ประวัติที่มา(The History Of Wat Yannawa)

รูปภาพของ sss30480

 ♥ หน้าแรก (Home) ♥ | ♥ ประวัติที่มา (History) ♥ | ♥ สถานที่ภายในวัดยาน (Inside Wat Yannawa) ♥

 ♥ การเดินทาง (Route direction) ♥ | ♥ ร้านอาหาร (Restaurants) ♥ | ♥ ของฝาก (Souvenirs) ♥

 ♥ ประมวลภาพ (Gallery) ♥ | ♥ วิดิโอ (Videos) ♥

               ♣ ความเป็นมา ♣

             วัดยานนาวา ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาด้านตะวันออก บริเวณด้านใต้บ้านอู่  อันเป็นแหล่งต่ออู่สำเภาและซ่อมแซมเรือสำเภา

  เมืองบางกอก เดิมมีนามว่า “วัดคอกควาย” สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ราวๆสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช แต่ไม่ปรากฏ

  นามผู้สร้าง ในสมัยกรุงธนบุรี  (ประมาณพ.ศ.๒๓๑๙)  พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ  พระราชทานนามวัด

  ใหม่ว่า “วัดคอกกระบือ” และทรงสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเพื่อเป็นที่สถิตของพระราชาคณะ

             เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๕ อันเป็นปีที่ ๑ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพร้อมๆกับการสร้างกรุงเทพมหานคร พระบาท

  สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมา  พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้าง

  พระอุโบสถขึ้นใหม่  มีขนาดเล็ก แทนพระอุโบสถเดิมที่ชำรุดตั้งแต่คราวกรุงศรีอยุธยาแตก และเมืองบางกอกถูกพม่ายึด ได้รับความเสียหายมาก

  โดยพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่นี้ หันหน้าไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา

            พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑  และพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒  ทรงพระกรุณาเสด็จฯ

  พระราชทานผ้าพระกฐินที่วัดนี้ โดยกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นระยะทางประมาณ ๑๒๖ เส้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๓๐-๒๓๕๓ เป็นประจำ

  ทุกปี

            ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างหมู่กุฏิสงฆ์ และให้ปฏิสังขรณ์

  พระอารามส่วนที่ทรุดโทรม กับทรงมีพระราชดำริว่า พระอุโบสถเดิมมีขนาดเล็ก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์และขยาย

  พระอุโบสถให้มีขนาดใหญ่ขึ้น 

            ในแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๓๗๔ นั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ

  บริจาคพระราชทรัพย์ ๑,๐๐๐ ชั่ง ทำสัตตสดกมหาทาน และทรงทิ้งฉลากพระราชทานพระราชโอรสพระราชธิดา และของต่างๆ ถวายเป็นพุทธ

  บูชา  

            อนึ่ง ในปี พ.ศ.๒๓๘๗ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างพระสถูปเจดีย์ไว้ที่

  วัดคอกกระบือ เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่พระองค์ทรงใช้เรือสำเภาขนสินค้าไปทำมาค้าขายถึงเมืองจีนและประเทศต่างๆ โดยทรงมีพระราชดำริว่า

  ต่อไปในภายหน้า รูปลักษณ์เรือสำเภาอาจจะเปลี่ยนไป คนรุ่นหลังอาจจะจำรูปลักษณ์สำเภาจีนที่พระองค์ทรงใช้เป็นพาหนะไม่ได้ เพื่อให้คนรุ่น

  หลังได้เห็นและจำรูปแบบเรือสำเภาจีนที่พระองค์ทรงใช้เป็นพาหนะได้ กับทรงรำลึกถึงพระธรรมในเวสสันดรชาดกด้วยจึงทรงพระกรุณาโปรด

  เกล้าฯให้สร้างพระสถูป เจดีย์เป็นแบบอย่างใหม่ขึ้น เป็นสำเภาจีนมีพระเจดีย์ ๒ องค์อยู่บนเรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทรงสร้างพระสถูปเจดีย์มี

  ฐานเป็นเรือสำเภาจีน พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม วัดคอกกระบือว่า “วัดญานนาวาราม” ตามพระสำเภาพระเจดีย์ที่ทรง

  สร้างถวายไว้ ซึ่งแปลว่า “ญาณอันเป็นพาหนะดุจดั่งสำเภาข้ามโอฆะสงสาร”

            ซึ่งสืบเนื่องมาจากมหาชาติคำหลวงเรื่องพระเวสสันดรชาดก ตอนพระเวสสันดร ทรงตรัสเรียกกัณหาและชาลี ให้อุทิศตนร่วมกับพระบิดา

