ความหลากหลายกลายเป็นหนึ่ง

ความหลากหลายกลายเป็นหนึ่ง

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดเป็นดินแดนแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยปรากฏชนชาติ ต่างๆ ตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค อาทิ ชาวพม่า ชาวไทย ชาวลาว ชาวชวา ชาวมลายู หรือ ชาว กะเหรี่ยง ชาวจาม ชาวลาหู่ ชาวมูเซอและชาวละว้า ความเป็นชุมชนพหุสังคมถือเป็นประเด็นที่ส่งผล กระทบต่อการบูรณาการและการอยู่ร่วมกันเป็นประชาคม อาเซียน แต่กระนั้นก็ตาม การผูกโยงเรื่องชาติ พันธุ์เข้ากับการรวมกลุ่มอาเซียน กลับเป็นประเด็นที่ถูกละเลยและไม่ค่อยเป็นที่ถกเถียงกันในแวดวงการทูต ระหว่างประเทศ สืบเนื่องจากการถูกกดทับอ าพรางด้วยกระบวนการสร้างรัฐสมัยใหม่ คละเคล้ากับอิทธิพล ของลัทธิชาตินิยม และการมองข้ามชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยตามแนวชายแดน จากกรณีดังกล่าว ชนชาติต่างๆในภูมิภาคอาเซียน ควรมีการปรับเปลี่ยนทัศนคติเพื่อส่งเสริมการ อยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยเน้นการเสาะหารูปแบบวัฒนธรรมร่วมประจ ากลุ่ม พร้อมปรับเทคนิคความ ร่วมมือเพื่อขัดแต่งให้รัฐและผู้คนที่หลากหลายต่างมีความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ซึ่งหาก สมาชิกสามารถโน้มน้าวให้ชนกลุ่มใหญ่และชนกลุ่มน้อยมีความต้องการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใน ประชาคมเดียวกัน โดยมีความภักดีและเคารพนอบน้อมต่อประชาคม แต่ก็ยังมีโอกาสรักษาเอกลักษณ์ทาง วัฒนธรรมของตนได้พอสมควร ความส าเร็จในการบูรณาการอาเซียน อาจเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็ต้องท า ควบคู่กันไปทั้งในลักษณะของประชาคมแห่งรัฐและประชาคมแห่งภูมิภาค  

