ราชาวดี

รูปภาพของ sss30373

 

ราชาวดี

 

 

 

 

 

     

 หน้าแรก  ลักษณะทั่วไป  การเพาะปลูก การขยายพันธ์ การดูแลรักษา  

ลักษณะของดอกผลเมล็ด คุณค่าทางเศรษฐกิจ ประมวลภาพ คลิปวิดีโอ

 

 


 

 

 

 

 

ชื่ออื่น : Butterfly Bush
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Buddleja davidii Franch. cv. Royal Red
วงศ์ : BUDDLEJACEAE
ลักษณะ : ราชาวดีม่วง เป็นไม้พุ่ม มีความสูงประมาณ 1 ถึง 3 เมตร ดอกมีสีม่วง
ลักษณะพิเศษ : ไม้ดอกหอม

 

 

 วันนี้มีดอกไม้ที่ไม่ต้องแนะนำให้รู้จักเพราะใครๆก็คงรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว นั่นคือต้น "ราชาวดี" พรรณไม้หอมที่ได้รับความนิยมปลูกกันมากมายจนเกือบกลายเป็นไม้สามัญประจำบ้านไปแล้ว ถึงแม้จะมีคนจำนวนมากที่ไม่ชอบราชาวดีเอาเสียเลยก็ตามที

ความฮิตติดลมบนและความน่ารังเกียจเดียดฉันของราชาวดี เกิดจากกลิ่นหอมฉุนรุนแรงของดอกราชาวดี ที่ขยันเบ่งบานได้ทั้งปีทั้งชาติ หากได้รับแสงแดดเต็มวัน ข้อมูลใน Internet ส่วนมากระบุว่า ราชาวดีหอมอ่อนตอนกลางวัน และหอมแรงตอนกลางคืน ผมก็อยากแก้ไขให้เสียใหม่ว่า "ราชาวดีหอมแรงตอนกลางวัน และหอมอย่างรุนแรงตอนกลางคืน" เพราะไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน หากใครปลูกราชาวดีก็จะได้กลิ่นหอมโชยมาตามลมโดยไม่ต้องเดินไปดมไกล้ๆแต่อย่างใด แต่กลิ่นเป็นเรื่องของรสนิยม เหมือนความชอบในทุเรียน ซึ่งเหตุผลเดียวกันสามารถอธิบายได้ว่าทำไมคนบางคนถึงหลงรักราชาวดีหัวปักหัวปำ แต่บางคนยอมลงทุนทะเราะกับเพื่อนบ้านที่ปลูกราชาวดี แต่สำหรับใครที่จมูกแพ้ง่ายผมแนะนำว่าอย่าปลูกเลยหาเรื่องใส่ตัวเปล่าๆ ผมเองก็แพ้กลิ่นราชาวดีหากเป็นหวัดแล้วได้กลิ่นจะอยากไอขึ้นมาทันทีเลย แต่ก็ปลูกเพราะ "ชอบ" จบข่าว

 


ราชาวดี นั้นเป็นไม้ต่างถิ่นที่สันนิษฐานว่านำเข้ามาปลูกในบ้านเราในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าผู้ใดนำเข้ามา และเพราะกลิ่นที่หอมสะท้านทรวงใครหลายคน และความที่ปลูกง่ายไม่มีโรคแมลงรบกวน ให้ดอกตลอดปี ราชาวดีจึงแพร่หลายเกือบกลายเป็นไม้สามัญประจำบ้านชนิดหนึ่งเลยทีเดียว แต่เหตุที่ไม่ได้เป็นเพราะหลายๆบ้านที่ชอบราชาวดี แต่ต้องตัดทิ้งไปเพราะเบื่อจะวิวาทะกับคนบางคนในบ้าน หรือเพื่อนบ้านบางคน ที่ทนไม่ได้กับความหอมไม่บันยะบันยังของราชาวดี

 


ชื่อ "ราชาวดี" นั้นเป็นนามที่ไพเราะยิ่งนักสำหรับผม แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าผู้ใดเป็นคนตั้ง หรือตั้งชื่อนี้ด้วยเหตุผลกลใด ซึ่ง "ราชาวดี" นั้น เป็นคำที่มีความหมายว่า "ของที่มีขึ้นสำหรับพระราชา" หรือ "ของพระราชา" แต่จากหลักฐานที่ปรากฏ ชื่อ "ราชาวดี" นั้น เริ่มปรากฏในเอกสารภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งประเทศไทยผ่านการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้ว ชื่อนี้จึงมิน่าจะเกี่ยวข้องกับราชสำนักเท่าไรนัก

 


