สุวิจักขณ์ ศรีอาริย์

สุวิจักขณ์ ศรีอาริย์


       การเกิดมาจนหรือรวยเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถเลือกได้ แต่สามารถเลือกทางเดินให้ชีวิตได้ ซึ่งบางครั้งความจนอาจเป็นความเจ็บปวดที่เราไม่ต้องการ ความรวยจึงเป็นทางเลือกเดียวที่ทำให้ สุวิจักขณ์ ศรีอาริย์ หนุ่มวัย 36 พยายามต่อสู้มาตลอด จากเงินติดกระเป๋า5 บาท กลายเป็นนักธุรกิจหนุ่มร้อยล้านเนื้อหอมที่สาว ๆ หลายคนอยากให้ตามไปเปิดหัวใจดูว่า มีใครนั่งอยู่ข้างในหรือเปล่า...?!? สุวิจักขณ์ ศรีอาริย์หรือ’เกมส์“นักธุรกิจหนุ่มอสังหาริมทรัพย์ร้อยล้าน ผู้ก่อตั้งบริษัท แอสซิส เฮ้าส์ จำกัดบริษัทรับสร้างบ้านเล่าย้อนถึงอดีตว่า ตั้งแต่จำความได้บ้านเกิดอยู่ตำบลตะค้อ อำเภอไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ ครอบครัวมีฐานะยากจน พ่อแม่แยกทางกันต่างคนต่างเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ ทิ้งตนให้อยู่กับยาย พอปิดเทอมก็ไปอยู่กับแม่ที่คลองเตย ซึ่งเป็นแคมป์คนงานก่อสร้างมุงด้วยสังกะสี ส่วนพ่อทำงาน รปภ. ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน เมื่อเรียนจบ ปวส.อยากเรียนต่อในกรุงเทพฯ ซึ่งมันเป็นความคิดแบบเด็ก ๆ ที่เห็นเพื่อนเรียนต่อก็อยากเรียนบ้าง ถึงตอนนี้ความลำบากเริ่มมาเยือน เพราะค่าครองชีพในกรุงเทพฯ สูงทำให้ขัดสน ตอนนั้นเหลือเงินติดตัวอยู่ 5บาท คิดว่าทำอย่างไรให้อยู่รอดถึง4วัน พลันคิดถึงพ่อขึ้นมาจึงโทรฯ หาทำให้ได้คุยกันและนั่งรถเมล์ไปหา แต่นั่งได้ต่อเดียวเงินหมดต้องเดินอีก5-6กม. เมื่อถึงห้องเช่ารู้สึกสงสารพ่อมาก ’ภาพที่พ่อหยิบกระเป๋าเงินขาด ๆ เอาเงินที่ซ่อนอยู่ออกมาแบ่งให้เราเกือบหมดเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รู้สึกอยากหลุดพ้นออกไปจากความจน จึงติดต่อโมเดลลิงที่เคยให้นามบัตรไว้ตอนประกวดนายแบบที่นครสวรรค์เพื่อของานทำจนได้เดินแบบตามผับ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในวงการนี้ก็ไม่เคยพึ่งยาเสพติดหรือดื่มแอลกอ ฮอล์จนเรียนจบปริญญาตรีเลย คงเป็นเพราะเคยเห็นภาพพี่ชายดื่มเหล้ามากจนพิการและเสียชีวิตจึงคิดว่าเรื่องแบบนี้ จะต้องไม่เกิดขึ้นกับตัวเรา หลังเรียนจบทำงานบริษัททัวร์ ซึ่งพี่เจ้าของบริษัทเคยถามว่าอยากรวยไหมและเอาหนังสือให้อ่านชื่อ ’พ่อรวยสอนลูก“ ทำให้รู้ว่าสามารถมีรายได้เยอะ ๆ ได้ต้องก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของกิจการ ตรงนี้เองที่ปรับเปลี่ยนความคิดว่าถ้าอยากประสบความสำเร็จต้องยอมแลกความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น เลิกไปเที่ยวและลงทุนซื้อหนังสือเล่มละ100-200บาท เกี่ยวกับการทำธุรกิจมาอ่าน ซึ่งราคาในสมัยนั้นถือว่าแพงเหมือนกันเพราะเราก็ไม่ค่อยมีเงิน“ หลังจากอ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ทำ ธุรกิจเสียที ยิ่งอยู่กรุงเทพฯ ก็ยิ่งมีค่าใช้จ่าย จึงกลับบ้านเกิดเป็นเซลส์ขายรถเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งลงทุนให้พ่อเปิดร้านเกม