  สร้างมหากุศลอันเป็นเสมือนสำเภาใหญ่พามนุษยชาติข้ามโอฆะสงสารไปสู่พระนิพพาน กับทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างรูปหล่อสำริด

  พระเวสสันดรกัณหาและชาลีไว้บน พระสำเภาพระเจดีย์ สำหรับชื่อ “วัดญานนาวาราม” นี้ต่อมาได้เลื่อนมาเป็น “วัดยานนาวา” ที่มีความหมาย

  ใกล้เคียงกับชื่อเดิม คือ “วัดอันมีพาหนะดุจสำเภาในการที่จะนำพาเวไนยสัตว์ให้ข้ามพ้นโอฆะสงสาร”

            ต่อมารูปพระสำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวา นี้ ได้กลายมาเป็นต้นแบบในการสร้าง พระสำเภากระจาดใหญ่ในงานพระราชพิธีเทศน์

  มหาชาติ ในรัชกาลที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ ที่จัดขึ้นที่หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ มาแต่บัดนั้น คือราว พ.ศ. ๒๔๐๙ ในคราวที่ สมเด็จพระเจ้าลูกยา

  เธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕) ทรงถวายกัณฑ์เทศน์มหาชาติ กัณฑ์สักกบรรพ เมื่อวันที่ ๒๓

  ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๙ และในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ในคราวที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงถวายกัณฑ์

  เทศน์มหาชาติ กัณฑ์สักกบรรพ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๓๔

            นอกจากนั้น พระเจดีย์ ทั้ง ๒ องค์ ที่อยู่บน พระสำเภาวัดยานนาวานั้น ยังเป็น รูปแบบสถาปัตยกรรม “แบบขนบประเพณี” พระเจดีย์

  แบบย่อมุมไม้สิบหก และ แบบย่อมุมไม้ยี่สิบ ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ ตอนต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีความงามและเป็นเอกลักษณ์ยิ่ง  

  ยากที่จะหาพระเจดีย์แบบนี้ในปัจจุบันให้อนุชนได้ศึกษาและดูเป็นแบบอย่างได้

            โดยปกติ การสร้างสถูปเจดีย์นั้น ผู้สร้างมักจะสร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นอุทิศสถานเจดีย์

  เป็นพุทธบูชาหรือเพื่อเป็นที่บรรจุอัฐิของบุคคลที่ตนเคารพรักเพื่อเป็นอนุสรณ์

            แต่พระเจดีย์ ๒ องค์ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างไว้บน พระสำเภา

  วัดยานนาวานี้ ไม่มีหลักฐานหรือร่องรอยใดๆว่าได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือบรรจุอัฐิของใครไว้

            ด้วยเหตุนี้ จึงมีหลายท่านสันนิษฐานว่า ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่

  น้อย เพียง ๒ องค์ ไว้ในพระสำเภา คงจะทรงตั้งพระราชหฤทัยอุทิศพระราชกุศลแก่พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าลักขณา (ซึ่งเป็นพระบิดาของ

  พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว และเพื่อจะทรงแผ่พระราชกุศลแก่

  พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ให้หายพระประชวร

           นอกจาก พระอุโบสถ และ พระสำเภาพระเจดีย์ ที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างถวายไว้ที่

  วัดยานนาวาแล้วยังมีพระวิหารเก๋งจีน ซึ่งตั้งอยู่ทางท้าย พระสำเภาพระเจดีย์ และ พระแท่นที่ประทับ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

  ด้วย

            ซึ่ง พระวิหารเก๋งจีน นั้น สันนิษฐานว่า ทรงสร้างไว้เพื่อจะใช้เป็นที่ประทับทรงพักพระอิริยาบถ และเพื่อให้ใช้เป็นที่บำเพ็ญบุญกุศลของ

  พุทธศาสนิกชนทั่วไปด้วย

            ส่วน พระแท่นที่ประทับ ของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น สันนิษฐานว่า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างไว้ เช่นเดียวกับ

  พระแท่นที่ประทับที่ วัดโปรดเกศเชษฐาราม และพระแท่นที่ประทับใต้ต้นพิกุล วัดราชโอรสาราม เพื่อทรงใช้เป็นที่ประทับพักพระอิริยาบถ

  ชั่วคราว ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระอุโบสถ

             ซึ่งศิลปะการก่อสร้างในรัชกาลที่ ๓ แบบนี้ คงมีเหลือไว้ ให้เห็นในปัจจุบันน้อยมาก ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จ

  พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาเสด็จฯพระราชทานผ้าพระกฐิน ที่วัดยานนาวา ทางชลมารคเมื่อวันที่ ๑๐พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๓๙๕  

  (จ.ศ.๑๒๑๔)  และในวโรกาสนั้นทรงมีพระราชดำริว่า “การคมนาคมบริเวณนี้ ยังไม่สะดวก” จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้

  สร้างสะพานข้ามคลองวัดยานนาวา   ขึ้นที่บริเวณหน้าวัด  พร้อมกับการสร้างถนนเจริญกรุง

              ต่อมาเมื่อได้มีการรื้อสะพาน “เฉลิมพันธ์ ๕๓ (จปร)” ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรด

  เกล้าฯ ให้สร้างขึ้นที่หน้าวัดไตรมิตรวิทยารามออกแล้ว จึงได้นำมาติดตั้งเป็นสะพานข้ามคลองสาทร และรื้อแบ่งสะพานที่เป็นลายลูกกรงเหล็ก

  มาสร้างที่สะพานข้ามคลองวัดยานนาวา แทนของเดิมที่ชำรุดด้วย     

            อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขุดคลองวัดยานนาวา  ขยายให้กว้างและลึก

  เข้าไปถึงบริเวณวัดบรมสถล (วัดดอน)  และวัดปรก (วัดพม่า)บริเวณทุ่งคอกควายเดิมด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้

  สะดวกยิ่งขึ้น

            พร้อมกันนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งสถานีตำรวจ (โรงพักพลตระเวน) ขึ้นที่เยื้องหน้าวัดยานนาวา ริมถนนเจริญกรุง เป็นโรงพัก

  โรงที่ ๑๙ เรียกว่า โรงพักบ้านทวาย และ โรงพักกองตระเวนแม่น้ำ เป็นโรงพักที่ ๕๑  ขึ้นที่วัดยานนาวา ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่ตั้ง

  โรงเรียนปริยัติธรรมในปัจจุบัน  อยู่ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับ “โรงเรียนประถมวิเศษวัดยานนาวา”ที่ตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๗(ร.ศ.๑๒๒)

            ในช่วงปลายรัชสมัย รัชกาลที่ ๕ พระอุโบสถเดิม และเสนาสนะสงฆ์วัดยานนาวา ชำรุดเสียหายมาก ทางวัดจึงได้นำช่างพื้นบ้านทำการ

  บูรณปฏิสังขรณ์ เสนาสนะพร้อมกับสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ ตั้งแต่ปีพ.ศ. ๒๔๕๐–๒๔๖๗  โดยนำชิ้นส่วนบางอย่างของพระอุโบสถเดิมที่ยัง

  พอใช้การได้ มาอนุรักษ์ประกอบ การก่อสร้างใหม่ สำหรับปัจจัยในการดำเนินงาน ทางวัดได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มสมาคมพ่อค้าชาวจีน และ

  ผู้นำชุมชนตระกูลต่างๆ เช่นตระกูลล่ำซำ, หวั่งหลี, พิศาลบุตร, ไกรฤกษ์, สิงหเสนี, โชติกพุกกณะ, บุนนาค และฮุนตระกูลเป็นต้น ซึ่งเป็นตระกูล

  ที่อุปถัมภ์บำรุงวัดนี้ จนปฏิสังขรณ์เสนาสนะและสร้างพระอุโบสถใหม่แล้วเสร็จในต้นรัชสมัยรัชกาลที่ ๖ คือในปี พ.ศ.๒๔๖๙  และพระอุโบสถที่

  สร้างขึ้นใหม่นี้ หันหน้าไปทางถนนเจริญกรุง อันเป็นเหตุให้พระสำเภาพระเจดีย์ ที่เดิมเคยประดิษฐานอยู่หลังพระอุโบสถ กลายมาเป็น

  ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระอุโบสถ ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน  

            อนึ่งในปี พ.ศ. ๒๔๖๖ ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระสำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวา ได้ชำรุดทรุด

  โทรมมาก ทางวัดได้กราบทูลถวายรายงานเรื่องนี้ต่อ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์

            เนื่องจากพระสำเภาพระเจดีย์วัดยานนาวานี้ เป็นถาวรวัตถุที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง

  ถวายไว้ที่พระอารามนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า จึงทรงมีพระลิขิตถวายพระพร ต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขอพระราชทานให้

  กรมกัลปนา ดำเนินการซ่อมแซม เพื่อน้อมเกล้าฯถวายพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติ ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระบรมราชานุญาต และการ