แต่หากคำว่า "ราชาวดี" นั้นเป็นคำที่มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่านั้นมากมายนัก ราชาวดี เป็นชื่อของเครื่องโลหะลงยาสีฟ้า ซึ่งมักเป็นทองหรือเงิน เป็นเครื่องใช้สำหรับพระราชาเท่านั้น สามัญชนไม่มีสิทธิครอบครอง เป็นเครื่องแสดงถึงอำนาจในการปกครองแผ่นดิน

 


แต่ก็ไม่ทั้งหมดสำหรับสามัญชน นอกจากพระบรมวงศ์ชั้นสูงแล้ว ยังมีขุนนางราชสำนักในตำแหน่งหนึ่งคือ "สมเด็จเจ้าพระยา" ซึ่งเป็นบรรดาศักดิ์สูงสุดสำหรับการรับราชการ ซึ่งจะได้รับพระราชทานเครื่องประกอบบรรดาศักดิ์ทองคำลงยาราชาวดีเช่นเดียวกับพระราชา

 


โดยตำแหน่ง "สมเด็จเจ้าพระยา" นั้น เริ่มมีขึ้นครั้งแรกในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช และผู้รับตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาคนแรกก็คือ สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ซึ่งต่อมาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1)

 


จากนั้นก็ไม่มีผู้ใดได้รับอิสริยศเป็น "สมเด็จเจ้าพระยา" อีก จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4) จึงได้มีการแต่งตั้งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์(ดิศ บุนนาค) ขึ้น และต่อมาในรัชสมัยเดียวกันได้แต่งตั้งสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ(ทัต บุนนาค) เป็นท่านต่อมา

และผู้ดำรงค์ตำแหน่งสูงศักดิ์นี้ท่านสุดท้ายก็คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) ซึ่งดำรงค์ตำแหน่งในช่วงต้นรัชสมัยรัชกาลที่ 5 และยังรั้งตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอีกด้วย รวมแล้วมีผู้ดำรงค์บรรดาศักดิ์นี้เพียงสี่ท่านเท่านั้นตั้งแต่แผ่นดินกรุงธนบุรีจนถึงรัตนโกสินทร์

 


สอดแทรกเรื่องราวมาถึงตรงนี้พอมองเห็นอะไร??? บ้างไหมครับ... ว่าสมเด็จเจ้าพระยาผู้ได้ครอบครองเครื่องทองราชาวดี ที่แต่เดิมมาจัดทำเพื่อพระเจ้าแผ่นดินเพียงเท่านั้น นอกจากเครื่องทองแล้วผู้ดำรงค์ตำแหน่งนี้ยังมีคำใช้เฉพาะคล้ายๆราชาศัพท์ มีพระกลดกางกั้น มีพระแสงราชอาญาสิทธิ์... ใช่แล้วครับ ทองราชาวดีและสิ่งเหล่านี้ซึ่งสูงส่งเทียบชั้นเจ้าฟ้า เป็นสิ่งสัญลักษณ์แห่งอำนาจ สิ่งมีค่าสูงสุดของแผ่นดินที่หอมหวานยั่วยวนให้ปราถนาครอบครอง

 


การเปลี่ยนถ่ายแผ่นดินในสมัยก่อนการขึ้นครองราชของรัชกาลที่ 4 เกิดขึ้นท่ามกลางความไม่สมดุลทางอำนาจ การไม่สามารถสั่งสมกำลังได้มากพอที่จะเทียบกับดุลอำนาจเดิมได้ทำให้พระองค์ตัดสินพระทัยออกผนวชเป็นระยะเวลายาวนาน เหมือนกับหลายๆกรณีที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ถ้านึกไม่ออก ก็นึกถึงหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรนะครับ ก็จะเห็นว่าการออกผนวชของเจ้าฟ้าที่มีสิทธิ์ในราชบังลังก์เพื่อความอยู่รอดนั้นเป็นเรื่องปกติ ความไม่สมดุลทางอำนาจนี้เองทำให้ในรัชสมัยนี้มีการแต่งตั้งขุนนางตระกูลใหญ่ขึ้นมาดำรงค์ตำแหน่งที่ทรงอำนาจดังกล่าว เพื่อปรับดุลยภาพทางอำนาจใหม่ และขุนนางสกุลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลก็จบตำนานบทดังกล่าวนั้นลงหลังจากรัชกาลที่ 5 ทรงสามารถรวบอำนาจการปกครองได้เป็นผลสำเร็จ ด้วยพระปรีชาสามารถอย่างหาที่สุดมิได้ หากอยากรู้ว่ารัชกาลที่ 4 และ 5 พระองค์ท่านทำเช่นไรในการพลิกเกมส์แห่งอำนาจนั้นได้ ก็ลองศึกษาจากรายวิชา "ประวัติศาสตร์การเมืองไทย" นะครับ มันยาวมากผมขี้เกียจพิมพ์ แต่สนุกมากเป็นการชิงไหวชิงพริบระหว่างอำนาจขุนนางกับราชวงศ์ไม่ต่างจากในหนังเกาหลีย้อนยุคเย็นวันเสาร์อาทิตย์เลยครับ