แต่มีคู่แข่งเยอะจึงปิดร้านไป และเป็นช่วงที่เริ่มมองหาธุรกิจใหม่คือทำหนังสือโฆษณาขายบ้านและรถ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จอีก จึงเปลี่ยน มาทำหนังสือรถแต่งวางขายทั่วประเทศ ปรากฏว่าขายดีและได้วางในซีเอ็ด บุ๊ค ช่วงนั้นมีความคิดซื้อบ้าน แต่กลับได้ไอเดียสร้างบ้านขาย เพราะขับรถตระเวนดูว่าบ้านพร้อมที่ดินขายราคาหลังละเท่าไหร่ เช่น 2.5ล้านบาทแต่ลองคำนวณว่าซื้อที่ดินราคา4-5แสนบาท และสร้างบ้านรวมแล้ว1ล้านกว่าบาทเอง จึงวางเงินมัดจำซื้อที่ดิน ทำเรื่องกู้เงินมาสร้างบ้าน และหาทีมงานสร้างบ้านใช้เงินไป1.6ล้านบาท แต่ขายราคา 1.9ล้านบาท ได้กำไร3แสนบาท จากนั้นรับสร้างบ้านให้ลูกค้าเรื่อย ๆ กระทั่งถึงหลังที่3เกิดสะดุดเพราะทะเลาะกับลูกค้าเรื่องสีเนื่องจากไม่มีสัญญาทำให้ไม่ยอมจ่ายเงินงวดสุดท้าย จึงกดบัตรเครดิตมาจ่ายเงินให้ลูกน้อง ส่งผลให้ไม่ได้พิมพ์หนังสือ ต่อมาลูกน้องลาออกหมด และเป็นช่วงที่พ่อมาหาเพื่อขออยู่ด้วยพอดี เขาจึงรู้สึกว่าไม่อยากอยู่เป็นภาระเราและจากนั้นอีก2วันทราบว่าพ่อผูกคอตายที่วัด ซึ่งพ่อเคยพูดว่าถ้าพ่อไม่มีเงินจะไปอยู่วัดลูกไม่ต้องห่วง ตอนนั้นร้องไห้เสียใจมากและฝังใจว่าเรื่องแย่ ๆ นี้เกิดขึ้นเพราะความจน ตอนนั้นรู้สึกแย่มากไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครจึงหันไปหาธรรมะจนจิตใจดีขึ้น เริ่มศึกษาธรรมะและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างจริงจัง ส่งผลให้มองเห็นธรรมชาติของจิตใจ ไม่พลิ้วไหวตามอารมณ์หรือสิ่งกระทบทำให้มีความหนักแน่นขึ้น พอเจอปัญหาทางธุรกิจรู้สึกว่าจิตใจเราไม่เหมือนเดิม เมื่อก่อนจะหงุดหงิดและอารมณ์ค้างอยู่อย่างนั้น แต่ช่วงหลังมาสามารถคุมตัวเองได้ตรงนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเราอีกครั้ง หลังจากมีสติและนั่งทบทวนจึงเริ่มดำเนินการยื่นฟ้องลูกค้าจนยอมจ่ายเงิน ทำให้นำเงินตรงนี้มาต่อยอดทำธุรกิจสร้างบ้านต่อไป เนื่องจากบริษัทคิดราคาไม่แพงจึงมีลูกค้าเข้ามาตลอดจนเก็บเงินได้มาลงทุนทำโครงการของตัวเอง จากสร้าง อาคารพาณิชย์ขยายมาสร้างคอนโดฯปัจจุบันมียอดขายตัวโครงการเป็นนักธุรกิจร้อยล้านแล้ว เสียดายที่พ่อไม่เห็นความสำเร็จ ตอนนี้จึงเหลือแม่คนเดียว การที่จะประสบความสำเร็จได้มี 2 อย่างคือ สมองกับจิตใจ ซึ่งสมองเป็นตัวเก็บองค์ความรู้ เช่น อยากทำธุรกิจร้านกาแฟ ต้องมีความรู้ในเรื่องร้านกาแฟ เมื่อลงมือทำแล้วต้องรู้ถึงส่วนผสมและการตลาด ซึ่งไม่มีอะไรรับประกันว่าสำเร็จหรือไม่ จึงเป็นเรื่องของจิตใจเพราะถ้าทำแล้วเจอปัญหา เช่น ลูกน้องโกง ไม่มาทำงาน โดนลูกค้าตำหนิ มีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าใช้อารมณ์จัดการปัญหาธุรกิจจะพัง จึงต้องฝึกจิตใจให้หนักแน่น เพราะถ้าบริหารใจตัวเองไม่ได้ก็ไม่ต้องคิดไปบริหารใคร ฉะนั้นควบคุมใจตัวเองให้ได้ ถ้ามีปัญหามากระทบมันโมโหกันได้เพราะเรายังไม่บรรลุอรหันต์แต่ต้องรู้ตัวให้เร็ว คือ ’มีสติ“ เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วรู้สึกว่าอยากถ่ายทอด เพราะสามารถเปลี่ยนจากคนจนเป็นคนรวยได้และศาสตร์ที่เรารู้ไม่เหมือนคนอื่นที่ว่าบางทีมีความรู้ก็ไม่ได้รับการการันตีว่าจะสำเร็จ เป็นเรื่องของจิตใจมาก กว่า จึงนำความรู้ตรงนี้มาถ่ายทอดลงหนังสือ เล่มแรก ชื่อ “ไขรหัสลับ ขุมทรัพย์เงินล้าน” ซึ่งขายดีมาก ต่อมาออกเล่มที่ 2 ชื่อ “ไขรหัสรวยด้วยจิตหยั่งรู้” ก็ขายดีเช่นกัน เนื้อหาเน้นแก้ไขตัวบุคคล เพราะบางคนมีความรู้แต่สิ่งที่ทำให้ไม่สำเร็จคือ ตัวเองที่เป็นปัญหาต้องไปจัดการตัวเองให้ดีก่อนอย่างไรก็ตามปัจจุบันธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์มีผลกระทบมากจึงชะลอตัว โปรเจคท์ก่อนและหันมาทำธุรกิจเครื่องสำอางชื่อ “จีวัน คอสเมติกส์มอลล์” แหล่งรวมเครื่องสำอางเกือบทุกแบรนด์และอุปกรณ์ความงามครบวงจร เรียกว่าเป็นร้านสะดวกสวยราคาต่ำกว่าห้างเพราะผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของโรงงานผู้ผลิตเครื่องสำอาง ต้นปีหน้าจะเปิดสาขาแรกข้างมหา วิทยาลัยกรุงเทพ สาขาต่อมาหลังมหา วิทยาลัยหอการค้าไทย และกลางปีหน้าจะเปิดขายแฟรนไชส์ เพราะเชื่อว่าเป็นธุรกิจที่ไม่ค่อยขึ้นลงตามวิกฤติเศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจจะแย่ยังไงคนก็ไม่หยุดสวย จึงอยากสร้างแบรนด์ให้ติดปากผู้หญิงว่า จีวัน (G1) จี หมายถึง Girl ส่วน 1 คือที่หนึ่ง รวมกันเป็น “ที่หนึ่งในใจผู้หญิง”“อายุน้อยมีเงินร้อยล้าน ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อสำหรับคนเดินดิน พิสูจน์ความจริงนี้กับ สุวิจักขณ์ ศรีอาริย์ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้พลิกชีวิตจากลูกกรรมกรสู่นักลงทุนมือพระกาฬ เขาพร้อมไขรหัสรวย ด้วยแรงขับด้านบวก ปรับลดอคติเชิงลบ ตบท้ายด้วยความพอดีคนไม่มีสมบัติพัสถาน หรือตกที่นั่งทายาทรับมรดกพันล้าน อาจไม่กล้าแม้แต่จะ "ฝัน" ว่า "ฉันจะมีเงินล้านให้ได้" ในทางตรงกันข้าม คนที่ "กล้า" บอกกับตัวเองว่า "ฉันจะรวย" กลับเดินผ่าขวางหนามมุ่งสู่เส้นทางเศรษฐีได้ขอเพียงแค่ใช้ "ทัศนคติเชิงบวก" และ "พลังขับเคลื่อน" เอาชนะ “ความคิดลบ” ก็สามารถฉุดให้คนมีฝันทั้งหลาย "ลุกขึ้น" มาจุดประกายความคิด พิชิตกำแพงความกลัวในแวดวงนักลงทุนและกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ คงรู้จัก เกม-สุวิจักขณ์ ศรีอาริย์ เป็นอย่างดี อาจเพราะใบหน้าอันคมคายหล่อเหลา บุคลิกที่อ่อนน้อมถ่อมตน รวมทั้งกลวิธีสร้างฐานะตัวเอง เปลี่ยนจากศูนย์ขึ้นมาเป็นร้อยล้านในเวลาไม่กี่ปี ก็ทำให้เขาเป็นที่สนใจในวงสังคมได้ไม่น้อยปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท แอสซิสเฮ้าส์ จำกัด ศูนย์รับสร้างบ้านมาตรฐานงานก่อสร้าง และวางแผนจะเป็นนักลงทุนด้านอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอนาคตอันใกล้นี้หลายคน (ธรรมดา) อยากรู้ว่าหากต้องการจะประสบความสำเร็จด้วยวัยเพียง 36 ปีอย่างเขา จะต้องทำอย่างไร
 
