หอพระไตรปิฎก

รูปภาพของ sss30480

 ♥ หน้าแรก ♥ | ♥ ประวัติที่มา ♥ | ♥ สถานที่ภายในวัดยาน ♥

 ♥ การเดินทาง ♥ | ♥ ร้านอาหาร ♥ | ♥ ของฝาก ♥ | ♥ ประมวลภาพ ♥ | ♥ วิดิโอ ♥

ที่มา : นางสาว สุภัตรา  พุ่มพยอม  นักเรียนโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

                       In English

พระเศวตกุฎาคาร หอพระไตรปิฏก

          ลักษณะเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูนทรงไทย ประดับด้วยปราสาท ๓ ยอด สูง ๓ ชั้น กว้าง  ๙ เมตร ยาว  ๓๙ เมตร  

  ทางวัดและคณะกรรมการฯ ยังมิได้จัดให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ เพียงจัดให้พระภิกษุสามเณรดูแลรักษา และเป็นที่พำนักสงฆ์

  ชั่วคราว  การบูรณพัฒนาพระอารามในลำดับต่อมา

         ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้มีพระบัญชา ลงวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๔ ให้

  พระพรหมวชิรญาณ วัดจักรวรรดิราชาวาส มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดยานนาวา และ พระพรหมวชิรญาณ ได้เดินทางมาเป็นทางการ

  เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕  ก่อนเดินทางมารับตำแหน่ง พระพรหมวชิรญาณ ได้เริ่มวางโครงการบูรณพัฒนาพระอาราม ในทุกๆด้าน ทั้งใน

  ด้านการบริหารจัดการ การปกครอง การศาสนศึกษา การเผยแผ่ การปฏิบัติธรรมม การสาธารณูปการ การศึกษาสงเคราะห์ และการสา

  ธารณสงเคราะห์ อันเป็นผลให้วัดยานนาวา เป็นศูนย์การประชุมอบรมและปฏิบัติธรรม ของทางราชการ ของสถาบันการศึกษา และของทาง

  คณะสงฆ์ โดยสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำกรุงเทพมหานคร แห่งที่ ๑ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗

  และเป็นสำนักเรียนที่สอบธรรมศึกษาได้เป็นอันดับหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘

                    ♦ สำหรับในด้านการบูรณพัฒนาถาวรวัตถุ ได้ดำเนินการดังนี้ คือ

        ก. พระเศวตกุฎาคารมหาเจษฎาบดินทร์  

                     ได้ดำเนินปรับปรุงพัฒนาในชั้นต่างๆ ดังนี้

          อาคารชั้นล่าง ได้ย้ายเตาฌาปนกิจศพ ๒ เตา ออก (เพื่อเลิกการฌาปนกิจศพใน พระเศวตกุฎาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเป็นอาคาร

   เฉลิมพระเกียรติ ร.๓) พร้อมกับปรับปรุงพัฒนาชั้นล่างใหม่ทั้งหมด เช่นปิดประตูเข้าห้องพักพนักงานของวัดด้านใน ไปเปิดเข้าทางด้านนอกของ

  อาคารด้านเหนือ ปรับปรุงพัฒนาห้องบำเพ็ญกุศล ๑-๒ ห้องครัว ห้องเก็บของ ห้องสำนักงานมูลนิธิโรงพยาบาล ๕๐ พรรษามหาวชิราลงกรณ

  ห้องสถานีโทรทัศน์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ห้องวัตถุมงคล ห้องแสดงผลิตภัณฑ์สินค้าศิลปาชีพฯ และห้องน้ำห้องส้วม เป็นต้น

          อาคารชั้นสอง ปรับปรุงเป็นห้องบำเพ็ญกุศลศพ และห้องบำเพ็ญกุศลอเนกประสงค์

          อาคารชั้นสาม ปรับปรุงให้มีห้องรับรอง ห้องประชุม ห้องปฏิบัติธรรม ส่วนห้องโถงใหญ่เป็นห้องอเนกประสงค์ เช่นเป็นห้องบำเพ็ญกุศล