 


หลายๆคนหลงเข้ามาอ่าน อาจสับสนและตั้งคำถามว่า การเป็นพระราชามิได้มีอำนาจล้นฟ้าเช่นนั้นหรือ คำตอบคือ... ไม่ใช่ครับ ในระบอบการปกครองโบราณแบบที่มีพระราชาปกครอง และส่งต่ออำนาจโดยการสืบสันตติวงศ์นั้น ส่วนมากแล้วอำนาจมักจะอยู่กับกลุ่มขุนนางเป็นส่วนใหญ่ เพราะขาดระบบการจัดการกำลังพล แรงงาน ที่ดิน และการคลังที่ดี สุดท้ายทั้งอำนาจและผลประโยชน์ก็ไปตกแก่ขุนนาง ทำให้ระบบการปกครองแบบโบราณมีความอ่อนแอเป็นอย่างมาก เพราะว่าผู้ปกครองไม่สามารถกำหนดนโยบายเพื่อการพัฒนาประเทศได้อย่างที่ควรจะเป็น เช่น หากผู้ปกครองต้องการปรับระบบการจัดเก็บภาษีเป็นอัตราก้าวหน้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ แล้วนโยบายดังกล่าวไปกระทำผลประโยชน์ของกลุ่มขุนนางซึ่งมีรายได้มาก นโยบายนั้นๆก็มักเป็นหมันไป และหากจะถามว่าทำไมกลุ่มขุนนางถึงมักเป็นอุปสรรค์ในการพัฒนาประเทศในยุคโบราณ คำตอบก็คือ... เพราะอำนาจที่กลุ่มขุนนางหรือผู้นำกลุ่มขุนนางมีนั้นไม่ชอบธรรม และการจะรักษาอำนาจที่ไม่ชอบธรรมเอาไว้ได้นั้น จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายๆฝ่ายที่มีอำนาจ และเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอำนาจต่างๆ ผู้นำขุนนางจึงต้องรักษาผลประโยชน์ของผู้สนับสนุนตนเอาไว้ เช่น หากกลุ่มพ่อค้ายาบ้าให้การสนับสนุนตน ผู้นำขุนนางก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อจะไม่ให้มีการปราบยาบ้าอย่างจริงจัง จับแต่ปลาซิวปลาสร้อยไม่สาวถึงตัวการ ระบบสมดุลของอำนาจที่ถ่วงความเจริญนี้เองเป็นคำตอบว่า ทำไมในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 หลังจากพระองค์รวบอำนาจการปกครองได้สำเร็จประเทศชาติจึงเกิดการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดจนประเทศไทยสมัยนั้นเทียบชั้นได้กับประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว

 


พูดถึงประเทศญี่ปุ่น และเรื่องราวการออกผนวชที่เกี่ยวข้องกับเกมส์ทางอำนาจ ให้นึกถึงการ์ตูนเรื่อง "อิคิวซัง" นะครับ พล๊อตเรื่องอิคิวซังนั้น ให้อิคิวเป็นบุตรของสมเด็จพระจักพรรดิ ที่ออกบวชในนิกายเซ็น และโชกุนโยชิมิซึให้ซามูไรชื่อชินเนม่อนคอยจับตาดูอิคิวเอาไว้ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับเกมส์การเมือง ซึ่งตอนเด็กๆที่ผมดูการ์ตูนเรื่องนี้ ยอมรับว่าไม่เข้าใจว่าทำไมโชกุนจึงพยายามจะข่มอิคิมนักหนา และก็ไม่เข้าใจว่าทำไมขุนนางจึงไม่ยำเกรงต่อพระจักพรรดิ แต่ตอนนี้เข้าใจล่ะ ว่าญี่ปุ่นโบราณจัดการกับความวุ่นวายทางการเมืองระหว่าอำนาจขุนนางกับอำนาจที่สืบทอดทางสายเลือด ด้วยการยกพระจักพรรดิให้เป็นสัญลักษ์ของประเทศและตัวแทนศาสนาความเชื่อ ส่วนอำนาจการปกครองนั้นอยู่กับผู้นำขุนนางในตำแหน่งโชกุน และญี่ปุ่นโบราณก็ทำได้สำเร็จ ด้วยความยิ่งใหญ่ที่ไม่แพ้ชาติใดในเอเซียโบราณ จนถึงสมัยที่โชกุนคืนอำนาจให้จักพรรดิ และจักพรรดิที่สืบอำนาจทางสายเลือดก็นำพาญี่ปุ่นเข้าสู่สงครามโลกและหายนะในที่สุด

