หลากหลายกลายเป็นหนึ่ง

                                                                          หัวข้อหลากหลายกลายเป็นหนึ่ง

                     จากการอยู่รวมกันของคนในสังคม มักจะพบถึงความหลากหลายอย่างชัดเจนตัวอน่างเช่นในเรื่องของศาสนา เพราะศาสนานั้นเป็นที่สำหรับยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ เนื่องจากมีหลักฐานต่างๆมากมายที่บ่งบอกถึงความเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละศาสนา เช่น คัมภีร์ ตำรา หลักคำสอนต่างๆมากมาย เพื่อให้มนุษย์ได้มีศาสนาเป็นของตน การนำสิ่งที่ได้ไปปรับใช้ในการดำรงชีวิตให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยปกติแล้วโลกมนุษย์นั้นมีศาสนาสากลอยู่3 ศาสนา เช่น พุทธ คริสต์ อิสลาม โดยแต่ละศาสนาก็ต่างมีเป้าหมายเพื่อให้มนุษย์กระทำแต่ความดีละเว้นความชั่ว แต่สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็ล้วนแต่มีปัญหาตามมามากมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาจนเป็นเหตุให้ผู้คนต่างแตกแยก เกิดการแบ่งแยกศาสนาขึ้น ต่างฝ่ายต่างเอาชนะกันเนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่าศาสนาตนดีกว่าทุกศาสนา อีกทั้งปัจจัยในด้านต่างๆมากมายที่ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการขัดแย้งของคนในสังคมขึ้น ( ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นเยาวชนคนไทย) ข้าพเจ้ามีแนวทางในการดำเนินชีวิตในสังคมโดยใช้หลักสันติเคารพเสียงข้างมาก ปรึกษาหารือพูดคุยเจรจาต่อรองกัน การโต้แย้งประเด็นเพื่อจะได้ทราบถึงทัศนคติของแต่ละฝ่าย การรู้จักคำนึงถึงส่วนรวม การร่วมมือกันแก้ไขปัญหาไม่ใช่เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ความสามัคคีกัน ปรองดองกัน ช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมือง คำนึงถึงผู้อื่นเป็นหลัก มีความเกรงใจ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ทำให้ตนเองหรือผู้อื่นนั้นเดือดร้อน ถ้าหากประเทศใดมีความต้องการจะแบ่งแยกศาสนาหรือต้องการที่จะเผยแพร่ศาสนาไปยังที่ต่างๆนั้นก็ต้องรู้และคำนึงเสียก่อนว่าสามารถที่จะนำศาสนาไปเผยแพร่ได้หรือไม่ หรือประเทศนั้นที่เรากำลังไปเผยแพร่มีหลักในการปฏิบัติในการดำรงชีวิตแล้วหรือยัง มีจารีตขนบธรรมเนียมที่ยึดถือมาแต่โบราณหรือเปล่า มีศาสนาที่ประเทศนั้นนับถือแล้วหรือไม่ ต้องทราบก่อนว่าเราจะสามารถเข้าไปยังไงเพื่อให้เกิดจ้อขัดแย้งน้อยที่สุด และมีทางใดบ้างที่สามารถเป็นศูนย์กลางของแต่ละฝ่ายโดยที่ไม่มีฝ่ายใดเสียเปรียบ ( แนวทางในการสร้างสันติในสังคมตามทัศน คติข้าพเจ้า) 1)คิดถึงส่วนรวมมากกว่าส่วนตน 2)รับฟังความคิดทัศนคติข้อคิดเห็น 3)นำหลักเหตุผลมาใช้ให้มากที่สุด 4)ร่วมมือกันช่วยกันแก้ไขปัญหาด้วยสติ ไม่ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล 5)ไตร่ตรองข้อมูลให้แน่ชัดก่อนจะเชื่อสิ่งต่างๆ 6)ให้เกียรติผู้อื่นไม่ดูถูกหรือซ้ำเติมผู้อื่น 7)มีความกล้าแสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง 8)เคารพการหรือยอมรับตัดสินใจหรือเหตุผลที่ถูกต้องและดีกว่า 9)ไม่ทำให้คนในสังคมเดือดร้อน 10)การปรองดองสามัคคีพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ทอดทิ้งกัน จากข้างตนที่กล่าวมามนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคมที่ต้องดำรงอยู่ด้วยกันอย่างเป็นทีม คอยช่วย้หลือพึ่งพาอาศัยแลกผลประโยชน์ให้กัน ดำรงอยู่เพื่อความอยู่รอด โดยหากมนุษย์ทุกคนต่างมีทัศนคติที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ความคิดความสามารถของแต่ละคน หากทุกคนไม่ร่วมมือกันหาทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในเรื่องศาสนาแล้วไม่นานนักก็ล้วนแต่ ทำให้เกิดความขัดแย้งความแตกแยกของคนในชาติ ดังนั้นทุกคนต้องคิดและคำนึงถึงส่วนรวม คำนึงถึงผลกระทบจากสิ่งที่ทำหรือคาดว่าจะได้รับสิ่งใดหากทำสิ่งนี้ การที่ประเทศชาติจะเดินค่อไปได้อย่างสันติ หรือก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้อย่างมั่นคงนั้น ก็ล้วนอยู่ที่มนุษย์ทุกคนทั้งนั้นที่เป็นสิ่งขับเคลื่อนหรือพัฒนาประเทศให้เจริญไปอย่างสงบสุข