  ห้องประชุม ห้องปฏิบัติธรรม และเป็นห้องครัว  

         อนึ่ง พระพรหมวชิรญาณ ได้จัดสร้างพระพุทธปฏิมาสำริด ปางห้ามสมุทร เป็นพระพุทธปฏิมาประจำพระชนมวาร ของพระบาทสมเด็จพระ

  นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ถวายพระนามว่า “พระพุทธปฏิมาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว” อัญเชิญประดิษฐานไว้บนพระมณฑปชั้น ๓ ที

  ปรับปรุงพัฒนาแล้ว

        ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระกรุณาเสด็จฯมาประ กอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและยกฉัตรถวาย

   “พระพุทธปฏิมาสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว”  พร้อมกับทรงเปิดพระเศวตกุฎาคารมหาเจษฎาบดินทร์ และ พระเศวตกุฎาคารหอพระไตรปิฎก

  เฉลิมพระเกียรติฯ ดังกล่าว เมื่อวันอาทิตย์ ที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๔๖

        ข. พระเศวตกุฎาคารหอพระไตรปิฎก ๓ ชั้น

                  โดยที่นับแต่สร้างพระเศวตกุฎาคารหอพระไตรปิฎก ๓ ชั้น เสร็จ ทางวัดยังมิได้จัดสรรพื้นที่ทั้ง ๓ ชั้น ให้เป็นประโยชน์ตาม

  วัตถุประสงค์ พระพรหมวชิรญาณ จึงได้ปรับปรุงใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ดังนี้

                 ก. อาคารชั้นล่าง จัดเป็นห้องพระไตรปิฎก ที่เก็บรักษาตู้พระไตรปิฎกลงรักปิดทองซึ่งเป็นของโบราณ เป็นห้องสมุดหนังสือพระธรรม

  และหนังสือสารคดีทั่วไป เปิดบริหารให้พระสงฆ์และบุคคลทั่วไป ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งหนึ่ง จัดเป็นสำนักงานวัด และสำนักงานผลประโยชน์วัด

                ข. ชั้นสอง เป็นที่พักสามเณรนักเรียนปริยัติธรรม

                ค. ชั้นสาม เป็นที่พักพระสงฆ์นักศึกษาปริยัติธรรม เป็นพิพิธภัณฑ์และเก็บสังฆภัณฑ์

       ค. การบูรณพัฒนาพระสำเภาพระเจดีย์

                 พระพรหมวชิรญาณ ได้จัดปรับปรุงพัฒนา พระสำเภาพระเจดีย์ ใหม่ ทั้งบริเวณภายนอก โดยเฉพาะภายในพระสำเภาพระเจดีย์ ได้

  จัดเก็บสิ่งของต่างๆที่เจ้าหน้าที่นำไปเก็บไว้ ทำให้ดูไม่เหมาะสมกับเป็นปูชนียวัตถุสถาน แล้วทำการบูรณปฏิสังขรณ์ทำพื้นและตกแต่งทาสี

  ภายใน พระสำเภาพระเจดีย์ด้านท้ายบาหลีเสียใหม่ โดยได้อัญเชิญรูปหล่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์ และกัณหา ชาลี พระพุทธสำเภา พระบรมรูป

  ของรัชกาลที่ ๓ รอยพระพุทธบาทจำลอง หินอ่อน พระไตรปิฏก เสี่ยงทาย และพระพุทธปฏิมาสำคัญอื่นๆ มาประดิษฐาน เพื่อให้พุทธศาสนิกชน

  ได้สักการบูชา

 

        ฆ. บุรณพัฒนาพระอุโบสถ

                 เนื่องจาก พระอุโบสถและพระวิหารเก๋งจีน วัดยานนาวา อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม มาแต่สมัย พระธรรมราชานุวัตร (ไสว) และ

  พระพรหมโมลี(วิลาส) ยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ซึ่งเจ้าอาวาสทั้งสององค์ เห็นว่า นอกจากพระอุโบสถและพระวิหารเก๋งจีนดังกล่าว จะชำรุด

  ทรุดโทรมแล้ว ยังเป็นพระ

          อุโบสถและพระวิหารหลังเล็ก ไม่เพียงพอต่อการรองรับพระภิกษุสามเณร และ สังฆกรรมต่างๆที่จะทำในโรงอุโบสถ หรือกิจกรรมที่จะทำ

