การอยู่รวมกันอย่างสงบสุข

การอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคมที่มีความหลากหลายทางความเชื่อและวัฒนธรรมตามหลักการอิสลาม

(เพจ : ศาสนศาสตร์-อิสลาม)

“มนุษย์” เป็นสัตว์สังคมที่อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม โดยมีลักษณะความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันหลากหลายรูปแบบ เช่น อาชีพ อายุ เพศ ศาสนา ฐานะ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ โดยเป้าหมายของการอยู่ร่วมกันนั้นก็เพื่อสร้างสัมพันธไมตรีต่อกัน พึ่งพาอาศัย และช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ดังที่อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสถึงความหลากหลายของมนุษย์ไว้ว่า

يَا أَيُّهَا النَّاسُ إِنَّا خَلَقْنَاكُم مِّن ذَكَرٍ وَأُنثَى وَجَعَلْنَاكُمْ شُعُوبًا وَقَبَائِلَ لِتَعَارَفُوا إِنَّ أَكْرَمَكُمْ عِندَ اللهِ أَتْقَاكُمْ إِنَّ اللهَ عَلِيمٌ خَبِيرٌ

“โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย แท้จริงเราได้สร้างพวกเจ้าจากเพศชายและเพศหญิง และเราได้ให้พวกเจ้าเป็นกลุ่มชน และเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ก็เพื่อที่พวกเจ้าจะได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน” (อัลหุญร๊อต: 13)

เมื่อสังคมประกอบไปด้วยผู้คนมากมาย โดยแต่ละคนมีฐานความเชื่อและความรู้สึกนึกคิดที่เก็บสะสมจากประสบการณ์หรือถูกถ่ายทอดกันมาแตกต่างกันออกไป จึงส่งผลให้เกิดทัศนคติในแง่มุมต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน การอยู่ร่วมกันจึงจำเป็นต้องมีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ เพื่อมิให้ความแตกต่างก่อให้เกิดความแตกแยก และที่สำคัญการกำหนดกฎเกณฑ์จึงต้องมีความระมัดระวังมิให้เกิดการละเมิดสิทธิทางความเชื่อของคนในสังคมด้วย

นอกเหนือจากกฎหมายข้อบังคับที่สังคมได้ตีกรอบเพื่อให้มนุษย์ในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขแล้ว การทำความเข้าใจถึงความเป็นมนุษย์ก็ถือเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างสังคมที่สงบสุขได้ แม้ว่าจะมีความเชื่อทางศาสนาที่แตกต่างกันก็ตาม

มนุษย์ทุกคนย่อมใฝ่หาสันติภาพ เพราะเชื่อว่าสันติภาพเป็นบ่อเกิดของความมั่นคงของชีวิต ผู้นับถือศาสนาอิสลามก็เช่นเดียวกัน ซึ่งนอกเหนือจากคำว่า “อิสลาม” ที่หมายถึง “สันติสุข” แล้ว อิสลามยังมีคำสอนที่มุ่งเน้นการสร้างสังคมให้เกิดความสงบสุข แม้ว่าในสังคมนั้น ๆ จะมีความหลากหลายทางเชื้อชาติ สีผิว ฐานันดร หรือต่างศาสนากันก็ตาม

อิสลามถือว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน เนื่องจากท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ไว้ว่า

يَا أَيُّهَا النَّاسُ، أَلَا إِنَّ رَبَّكُمْ وَاحِدٌ ، وَإِنَّ أَبَاكُمْ وَاحِدٌ ، أَلَا لَا فَضْلَ لِعَرَبِيٍّ عَلَى أَعْجَمِيٍّ ، وَلَا لِعَجَمِيٍّ عَلَى عَرَبِيٍّ ، وَلَا لِأَحْمَرَ عَلَى أَسْوَدَ ، وَلَا أَسْوَدَ عَلَى أَحْمَرَ إِلَّا بِالتَّقْوَى ، فَإِنَّ اللهَ قَدْ حَرَّمَ بَيْنَكُمْ دِمَاءَكُمْ وَأَمْوَالَكُمْ وَأَعْرَاضَكُمْ