ล้มแล้วลุก ปลุกพลังความเชื่อ
เกม เผยว่าน้อยคนนักที่จะมีชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ ซึ่งเขาไม่ใช่คนกลุ่มนั้นอย่างแน่นอน ย้อนกลับไปสมัยยังเดินเตะฝุ่น หลังจากสำเร็จการศึกษาสาขาครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีปทุมวัน ก็ต้องเผชิญกับคำว่า ตกงาน เป็นของแถมใบปริญญา

นั่นเป็นเหตุผลให้เขาต้องใช้ "หน้าตา" หากิน ลองแวะเวียนเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงสักพักหนึ่ง ก็รู้ตัวเองว่า ไม่โอเคสักเท่าไร จึงอยากกลับไปพักใจที่บ้านเกิด นครสวรรค์ แล้วค้นพบว่าตนน่าจะเป็นพนักงานขายรถยนต์ได้ดี

ในขณะทำงานงกๆ ตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน็อต แต่ในมือนั้นกลับมีหนังสือเปลี่ยนชีวิตอยู่เล่มหนึ่ง ชื่อ พ่อรวยสอนลูก ในสมองของเขาตอนนั้นคิดเพียงว่า "อยากเป็นผู้ประกอบการ ไม่ใช่ลูกจ้างแบบนี้"

เขามุ่งมั่นอ่านหนังสือ อ่านทุกอย่างทุกเรื่องที่อยากรู้ แล้วก็พยายามศึกษาความรู้จากแผนกต่างๆ นอกเหนือจากที่ตัวเองรับผิดชอบ มันค่อยๆ สั่งสมให้หนุ่มคนนี้มั่นใจว่ามีความรู้มากพอที่จะออกไปเป็นนายตัวเองได้แล้ว

และเขาก็ลงมือทำฝันนั้นให้เป็นจริง ธุรกิจแรกของชีวิตสุวิจักขณ์ ศรีอาริย์ ก็คือนักธุรกิจสิ่งพิมพ์ในชื่อ "รถและบ้าน" จำหน่ายทางภาคกลางตอนบน ด้วยความคิดที่ว่าน่าจะเป็นไปได้ ตามอำนาจความรู้ของตนที่มีอยู่แค่นั้น ทั้งเชื่อว่าธุรกิจบริการมีต้นทุนไม่สูง ใช้แค่ความสามารถ ขยัน และยอมเหนื่อยสักหน่อยเท่านั้นเอง

แต่แล้วเขาก็ต้อง "ล้ม" เป็นครั้งแรกเช่นกัน เมื่อเจอตอขนาดยักษ์ อย่างปัญหาเครดิตของลูกค้า ระยะเวลาชำระค่าสินค้ากลุ่มรถยนต์และบ้านใช้เวลานาน ทำให้ต้องยืดจ่ายค่าโฆษณาในหนังสือของเขา ส่งผลให้หมุนเงินไม่ทัน

ในเมื่อเกม ยังไม่โอเว่อร์ ทางตันยังไม่เปิดตาย... สุวิจักขณ์ จึงเลือกลงทุนในธุรกิจเดิม แต่เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย เล็งนักแต่งรถเป็นลูกค้าใหม่ ผลิตหนังสือ "รถแต่ง" โดยนำเสนอเทคนิคการแต่งรถ เป็นจุดขายที่แตกต่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ กว่า 4-5 เล่มในตลาด

