หลากหลายกลายเป็นหนึ่ง

  

    ความขัดแย้งมีพลวัต เป็นความเข้าใจที่แจ่มแจ้งเกี่ยวกับธรรมชาติของความขัดแย้ง เป็นเรื่องพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งกว่าการมุ่งแสวงหาวิธีการแก้ไขต้องมีการวิเคราะห์สภาพที่ความขัดแย้งเป็นทั้งสาเหตุและผลในตัวเองในการแก้ปัญหาไม่ได้คำนึงถึงธรรมชาติของความขัดแย้งที่เป็นอยู่ขาดการคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ในการเลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีโครงสร้างอำนาจนิยมในสังคมไทยเป็นเงื่อนไข การแก้ปัญหามักไม่ได้ผล

ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการศึกษาความขัดแย้งในสังคมไทย ตกอยู่ในภาวะวิกฤตจากแรงผลักดัน 2 ด้าน

ด้านที่ 1 คือความต้องการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

ด้านที่ 2 คือการกดขี่ทางการเมืองและการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ

            ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

1. ผู้นำการปกครองหรือชนชั้นทางการเมืองร่วมมือกับนายทุนและจักรวรรดินิยมกับประชาชนผู้ถูกกดขี่ประกอบด้วยชาวไร่ ชาวนา และกรรมาชีพ

2. การเมืองไม่ตอบสนองปัญหาระดับล่าง คือความเดือนร้อนของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น

3. เป็นยุคสงครามเย็น มาจากปัญหาเศรษฐกิจ สังคม เน้นความรุนแรงที่อยู่ในโครงสร้าง ด้วยการเมืองที่ไม่เปิด กว้างเป็นการใช้อำนาจและกำลังบังคับ คือการเมืองแบบอำนาจนิยม

4. นโยบายรัฐเปิดกว้างทางการเมืองสามารถคลี่คลายปัญหาได้

5. ยอมรับความแตกต่างทางความคิดเพราะเป็นบทเรียนที่สำคัญของการแก้ไขความขัดแย้ง เช่นบทเรียน 14          ตุลาคม 2516 , 6 ตุลาคม 2519 และ 17-18 พฤษภาคม 2535 บทเรียนที่ผ่านมานี้ ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกติกาทางการเมือง

- สังคมไทยมองเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือพัฒนาประชาธิปไตยให้มั่นคงทั้งเชิงสถาบันและเชิงวัฒนธรรม ในวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของพลเมือง

- มีองค์กรพัฒนาเอกชน เผยแพร่แนวความคิดสันติวิธีเช่น กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม มูลนิธิ ด้านสิทธิมนุษยชน นำเสนอในฐานะวิธีการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการและอำนาจที่ไม่ชอบธรรม

- นายชัยวัฒน์   สถาอานันท์ เป็นนักวิชาการด้านสันติภาพ เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องสันติภาพและสันติวิธีในสังคมไทย เชื่อมโยงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างความขัดแย้งและความรุนแรงทางโครงสร้างและการวัฒนธรรมเน้นเงื่อนไขภายในสังคมที่แฝงตัวอยู่

- ความเจริญทางวัตถุและภาคอุตสาหกรรม

- สงครามแย่งชิงทรัพยากรทำให้ประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานและภัยพิบัติ ทำให้สังคมระส่ำระส่าย

- การลงโทษกันเอง การให้สิทธิพิเศษเพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามเงื่อนไข

- การแก้ไขปัญหามักใช้กฎหมายตัดสิน และการเจรจาไกล่เกลี่ยโดยตกลงกันนอกศาล วิธีการแก้ปัญหาในลักษณะนี้แพร่หลายในประเทศตะวันตก

- ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐในสังคมไทย รัฐเป็นผู้ใช้กฎหมายฝ่ายเดียวเพราะมีข้อจำกัดในตัวกฎหมายซึ่งเป็นไกลไกของการรักษาสถานภาพเดิมและไม่สามารถใช้กฎหมายได้ทุกกรณีหรือทุกเหตุการณ์

- การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอยู่ที่แนวทางและกรอบความคิดที่มาจากหลายๆภาคส่วน เพราะกลไกของรัฐ บทบาทความรุนแรงทางโครงสร้างที่เป็นเงื่อนไขในตัวเอง โดย มารค ตามไท เคยสัมมนามาหลายครั้งว่า ความเป็นกลางในการแก้ไขความขัดแย้งอยู่ที่ใดตอบยาก เพราะสังคมยังไม่มีความเป็นธรรม

- ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา และมุ่งพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและมีความสงบมาช้านานทำให้ชาวต่างชาติมาทำธุรกิจและลงทุนสร้างฐานโรงงาน

- รัฐควรลดเงื่อนไข ลดพฤติกรรมความขัดแย้งที่เป็นอันตราย เช่น การปราบปรามการใช้อาวุธ และลดเงื่อนไขที่อยู่ในโครงสร้างของสังคมและการเมือง

- ควรเสริมสร้างวัฒนธรรมและใช้สันติวิธี เพื่อชุมชนที่เข้มแข็งเพราะวัฒนธรรมสร้างความเจริญรุ่งเรืองมาแล้วในอดีต

- สังคมไทยจะก้าวไปสู่ความสงบเรียบร้อยได้อยู่ปกติต้องให้ความสำคัญกับช่องว่างบางประการที่เป็นประเด็นพื้นฐานได้แก่ การทำความจริงให้ประกฎ

- การปรับเสถียรภาพอำนาจเพื่อทำให้เท่าเทียมกันทุกฝ่าย และสร้างธรรมเนียมวัฒนธรรมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเมื่อพลวัตของความขัดแย้งเคลื่อนไหวและมีการตอบโต้

- ในอดีตสังคมไทยเป็นสังคมเข้มแข็งคือการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน เอื้อเฟื้อมีน้ำใจต่อกัน ต่อมาสิ่งเหล้านี้เริ่มจางไป เพราะคนเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือเฉพาะกลุ่มมากขึ้น

- ในปี 2541-2544 มีการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายของความมั่นคงแห่งชาติ แม้จะยังไม่เป็นรูปธรรม แต่สังคมไทยกับความขัดแย้งโดยสันติวิธีเริ่มจะใช้ได้มากขึ้น เพราะมีการอุดช่องว่างความเข้าใจ และมีการพัฒนาแก้ไขที่ทุกฝ่ายร่วมมือกัน มิใช่แค่เพียงรัฐและต้องสร้างความรู้ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นระบบจากการปฏิบัติจริง รวมทั้งสามารถวิเคราะห์ปฏิกิริยาตอบสนองต่อความขัดแย้งของฝ่ายต่างๆ

วิธีการจัดการกับความขัดแย้งได้อย่างปกติ ต้องให้ความสำคัญกับช่องว่างบางประการที่เป็นประเด็นพื้นฐาน

1. การทำให้ความจริงให้ปรากฏ มาจากอำนาจของคนกลุ่มเดียวและทรัพยากรมากกว่า เพราะไม่มีการมีส่วนร่วม รับรู้ และความเข้าใจของแต่ละฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน สามารถเชื่อมโยงประสานแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการและความรู้ในภูมิปัญหาท้องถิ่นของคนในชุมชนนั้นๆ ได้รับการสนับสนุนให้ไปสู่การปฏิบัติให้มากขึ้น แต่ประเด็นนี้ถูกมองข้ามไป เพราะใช้ความรู้ของผู้เป็นนักวิชาการเป็นบรรทัดฐานสำหรับการตัดสินใจหลายๆ กรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทรัพยากรที่ยังมีการแสวงหาผลประโยชน์ ที่แยกไม่ออกว่านั่นคือความรู้ที่ผูกติดอยู่กับวิถีชีวิต จนกลายเป็นปัญหาความขัดแย้งที่แตกต่างได้