“โอ้มนุษยชาติทั้งหลาย พึงทราบเถิดว่า แท้จริงพระเจ้าของพวกท่านนั้นมีเพียงองค์เดียว บิดาของพวกท่านก็คือคน ๆ เดียวกัน พึงทราบเถิดว่า อาหรับไม่ได้ดีเลิศประเสริฐกว่าชนชาติอื่น ๆ และชนชาติอื่น ๆ ก็ไม่ได้ดีเลิศไปกว่าชนชาติอาหรับ คนผิวแดงก็ไม่ได้ดีเลิศไปกว่าคนผิวดำ และคนผิวดำก็ไม่ได้ดีเลิศไปกว่าคนผิวแดง นอกเสียจากความยำเกรงเท่านั้นที่ทำให้แต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงห้ามพวกท่านมิให้หลั่งเลือดกัน ห้ามมิให้ละเมิดทรัพย์สินของกันและกัน และห้ามมิให้ลบหลู่ศักดิ์ศรีของกันและกัน” (บันทึกโดย อะห์หมัด)

ตามหลักความเชื่อของอิสลาม พระเจ้าที่แท้จริงมีเพียงองค์เดียว โดยมนุษย์ทุกคนคือสิ่งถูกสร้างจากพระเจ้า และมีบิดาที่ให้กำเนิดมนุษยชาติคน ๆ เดียวกัน คืออาดัม ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทุกคนจึงเป็นพี่น้องเชื้อสายเดียวกันที่มีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกัน ดังนั้นในด้านของความเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนจึงมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ดังที่อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสไว้ว่า

وَلَقَدْ كَرَّمْنَا بَنِي آدَمَ

“และโดยแน่นอน เรา (อัลลอฮ์) ได้ให้เกียรติแก่ลูกหลานของอาดัม (มนุษย์ทั้งหมด)” (อัลอิสรออ์ : 70)

เมื่อมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์อิสลาม ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ได้ทำสนธิสัญญาต่าง ๆ กับคนต่างศาสนาที่อยู่ในสังคมเดียวกัน ซึ่งในขณะนั้นมีทั้งกลุ่มศาสนาที่สักการะรูปปั่น ศาสนายิว และศาสนาคริสต์ โดยท่านศาสดาได้เรียกร้องให้พวกเขาเคารพและไม่ละเมิดสนธิสัญญาต่างๆ ที่ให้ไว้ต่อกัน และแน่นอน เป้าหมายหลักของการร่างสนธิสัญญาเหล่านั้น ก็เพื่อให้คนในสังคมได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยไม่จำเป็นต้องนับถือศาสนาเดียวกัน พร้อมทั้งให้แต่ละคนเคารพสิทธิทางความเชื่อของแต่ละฝ่ายเพื่อมิให้เกิดความแตกแยกขึ้นภายในสังคม

การอยู่ร่วมกันระหว่างมุสลิมกับผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอย่างสันตินั้น อิสลามได้ตีกรอบให้แก่มุสลิมเอาไว้ โดยมุสลิมทุกคนจะต้องอยู่ในความเป็นอิสลาม ไม่เลยเถิดจนนำไปสู่การสิ้นสภาพจากความเป็นมุสลิมหรือละเมิดต่อบัญชาใช้และห้ามของอัลลอฮ์ ฉะนั้น ในเรื่องพิธีกรรมของศาสนาอื่นๆ มุสลิมจะเข้าไปเกี่ยวพันหรือร่วมกันในการประกอบพิธีกรรมของศาสนาเหล่านั้นไม่ได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ดำเนินไปตามพระดำรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า

