงกิจกรรมเหล่านี้มีการทำอยู่บ้างแล้ว แต่เป็นการริเริ่มโดยคนไม่กี่คน และจำกัดอยู่ในบางพื้นที่ เช่น การบริจาคเงินโดยชาวพุทธไปช่วยสร้างมัสยิด หรือชาวมุสลิมไปช่วยงานศพชาวพุทธ แต่สิ่งที่ขาดไปก็คือการสนับสนุนโดยภาครัฐและประชาชนในระดับจังหวัดที่สิงคโปร์ รัฐบาลถึงกับจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว โดยมีคณะกรรมการเพื่อความปรองดองระหว่างเชื้อชาติในทุกเขต (ทั้งหมด ๘๔ เขต) หน้าที่หลักก็คือเชื่อมสัมพันธภาพระหว่างคนต่างเชื้อชาติ ผ่าน กิจกรรมทางศาสนา วัฒนธรรม และกีฬา โดยลงไปถึงสำนักงานและโรงเรียนในท้องที่ นับว่ามีส่วนช่วยได้มากในการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างเชื้อชาติการสานเสวนา (dialogue) ก็เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ควรส่งเสริมให้มี ดังที่ได้มีการริเริ่มบ้างแล้วโดยศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เช่น มีการนำเจ้าหน้าที่รัฐและชาวบ้านมาเปิดใจเสวนากัน และที่กำลังจะทำในเดือนกุมภาพันธ์นี้คือการสานเสวนาระหว่างผู้นำศาสนาทั้งพุทธและมุสลิมในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยร่วมกับคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ
พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ความคุ้นเคยกันเป็นญาติอันประเสริฐ แม้จะต่างศาสนาต่างเชื้อชาติ แต่หากหมั่นเสวนาวิสาสะและพบปะกัน เราก็สามารถเป็นพี่น้องกันได้ ครั้งหนึ่งสายสัมพันธ์ฉันพี่น้องต่างศาสนาเคยมีอยู่มากมายในสามจังหวัดชายแดนใต้ นี้คือต้นทุนที่เราควรนำมาใช้เพื่อฟื้นฟูสันติสุขให้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งบทความนี้สรุปออกมาได้จากคำสอนของพระพุทธองค์ว่า หากต่างฝ่ายต่างพูดกันด้วยเหตุผลเเละมีความคิดที่รอบขอบและระวังในคำพูด พวกเรานั้นก็สามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้ไม่ว่าเราจะต่างศาสนาหรือไม่

   

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 27 คน กำลังออนไลน์