 


และนั่นคือปัญหาของระบบการปกครองโดยพระราชาที่สืบทอดอำนาจทางสายเลือด เพราะ... เราไม่สามารถเลือกตัวผู้ปกครองได้ ความอ่อนแอของระบบอันเกิดจากความสามารถและพฤติกรรมของผู้ปกครองจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ ต่างจากระบบการสืบทอดอำนาจขุนนางแบบโชกุนที่ต้องมีการแข่งขันเพื่อช่วงชิงอำนาจมาเป็นของตน มันจึงเป็นการประกันได้ระดับหนึ่งว่าโชกุนจะต้องเก่งกาจพอสมควรจึงขึ้นมามีอำนาจในตำแหน่งนั้นได้ แต่ระบบโชกุนที่เก่งกาจก็มีปัญหาเรื่องการรับผิดชอบต่อกลุ่มอำนาจตนเองเท่านั้น ระบบประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้เลือกตัวผู้ปกครองที่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

 


จากราชาวดีมาถึงทองลงยาของพระราชา ไม่รู้มาไกลถึงญี่ปุ่นได้ยังไงกันนะ ไหลไปเรื่อยเลย อะไรอยู่ในหัวก็ไหลๆออกมา ไม่รู้จะจบยังไงล่ะตอนนี้ เอาเป็นว่าจบแบบการบ้านการเมืองดีกว่านะ...แรงดี.. หลายๆคนอาจสงสัยว่าทำไมการเมืองบ้านเราช่วงนี้มันถึงวุ่นวายกันเหลือเกิน เล่นกันบ้านเมืองพังพินาจย่อยยับกันเลย ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ การเมืองมันก็มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดอยู่สองอย่าง คือ อำนาจ และ ผลประโยชน์ ไม่ได้มีอะไรมากกว่านี้ ใครวิเคราะห์การเมืองโดยมองไปที่เรื่องคุณธรรมจริยธรรมมันก็บ้าแล้วครับ มันไม่ใช่นิยามของการเมือง ฉะนั้นใครมาอ้างความดีความชั่วทางการเมืองมันก็ตอแหลล่ะครับ...ขอบอก ไม่ว่าใครที่เข้ามาเกี่ยวข้อง มันก็หมายตา "ทองลงยาราชาวดี" ด้วยกันทั้งนั้นหล่ะ เพราะว่าสมดุลทางอำนาจในบ้านเมืองของเรากำลังปรับเข้าสู่สมดุลใหม่ ฝ่ายที่ดูเหมือนจะเสียทองลงยาสีฟ้าไปก็พยายามต่อสู้ยื้อมันเอาไว้ ฝ่ายที่ประเมินตนเองแล้วว่าข้าก็ไม่น่าจะแพ้ใคร ก็พยายามยื้อแย่งเครื่องทองนั้นมาครอบครอง บ้านเมืองจะสงบก็ต่อเมื่อใครสักคนได้ทองราชาวดีไปครอบครองแล้วเท่านั้นล่ะครับ ก็หวังเพียงมันจะฟลุ๊คว่าทองราชาวดีอันทรงคุณค่านี้ตกลงมาให้ประชาชนคนเดินดินได้ครอบครองบ้างนะครับ เพราะถ้าวันนั้นมาถึง นั่นหมายความว่า "ผลประโยชน์ของชาติจะต้องตกเป็นของคนส่วนใหญ่ของประเทศ" ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงเท่านั้น แต่เมื่อวันนั้นยังมาไม่ถึง เราไม่อาจครอบครองทองราชาวดีได้ แต่เราหาต้นราชาวดีมาปลูกที่บ้านได้นะครับ ถ้าไม่มีใครในบ้านหรือข้างๆบ้านฉุนกับกลิ่นหอมเกิ้น...ของดอกไม้ของพระราชานี้เสียก่อน

 

 

 

 

 

 

 

ที่มาของข้อมูล น.ส. กัญญาณัฐ  สุขศรีอินทร์ 

ที่มาของภาพที่จัดทำแบนเนอร์ 

http://hottopic.postjung.com/data/595/595404.r8rcvy10sn5k.jpg

จัดทำโดย น.ส. กัญญาณัฐ  สุขศรีอินทร์ โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กรุงเทพมหานคร

 

 

 

 

 

 

 

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 32 คน กำลังออนไลน์