ครั้นพอเข้าถูกจุด รายได้มหาศาลก็ทยอยเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมโอกาสใหม่ๆ ที่เดินมาเคาะประตู นักธุรกิจหนังสือคนนี้ปรารถนาจะลงทุนในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อต่อยอดตัวเลขในบัญชีเงินฝากให้มากขึ้น เขาตัดสินใจซื้อที่ดินแห่งหนึ่งแล้วสร้างอาคารพาณิชย์ออกขายได้ในเวลาอันรวดเร็ว ครั้งนั้นได้กำไรถึง 4 แสนบาท ทำให้สุวิจักขณ์มีพลังที่จะเปลี่ยนชีวิตให้สูงขึ้นๆ อีก

พลังลบ ปะทะ แรงบวก

แต่แล้วจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเกมก็เกิดขึ้น เมื่อทุ่มเงินมากก็เจ็บมากเป็นธรรมดา บอกแล้วว่ากุหลาบไม่ได้มีจำนวนมากพอที่จะโรยได้เรื่อยๆ หรอกนะ ครั้งนั้นเจ้าหนี้ร้านวัสดุก่อสร้างตามทวงเงิน พนักงานก็เรียกร้องต้องการเงินเดือน เขาทำได้เพียงเขียนเช็คล่วงหน้าจ่ายเงินเดือนให้กับทุกคน สัญญาว่ามีเงินเมื่อไร เขาจะรีบนำไปเข้าธนาคารให้ทันที

เขาว่าช่วงนั้นเองที่ทำให้รู้จักกับพลังอำนาจ "หลุมดำแห่งชีวิต" จิตใจที่อ่อนหัดถูกเจ้ามารร้าย หรือพลังงานความรู้สึกลบเข้าครอบงำจิตใจ พอจิตมันติดลบ มันก็จะเริ่มดึงดูดสิ่งชั่วร้ายต่างๆเข้ามา

กู้ยืมจากญาติพี่น้องไม่ได้ ในขณะเดียวกันพ่อของเขา ซึ่งเกมเคยขอร้องให้พ่อลาออกจากงานรักษาความปลอดภัย (รปภ.) แล้วมาดูแลกิจการร้านเกมส์คอมพิวเตอร์แทน แต่เมื่อกิจการไปไม่รอดเพราะคู่แข่งตัดราคากัน พ่อก็เดินทางมาขออยู่กับเขา แล้วพ่อก็ตัดสินใจลาจากไป เพราะเห็นว่าลูกชายคนนี้ก็แย่ไม่แพ้กัน จึงไม่อยากเป็นภาระ แต่การจากกันครั้งนั้นไม่อาจทำให้เขากลับมาพบกันอีกได้ เพราะมันคือจากลาชั่วนิรันดร์

ความบอบช้ำของจิตผลักดันให้เขาเริ่มมองหา "ธรรมะ" และเริ่มศึกษาข้อมูลด้านจิตมากขึ้น เพื่อค้นหาความสำเร็จอีกครั้ง เขาตกผลึกได้ว่า แท้จริงแล้วคนเรามุ่งค้นหาความจริงกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงทางจิตวิญญาณ ไอสไตล์ก็ค้นพบจริงทางวิทยาศาสตร์ ความจริงเหมือนกันแต่คนละทาง

เขาตระหนักดีแล้วว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตคนเรานั้น ถูกสั่งการจากสมองและจิตมากกว่า 60% ในขณะที่ร่ำเรียนกันมาทั้งชีวิตนั้นกลับมีอิทธิพลต่อเราเพียง 40% เท่านั้นเอง“เรามีความรู้มาก ทำให้เราถูกควบคุมด้วยสิ่งที่เรารู้มาหรือจากประสบการณ์ของคนอื่น จริงๆ แล้ว เมื่อก่อนผมชอบคำว่า การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเชื่อว่าความสำเร็จทางโลกต่างๆ ต้องอาศัยประโยคนี้เพื่อสร้างความสำเร็จ แต่เพราะคำๆ นี้เองที่ทำให้มนุษย์เราไม่สามารถเข้าถึงปัญญาขั้นที่สูงขึ้นได้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนจากการใช้ Know-how มาเป็นการคอนโทรลจิตของตัวเอง”