ชาติพันธุ์  คือ กลุ่มคนที่มีจุดก าเนิดของบรรพบุรุษร่วมกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นแบบแผนเดียวกัน รวมถึงมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม เชื้อชาติและสัญชาติสอดคล้องกัน ส าหรับผู้คนที่ อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกัน มักมีความรู้สึกผูกพันทางสายเลือดและทางวัฒนธรรมพร้อมๆกันไป โดยเป็น ความรู้สึกผูกพันที่ช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์ของบุคคลและของชาติพันธุ์ และในขณะเดียวกัน ก็สามารถเร้า อารมณ์ความรู้สึกให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าผู้ที่อยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์นั้น นับถือศาสนาเดียวกัน หรือได้รับอิทธิพลจากกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมแบบเดียวกัน นอกจากนั้น หากวิเคราะห์ตามหลักรัฐศาสตร์ ก็อาจจัดแบ่งกลุ่มชนออกเป็น “ชนกลุ่มใหญ่” และ “ชนกลุ่มน้อย” ได้เช่นกัน โดยในแต่ละรัฐ มักมีกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลายกลุ่มอาศัยอยู่ในประเทศเดียวกัน โดยกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีอ านาจในการปกครองประเทศ มักถือว่าเป็นชนกลุ่มใหญ่ ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มี อ านาจในการปกครองประเทศ มักเรียกขานกันว่าชนกลุ่มน้อย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศพม่าซึ่ง ประกอบด้วยชาวพม่าที่เป็นชนหมู่มากภายในประเทศ และชนเผ่าต่างๆ เช่น กะเหรี่ยง คะฉิ่น มอญ ไทใหญ่ คะยาห์ ฯลฯ ซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังขาดอ านาจในการปกครองท้องถิ่น หรือ กรณีของประเทศไทยที่มี คนไทยเป็นชนส่วนใหญ่ รวมถึงมีคนเขมร พม่า อินเดียและมลายู เป็นชนส่วนน้อยของประเทศจากการสอบทานโครงร่างทางชาติพันธุ์อย่างคร่าวๆ ท าให้พอคาดการณ์ได้ว่าความเป็นชุมชนพหุ สังคมในเอเชียอาคเนย์ถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจส าหรับการบูรณาการ ( Integration)และการอยู่ร่วมกัน เป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งถึงแม้จะเป็นนวัตกรรมการรวมกลุ่มที่พึ่งเริ่มได้รับความนิยมในยุคปัจจุบัน (โดยเฉพาะการประโคมข่าวเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนกันอย่างคึกคัก) หากแต่ความหลากหลายทางชาติ พันธุ์ก็ถือเป็นแบบแผนอันคลาสสิกที่อยู่เคียงคู่กับเอเชียอาคเนย์มาเป็นเวลาช้านาน กระนั้นก็ตาม การผูก โยงประเด็นทางชาติพันธุ์ให้เข้ากับการบูรณาการอาเซียน กลับเป็นประเด็นที่ถูกละเลยและไม่ค่อยเป็นที่ ถกเถียงกันในวงการทูตระหว่างประเทศ สืบเนื่องจากการถูกกดทับอ าพรางด้วยกระบวนการสร้างรัฐสมัย ใหม่ คละเคล้ากับอิทธิพลของลัทธิชาตินิยมที่ท าให้แต่ละชาติยังคงมีความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน รวมถึง การมองข้ามวิถีชีวิตของคนตัวเล็กตัวน้อยตามแนวตะเข็บชายแดนซึ่งถือเป็นชนชายขอบและมักถูกกีดกัน ออกจากการเป็นพลเมืองหลักของอาเซียน ที่มักมองกันแต่เพียงสิบชาติหลักของรัฐที่เป็นสมาชิกอาเซียน เช่น ชาติพม่า ชาติไทย ชาติเวียดนามและชาติสิงคโปร์ในท านองเดียวกัน กลุ่มชาติพันธุ์ในอินโดนิเซีย ก็ควรเคารพในค าขวัญ วิสัยทัศน์และแบบแผนการ ปฏิบัติขององค์กรอาเซียน ควบคู่ไปกับการตระหนักในวัฒนธรรมร่วมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ความงดงามของศิลปะวรรณคดี รวมถึงการมีประวัติศาสตร์ร่วมกัน โดย ประชาชาติอินโดนิเซีย ควรกระตือรือร้นที่จะติดต่อรับรู้หรือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับประชาชาติอื่นๆภายใน ภูมิภาค โดยไม่ค านึงถึงความเป็นชาติเล็ก ชาติใหญ่ ชนกลุ่มน้อย หรือ ชนกลุ่มใหญ่ ซึ่งแบบโมเดลดังกล่าว อาจท าให้ชาวชวาซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของอินโดนิเซียมีปฏิสัมพันธ์และการสนทนาแลกเปลี่ยนกับชาวพม่า ชาวลาว ชาวเวียดนาม หรือแม้กระทั่ง ชาวกะเหรี่ยง ชาวไทใหญ่ ชาวจาม ชาวติมอร์ และชาวโรฮิงยา ในอีก ประการหนึ่ง ชาวไทใหญ่ในพม่าก็อาจมีปฏิสัมพันธ์กับทั้งชาวพม่า ชาวชวา ชาวไทย ชาวลาว หรือชน ชาวเขาอื่นๆ อย่าง ว้า จีนฮ่อ ปะโอ ปะหล่อง ขมุ ส่วย และอะข่า ซึ่งไม่ว่าปฏิสัมพันธ์จะมีระดับความเข้มข้น เพียงใด ทุกเชื้อชาติก็ควรตระหนักและมีส านึกในการเป็นประชาชาติหรือพลเมืองอาเซียนร่วมกันจากการอธิบายในเบื้องต้น ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า การอยู่ร่วมกันในพหุสภาวะ ( Pluralism)ถือเป็น นโยบายบูรณาการที่มิได้มุ่งบังคับให้ชนชาติต่างๆต้องละทิ้งเอกลักษณ์ของตน หากแต่คาดหวังให้แต่ละชน ชาติมีความภักดีต่อประชาคมและรับเอาภาษาขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมร่วมของประชาคมเอาไว้บ้าง ขณะเดียวกัน ทุกชนชาติก็ควรยินดีหรือพึงพอใจในการรักษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวไว้ในส่วนที่ไม่ขัดต่อความ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาคมนั้นๆหรือกล่าวอย่างง่ายๆ คือ การยอมให้เกิดความ แตกต่างขึ้นได้ เพียงแต่ต้องยอมอยู่ร่วมกับพหุสภาวะนั้น และพร้อมที่จะก้าวไปพร้อมกับผู้คนที่อยู่ภายใน ภูมิภาค ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นชนเชื้อชาติใดก็ตาม

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 101 คน กำลังออนไลน์