บิลลี่ โจ อาร์มสตรอง

        บิลลี โจ อาร์มสตรอง (อังกฤษ: Billie Joe Armstrong) เป็นนักร้องนำ นักแต่งเพลงหลัก และมือกีต้าร์ให้กับวง "กรีนเดย์” (อังกฤษGreen Day) บิลลี่ เป็นลูกคนสุดท้องจากบรรดาลูก 6 คนของครอบครัว เขามีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองโอ๊คแลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย บิดาของเขาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในวันที่ 10 กันยายน 2525 ซึ่งตอนนั้น บิลลี่อายุเพียง 10 ขวบ เพลง Wake Me Up When Sebtember Ends แต่งขึ้นเพื่อเป็นการระลึกถึงบิดาที่จากไปของเขา

ประวัติ

       บิลลี่ โจ อาร์มสตอง เกิดใน เมือง Oakland,รัฐแคลิฟอร์เนีย และเติบโตใน Rodeo , รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นน้องคนสุดท้องจากจำนวนบุตรเจ็ดคนของแอนดริว แอนดี้ อาร์มสตอง และ โอลี่ แจ็คสัน

การเริ่มทำงาน

    ความสนใจในดนตรีของอาร์มสตรองเริ่มขึ้นตั้งแต่เขายังเด็ก ตอนอายุเพียง 5 ขวบ ครูของเขาสนับสนุนให้เขาอัดเพลงชื่อว่า “Look For Love” ภายใต้สังกัด "เฟียต เร็คคอร์ด” หลังจากที่พ่อของเขาเสียชีวิต แม่ของเขาแต่งงานใหม่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้อาร์มสตรองหันไปใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีมากขึ้น เขาแต่งเพลง “Why Do You Want Him” ให้กับพ่อเลี้ยงของเขา

ตอนอายุ 12 ปี เขาศึกษาอยู่ที่โรงเรียนคาร์กิเนซ มิดเดิ้ล สคูล ที่เมืองคร็อคเก็ตต์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และที่นั่นเอง เขาได้รู้จักกับไมค์ เดิร์นท์ พวกเขาสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วเนื่องด้วยความรักในดนตรีที่ทั้งคู่มีเหมือนกัน ตอนเป็นวัยรุ่น เขาสนใจในเพลงแนวเมทัล แล้วค่อยๆเปลี่ยนแนวมาเป็นพั้งค์หลังจากที่เขาได้ฟังเพลงของ Sex Pistol ชื่อว่า “Holidays in the Sun” นอกจากนี้ อาร์มสตรองยังได้แรงบันดาลใจจากวง “เดอะ รีเพลสเม้นท์” และ “ฮัสเกอร์ ดู” จากเมืองมินนิอาโปลิส ต่อมาเขาเข้าศึกษาในระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนจอห์น สเว็ตต์ ไฮสคูล ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองคร็อคเก็ตต์เช่นเดียวกัน แล้วย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนพิโนลย์ วัลเล่ย์ ไฮสคูล ในเมืองพิโนลย์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เขาตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2532 หนึ่งวันก่อนวันเกิดปีที่ 17 ของเขาเพื่อหันไปทุ่มเทกับอาชีพนักดนตรีของเขา

นอกจากเป็นสมาชิกวงกรีนเดย์ และวงรุ่นน้องอย่าง “พินเฮ้ด กันพาวเดอร์” แล้ว อาร์มสตรองยังเป็นผู้มีฝีมือที่ศิลปินมากมายอยากร่วมงานด้วย เขาเคยร่วมแต่งเพลงให้กับวง เดอะ โก โกส์ ที่ชื่อว่า “Unforgiven” และร่วมแต่งเพลง “The Angel and The Jern” และเพลง “New Day" กับเพเนโลเป้ ฮุสตัน นักร้องนำของอดีตวงร็อคชื่อดัง อเวนเจอร์ส นอกจากนั้นเขายังเคยร่วมแต่งเพลงกับวงแรนซิด (เพลง “Radio”) และรับหน้าที่เป็นเสียงประสานร่วมกับเมลิซซา โอฟ์ เดอร์ มาวเออร์ ให้กับเพลง “Do Miss America” ของไรอัน อดัมส์ (พวกเขาเคยรับหน้าที่เล่นดนตรีให้กับอิ๊กกี้ ป๊อบ ในอัลบั้ม สกัลล์ ริงก์ (เพลง”Private Hell” และเพลง “Supermarket”)) อาร์มสตรองเคยโปรดิวซ์อัลบั้มให้กับวงพั้งก์ร็อค “เดอะ ริเวอร์เดลส์” และมีข่าวลือมาว่าเขาทำงานให้กับวงร็อคคลื่นลูกใหม่ “เดอะ เน็ตเวิร์ค” ซึ่งปล่อยอัลบั้มที่มีชื่อว่า “มันนี่ มันนี่ 2020" ถ้าแฟนๆของกรีนเดย์ได้ลองฟังเพลงของพวกเขาก็จะรู้สึกว่าทั้งสองวงนี้มีความคล้ายคลึงกันอยู่มาก อัลบั้ม “มันนี่ มันนี่ 2020” อยู่ภายใต้สังกัดแอเดอลีน เร็คคอร์ดส์ ซึ่งมีอาร์มสตรองรับหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้บริหาร นอกจากนั้น เขายังเคยร่วมงานกับวงระดับตำนานอย่าง ยูทู ในเพลง The Saints Are Coming และวงกรีนเดย์ยังเคยร่วมงานกับวงเรดฮอตชิลลีเปปเปอร์ส ในมิวสิกวิดีโอเพลง Dani California