2. การปรับเสถียรอำนาจภาครัฐกับภาคประชาชน ไม่สามารถลดความขัดแย้ง เราพบว่าเรื่องอำนาจยังเป็นตัวแปรที่สำคัญ   ในอนาคตจะมีการพัฒนาสถาบันทางการเมืองและสังคม ทำหน้าที่เป็นกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และหลักประกันความยุติธรรม รูปธรรม คือให้มีระบบผู้ตรวจการรัฐสภา และศาลปกคลองมีบทบาทในการศึกษาแนวทางให้ไปสู่การปฏิบัติ  มีการเสริมสร้างอำนาจกับชุมชนและประชาสังคมให้มีความสามารถมีความรู้และมีศักยภาพมากสามารถสื่อสาร มีความพร้อมในการแสดงความคิดเห็น ไว้วางใจอำนาจรัฐ แต่ปัจจุบันชุมชนยังอ่อนแอในเรื่องของศักยภาพ ปัญหาความมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน ฉะนั้นการเสริมสร้างอำนาจให้กับชุมชน จึงควรสร้างจิตสำนึกสาธารณะไปพร้อมๆ กัน

- บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชน เป็นบทบาทที่เข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือชาวบ้านให้มีโอกาสในการท้าทายอำนาจรัฐในกรณีความขัดแย้ง เพราะเป็นสถาบันทางสังคมประเภทหนึ่ง สามารถทำหน้าที่เชื่อมช่องว่างระหว่างภาครัฐกับประชาชนให้สื่อสารกันได้อย่างเท่าเทียมกัน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อน อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาความขัดแย้ง ด้วยเหตุนี้ บทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในสังคมประชาธิปไตย ปัจจุบันชุมชนทางการเมืองยังต้องการความเข้าใจเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการเมือง กลุ่มในสังคมพหุนิยม ซึ่งจะส่งผลต่อความเข้าใจบทบาทขององค์กรนอกภาครัฐได้ดีขึ้น ดังนั้นภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนเป็นหน่วยงานที่ไม่แตกต่างกัน คือขาดประสบการณ์ในการแก้ไขความขัดแย้ง และต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสันติวิธีและวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

3. ต้องสร้างธรรมเนียมและวัฒนธรรมสู้การปฏิบัติไปพร้อมกัน ด้วยท่าทีและการตอบโต้ระหว่างกัน อันมาจากมีอคติต่อกัน แต่สังคมไทยยังโชคดีที่มีวัฒนธรรมทางภาษา มีธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นจุดแข็ง คือมีความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันอยู่อย่างเห็นได้ชัด ตอนปลายปี 2554 เกิดภาวะน้ำท่วมในหลายๆ พื้นที่ของประเทศ และในกรุงเทพฯ จากจุดแข็งนี้เป็นพื้นฐานทางสังคมที่ทุกคนห่วงใย แก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและทุกฝ่ายมองเห็นปัญหาที่ชัดเจน จึงผ่านอุปสรรคที่เป็นภัยพิบัติอย่างร้ายแรงในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาได้

- สามารถลดความขัดแย้งด้านการเมืองระหว่างผู้ชุมนุมและภาครัฐ ได้เป็นอย่างดี

- ควรสร้างสังคมไทยและพัฒนาการเมืองใหม่ อย่างสร้างสรรค์มีคุณค่าใหม่บนบรรทัดฐานวัฒนธรรมสันติวิธีของสังคมไทย ให้เป็นการเมืองที่อาศัยคุณธรรม จริยธรรม ความมีเมตตาธรรมสูงและการให้อภัย เพื่อป้องกันการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาและการทำให้สันติวิธีเป็นวิถีชีวิตที่มีการกล่อมเกลา ปรับเปลี่ยน และการเรียนรู้ทางสังคมให้กว้างขวาง และเป็นแนวปฏิบัติของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน และประชาชน ไม่ให้เกิดช่องว่าง โดยอาศัยเทคนิควิธีที่หลากหลาย เพื่ออุดช่องว่างและเกิดการพัฒนาแก้ไขความขัดแย้งให้เป็นระบบ สามารถปฏิบัติได้จริงเพราะปัจจุบันสังคมไทยควรก้าวหน้าไปกับวัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงามอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติให้มั่นคงต่อไป

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 66 คน กำลังออนไลน์