"หลากหลาย กลายเป็นหนึ่ง"

        มนุษย์เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ เพราะมนุษย์มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากสัตว์อื่น คือมีความสามารถในการสร้างสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้แทนสิ่งอื่น เช่น วัตถุ การกระทำ กริยาท่าทาง ภาษาต่างๆ สัญลักษณ์นั้นมีความสำคัญต่อมนุษย์มาก เพราะสัญลักษณ์เหล่านี้ช่วยใ้ห้มนุษย์สามารถติดต่อสัมพันธ์กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถสร้างได้ ซึ่งเกิดจากการเรียนรู้โดยผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม มนุษย์มีวัฒนธรรม  วัฒนธรรมเกิดจากการเรียนรู้ เเละถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น วัฒนธรรมจะเเตกต่างกันไปในแต่ละสังคมนั้นๆ มนุษย์เกิดมาพร้อมกับสถานภาพและบทบาทแรกที่เรียกว่า ลูก ลูกมีหน้าที่ต้องเคราพเชื่อฟังพ่อแม่ นี่คือสถาบันทางสังคมอย่างแรกที่มนุษย์จะเจอนั้นคือ สถาบันทางครอบครัว ในแต่ละครอบครัวมีหน้าที่ปลูกฝังและถ่ายทอดวัฒนธรรม อบรมให้เรียนรู้ระเบียบสังคม การใช้ชีวิตในสังคม มีหน้าที่ใ้ห้ความรักและความอบอุ่น สถาบันต่อมาที่มนุษย์ต้องเจอคือ สถาบันศาสนา ในแรกเริ่มของมนุษย์ มนุษย์ในวัยเด็กมักจะนับถือศาสนาตามพ่อแม่ หรือผู้เลี้ยงดู แต่ก็สามารถย้ายศาสนาได้ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม ศาสนาเป็นสิ่งที่ตัวเรา เลือกได้เองตามความศรัทธา ทุกศาสนาไม่มีไหนดีมากกว่าหรือดีน้อยกว่า ไม่มีถูกหรือผิด เพราะศาสนาคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ ทุกศาสนา สอนให้เราเป็นคนดี ไม่ทำชั่ว มนุษย์มีสถานะภาพอยู่ 2 ประเภท คือ สถานภาพที่ติดตัวมา กับสถานะภาพที่ได้มาภายหลัง สถานภาพที่ติดตัวมาก็เช่น สีผิว อายุ สัญชาติ วัย สถานภาพที่ได้มาภายหลังก็เช่น การเป็นนักเรียน การเข้ารับข้าราชการ หน้าที่การงานต่างๆ เมื่อเราเข้าโรงเรียนนั้นคือการสถาบันการศึกษา สถาบันการศึกษาเป็นอีกอย่างนึงกระบวนการขัดเกลาทางสังคม โรงเรียนไม่ได้สอนแค่เรียนหนังสือ แต่สอนการอยู่รวมกันในสังคมอย่างเป็นระเบียบ และถูกต้อง สอนให้เรารู้จักการประพฤติปฏิบัติตนในการอยู่รวมกันในสังคม ทุกสถาบันมีกฏเกณฑ์ในตัวของมัน สถาบันครอบครัวอาจสอนให้เรารู้จักหัดที่จะเดิน หัดที่จะกิน แต่สถาบันการศึกษาจะสอนให้เรา รู้ว่าควรเดินอย่างไร กินอย่างไร ให้ถูกต้องและไม่ผิดแปลกเวลาอยู่ในกลุ่มสังคม ทุกอย่างหล่อหลอมให้เราเป็นเราในสังคมนั้นๆ ในตอนเด็กนั้นเราอาจมีความฝันมากมายหลากอย่างแต่พอโตขึ้นมา เรากลับถูกจำกัดความฝันนั้น ด้วยสิ่งต่างๆรอบตัว คนในครอบครัว เพื่อนสนิทที่โรงเรียน คุณครูที่สอนหนังสือ สื่อในช่องทางต่างๆ หรือแม้กระทั่งป้าข้างบ้าน ทุกอย่างมีผลต่อความนึกคิด พูดง่ายๆก็คือ สังคมการอยู่รวมกันไม่ว่าจะในรูปแบบไหน มันมีผลต่อเราทั้งสิ้น เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราไม่ได้แค่สามารถเรียนรู้เเละทำตาม แต่เราสามารถคิดริเริ่มทำมันได้ด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ทุกคนจึงต่างความคิด เอาง่ายๆตั้งแต่เกิด เราก็เกิดกันคนละพ่อคนละแม่ แน่นอนว่าเค้าเลี้ยงเรามาในแบบของเค้า และก็แน่นอนอีกว่าในแต่ละครอบครัวมีการสั่งสอนเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน อยู่กันคนละประเทศเผลอๆก็คนละซีกโลกด้วยซ้ำ เรียนคนละโรงเรียน เรียนคนละสายชั้น เรียนคนละห้อง เพื่อนสนิทเราก็ไม่ได้มีชื่อเหมือนกัน..อาจจะเหมือน แต่อาจจะอยู่คนละประเทศเลยก็ได้ คุณครูทุกคนสอนไม่เหมือนกัน ขนาดครูคนเดียวกันยังไม่สามารถสอนเด็กให้เหมือนกันได้ทุกห้องเลย แม้เรื่องที่สอนจะเป็นเรื่องเดียวกันก็เถอะ  ช่วงอายุก็แตกต่างกัน..แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอายุมากกว่าและจะถูกเสมอนะ เพราะทุกคนมีความคิดเป็นของตัวเอง มีมุมมองเป็นของตัวเอง เรามองโลกในแบบที่เราอยากมอง คิดในแบบที่เราอยากคิด เชื่อในแบบที่เราอยากเชื่อ ยิ่งโต เรายิ่งตัดสินคนอื่นจากตัวเอง จากความคิดของตัวเราเอง ด้วยยุคสมัย ด้วยกระแสนิยม สื่อสมัยนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามาก..มากจนเกินไป ทำให้มุมมองของเราแคบลง อะไรที่เราควรจะได้เห็น เราก็ไม่ได้เห็น อะไรที่เราควรจะคิด เราก็ไม่ได้คิด หรือคิดแต่คิดน้อย ถึงน้อยมาก เพราะเลือกที่จะเชื่อมากกว่า เชื่อในสิ่งที่เราไม่ได้เห็นเองกับตา เชื่อในสิ่งที่เราไม่ได้ฟังเองกับหู เเละเลือกที่จะตัดสินมันจากความคิดน้อยๆของเราผลที่ตามมาก็คือความขัดแย้ง นี่ยังไม่รวมถึงหน้าที่การงานของเราในตอนโต เจ้านายหรือลูกน้องของเราในอนาคต พรรคการเมืองที่ชอบ ทีมฟุตบอลที่เชียร์ งานอดิเรกที่ทำ และป้าข้างบ้าน นี่แหละที่เราเรียกมันว่า"ความหลากหลาย"