คำคมน่าประทับใจและแนวคิด

ที่ผมอยากจะนำเสนอ Quote ของ Billy ก็เพราะว่า เขามีมุมมองที่แปลก ดูกวนๆ แต่มันทำให้เราได้ฉุกคิดบางสิ่งบางอย่าง ทำให้ได้คิดว่าบางที่การที่เราเชื่อต่อๆกันมา ฟังต่อๆกันมาตามบริบทของสังคม มันอาจจะไม่ใช่เรื่องถูกทั้งหมด บางครั้งสิ่งที่คนๆหนึ่งพูดเพียงคนเดียว ซึ่งคัดค้านความเชื่อของคนมากมายอาจะถูกต้อง อย่างกาลิเลโอเคยเป็นชาวโลกเพียงผู้เดียวในยุคนั้น ที่กล้ายืนยันว่าโลกกลม ใครๆก็ว่าบ้า ..แล้วก็มารูัที่หลังว่าเขาไม่ได้บ้าสักหน่อย คนส่วนใหญ่ต่างหากทีความเชื่อที่ผิด ๆ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าครับ

Quote 1:
Punk as always been about doing things your own ways. what it represent for me is ultimate freedom and sense of individual
พังค์ เป็นอะไรที่เกี่ยวกับการทำอะไรมรแบบของคุณเองอยู่เสมอ สำหรับผมมันบ่งบอกความเป้นอิสระอย่างที่สุด และให้ความรู้สึกถึงความเป็นตัวของตัวเอง

คำศัพท์ที่น่าสนใจของ Quote นี้ได้แก่
– Punk หมายถึงแนวดนตรีประเภทหนึ่ง ซึ่งพัฒนามาจาก Alternative rock และอีกความหมายนึงก็ยังหมายถึงกลุมบุคคลที่นิยมดนตรีพังค์ หรือกลุ่มบุคคลที่ชื่่นชอบวัฒนธรรม(เช่นการแต่งการ)ของพังค์

Quote 2:
Punk is not just a sound, then music. It’s a lifestyle
พังค์ไม่ใช่แค่แนวเพลงหรือแนวดนตรี แต่มันคือไลฟ์สไตล์
ประโยคดังกล่าวนี้ สามารถใช่ยืนยันความหมายของพังค์จาก Quote 1 ได้เป็นอย่างดี ว่า นอกจากมันจะหมายถึงดนตรีพังค์แล้ว ยังหมายถึงบุคคลที่นิยมชมชอบพังค์และการใช้ชีวิตแบบพังค์อีกด้วย

Quote 3:
School practice for future life, practice makes perfect, and nobody’s perfect, so why practice?
Quote นี้เป็นการเล่นคำ ถ้าจะแปลกันตรงๆ มันก็ไม่น่าจะเข้าใจถึง bottom line ของมัน ในนี้พูดถึง 2 ประโยคที่คนเชื่อว่ามันเป็นอย่างนั้น คือ practice make perfect (การฝึกซ้อมทำให้สมบูรณ์แบบ) กับ Nobody’s perfect (ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปทั้งหมดหรอก) จะเป็นว่าสองประโยคนี้มันขัดแย้งกัน (ภาษาอังกฤษเรียกว่ามัน contradiction) บิลลี่จึงต่อประโยคที่ 3 ว่า “แล้วจะฝึกฝนกันไปทำไม(วะ)” คือมันก็เป็นประโยคกวนๆนะครับ อย่าไปเอาจริงเอาจังอะไรมาก

รวมๆแล้วคือ โรงเรียนทำหน้าที่สอน(ฝึก), การฝึกฝนทำให้คนสมบูรณ์แบบ, แต่โลกนี้ก็ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ, และจะฝึกฝนกันไปทำไม!!

ผมต้องรีบไปทำงานล่ะ ขอลงไว้แค่สาม Quotes ก่อน แล้ว พบกันใหม่ตอนหน้าครับ …สวัสดี

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 94 คน กำลังออนไลน์