เกม เล่าต่อว่า อุปสรรคที่ซ้ำเติมชีวิต ล้วนเกิดขึ้นกับคนที่มีพลังงานลบ ติดกรอบความรู้และอำนาจเดิมของตัวเอง ไม่หลุดพ้นจากความคิดฝังใจ แพ้ใจตัวเอง และไม่ผ่านหัวใจตัวเอง จนชีวิตไม่ไปไหน หลายคนศึกษาและเรียนรู้มาอย่างดี มีข้อมูลความรู้เพียบ แต่พอลงมือทำ กลับไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมัวแต่สนใจในตัวเงิน แต่ไม่สนใจพลังงานที่ขับเคลื่อนมัน

ดังนั้นเราต้องมาทำความเข้าใจเรื่องพลังงานหรือระบบของมันเสียก่อนว่า จิตของเราคือคือพลังงานที่มีค่า ลบ กลาง บวก หากเราสะสมพลังงานใด เราจะเอนเอียงและซึมซับพลังงานด้านนั้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวทีเดียว
พลังงานจะแทรกซึมเข้าสู่ทุกอย่าง แล้วกระทบกันไปเป็นทอดๆ จนกลับมาที่ตัวเราในที่สุด และคุณสมบัติของจิตที่มีพลังนั้นจะต้องถูกสั่งสมมาเป็นเวลานาน จนกลายเป็นสภาวะจิตหยั่งรู้

แต่หากเรายังไม่สามารถอยู่ในแนวทางบวก หรือกลางๆ ด้วยการฝึกจิตและสมาธิ อยู่กับลมหายใจหรือปล่อยวางได้ทั้งหมดจนเข้าใจทุกอย่าง เกิดเป็นสภาวธรรมแล้ว จิตของเราจะยังคงสลับพลังงานบวกและลบอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราเหมือนจะก้าวไปข้างหน้าแล้วก็ต้องถอยกลับอยู่อย่างนี้ คล้ายกับการทิ้งสมอเรือชีวิตนั่นเอง

หลายคนบอกว่า สมอเรือนั้นเปรียบเหมือนกรรมเก่า สุวิจักขณ์ บอกว่า กรรมก็เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง แต่อย่าลืมว่ากรรมเก่าส่งผลแค่ในปัจจุบันเท่านั้น ในเมื่อจิตมันฝึกกันได้ เราก็สามารถกำหนดชีวิตต่อไปของเราได้ โดยไม่ให้กรรมเก่านั้นส่งผลต่อไปยังอนาคต

ดังนั้นเมื่อมั่นใจว่าจิตของเราสามารถกำหนดทิศทางและความเป็นไปในชีวิต ทั้งมันยังถูกฝึกให้เปลี่ยนแปลงได้ ก็ถึงเวลาต้องให้จิตสอนตัวมันเอง โดยการเพิ่มพลังงานบวกของตัวเอง อัพพลังตัวเองขึ้นมาให้ได้ และพยายามเสพพลังงานบวกอยู่เสมอ ถ้าอยากประสบความสำเร็จในชีวิต อย่าลงมาที่พลังงานลบเด็ดขาด

แล้วจะสร้างพลังงานบวกอย่างไร เป็นคำถามที่คนอยากรวยอยากรู้ สุวิจักขณ์บอกว่ามันง่ายดาย โดยอ้างอิงทางพุทธศาสนาจะแบ่งกลุ่มจิตไว้ 3 ประเภท ซึ่งฝ่ายดี (บวก) นั้น มีลักษณะของความเกรงกลัวต่อบาป ความละอายต่อบาป ความมีสติ ความมีศรัทธา ความมีเมตตา ความยินดี และอารมณ์ที่จะทำให้เกิดปัญญา โดยที่ไม่หลอกตัวเอง เพราะถ้าภายในจิตและสมองของเราไม่รู้สึกอย่างนั้น พลังงานบวกก็จะไม่เกิดจริง

“ที่เราต้องคงอารมณ์และพลังทางบวกไว้นั้น เพราะโดยปกติคนเราจะอยู่ที่บวกไม่ถึง 50%และจะคอยดิ่งไปที่ลบอยู่บ่อยๆ กว่า 80% บางคนอาจต้องกลับไปแก้ที่พลังงานลบที่ฝังอยู่ลึกๆ ก่อนด้วยการไม่ตอกย้ำ แต่ผมขอแนะนำให้ลองใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากเดิมเพื่อกระโดดออกมาจากหลุมดำนั้น พอขึ้นมาได้แล้วให้รีบเข้าสู่ภาวะที่เป็นกลาง แล้วถีบตัวเองขึ้นไปให้กลายเป็นบวก หากเราต้องการให้ชีวิตไปในทางใดให้คิดถึงเป้าหมายที่เราตั้งใจไว้บ่อยๆ ความสำเร็จก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม”