       ยิ่งหลากหลายยิ่งวุ่นวาย ต่างคนต่างความคิด ต่างความเชื่อต่างความชอบ ถ้าเราเลือกที่จะพูดมากกว่าฟังแน่นอนว่า มันก็จะนำไปสู่การแตกแยก การขัดแย้งกันซึ่งความคิด คนเราขัดแย้งกันได้แทบจะทุกเรื่องบนโลกใบนี้  ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ไปถึงถึงเรื่องใหญ่ๆหรือโครตใหญ่ ตั้งแต่เรื่องในครอบครัวไปจนถึงระดับประเทศชาติ เรามักมีเรื่องมีขัดแย้งกันตลอดเวลา และด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์ก็มักจะจับกลุ่มกับคนที่มีอุดมการณ์หรือความคิดด้วยกัน และก็จะเกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก เกิดความแตกแยกไม่สามัคคีกันในสังคมนั้นๆ เกิดการต่อต้านเพียงเพราะเค้าคิดต่างจากเรา ไม่พอยังคิดจะให้เค้ายอมรับในความคิดของเราอีก นี่คือความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ คิดว่าทุกอย่าง เป็นของตัวเองไปส่ะหมด ไม่แม้กระทั้งความคิดของคนอื่น ไม่แม้กระทั่งสี ซึ่งเป็นสิ่งสาธารณะ มนุษย์ก็ยังสามารถจำกัดความและนำมันมาเป็นสัญลักษณ์ของตัวเองได้ เพื่อที่จะเอามาประกาศกับทุกคนว่านี่คือเรานี่คือพวกเรา เพื่อที่จะมาแบ่งแยกซึ่งกันและกัน เดิมแล้วสีมันก็เป็นแค่สี ไม่ได้มีอำนาจผิดบาปอะไร แต่เมื่ออยู่ในมือของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สีที่เป็นแค่สีนี่แหละ กลับสามารถทำร้ายคนได้เป็นร้อยๆล้านๆคน มีอำนาจที่จะสั่งและตัดสินว่าใครเป็นยังไงถูกหรือผิด ดีหรือเลว นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความขัดแย้งซึ่งมีอยู่ทุกกลุ่มสังคม การที่มนุษย์เริ่มคิดที่จะอยู่รวมกันตั้งแต่แรกเริ่ม ก็เพราะต้องการที่จะพึ่งพาอาศัยกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ปกป้องดูแลกันจากสัตว์อื่น แต่สิ่งที่มนุษย์ทำอยู่ทุกวันนี้มันแตกต่างไปจากเดิม เพราะความเห็นแก่ตัว ถ้าเราเลือกที่จะฟังมากกว่าพูด ฟังว่าใครพูดอะไร ฟังว่าสิ่งที่เค้าต้องการคืออะไร คนที่เค้าคิดต่างไม่ได้แปลว่าเค้าคิดผิด เราต้องรับฟังซึ่งกันและกัน ฟังให้มากกว่าพูด และคิดให้มากๆก่อนจะพูด เพราะการอยู่รวมกันในสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย ตรงกับคำพูดที่ว่า "คุณไม่รู้หรอกว่าในชีวิตของแต่ละคน เขาต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ก็แค่ทำดีต่อกัน ใช่.. ง่ายๆ แค่นั้น" รักคนอื่นเหมือนกับที่เรารักชีวิตของตัวเอง 

ความหลากหลายนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความแตกแยก พวกเราตั้งหากที่มองว่าความหลากหลายนั้นแตกแยก

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 44 คน กำลังออนไลน์