ประวัติความเป็นมา

รูปภาพของ ssspoonsak

 

หน้าแรก  ประวัติความเป็นมา  ลักษณะทั่วไป การเพาะปลูก การขยายพันธุ์ การดูแลรักษา

ลักษณะรากและลำต้น  ลักษณะกิ่งและใบ  ลักณะดอกผลและเมล็ด  คุณค่าทางโภชนาการ

คุณค่าทางรักษาโรค  คุณค่าทางเศรฐกิจ  ประมวลภาพ  คลิปวิดีโอ

 

ประวัติบอนสีในไทย

เส้นทางการแพร่หลายของบอนสี
ที่มาของแผนที่ https://broadcast.lds.org/crowdsource/mobile/images/1545915/bbebaca6d1cc4bdc8ddeef31cf5bc792/3137x2048.jpg

            บอนสีมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ แพร่หลายเข้ามาทางทวีปยุโรป อินเดีย จนถึงประเทศอินโดนีเซีย และคาดว่าแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยมากับเรือสำเภาของพ่อค้าจีน คือ Caladium schomburgkii (Andre') M.Madison หรือที่เรียกกันว่า ว่านโพธิ์ทอง หรือว่านพระอาทิตย์ เส้นใบสีชมพู และว่านโพธิ์เงินหรือว่านพระจันทร์ เส้นใบสีขาว เชื่อกันว่าหากใครปลูกเลี้ยงบอนสีทั้งสองต้นจะเป็นสิริมงคล เมตตามหานิยม และช่วยค้าขายดี

           

ว่านพระอาทิตย์
ที่มาว่านพระอาทิตย์ http://www.nanagarden.com/Picture/Product/400/203661.jpg

ว่านพระจันทร์
ที่มาว่านพระจันทร์ http://www.nanagarden.com/Picture/Product/400/124286.jpg

             บอนสีจึงเป็นที่นิยมและปลูกเลี้ยงกันเรื่อยมา ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีการปลูกเลี้ยงบอนสีหลายสายพันธุ์ เช่น พระยาเศวต วัวแดง ช้างเผือก ใบบัว จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์การปลูกเลี้ยงบอนสีก็ยิ่งมีความหลากหลายมากขึ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปในปี 2440 และ พ.ศ. 2450 ทรงนำพรรณไม้จากต่างประเทศเข้ามาปลูกในประเทศหลายชนิด สำหรับบอนสีที่นำเข้ามาในปี พ.ศ. 2440 เป็นบอนสีประเภทใบไทย แต่เรียกกันว่า "บอนฝรั่ง" มีพื้นใบสีแดงเข้มและสีแดงอ่อน บางชนิดมีพร่าเหลือบสี เช่น แดงสรรพศาสตร์ แดงภาณุรังสี แดงสุริยัน ไก่อัมรินทร์ ไก่ราชาธิราช ไก่วสันต์ ฯลฯ ส่วนบอนสีที่นำเข้ามาในปี พ.ศ. 2450 เป็นบอนสีประเภทใบไทยเช่นกัน แต่มีความหลากหลายของสีสันมากขึ้น พื้นใบมีตั้งแต่สีแดงเข้ม สีแดงอ่อน สีชมพู สีชมพูอ่อน บางชนิดเป็นเหลือบสีเหลือง พื้นใบมีเม็ดสีขาว สีแดง หรือมีเม็ดสองสีปนกันและยังมีบอนป้ายที่มีแถบด่างพาดบนพื้นใบ ซึ่งถือว่าเป็นยุคเริ่มต้นของความนิยมปลูกเลี้ยงบอนสีของไทย

 

พระยาเศวต หรือ ว่านพญาปัจเวก

ที่มาของภาพพระยาเศวต http://www.thaiarcheep.com/wp-content/uploads/2014/08/%E0%B8%A5%E0%B8%A7...