قُلْ يَا أَيُّهَا الْكَافِرُونَ * لا أَعْبُدُ مَا تَعْبُدُونَ * وَلَا أَنتُمْ عَابِدُونَ مَا أَعْبُدُ * وَلا أَنَا عَابِدٌ مَّا عَبَدتُّمْ * وَلا أَنتُمْ عَابِدُونَ مَا أَعْبُدُ * لَكُمْ دِينُكُمْ وَلِيَ دِينِ

“มูฮัมหมัด! เจ้าจงกล่าวเถิดว่า โอ้บรรดาผู้ที่ไม่เชื่อในอัลลอฮ์เอ๋ย ฉันจะไม่สักการะต่อสิ่งที่พวกท่านสักการะ โดยพวกท่านก็ไม่ใช่ผู้ที่สักการะต่อสิ่งที่ฉันได้สักการะ และฉันก็ไม่ใช่ผู้ที่สักการะต่อสิ่งที่พวกท่านสักการะ และพวกท่านก็ไม่ใช่ผู้ที่สักการะต่อสิ่งที่ฉันได้สักการะ สำหรับพวกท่านก็มีศาสนาของพวกท่าน และสำหรับฉันก็มีศาสนาของฉัน” (อัลกาฟิรูน 109 : 1-6)

เมื่อครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าในขณะที่ขบวนแห่ศพของชายชาวยิวได้ผ่านมา ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ได้ยืนขึ้นเพื่อให้เกียรติแก่ศพนั้น อัครสาวกท่านหนึ่งจึงได้กล่าวกับท่านศาสดาว่า “ศพที่ผ่านไปนั้นเป็นศพของชายชาวยิว!” ท่านศาสดาจึงได้ตอบไปว่า “ชาวยิวไม่ใช่มนุษย์ดอกหรือ!” และท่านศาสดายังได้กำชับแก่อัครสาวกว่า เมื่อพวกท่านเห็นศพผ่านมา ก็จงยืนขึ้นเถอะ”

นอกจากการที่อิสลามได้สอนสั่งแก่มุสลิมในการเคารพสิทธิการนับถือศาสนาและให้เกียรติแก่เพื่อนมนุษย์แล้ว อิสลามยังส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรมในการทำดีแก่มนุษย์ทุกคน ดังที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาว่า

لا يَنْهَاكُمُ اللهُ عَنِ الَّذِينَ لَمْ يُقَاتِلُوكُمْ فِي الدِّينِ وَلَمْ يُخْرِجُوكُم مِّن دِيَارِكُمْ أَن تَبَرُّوهُمْ وَتُقْسِطُوا إِلَيْهِمْ إِنَّ اللهَ يُحِبُّ الْمُقْسِطِينَ

อัลลอฮ์มิได้ทรงห้ามพวกเจ้าที่จะปฏิบัติดีและให้ความยุติธรรมแก่บรรดาผู้ที่ไม่ทำสงครามศาสนากับพวกเจ้าและบรรดาผู้ที่ไม่ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเมืองของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักผู้มีความยุติธรรม” (อัลมุมตะฮินะห์ : 8)

การด่าท่อและเหยียดหยามความเชื่อและหลักคำสอนของศาสนาอื่น ๆ ก็ถือเป็นข้อห้ามตามบัญญัติที่อิสลามได้กำหนดไว้เช่นกัน โดยอัลลอฮ์ได้ทรงตรัสว่า

وَلاَ تَسُبُّواْ الَّذِينَ يَدْعُونَ مِن دُونِ اللَّهِ فَيَسُبُّواْ اللَّهَ عَدْوًا بِغَيْرِ عِلْمٍ
“และพวกเจ้าจงอย่าได้ด่าทอบรรดาสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขอ จากสิ่งที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ เพราะพวกเขาจะด่าทออัลลอฮ์อย่างละเมิดโดยปราศจากความรู้ใดๆ” (อัลอันอาม : 108)