สร้างสมดุลจิต ค้นหาความจริง

เศรษฐีน้อยร้อยล้าน แนะนำต่อว่า สำหรับผู้ที่เริ่มต้นจะทำธุรกิจ ต้องตัดคำว่าไม่กล้า การยึดติดกับกรอบ หรือพลังลบให้ได้ก่อน แล้วเพิ่มพลังงานบวกเข้าไปให้เต็มสูบ จากนั้นให้ฉีกกรอบแล้วก้าวออกมาให้ได้ หากก้าวไม่ได้หรือพลังงานบวกยังมีไม่พอ อาจเลือกอ่านหนังสือ ดูหนังแนวฮีโร่ หรือเข้าฟังสัมมนา ก็จะทำให้พลังงานบวกพุ่งปรี๊ดได้เลย เกมเผยต่ออีกว่า กุญแจความสำเร็จนั้น อยู่ที่ลงมือกระทำเดี๋ยวนี้ และมีความมานะพยายาม ไม่ย่อท้อ

ส่วนคนที่เคยมีประสบการณ์ “เจ็บแล้วจำ” มาก่อน เขาบอกว่าให้เก็บความกล้าบ้าบิ่นไว้ แต่ต้องกลับมาศึกษาข้อมูลทางธุรกิจให้ถ่องแท้เสียก่อน ซึ่งคำเตือนนี้ก็มาจากเรื่องราว “ล้มแล้วลุก” ของเขาเอง ที่เคยให้ความสำคัญผิดจุด จนกระทั่งรู้ว่าธุรกิจต้องพึ่งพาการตลาดและถามผู้บริโภค เพื่อให้รู้ความจริงของตลาด ไม่ใช่การคาดเดา หรือยึดติดกับ “ถ้วยรางวัล” เดิม

แม้หนทางที่สุวิจักขณ์บอก อาจเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้ มีทฤษฎีและสถิติมาประกอบ แต่มันก็ผสมคละเคล้ากันกับหลักทางธรรมอย่างแยกไม่ออก เกมเฉลยว่าที่เราพูดคุยกันนั้นมันคือ “ธรรมชาติของความจริง”

แนวทางที่ดีที่สุดในการใช้ชีวิตของหนุ่มวัย 36 ปีคนนี้ คืออยู่กับความจริง ยึดความจริง นับถือความจริง อยู่กับปัจจุบัน การรู้ตัว เมื่อความรู้สึกอยู่ที่ไหนก็ให้กลับไปอยู่ที่จิต หากเมื่อไรเกิดพลังงานลบก็ต้องหยุดหรือทิ้งมันไปให้ได้ และฝึกจิตให้ละวาง อยู่กลางๆ ไว้

จากนั้นก็เลือกว่าจะเดินทางสายไหน ระหว่างสายกลาง หรือสายสุข ซึ่งตอนนี้เกมบอกว่า เขายังสนุกกับทางโลก จึงขอเดินตามทางแห่งความสำเร็จทางการเงินก่อน ก็จะต้องกระตุ้นตัวเองให้เกิดพลังงานบวกบ่อยๆ แต่ในอนาคตนั้น เขาวางแผนว่าทางสายกลางอย่างแท้จริงนั้น คือปลายทางชีวิตของสุวิจักขณ์ ศรีอาริย์

 

ความประทับใจ

  มีความประทับใจที่เขาสามารถสร้างเงินจาก เงิน 5บาท ให้เป้น 100 ล้านได้โดยใช้ความคิดความสามารถอย่างตั้งใจ

แนวคิดที่ได้จากบุคคล

1. สู้ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่แล้วสู้กับมัน
2. หาโอกาส
3. สร้างจากจุดเล็กสู่จุดใหญ่

แนวทางการนำแนวคิดที่ประทับใจมาใช้ในชีวิตประจำวัน

   คว้าโอกาสให้ได้ให้เร็วที่สุดเพื่อความสำเร้จของหน้าที่การงานและการเรียน

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 57 คน กำลังออนไลน์