             สมัยนั้นความนิยมปลูกเลี้ยงบอนสีอยู่ในกลุ่มขุนนาง ข้าราชบริพารเท่านั้น และเป็นการปลูกเลี้ยงแบบธรรมชาติ คือปล่อยให้บอนพักตัวในฤดูหนาว ใบเหี่ยวเฉา เหลือแต่หัวฝังจมใต้ดิน รอจนกว่าจะถึงฤดูฝน ใบเริ่มแตกขึ้นมาใหม่จึงเริ่มเลี้ยงกัน จนช่วงปี พ.ศ. 2472-2475 การปลูกบอนสีได้แพร่หลายไปสู่ประชาชนทั่วไปเริ่มจากบรรดาขุนนาง ข้าราชบริพารได้นำบอนสีไปถวายให้พระสงฆ์และบุคคลสำคัญที่สนิทสนมกัน แต่การปลูกเลี้ยงบอนสียังจำกัดเฉพาะในกลุ่มคนมีเงินละตามวัดวาอารามเท่านั้นเนื่องจากบอนสีมีราคาสูง เช่น บอนสี "นกยิบ" ที่มีราคา 10 ชั่ง เท่ากับ 800 บาท (มีมูลค่าเป็นแสนบาทในปัจจุบัน) และเรียกกันว่า "นกยิบสิบชั่ง"

              จากนั้นจึงเริ่มพัฒนาเทคนิคการปลูกเลี้ยงที่แตกต่างไปจกาเดิม เช่น มีการนำแก้วน้ำดื่มหรือแก้วครอบพระมาครอบต้นบอน บางรายก็นำเข้าตู้กระจกเพื่อป้องกันการพักตัวของบอน การผสมเกสรให้ติดเมล็ด ซึ่งทำให้มีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น และมีการนำต้นบอนสีมาแลกเปลี่ยนกันในหมู่ผู้ปลูกเลี้ยงมีการตั้งชื่อตามลักษณะใบและสีสัน แบ่งเป็นกลุ่มโดยเรียกชื่อว่า "ตับ" ตามละครในวรรณคดีบ้าง ชื่อจังหวัดบ้าง หรือชื่อบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์บ้าง จนมีการตวมตัวกันตั้งเป็นกลุ่มของนักเล่นบอนสีซึ่งมีสถานที่ชุมนุม 5 แห่งได้แก่

  1. สนามบาร์ไก่ขาว ตั้งอยู่บริเวณร้านเมธาวลัยศรแดงในปัจจุบัน ใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในอดีตมีการนัดชุมนุมเดือนละ 1 ครั้ง มีการจัดประกวดละตั้งชื่อจดทะเบียนบอนสีสายพันธุ์ใหม่ๆ ละแบ่งเป็นตับต่างๆ เช่น ตับพระอภัยมณี ตับขุนช้าง ตับนก สถานที่แห่งนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงบอนสีในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก และยังการการรวบรวมลักษณะบอนสีที่ตั้งชื่อไว้แล้วจำนวน 160 ต้นเพื่อจัดพิมพ์เป็นเล่มอีกด้วย
  2. วัดอินทรวิหาร เทเวศร์ โดยจางวางหลุย วังบางขุนพรหม เป็นผู้ริเริ่มรวมกลุ่มผู้ปลูกเลี้ยงบอนสีขึ้น และมีการชุมนุมทุกวันเสาร์ต้นเดือน ซึ่งผู้ชนะการประกวดจะได้รับรางวัลเป็นปั้นน้ำชา
  3. บ้านเจ้าคุณทิพย์ ปากคลองบางลำพูบน โดยมีพระยาทิพย์โกษาเป็นผู้ริเริ่มให้มีการพบปะกันทุกวันเสาร์-อาทิตย์ สามารถเข้าชมฟรี สำหรับผู้ส่งประกวดเสียค่าธรรมเนียมท่านละ 1 บาท
  4. วัดสระเกศ เป็นสำนักเลื่องชื่อ มีชมรมบอนสี 3 ชมรม โดยแยกเป็นหมู่คณะ ได้แก่ อาจารย์หรุ่น อาจารย์เป๋ หมวดเจิ่ง ทั้งหมดเป็นพระภิกษุ สถานที่แห่งนี้มีผู้นิยมไปชุมนุมมากที่สุดในยุคนั้นและเป็นเช่นนั้นมาถึง 10 ปี
  5. ร้านเสาวรส บางลำพู หลังห้างเสาวรส มีการจัดประกวดบอนสีอยู่เป็นประจำเมื่อในอดีต