  ซ่อมแซม พระสำเภาพระเจดีย์ ดังกล่าวนี้ ได้แล้วเสร็จ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๗

            ในการซ่อมแซมครั้งนี้ ปรากฏว่า หัวพระสำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวา ซึ่งเดิมเป็นรูปคล้ายเสี้ยววงเดือนแบบใบมีดโกนของพระในสมัย

  โบราณ แต่เมื่อมีการปฏิสังขรณ์ใหม่ในภายหลังนี้ ทำให้ลักษณะ หัวพระสำเภาพระเจดีย์ เปลี่ยนไปคล้ายรูปมีดดาบ

            ในปี พ.ศ.๒๔๗๑ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ทรงพระกรุณา เสด็จฯพระราชทานผ้าพระกฐิน ทางชลมารค ณ

  พระอุโบสถวัดยานนาวา    

            ต่อมา ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา และสงครามโลกครั้งที่สอง ฝ่ายข้าศึกได้ทิ้งระเบิดในบริเวณต่างๆ ของกรุงเทพมหานครเป็น

  จำนวนมาก  เป็นผลให้ พระอุโบสถ และ พระสำเภาพระเจดีย์ วัดยานนาวา ได้รับความเสียหายด้วย

            นอกจากนั้น โรงพักบ้านทวาย และ อู่ต่อเรือบางกอกด็อก พร้อมร้านค้าอาคารบ้านเรือนของประชาชนในย่านนี้ได้ถูกระเบิดเสียหายด้วย

  ทางราชการจึงย้าย โรงพักบ้านทวาย ไปที่พักชั่วคราว ที่ปลายป่าช้าสมาคมแต้จิ๋วใกล้วัดปรก(วัดพม่า) แล้วจึงย้ายไปตั้งในที่ปัจจุบัน และ

  เปลี่ยนชื่อเป็น สถานีตำรวจนครบาลยานนาวา ส่วนที่ตั้ง โรงพักบ้านทวาย เดิม ริมถนนเจริญกรุง เยื้องหน้าวัดยานนาวา ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็น

  กองดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร สำหรับ โรงพักกองตระเวนแม่น้ำ ริมแม่น้ำเจ้าพระยาวัดยานนาวา ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งขึ้นเพื่อ

  ดูแลรักษาความสะอาดของแม่น้ำคูคลองในย่านนี้ก็ได้รับความเสียหายจากภัยสงครามเช่นกันจึงถูกยุบเลิกไป

            หลังจาก สงครามโลกสงบลง ทางวัดและอุบาสกอุบาสิกาและพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์ พระอุโบสถ และ พระสำเภา

  พระเจดีย์ ใหม่อีกครั้งหนึ่ง และเพื่อเป็นการอนุรักษ์ความงามและความสำคัญ ของวัดยานนาวา เห็นว่าเป็นวัดที่มีโบราณวัตถุสำคัญ กรมศิลปากร

  จึงได้มาทำการสำรวจและได้ขึ้นทะเบียน พระสำเภาพระเจดีย์ พระอุโบสถ พระวิหารเก๋งจีน และ พระแท่นที่ประทับ ร.๓  ณ วัดยานนาวา เป็น

  โบราณสถาน ตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๖

 

        << (หน้าก่อนนี้) เขตที่ตั้งวัด                           [This page in English]                                (หน้าถัดไป) สถานที่ภายในวัด >>

ที่มาของภาพที่จัดทำแบนเนอร์ (The source of banner image)

http://www.wbtvonline.com/download/27-06-201614-45-04.jpg

จัดทำโดย (Presented by)

สิริรัตน์   มิตรชอบ  (Sirirat   Mitchob)

พิชญา   ธริญาติ  (Pichaya   Thariyart)

รินทิพย์   จรัสสิริประภา  (Rinthip   Jarassiriprapa)

จิณห์จุฑา   วิรัตน์วัฒนกุล  (Jinjutha   Wiratwattanakul)

พัณณิณี   อุทัยวรรณ์  (Panninee   Uthaiwan)

โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย เลขที่ 1 ซ.เจริญกรุง 57 ถนนเจริญกรุง เขตสาทร กรุงเทพมหานคร 10120

Satri Si Suriyothai School No.1 Soi Charoenkrung 57, Sathorn, Bangkok, Thailand 10120

ที่มาของข้อมูล (Source of data)

http://www.dhammaaromdee.com/customize-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8...

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 143 คน กำลังออนไลน์