                       นั้นก็ต้องอาศัยมนุษย์ทุกคนเพื่อนำพาและพัฒนาประเทศให้พ้นจากปัญหาต่างๆที่ทำให้ประเทศชาตินั้นมีความเจริญช้าลง ผู้คนต่างไม่ให้ความสำคัญกับบ้านเมือง ต่างมุ่งหวังเพียงผลประโยชน์ส่วนตน โดยที่ไม่รู้เลยว่าผลจากสิ่งที่มนุษย์นั้นกระทำนั้นจะมีผลต่อประเทศอย่างมาก ในฐานนะที่ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าอยากให้ปัญหาต่างๆนี้หมดไปจากประเทศอยากให้ทุกคนใส่ใจ รักและหวงแหนประเทศเปรียบเสมือนปาะเทศคือชีวิตเพราะการที่เราดำรงอยู่ได้นั้นเป็นเพราะเรามีประเทศมีพืนแผ่นดินไว้สำหรับดำรงชีวิต รวมทั้งการอยู่รวมกันเป็นสังคมของมนุษย์ เพราะฉะนั้นทุกคนควรรักและสามัคคีกันให้มาก เห็นแก่ประเทศเพื่อให้คนในประเทศและประเทศก้าวเดินไปอย่างสันติเว้นจากการขัดเเย้งในสังคม หากทุกคนร่วมมือกันแก้ไขอย่าจริงจังแล้ว ไม่นานเราก็จะสามารถพัฒนาประเทศให้ดีกว่าเดิมได้แน่นอน หากทุกสิ่งที่ข้าพเจ้านั้นได้พูดออกไปขอเพียงให้ทุกคนรู้ว่าข้าพเจ้านั้นเพียงแต่อยากจะเเสดงความคิดเห็นไม่ได้มีประเด็นด่าว่าหรือให้ร้ายใคร เพียงแต่อยากให้คนในชาติร่วมมือกันหาทางยุติความขัดแย้ง เพื่อที่ประเทศของเราจะได้กลายเป็นหนึ่งประเทศที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ


                       มารยาทของการที่จะอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนในสังคมนั้น เราจะต้องรู้จักเคารพ นอบน้อมคนที่มีอายุมากกว่า การไหวถือเป็นการทักทายอย่างหนึ่งของคนในสังคมไทย  แสดงให้เห็นถึงความเคารพที่เรามีต่อผู้อื่น ซึ่งจะทำให้คนในสังคมนั้นชื่นชม ชื่นชอบเราไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะมีแต่คนรัก คนหลงในมารยาทของเรา บางครั้งการที่เรารู้จักการไหว้ เคารพผู้อื่นนั้นก็อาจจะเป็นการบ่งบอกถึงการที่เราถูกเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนมาเป็นอย่างดี การพูดก็เช่นกัน การที่เราจะพูดจาเราจะต้องมีหางเสียงรู้จักกล่าวคำว่าครับ/คะ นั้นก็หมายถึงมายาทอย่างหนึ่งเช่นกัน เราควรที่จะพูดจาให้ไพเราะ ติดปาก ไม่ว่ากับใครก็แล้วแต่ไม่ใช่แค่ครอบครัวของเรา เราจะต้องพูดจาให้ไพเราะกับทุกๆคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม การไหว้และการพูดจาที่ไพเราะ น่าฟังนั้น ปัจจุบันเริ่มห่างหายไปจากสังคมเรื่อยๆ ซึ่งในมุมมองของข้าพเจ้าคิดว่า การไหว้และการพูดจาที่ไพเราะนั้นเป็นเอกลักษณ์สำคัญของคนในสังคมที่ควรปฏิบัติกัน เราควรที่จะช่วยกันรักษาประเพณีวัฒนธรรมไทยของเราไว้อยู่สืบต่อไปจะได้อยู่สืบไปตราบนานเท่าที่จะนานได้้ ถ้าเราปฎิบัติได้ตามอย่างที่กล่าวมานั้นประเทศของเรา สังคมที่เราทุกคนอาศัยนั้น ก็ย่อมอยากที่จะกิกดความขัดขึ่นมาได้ ถ้าทุกคนช่วยกัน ปฎิบัติช่วยกันทำ  ประเทศไทยของเรานั้นก็จะเป็นประที่ เต็มไปด้วยความสุขอันลั้นหลาม มากว่าประเทศอื่นใดในโลก


 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 15 คน กำลังออนไลน์