  ในพระวิหาร โดยเฉพาะพื้นที่ในบริเวณอุโบสถได้ทรุดตัวลง เวลาฝนตกทำให้น้ำท่วมทั่วบริเวณ จึงมีความประสงค์จะรื้อถอนอุโบสถและพระวิหาร

  เก๋งจีนดังกล่าว เพื่อสร้างใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม แต่ก็ขัดข้อง เนื่องจากกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุไว้ และกรมศิลปากรเอง ก็ไม่มี

  งบประมาณที่จะทำการบุรณปฏิสังขรณ์

          เมื่อ พระพรหมวชิรญาณ มารับตำแหน่งเจ้าอาวาสแล้ว จึงประสานกับกรมศิลปากร เพื่อพิจารณาหาแนวทางสืบสานเจตนารมณ์ของอดีต

  เจ้าอาวาสต่อ แต่เมื่อกรมศิลปาการ ยังคงยืนยันที่จะให้บุรณปฏิสังขรณ์ หรือถอนสภาพพระอุโบสถเป็นพระวิหาร แล้วสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ แต่

  ก็ขัดข้องด้วยบริเวณวัดมีเนื้อที่จำกัด ทั้งโรงเรียนเทศบาลวัดยานนาวาก็ขนาบติดกับพระอุโบสถ ไม่อาจที่จะปฏิสังขรณ์ไว้ให้อยู่ในสภาพแวดล้อม

  ที่ขัดแย้งกันเช่นนั้นจึงมิได้ทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง

          ประจวบกับ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระราชศรัทธา จะเสด็จฯมาทรงบำเพ็ญพระราชกุศล

  เป็นการส่วนพระองค์ ณ พระอุโบสถวัดยานนาวา โดย พระพรหมวชิรญาณ ได้ทราบเรื่องล่วงหน้าเพียง ๓ วัน จึงตัดสินใจทำการบุรณปฏิสังขรณ์

  ภายในพระอุโบสถชั่วคราว เป็นการด่วน เพื่อสามารถใช้รับเสด็จฯ เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๕ ส่วนภายนอกพระอุโบสถไม่สามารถจะบุรณ

  ปฏิสังขรณ์ได้ทัน

          ในการบุรณปฏิสังขรณ์ภายในพระอุโบสถเพื่อเตรียมรับเสด็จฯครั้งนี้ พระพรหมวชิรญาณได้อัญเชิญ พระพุทธปฏิมาประจำพระขนมวาร

  สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ (ปางทรงรำพึง) ประดิษฐานที่หน้าพระอุโบสถด้านนอก เพื่อได้ทรงนมัสการก่อนเข้าสู่พระอุโบสถด้วย

          นอกจากการบูรณพัฒนาข้างต้นแล้ว พระพรหมวชิรญาณ ยังได้ตั้งคณะกรรมการ และวางโครงการพัฒนาพระอาราม วัดยานนาวา

  เฉลิมพระเกียรติ ๗๒ พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาพระอารามในด้านต่างๆทุกด้าน คือ ทั้งในด้านการ

  บริหารจัดการ ด้านศาสนบุคคล ศาสนวัตถุ ศาสนธรรม และศาสนกิจ โดยเฉพาะการพัฒนาศาสนวัตถุ เพื่อรองรับกิจการพระศาสนาของวัดในด้าน

  ต่างๆดังนี้

                     -พัฒนาปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุต่างๆ ในเขตพุทธาวาส คือ พัฒนาพระเศวตกุฎาคาร มหาเจษฎาบดินทร์ และ พระเศวตกุฎาคารหอ

  พระไตรปิฎก เพื่อประโยชน์และให้เหมาะสมแก่การใช้สอย การปฏิสังขรณ์โบราณวัตถุ ๔ อย่างที่กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนไว้ คือ พระอุโบสถ พระ

  สำเภาพระเจดีย์ พระวิหารเก๋งจีน และ พระแท่นที่ประทับ ร.๓

                    -พัฒนาโดยก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นที่ลานหน้าพระสำเภาพระเจดีย์ การก่อสร้าง