              แม้ในช่วงเวลาที่่ผ่านมาบอนสีได้รับความนิยมอย่างมาก แต่เพียงไม่นานก็เงียบหายไป จนในปี พ.ศ.2508 มีผู้สั่งบอนใบยาวจากสหรัฐอเมริกามาปลูกเลี้ยงกันมากขึ้น และทดลองผสมพันธุ์ใหม่ๆ กันมากมาย บอนสีจึงได้รับความนิยมอีกครั้ง ในปี พ.ศ.2520 ตลาดต้นไม้สนามหลวงก็มีผู้นำบอนสีแปลกใหม่มาจำหน่ายกันในราคาค่อนข้างสูงเช่น "นายโชติ" มีราคาสูงถึง 35,000 บาท จนเมื่อตลาดต้นไม้ย้ายไปที่ตลาดจตุจักร ส่งผลให้ความนิยมบอนสีลดลงอีกครั้ง แต่ด้วยความตั้งใจของผู้ปลูกเลี้ยงบอนสี พลตำรวจเอก พจน์ บุณยะจินดา และนักปลูกเลี้ยงหลายท่าน จึงร่วมกันจัดตั้ง สมาคมบอนสีแห่งประเทศไทย ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ.2525 พร้อมกับดำรงตำแหน่งนายกสมาคม โดยมีจุดประสงค์ให้นักปลูกเลี้ยงบอนสีร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์บอนสีที่เกิดจากฝีมือของคนไทยมาหลายชั่วอายุคนไม่ให้สูญพันธุ์ไป พร้อมกับพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ๆ ให้มีมากขึ้น มีการจัดประกวดบอนสีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บอนสีมีความนิยมสูงสุดในช่วงวลานั้น และยังมีหนังสือบอนสีเกิดขึ้นหลายเล่ม
               จนถึงปัจจุบันสมาคมได้กีอตั้งขึ้นมานานถึง 30 ปีแล้ว แต่สมาชิกและนักปลูกเลี้ยงบอนสีทุกท่านก็ยังคงร่วมกันพัฒนาวงการให้กว้างขวางขึ้น มีการจัดประกวดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอด เพื่อต้องการอนุรักษ์สายพันธุ์และความรู้ด้านการปลูกเลี้ยงบอนสีของคนไทยให้คงอยู่ตลอดไป อีกทั้งยังมีการปลูกประดับร่วมกับพรรณไม้อื่นในงานภูมิสถาปนิก มีการผลิตกล้าพันธุ์ การผลิตหัวพันธุ์บอนสีสำหรับส่งจำหน่ายต่างประเทศ และการปลูกเลี้ยงเพื่อผลิตเป็นไม้ตัดใบ กล่าวได้ว่า บอนสีมีการปรับปรุงพันธุ์อย่างต่อเนื่องจนได้สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพในด้านไม้ประดับไม่น้อยไปกว่าไม้ประดับอื่นๆเลย

ที่มาของข้อมูล 

  1. หนังสือ "บอนสี ราชินีแห่งไม้ใบ" โดยสมาคมบอนสีแห่งประเทศไทย
  2. http://www.oknation.net/blog/bonsi/2013/11/19/entry-1

ที่มาของภาพที่จัดทำแบนเนอร์ นายพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล

จัดทำโดย นายพูนศักดิ์ สักกทัตติยกุล โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย กรุงเทพมหานคร

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 34 คน กำลังออนไลน์