วิธีการที่ทำให้เราสามารถรู้ซึ้งถึงจิตใจของแต่ละคนได้นั้นก็คือ “การเอาใจเขามาใส่ใจเรา” “รู้จักให้อภัย” และ “สร้างความรักความเมตตาต่อกันด้วยการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน”

การทำความเข้าใจในความเป็นตัวตนของผู้อื่น โดยการให้นึกคิดว่า หากเราเกิดมาในสังคมและแวดล้อมไปด้วยสภาพการณ์ที่เขาเป็นอยู่ เราจะมีความรู้สึกและปฏิบัติตนอย่างไรเมื่อเราเป็นเขา? ซึ่งแน่นอนว่า ประสบการณ์ของแต่ละคนที่เกิดมาในแวดล้อมที่ต่างกันทางด้านความเชื่อและวัฒนธรรมย่อมต้องทำให้พวกเขามีความแตกต่างกัน การที่จะปรับเปลี่ยนให้ทุกคนมีความคิดเดียวกัน มีความเชื่อเดียวกัน มีอัตลักษณ์เดียวกัน ทั้งหมดย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่จะทำให้คนในสังคมที่มีความแตกต่างทางด้านความเชื่อและวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ต้องอาศัยการยอมรับความเป็นตัวตนของเขาและเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน

ปรากฏว่าทุกศาสนาล้วนมีหลักคำสอนหลักที่มีความสอดคล่องกัน เสมือนกับว่าผู้ร่างบัญญัติในแต่ละศาสนาเป็นบุคคลเดียวกัน อาทิเช่น การห้ามฆ่าชีวิตโดยไม่เป็นธรรม การละเมิดสิทธิของผู้อื่น การผิดประเวณี การเสพสุรายาเมา การพูดจาไม่ดี เป็นต้น เมื่อมนุษย์ถือกำเนิดมาโดยมีสติปัญญาที่เป็นสิ่งทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน สามารถแยกแยะผิดถูกได้ ฉะนั้นการละเมิดต่อหลักคำสอนทางศาสนาจึงถือว่ามีความผิด

เมื่อความผิดได้เกิดขึ้น การย้อนกลับไปเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดย่อมเป็นไปไม่ได้ ความเป็นมนุษย์จึงได้เข้ามามีบทบาทในการทำให้ผู้กระทำความผิดรู้สึกสำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไป ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงได้ส่งเสริมให้ผู้ที่ถูกอธรรมให้อภัยแก่ผู้กระทำความผิด ดังที่มีพระดำรัสแห่งอัลลอฮ์ที่ว่า

وَأَن تَعْفُواْ أَقْرَبُ لِلتَّقْوَى﴿

“และการที่พวกเจ้าให้อภัยกันนั้น เป็นสิ่งที่ใกล้แก่ความยำเกรงมากกว่า” (อัลบะกอเราะห์ : 237)

การที่เรายืนอยู่ในจุดของผู้ถูกอธรรม คงเป็นเรื่องยากที่จะทำใจและให้อภัยต่อผู้กระทำความผิดที่สำนึกผิด แต่เมื่อเรามองไปที่ตัวเขาและมองย้อนกลับมาที่ตัวเรา เราจะสามารถรับรู้ถึงความรู้สึกของเขาได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นการให้อภัยจึงถือเป็นความเมตตาอันยิ่งใหญ่ โดยท่านศาสดาได้กล่าวถึงผู้ที่ขาดเมตตาจิตว่า

مَنْ لَا يَرْحَمْ لا يُرْحَمْ

“ผู้ใดที่ไม่มีความเมตตา เขาผู้นั้นจะไม่ได้รับความเมตตาเช่นกัน” (บันทึกโดยอัลบุคอรีและมุสลิม

ยิ่งกว่านั้น อิสลามได้เรียกร้องให้มุสลิมสร้างความดีต่อผู้กระทำความผิด โดยหวังว่าสักวันหนึ่ง ศัตรูคู่อริที่กระทำผิดต่อเราจะกลายมาเป็นมิตร ดังที่อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสไว้ว่า