  พระเศวตกุฎาคารเฉลิม  พระเกียรติ ขึ้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา (ในบริเวณท่าเรือหวั่งหลีเดิม) การพัฒนาบริเวณเสนาสนกุฎีสงฆ์ ก.๓ ก.๔ และ

  โรงเรียนพระปริยัติธรรมเดิมซึ่งอยู่ติดกับ พระอุโบสถ สร้างเป็นอาคารศูนย์ศึกษาปฏิบัติธรรม ในเขตพุทธาวาส

                   -พัฒนาสร้างท่าเทียบเรือเฉลิมพระเกียรติ (หน้าพระอุโบสถเดิม) แทนอาคารท่าเรือเดิม ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างไว้ ที่ถูกรื้อไปนานแล้ว และการพัฒนาความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ของภูมิทัศน์ภายในวัด และริมแม่น้ำ

  เจ้าพระยา

                  -พัฒนาหมู่กุฏิ โดยย้ายคณะ ก.๓ และคณะ ก.๔ ออกจากเขตพุทธาวาส  และรื้อถอนคณะ ก. ๕ คณะ ก. ๑๔ และคณะ ก. ๑๗ ไป  

  ก่อสร้างรวมเป็นกุฎีสงฆ์ ๕ ชั้น (รวมห้องใต้ดินป็น ๖ ชั้น)ขึ้นในพื้นที่ คณะ ก.๕ ก.๑๔ และ ก.๑๗ ในเขตสังฆาวาส เพื่อให้เพียงพอกับพระภิกษุ

  สามเณรซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้น

                 -พัฒนาในเขตจัดประโยชน์ โดยก่อสร้างอาคารร้านค้าใหม่แทนอาคารร้านค้าเก่าที่มีอายุเก่าแก่และชำรุด รอบวัด ทั้งในเขตจัด

  ประโยชน์ ๑ และ ๒ และย้ายอาคารโรงเรียนวัดยานนาวา ของกรุงเทพมหานคร ที่อยู่ติดกับพระอุโบสถ ออกไปสร้างในเขตจัดประโยชน์ ๒  

  พร้อมกับสร้างอาคารคอนโดมีเนียม ๕ ชั้น เพื่อย้ายพนักงานวัดที่อาศัยอยู่ใน พระเศวตกุฎาคารมหาเจษฎาบดินทร์ ออกมาอยู่ที่อาคารคอนโดมี

  เนียมในเขตจัดประโยชน์ ๒ ดังกล่าว

           ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาวัดยานนาวา ให้มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม สมกับเป็นพระอารามหลวง คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ให้

  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ในทางพระพุทธ ศาสนา และในด้านโบราณสถาน ของกรุงเทพมหานคร อีกแห่งหนึ่ง กับเพื่อเป็นมรดกไทยสืบไป

  ชั่วกาลนานด้วย

ที่มา : นางสาว สุภัตรา  พุ่มพยอม นักเรียนโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

 

    << (หน้าก่อนนี้) พระสำเภาเจดีย์                                                            (หน้าถัดไป) ประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิม >>

มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ใหญ่ใจดี
 
 

 ช่วยด้วยครับ
นักเรียนที่สร้างบล็อก กรุณาอย่า
คัดลอกข้อมูลจากเว็บอื่นทั้งหมด
ควรนำมาจากหลายๆ เว็บ แล้ววิเคราะห์ สังเคราะห์ และเขียนขึ้นใหม่
หากคัดลอกทั้งหมด จะถูกดำเนินคดี
ตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์
มีโทษทั้งจำคุกและปรับในอัตราสูง

ช่วยกันนะครับ 
ไทยกู๊ดวิวจะได้อยู่นานๆ 
ไม่ถูกปิดเสียก่อน

ขอขอบคุณในความร่วมมือครับ

อ่านรายละเอียด

ด่วน...... ขณะนี้
พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 
มีผลบังคับใช้แล้ว 
ขอให้นักเรียนและคุณครูที่ใช้งาน
เว็บ thaigoodview ในการส่งการบ้าน
ระมัดระวังการละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย
อ่านรายละเอียดที่นี่ครับ

 

สมาชิกที่ออนไลน์

ขณะนี้มี สมาชิก 0 คน และ ผู้เยี่ยมชม 124 คน กำลังออนไลน์