وَلا تَسْتَوِي الْحَسَنَةُ وَلا السَّيِّئَةُ ادْفَعْ بِالَّتِي هِيَ أَحْسَنُ فَإِذَا الَّذِي بَيْنَكَ وَبَيْنَهُ عَدَاوَةٌ كَأَنَّهُ وَلِيٌّ حَمِيمٌ

“และความดี และความชั่วนั้น หาเท่าเทียมกันไม่ เจ้าจงขับไล่ (ความชั่ว) ด้วยสิ่งที่มันดีกว่า แล้วเมื่อนั้น ผู้ที่ระหว่างเจ้ากับระหว่างเขาเคยเป็นอริกัน ก็จะกลับกลายเป็นเยี่ยงมิตรที่สนิทกัน” (ฟุซซิลัต : 34)

การแปรเปลี่ยนคู่อริให้กลายเป็นมิตร และจากมิตรต่างศาสนาให้กลายเป็นพี่น้องมุสลิม จะเกิดขึ้นได้ด้วยการสร้างสัมพันธไมตรีต่อกันและหยิบยื่นความดีให้แก่กัน ไม่กล่าวร้ายป้ายสีกัน กล้าที่จะแนะนำและตักเตือนซึ่งกันและกัน เพื่อวางรากฐานในการเชิญชวนพวกเขาเหล่านั้นมาสู่แนวทางอันถูกต้องเที่ยงธรรมตามหลักการอิสลาม ดังที่อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสไว้ก่อนโองการที่ผ่านมาว่า

وَمَنْ أَحْسَنُ قَوْلا مِّمَّن دَعَا إِلَى اللهِ وَعَمِلَ صَالِحًا وَقَالَ إِنَّنِي مِنَ الْمُسْلِمِينَ

“และผู้ใดเล่าจะมีคำพูดที่ดีเลิศยิ่งไปกว่าผู้เชิญชวนไปสู่อัลลอฮ์ โดยเขาได้ปฏิบัติคุณงามความดี และกล่าวว่า แท้จริงฉันเป็นคนหนึ่งในบรรดาผู้สวามิภักดิ์ต่ออัลลอฮ์” (ฟุซซิลัต : 33)

อิสลามได้สอนว่า การสร้างภัยอันตรายให้แก่ตนเองและผู้อื่นถือเป็นความผิดบาปอย่างร้ายแรง ดังที่ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ได้กล่าวว่า

لاَ ضَرَرَ وَلاَ ضِرَارَ

“อย่าได้สร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองและอย่าได้หยิบยื่นความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น” (บันทึกโดย อิบนุมาญะห์)

เมื่อใดที่ทุกคนเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน ยอมรับในความต่างของแต่ฝ่าย ไม่นำเอาความต่างมาเป็นประเด็นในการสร้างความแตกแยก เมื่อนั้นความสงบสุขจะแผ่กระจายไปทั่วสังคม

ด้วยเหตุทั้งปวงนี้ อิสลามจึงเป็นศาสนาที่ยืนอยู่ในหลักการแห่งความสันติ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง แม้ว่าคนบางกลุ่มจะนำเอาอิสลามไปใช้เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมแก่ตัวของพวกเขาอย่างผิด ๆ แต่พึงทราบเถิดว่า พฤติกรรมของมุสลิมบางคนหรือบางกลุ่มที่หลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามบทบัญญัติอิสลาม จะนำมาเป็นข้อตัดสินว่าอิสลามจะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องระลึกเสมอว่า ความคิดที่รุนแรงและการขาดขันติธรรมนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่ที่ศาสนาหนึ่งศาสนาใดเป็นการเฉพาะ หากแต่ว่าการสร้างความรุนแรงนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกกลุ่มชน ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่สามารถเห็นได้ในปัจจุบัน

และเพื่อไม่ให้มองอิสลามในแง่ลบ คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่พูดถึง “ญิฮาด” การทำความเข้าใจในบทบัญญัติอิสลามว่าด้วยเรื่อง “ญิฮาด” ก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะแท้จริงแล้ว การญิฮาดหรือการทำสงครามเพื่อศาสนานั้น จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกดขี่รังแก ละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์ ขับไล่ พร้อมทั้งเข่นฆ่าพี่น้องมุสลิมอย่างทารุณและไร้ความเป็นธรรม เพราะคงไม่มีกลุ่มชนใดที่จะอยู่นิ่งเฉยเมื่อถูกละเมิดสิทธิ์และถูกเข่นฆ่า ด้วยเหตุนี้ การทำสงครามศาสนาก็เพื่อที่จะยุติพฤติกรรมอันโหดร้ายและให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและได้ดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติสุข

แน่นอนว่ากฎกติกาในการทำสงครามศาสนาที่อิสลามได้กำหนดขึ้นนั้น มิใช่เพื่อเป็นการรุกราน เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ หรือละเมิดสิทธิซึ่งกันและกัน หากแต่อัลลอฮ์ได้ตีกรอบของการทำสงครามศาสนาไว้ว่า

وَقَاتِلُواْ فِي سَبِيلِ اللهِ الَّذِينَ يُقَاتِلُونَكُمْ وَلاَ تَعْتَدُواْ إِنَّ اللهَ لاَ يُحِبُّ الْمُعْتَدِينَ

“พวกท่านจงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ต่อบรรดาผู้ที่ทำสงครามกับพวกเจ้า และจงอย่าละเมิดต่อกัน แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงชอบบรรดาผู้ที่ละเมิดสิทธิ์” (อัลบะกอเราะห์ : 190)

แม้ว่าอิสลามจะอนุญาตให้ทำศึกสงครามตามความจำเป็นดังกล่าว แต่พระเจ้าก็กำหนดขอบเขตไม่ให้เกิดการล่วงล้ำหรือกระทำการเกินกว่าเหตุ การต่อสู้จะต้องกระทำกับผู้ที่กำลังต่อสู้ด้วยเท่านั้น มิใช่ต่อสู้กับคนที่ไม่ได้ต่อสู้

ท่านอบูบักรซึ่งเป็นคอลีฟะฮ์ (กาหลิบ) คนแรก ได้กำชับต่ออุซามะฮ์ผู้เป็นแม่ทัพปกป้องศาสนาอิสลามในขณะนั้นว่า “จงอย่าทรยศหรือหักหลังอาฆาตพยาบาท จงอย่าฟันศพ จงอย่าฆ่าเด็ก คนแก่หรือผู้หญิง จงอย่าตัดหรือเผาต้นอินทผลัมหรือต้นไม้ที่ออกผล จงอย่าฆ่าแกะ วัวหรืออูฐ นอกจากเพื่อเป็นอาหาร และเมื่อท่านพบพระที่พากเพียรปฏิบัติธรรมโดยดำรงตนสันโดษ จงปล่อยพวกเขาให้ปฏิบัติธรรมของพวกเขาต่อไป” นอกจากนี้ การรักษาความยุติธรรมและการหลีกเลี่ยงการแก้แค้น ก็เป็นอีกหนึ่งกติกาของการทำสงครามในอิสลาม

หากฝ่ายตรงข้ามมีความประสงค์ที่จะสงบศึกและตกลงทำสนธิสัญญาระหว่างกัน มุสลิมจะต้องยุติการรบทันที จะฆ่าฟันหลั่งเลือดฝ่ายตรงข้ามต่อไปอีกไม่ได้ ดังที่อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาว่า

 อภินันท์ ศรีมันตะ ม6/10 เลขที่20

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 47 คน กำลังออนไลน์